ฮอร์โมนบำรุงใบ ควรใช้ฮอร์โมนที่มีส่วนผสมของแคลเซียม

สังกะสี สาหร่ายสกัด ปุ๋ยทางใบที่มีไนโตรเจนสูง เช่น สูตร 18-6-6, 30-20-10 เป็นต้น เดือนละ 1-2 ครั้ง จะใช้เป็นฮอร์โมนสำหรับบำรุงการเติบโตของพืชประเภทเถาเลื้อย จนกระทั่งอายุได้ 10-12 เดือน ถ้าต้นสมบูรณ์ดีและยอดพริกไทยสุดเสาปูนแล้วเตรียมเปิดตาดอก โดยตัดยอดไหลของพริกไทยที่บริเวณหัวเสา และทาด้วยปูนแดง จากนั้นใช้ฮอร์โมนสำหรับเร่งเปิดตาดอก และปุ๋ยสูตร 8-24-24 หลุมละครึ่งกิโล 1 ครั้ง หากเกิดเชื้อราประเภทต่างๆ ให้แก้ตามอาการ หากดอกเริ่มบานและเกสรร่วง ให้ฉีดฮอร์โมนกลุ่มแคลเซียมโบรอน เพื่อเพิ่มเมล็ดและฉีดฮอร์โมนเร่งเต่ง+ขั้วเหนียว ทุก 10-15 วัน จนกว่าจะเก็บผลผลิต

โดยปกติแล้วพริกไทยหากต้นพันธุ์แข็งแรงจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรค เพราะจะมีภูมิต้านทานสูง ส่วนโรคและศัตรูพืชที่พบบ่อย ได้แก่ เชื้อรา โรครากเน่า โคนเน่า เน่าเข้าไส้ สามารถใช้คาร์เบนดาซิม หรือกลุ่มฟอสอีทิลอะลูมิเนียม ในการยับยั้งหรือฉีดป้องกัน ในช่วงฤดูฝนที่มีความชื้นสะสมค่อนข้างสูงในแปลงปลูก

– ศัตรูพืชประเภท เพลี้ยแป้ง ควรใช้สารกำจัดเพลี้ยชนิดเดียวกับที่ฉีดในนาข้าวและแตงโม

– หอยทาก ควรใช้สารกำจัดหอยเชอรี่ชนิดเม็ดโรยรอบโคนต้น ห่างจากพริกไทย 1 ฟุต หรือจะนำทรายไปโรยไว้รอบๆ โคนก็ได้

ผู้ที่สนใจปลูกพริกไทย ควรศึกษาหาข้อมูลและตรวจสอบแปลงของแหล่งพันธุ์ว่าเหมาะกับการทำพันธุ์หรือไม่ จะทำให้ประสบความสำเร็จจากพริกไทยได้ง่าย และจะลดปัญหาการซื้อเพื่อปลูกซ่อมอีกด้วยครับ

กลุ่มพริกไทยเกษตรอินเตอร์

คุณอาธัญฤทธิ์ เล่าว่า ที่ผ่านมา ได้มีการจัดตั้งกลุ่มเพื่อทำเกษตรแบบรวมกลุ่ม เพื่อช่วยแก้ปัญหาต่างๆ เรื่องการปลูกพริกไทย โดยใช้ชื่อ “พริกไทยเกษตรอินเตอร์” มีการแบ่งปันความรู้เรื่องการปลูกดูแล การเก็บเกี่ยว รวมไปถึงการตลาดพริกไทยอย่างครบวงจร

เกษตรกรมักจะเข้าใจว่า พริกไทยต้องปลูกในพื้นที่บริเวณภูเขาที่มีอากาศค่อนข้างเย็น ถึงจะเจริญเติบโตดี แต่มีผู้ทดลองปลูกพริกไทยในพื้นที่ราบเขตอากาศร้อน ปรากฏว่าต้นพริกไทยไม่โต หรืออาจตายเลยก็มี เนื่องจากสมัยนี้วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ มีราคาถูกลงและมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เข้ามาช่วยลดความร้อนให้พริกไทยเหมือนอยู่บนเขาได้ นั่นคือ ใช้ซาแรนพรางแสงบังแดดช่วยพรางแสง

สำหรับเขตพื้นที่ราบ ใช้ซาแรนเปอร์เซ็นต์กรองแสงอยู่ที่ 60-70% ช่วยให้ต้นพริกไทยเติบโตได้ ในอดีตปลูกพริกไทยโดยใช้ต้นไม้ เสาไม้ ปัจจุบันได้พัฒนาเป็นเสาปูน ราคาหลักร้อยบาท และแข็งแรงอยู่ได้นานหลายปี ทำให้มีผู้สนใจปลูกพริกไทยกันอย่างแพร่หลาย แต่หลังจากปลูกแล้ว วิธีการดูแล การเก็บเกี่ยวกับการตลาด เกษตรกรจะหาข้อมูลได้ที่ไหน ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดเช่นกัน

ฉะนั้น การทำเกษตรแบบรวมกลุ่ม สามารถช่วยแก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้ การลงทุนปลูกพริกไทยนั้น ใช้งบประมาณในการลงทุนค่อนข้างสูงพอสมควร การลงทุนปลูกแต่ละครั้งจึงปลูกได้จำนวนไม่มากในแต่ละเจ้า ทำให้ผลผลิตที่ได้รับนั้นมีไม่พอที่จะส่งหรือน้อยเกินไปต่อการไปรับสินค้าของพ่อค้าแม่ค้า จึงมีการตั้งกลุ่มพริกไทยเกษตรอินเตอร์ขึ้น เพื่อช่วยแก้ปัญหาต่อไปนี้

กลุ่มพริกไทยเกษตรอินเตอร์มีผู้ให้การดูแลด้านการตลาด การประสานงาน ผู้ดูแลตรวจสอบแปลงพันธุ์ การรับประกันกิ่งพันธุ์ การรับซื้อผลผลิต และโปรโมตจำหน่ายกิ่งพันธุ์ โดยใช้สื่อออนไลน์เข้ามาช่วย ทำให้ผู้คนรู้จักมากขึ้น โดยการรวบรวมสมาชิกและลงทะเบียนนั้นทำให้เราสามารถรู้ได้ว่าผลผลิตที่แน่นอนในแต่ละปีมีจำนวนเท่าไร เราสามารถที่จะต่อรองกับทางโรงงานใหญ่ๆ และติดต่อกับต่างประเทศได้ เพราะเรามีสินค้าที่มากเพียงพอ

หากสนใจเรื่องการปลูกดูแลพริกไทย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณอาธัญฤทธิ์ สีท้าว เจ้าของสวนพริกไทย ไร่ธัญฤทธิ์ (ศูนย์จำหน่ายพันธุ์และถ่ายทอดความรู้เกษตรผสมผสาน) เลขที่ 98/9 หมู่ที่ 5 ตำบลบึงปลาทู อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์

ใช้วงบ่อซีเมนต์ ขนาด 80 เซนติเมตร วางระยะห่างระหว่างแถว 4 เมตร ระยะห่างระหว่างต้น 3 เมตร กิ่งพันธุ์ที่ใช้ เป็นมะนาวพันธุ์แป้นพิจิตร 1 และแป้นพวง เป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มภาคกลาง เพราะตลาดที่ คุณณรงค์ มองไว้ คือ ตลาดภาคกลาง และพันธุ์แป้นพิจิตร 1 ทนทานต่อโรคและแมลง ส่วนพันธุ์แป้นพวง ลูกดก
การเตรียมดินสำหรับปลูกในวงบ่อซีเมนต์ นำวัสดุปลูกประกอบด้วยดินนา ขี้วัว กากถั่วแระ กากถั่วเขียว จากนั้นไถผาล 7 ดินนาก่อน ทิ้งดินนาที่ไถแล้วตากแห้งเกือบ 1 เดือน แล้วไถผาล 7 อีกรอบให้ดินร่วนซุย นำขี้วัวและกากถั่วโรยแล้วไถกลับไปมา จากนั้นนำรถไถดันพื้นที่ปลูกให้เป็นคู วางวงบ่อ ตักดินใส่วงบ่อที่มีแผ่นรองด้านล่าง
ระบบน้ำและการให้น้ำ คุณณรงค์ ใช้ระบบน้ำหยดกับมะนาวต้นเล็กๆ โดยให้น้ำในช่วงเช้า เพียง 5 นาที หลังจากมะนาวเริ่มโตก็เปลี่ยนระบบน้ำหยดเป็นมินิสปริงเกลอร์ ให้น้ำในช่วงเช้าเช่นเดียวกัน แต่ปรับเวลาเป็น 10-15 นาที
หลังจากมะนาวผลิยอดอ่อนให้เห็น ขลิบยอดทิ้ง จากนั้น 15 วัน พ่นสารแพคโคลบิวทราโซลในครั้งแรก และอีก 45 ต่อมา พ่นสารแพคโคลบิวทราโซลอีกครั้ง สำหรับอัตราความเข้มข้นของสารแพคโคลบิวทราโซล ชนิดความเข้มข้น 10% ในอัตรา 80 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

สารแพคโคลบิวทราโซล เป็นสารที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของกิ่งใบ เมื่อกิ่งใบน้อยลง โอกาสการออกดอกก็มีมากขึ้น

มะนาวที่จะบังคับให้ออกนอกฤดูได้นั้น ควรมีอายุอย่างน้อย 8 เดือนขึ้นไป ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม หรือต้นเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตก ควรงดให้น้ำ โดยการนำผ้าพลาสติกกันฝนขนาดใหญ่คลุมรอบวงบ่อ สังเกตใบมะนาวจะเริ่มเหี่ยว หลังจากคลุมผ้าพลาสติกประมาณ 10-15 วัน และนำผ้าพลาสติกคลุมออก เมื่อใบสลด เหี่ยวหรือร่วงประมาณ 75-80% ให้น้ำพร้อมปุ๋ย

การให้ปุ๋ยทางดิน ใช้สูตร 0-0-60 หรือ 15-5-20 ส่วนปุ๋ยทางใบ ใช้สูตร 9-19-34 “หลังจากนั้น ประมาณ 14 วัน มะนาวจะเริ่มแตกใบอ่อน พร้อมออกดอก ระยะนี้ต้องหมั่นดูแลไม่ให้แมลงศัตรูพืชเข้าทำลาย ซึ่งผลมะนาวจะสมบูรณ์พร้อมเก็บจำหน่ายในช่วงฤดูแล้งพอดี”

โรคและแมลงศัตรูพืช โรคแคงเกอร์ ซึ่งเป็นโรคที่อันตรายที่สุดสำหรับมะนาว ป้องกันโดยพ่นสารคอปเปอร์หลังจากมียอดอ่อนแทงออกมา แต่ถ้ายังพบโรคแคงเกอร์อีก ให้แต่งกิ่งนำไปเผาทิ้ง นอกจากนี้ ควรระวังเพลี้ยไฟ ซึ่งจะทำให้เกิดโรคใบเหลืองในมะนาว ควรใช้ยาฆ่าเชื้อราพ่นป้องกัน

การทำมะนาวนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์ รอบแรกของการทำมะนาว ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ นับเฉพาะ 150 วงบ่อ คือ ครึ่งหนึ่งของจำนวนวงบ่อทั้งหมด สามารถจำหน่ายได้ราคาดี คิดเป็นต้นทุนและกำไรราว 3 แสนบาท ราคามะนาวออกจากสวน ลูกละ 5-6 บาท ทีเดียว

หอมแป้น เป็นผักชนิดหนึ่งที่คนทางภาคเหนือใช้เรียกผักที่คล้ายต้นหอม มีใบเรียวยาว แต่ใบแบน บาง เป็นการเรียกตามลักษณะของมันที่แบน บาง เช่น ไม้แป้น หมายถึง ไม้กระดานเป็นแผ่นบาง หอมแป้น จึงหมายถึง กุยช่าย ที่คนเมืองเหนือเคยชินกับการเรียก หอมแป้น มากกว่าเรียก กุยช่าย ถึงแม้จะไม่เป็นที่นิยมบริโภคกันมากนักก็ตาม ส่วน ขนมกุยช่าย จะไม่เรียกว่า ขนมหอมแป้น

กุยช่าย พืชผักที่มีกลิ่นฉุน มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายสูงด้วยสรรพคุณทางยาหลายด้าน กุยช่ายนำมาประกอบอาหารได้ไม่กี่อย่าง กุยช่ายเป็นที่ต้องการของตลาดมาตลอด แม้บางช่วงราคาจะไม่สูงเหมือนผักอื่นก็ตาม มักนำกุยช่ายผัดกับเต้าหู้ ใส่กับผัดไทย และขนมกุยช่าย การนำกุยช่ายมาประกอบอาหารอยู่ในวงจำกัด

การปลูกกุยช่ายมักปลูกร่วมกับผักชนิดอื่น แหล่งปลูกกุยช่ายอยู่ที่ราชบุรี นครปฐม ในบางพื้นที่ปลูกแต่กุยช่ายเพียงชนิดเดียวเป็นแปลงใหญ่ การปลูกกุยช่ายเป็นการลงทุนลงแรงเพียงครั้งแรกอยู่ได้นานหลายปี เป็นพืชผักอายุยืน ต่างจากผักชนิดอื่นอยู่ได้เพียงฤดูเดียว หลังจากปลูกกุยช่ายแล้วการดูแลรักษามีให้ทำน้อย ให้ผลผลิตได้เร็ว เก็บเกี่ยวได้ตลอดปี การเก็บเกี่ยวใช้เวลาน้อยไม่เปลืองแรงงาน โรคแมลงศัตรูมีน้อย สามารถทำงานอยู่กับกุยช่ายได้อย่างสบายๆ และเบาแรง จึงเป็นงานเบาที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ดังเช่นกับ โกแป๊ะ หรือ ลุงแป๊ะ ชื่อจริง คุณบุญผ่อง ฉิมพุก เกษตรกร วัย 65 ปี หันมาปลูกกุยช่ายเลี้ยงตัวมา 10 กว่าปี

คุณบุญผ่อง ทำแปลงกุยช่ายบนพื้นที่ 2 ไร่ อยู่ หมู่ที่ 6 บ้านห้วยยาง ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง คุณบุญผ่อง ไม่ใช่ชาวลำปางโดยกำเนิด มาอาศัยอยู่ลำปางได้ 40 ปี จนกลายเป็นชาวลำปาง บ้านเดิมอยู่ที่ตำบลบ่อพลับ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ชีวิตของเขาผ่านการสู้ชีวิตมาหลายอย่าง หลังจากเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 (เมื่อครั้งยังเรียน ชั้น ป.7) ได้บวชเณรและบวชพระอยู่ที่วัดพะเนียงแตก ที่อำเภอบ้านเกิดจนสอบได้นักธรรมโท สึกออกมาแล้วได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2516 มาอยู่กับพี่สาว

ช่วยพี่สาวทำเต้าหู้ และได้ใช้เวลาว่างสมัครเรียนที่โรงเรียนฝึกวิชาชีพ ช่างซ่อมเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น จนสำเร็จหลักสูตร สามารถออกมารับจ้างซ่อมเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และอุปกรณ์ไฟฟ้าได้ วันหนึ่งได้มาซ่อมเครื่องปรับอากาศให้กับคลินิกทำฟันแห่งหนึ่ง พบรักกับลูกจ้างสาวที่คลินิกแห่งนี้เป็นสาวชาวลำปาง ในปี พ.ศ. 2519 จึงได้ชักชวนกันมาสร้างครอบครัวที่บ้านเดิมของฝ่ายสาวคือบ้านห้วยยาง ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ซื้อที่ริมคลองชลประทาน ทำสวนผัก ตามที่ตนเองมีความถนัดมาแต่เดิมเมื่อครั้งอยู่ที่นครปฐม พ่อแม่มีอาชีพทำสวนผัก ได้ช่วยพ่อแม่ทำตั้งแต่เด็กจึงมีประสบการณ์ติดตัวมา ในปี พ.ศ. 2527 ไฟฟ้าเข้ามาในหมู่บ้าน จึงรับจ้างติดตั้งไฟฟ้าตามบ้าน ทั้งยังรับจ้างเจาะน้ำบาดาล

ปี พ.ศ. 2532 ได้ทำฟาร์มไก่กระทง ประมาณ 6,000-7,000 ตัว เลี้ยงเรื่อยมาจนถึง ปี พ.ศ. 2545 เข้ามาพักอยู่ในเมืองลำปางอาศัยกับคนรู้จัก ได้นำประสบการณ์จากการที่ได้อยู่กับพี่สาวทำเต้าหู้ส่งตลาดเทศบาล (หลักเมือง) และตลาดอัศวิน ด้วยเต้าหู้มักเป็นของคู่กับถั่วงอก กุยช่าย จึงคิดจะปลูกกุยช่ายเพื่อขายคู่กับเต้าหู้ ได้เดินทางกลับไปบ้านเกิดที่นครปฐมเพื่อนำเหง้ากุยช่ายกลับมาจำนวนหนึ่ง มาขยายกอกุยช่าย

เรื่องตลาดนั้น การจะแทรกตัวเข้าไปขายให้กับผู้รับซื้อกุยช่ายรายใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละรายมีเจ้าประจำส่งกุยช่ายให้อยู่แล้ว ดังนั้น จึงอาศัยคนรับเต้าหู้ให้ไปเจาะตลาด เมื่อผู้รับซื้อกุยช่ายรายใหญ่กุยช่ายขาดมือ คนรับเต้าหู้ได้แนะนำให้เอากุยช่ายของโกแป๊ะ หรือลุงแป๊ะมาแทน กุยช่ายของโกแป๊ะ หรือลุงแป๊ะ จึงเริ่มเป็นที่รู้จักและค่อยๆ ขยายวงออกไป

กิจการการขายเต้าหู้กับกุยช่ายดำเนินไปด้วยดี ซึ่งช่วงนี้ต้องเดินทางไป-กลับ ระหว่างในตัวเมืองกับบ้านห้วยยางเพื่อดูแลทั้ง 3 กิจการ (ไก่ เต้าหู้ และกุยช่าย) เมื่อลูก 2 คน เรียนจบกันแล้ว จึงเลิกเลี้ยงไก่ ในปี พ.ศ. 2549 ได้ซื้อที่ดินใกล้กันเพิ่มอีก 2 ไร่ อยู่หน้าโรงเรียนบ้านห้วยยาง เพื่อปลูกกุยช่ายและไผ่เป๊าะ ไผ่กิมซุ่ง และไผ่ตง ไว้ด้านข้าง กว่า 30 กอ แต่การทำเต้าหู้ต้องมาสะดุดในปี พ.ศ. 2553 เมื่อทางเทศบาลต้องรื้อตลาดเก่าเพื่อสร้างตลาดใหม่ ทำให้บรรดาแม่ค้าพ่อค้าต้องย้ายไปขายหน้าศาลากลางหลังเก่าเป็นการชั่วคราว การส่งเต้าหู้ไม่สะดวกเหมือนก่อน จึงเลิกทำเต้าหู้ ขนเครื่องมืออุปกรณ์ทำเต้าหู้กลับบ้านห้วยยาง ปลูกแต่กุยช่ายอย่างเดียว

การปลูกกุยช่ายของโกแป๊ะ หรือลุงแป๊ะ ปลูกห่างระหว่างต้น 40 เซนติเมตร ระยะระหว่างแถว 80 เซนติเมตร เป็นช่องทางเดิน สามารถเดินเข้าทำงานได้สะดวก ปลูกบนพื้นเรียบไม่มีการยกร่อง ใส่ปุ๋ยมูลไก่ 3 เดือน ต่อครั้ง โรยบางเต็มหน้าแปลงและโรยเมล็ดผัก เช่น ขึ้นฉ่าย ผักกาด ตามไปด้วย สลับการพ่นด้วยฮอร์โมน ปีละ 3 ครั้ง ไม่มีการใช้สารเคมี มีบ้างที่จำเป็นต้องพ่นสารเคมีกำจัดวัชพืชโดยเฉพาะหญ้าระหว่างแถวเป็นบางครั้ง น้ำหมักชีวภาพจะใช้ฉีดพ่นเมื่อมีเวลาว่าง กุยช่ายที่ปลูกเป็นพันธุ์ที่มีกลิ่นแรง ต้นเล็ก โกแป๊ะ หรือลุงแป๊ะ บอกว่า ชาวจีนนิยมมากกว่ากุยช่ายที่ลำต้นใหญ่และไม่มีกลิ่น

การให้น้ำด้วยระบบสปริงเกลอร์ ปั๊มจากน้ำบาดาลไปตามท่อ พีวีซี 4 หุน ยังหัวสปริงเกลอร์ วางไว้ 4-5 หัว หัวสปริงเกลอร์อยู่บนแป้นไม้กระดาน ถูกยึดแน่นที่วางไว้หัวแปลง เมื่อให้น้ำพื้นที่นั้นจนชุ่มแล้ว จะลากแป้นไม้กระดานเพื่อย้ายตำแหน่งให้น้ำจุดที่ยังไม่ให้น้ำจนถึงท้ายแปลง ซึ่งเป็นการประหยัดจำนวนหัวสปริงเกลอร์ที่ไม่จำเป็นต้องวางไว้ทุกจุดทั่วพื้นที่

โรคที่พบในช่วงต้นฤดูฝนเป็นโรคใบเน่า เกิดจากเชื้อรา ปลายใบจะแห้ง ใบคล้ายใบไหม้ สาเหตุมาจากความชื้นในดินไม่พอ ฝนตกลงมาน้อยสลับกับอากาศที่ร้อน แก้ไขใช้ปูนขาวโรยรอบกอ

การตัด ปกติจะเริ่มตัดกุยช่ายหลังจากปลูกแล้วเมื่ออายุได้ 4 เดือน และตัดครั้งต่อไปทุกๆ 2 เดือน แต่ของโกแป๊ะ หรือลุงแป๊ะ เริ่มตัดหลังจากปลูกอายุได้ 2 เดือน ตัดชิดกับพื้นดิน ตัดรุ่นแรกได้ต้นที่ใหญ่ อวบ ต้นสูง ตัดครั้งต่อไปเมื่ออายุได้ 27-30 วัน ขนาดของต้นเริ่มเล็กลง ความสูงประมาณ 30 เซนติเมตร จากนั้นแยกดึงเอาใบเหลือง ใบแห้งออก บรรจุถุงรอแม่ค้ามารับ ยิ่งตัดกอยิ่งขยายใหญ่ สามารถตัดต่อไปได้เรื่อยๆ จนเห็นว่าลำต้นเล็กลงมาก จึงจะรื้อกอ เปลี่ยนมาปลูกระหว่างแถวที่เป็นช่องทางเดิน เหง้า 1 กอ แยกมาปลูกใหม่ได้ 5 กอ

ที่ปลูกเป็นพันธุ์ตัดใบ แต่จะให้ดอกระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ส่วนกุยช่ายพันธุ์ตัดดอกจะให้ดอกตลอดปี ซึ่งต้องมีการดูแลรักษาใส่ปุ๋ยตลอด ดอกกุยช่ายได้ราคาดีแต่มีจำนวนน้อย การทำกุยช่ายขาว โกแป๊ะ หรือลุงแป๊ะ เคยทำแต่ต้องหยุด เพราะสู้ราคาตลาดกุยช่ายขาวของสวนกุยช่ายรายใหญ่ไม่ไหว ที่ราคาถูกกว่ามีจำนวนมากกว่า จึงเลิกทำกุยช่ายขาว ตัดอย่างน้อย วันละ 10 กิโลกรัม ส่งในราคากิโลกรัมละ 25 บาท ยืนพื้น ไม่ว่าราคาในตลาดจะขึ้นหรือลงเท่าไรก็ตาม

งานบริการสังคม…เมื่อ 10 ปีก่อน โกแป๊ะ หรือลุงแป๊ะ ช่วงที่เลี้ยงไก่ได้เป็นวิทยากรการเลี้ยงไก่ให้กับนักศึกษาสาขาสัตวศาสตร์ มหาวิทยาเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาลำปาง ที่มาฟังการบรรยายที่ฟาร์ม เป็นวิทยากรการปลูกผักให้นักเรียนชั้นมัธยมฯ โรงเรียนเสด็จวนาชยางค์กูล ตำบลบ้านเสด็จ เคยเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านห้วยยางอยู่ระยะหนึ่ง

การปลูกหอมแป้นหรือกุยช่ายของโกแป๊ะ หรือลุงแป๊ะ จึงเป็นงานเหมาะกับสภาพร่างกายในวัยชรา ไม่ต้องใช้แรงมาก ไม่เหนื่อย ไม่ต้องใช้สารเคมี ทำคนเดียวได้ รายได้จากกุยช่ายสามารถอยู่อย่างพอเพียงเลี้ยงตัวเองได้อย่างไม่ขัดสนในวัยชรา…

จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้หลายธุรกิจได้รับผลกระทบ ทำให้หลายคนต้องกลับมาอยู่ยังบ้านเกิดเพื่อเริ่มต้นใหม่กับการทำอาชีพอื่นๆ โดยนำองค์ความรู้ที่ได้จากสายงานเก่ามาเริ่มต่อยอดธุรกิจของครอบครัว โดยใช้ผลผลิตทางการเกษตรที่มีอยู่แล้วมาสร้างเป็นสินค้าที่แปรรูป จนเกิดเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น และสามารถสร้างเป็นแบรนด์ส่งขายทำตลาดออนไลน์ได้เป็นอย่างดี

คุณอุไรวรรณ ลังกาตุง เจ้าของร้านฮักเฉาก๊วย&โกโก้งาว อยู่บ้านเลขที่ 48/3 หมู่ที่ 4 ตำบลหลวงเหนือ อำเภองาว จังหวัดลำปาง เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 จึงทำให้เธอต้องกลับมาอยู่บ้านเกิดอย่างไม่มีกำหนด ในช่วงแรกเกิดมีความท้อใจแต่ไม่ท้อถอยในโชคชะตา จึงได้นำเงินเก็บมาลงทุนเปิดร้านและแปรรูปผลผลิตจากโกโก้ที่ครอบครัวปลูกจนประสบผลสำเร็จและสร้างแบรนด์เป็นสินค้าจำหน่ายทางช่องทางออนไลน์ได้เป็นอย่างดี

คุณอุไรวรรณ เล่าให้ฟังว่า ย้อนไปเมื่อ 2 ปีที่แล้วเธอทำงานเป็นพนักงานโรงแรม เมื่อสถานการณ์โควิด-19 เริ่มเข้ามาภายในประเทศ ทำให้สถานประกอบการที่เธอทำอยู่ได้รับผลกระทบจึงเป็นเหตุให้เธอต้องย้ายกลับมาอยู่บ้านเกิดยังจังหวัดลำปาง และมองหาอาชีพใหม่ที่ต้องทำเพื่อให้เกิดรายได้ จึงได้นำความรู้ที่ได้จากทำงานด้านโรงแรมมาเปิดร้านจำหน่ายเครื่องดื่ม พร้อมกับทำการแปรรูปผลโกโก้ของครอบครัว โดยเพิ่มมูลค่าที่เป็นสินค้าส่งจำหน่ายตลาดออนไลน์ที่เข้ากับยุคในปัจจุบัน

“พอโควิดมาช่วงนั้นค่อนข้างได้รับผลกระทบมาก ด้วยความที่เราต้องกลับมาอยู่บ้าน เพราะที่ทำงานสั่งเราพักงานก่อน อยู่มาเรื่อยๆ ก็ยังไม่ได้เรียกกลับไป ทีนี้เราก็รู้แล้วว่าเราจะรอแบบนี้ไม่ได้ ต้องหาอย่างอื่นทำ ด้วยความที่เป็นมนุษย์เงินเดือนมาตลอด เราก็ยังไม่กล้าที่จะมาทำอะไรแบบเต็มตัว โชคดีที่พี่ชายให้การสนับสนุนอยู่ตลอด คือพี่ชายสอนวิธีแปรรูป เราก็เลยคิดที่อยากจะแปรรูปสินค้าจากโกโก้ นำมาทำเป็นสินค้าหลายๆ อย่าง แต่ที่เด่นคือเป็นโกโก้แปรรูปสินค้าพร้อมรับประทาน คล้ายแยมที่ทากับขนมปังได้ หรือจะนำไปชงกับน้ำร้อนเป็นเครื่องดื่มได้เช่นกัน” คุณอุไรวรรณ บอก

ในการแปรรูปโกโก้ให้ได้เป็นสินค้าแปรรูปที่มีคุณภาพนั้น คุณอุไรวรรณ บอกว่า จะเลือกใช้ผลโกโก้สดที่แก่จัดมาคัดคุณภาพ จากนั้นปอกเปลือกออกและนำเนื้อด้านในมาหมักลงในภาชนะที่เตรียมไว้ ซึ่งการหมักจะช่วยให้โกโก้มีรสชาติและกลิ่นหอมมากขึ้น หลังจากหมักจนได้ที่ตามระยะเวลาที่กำหนดแล้ว ก็จะนำเนื้อโกโก้ทั้งหมดมาตากแดดจนเห็นสีมีการเปลี่ยนแปลงประมาณ 1-2 สัปดาห์ จากนั้นจึงนำมาผ่านการคั่วเพื่อให้โกโก้มีกลิ่นหอมมากขึ้น และลดความชื้นลงไปด้วยในตัว

“เนื้อในโกโก้สามารถนำไปทำผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง ซึ่งผลิตภัณฑ์ของเราเน้นเป็นดาร์กช็อกโกแลต เพราะฉะนั้น ในเนื้อดาร์กช็อกโกแลต หรือเนื้อโกโก้ที่ผ่านการคั่ว ก็จะมีทั้งไขมันดีและกากอยู่ด้วยกัน ไขมันบางส่วนที่มีอยู่ในดาร์กช็อกโกแลต หากต้องการนำส่วนนี้ไปใช้เป็นผลิตภัณฑ์ก็ใช้ได้ทันที เพราะค่อนข้างมีสารอาหารครบถ้วน แต่ถ้าจะผลิตเป็นโกโก้ผง เราก็จะเอาส่วนที่ผ่านการคั่วไปเข้าเครื่องบดเพื่อผลิตเป็นโกโก้ผง จากนั้นเราเอาผงที่ได้เคี่ยวหรือที่นี่เรียกว่าตุ๋น เพื่อผลิตเป็นโกโก้มิกซ์ สำหรับรับประทานเป็นช็อกโกแลตเหลว สำหรับรับประทานกับขนมปัง หรือจะไปชงกับน้ำร้อนปกติก็ได้เช่นกัน” คุณอุไรวรรณ บอก

เนื่องจากโกโก้ที่ผ่านการแปรรูปแล้วได้เป็นโกโก้ที่มีความเข้มข้น คุณอุไรวรรณ บอกว่า สามารถนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย โดยเธอได้เปิดร้านเครื่องดื่มสำหรับชงเป็นเครื่องดื่มร้อนและเย็นขายบริเวณหน้าบ้าน พร้อมกับนำโกโก้มิกซ์ทำเป็นสินค้าที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ส่งจำหน่ายสร้างเป็นตลาดออนไลน์ให้กับลูกค้าที่อยู่ต่างจังหวัดออกไป โดยช่วงฤดูหนาวจังหวัดลำปางจะมีนักท่องเที่ยวมาแวะเวียนอยู่เสมอ จึงทำให้สามารถจำหน่ายได้เรื่อยๆ ตลอดทั้งปี

โดยราคาโกโก้มิกซ์สำหรับรับประทานกับขนมปังหรือลูกค้านำไปชงรวมกับนมและอื่นๆ ขนาด 150 กรัม ราคาอยู่ที่กระปุกละ 150 บาท และโกโก้ขนาดขวดพร้อมดื่มราคาอยู่ที่ขวดละ 35 บาท และเครื่องดื่มที่บริการอยู่บริเวณหน้าร้านชงแบบสดใหม่ราคาอยู่ที่แก้วละ 40 บาท

“พอเราได้มาอยู่ตรงนี้ มาพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เราก็จะสามารถเกิดรายได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพียงเรามีความตั้งใจและตั้งสติว่าในพื้นที่บ้านเกิดเรานั้นมีอะไรบ้างที่จะต่อยอดได้ เราก็มาทำการต่อยอดจากสิ่งที่เรามี เพื่อที่สินค้าของครอบครัวจะได้รับการพัฒนา และสร้างเป็นสินค้าที่มีมูลค่าและเกิดรายได้อยู่กับบ้านได้ เหมือนตอนนี้เรามีความสุขมากที่ได้อยู่บ้าน อยู่กับครอบครัวและทำธุรกิจจากสวนของเราเอง จึงทำให้ลูกค้าได้ดื่มและรับประทานโกโก้ที่สดใหม่มีคุณภาพ” คุณอุไรวรรณ บอก

สำหรับท่านใดผ่านไปผ่านมาในย่านนี้ก็สามารถเข้าไปชิมหรือช็อปสินค้าที่แปรรูปจากโกโก้ในสวนกันได้ ที่ร้านฮักเฉาก๊วย&โกโก้งาว ตั้งอยู่ที่อำเภองาว จังหวัดลำปาง ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

กล้วยน้ำว้า เป็นผลไม้ไทยๆ ที่มีมาแต่โบราณแล้ว สมัครเล่นสล็อต คนไทยทุกคนเกิดมาก็ต้องรู้จักกล้วยน้ำว้าเป็นอย่างดี เพราะปลูกง่าย โตเร็ว ออกดอก และให้ผลผลิตที่เร็วพอๆ กับการแตกหน่อใหม่เพื่อใช้ในการขยายพันธุ์ต่อไป

ในบรรดากล้วยในบ้านเรา กว่า 20 ชนิด กล้วยน้ำว้า ถือว่าเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดชนิดหนึ่ง เพราะเนื่องจากในผลกล้วยจะมีวิตามินบี 1 และบี 2 ที่ช่วยในการเร่งเผาผลาญ น้ำตาลและไขมัน ช่วยฟื้นฟูร่างกายจากการเหนื่อยล้า อีกทั้งยังมีโพแทสเซียมช่วยในการขับโซเดียม อันเป็นหนึ่งในตัวการที่จะทำให้ความดันเลือดสูงออกทางปัสสาวะ และส่งผลให้ลดการบวมของร่างกายได้ประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการ ที่ได้จากกล้วยน้ำว้า ไม่ว่าจะผลดิบ ห่าม หรือสุก กล้วยก็สามารถนำมาประกอบอาหาร ได้หลายรูปแบบ และรสชาติความอร่อยก็ไม่ซ้ำแบบกัน

กล้วยน้ำว้าสุกงอม นำมาครูด หรือขูดเบาๆ สามารถใช้เป็นอาหารสำหรับเด็กทารกเนื่องจากย่อยง่าย ช่วยระบายท้อง

กล้วยน้ำว้าดิบและห่าม นำมาใช้ทำแกงคั่ว ทำกล้วยฉาบ ปิ้ง นึ่ง ทอด อบ กวน และเชื่อม

กล้วยน้ำว้าสุก นำมาทำเป็นของหวาน เช่น กล้วยบวชชี กล้วยแขก กล้วยตาก ขนมกล้วย นอกจากนั้นแล้วส่วนที่เรียกว่า หัวปลี ยังสามารถนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของแกงเลียง เป็นอาหารบำรุงน้ำนมสำหรับสตรีหลังคลอด หรือใส่ต้มข่า ต้มยำ ยำหัวปลี ลวกหรือเผาจิ้มน้ำพริก ใช้เป็นเครื่องเคียง ผัดไทย ผัดหมี่ เต้าเจี้ยวหลน กะปิหลน ขนมจีนน้ำพริก ก็ช่วยเพิ่มรสชาติอาหารให้อร่อยมากยิ่งขึ้นได้

หลายคนอาจมองจะมองว่าเป็นผลไม้ที่ไม่น่าจะให้พลังงานได้เยอะ แต่เชื่อหรือไม่ว่า กล้วยน้ำว้าเป็นแหล่งพลังงานสำรองชั้นดี เพราะใน 1 ผล สามารถให้พลังงานถึง 100 แคลอรี ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลธรรมชาติอยู่ 3 ชนิด คือ ซูโครส ฟรุกโทส และกลูโครส รวมไปถึงเส้นใยและกากอาหาร

…หากเกิดอาการหิว ก็ทานรองท้องได้ครับ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของกล้วยที่กิน)