ฮอร์โมนไข่ที่หมักไว้ใช้เองเพื่อช่วยให้พืชติดดอกออกผลไม่ให้

ยังทำให้รสชาติของผลไม้ดียิ่งขึ้น น้ำหมักหน่อกล้วยเพื่อช่วยในการปรับปรุงบำรุงดิน และสารไตรโคเดอร์ม่าที่ช่วยสำหรับใช้ฆ่าเชื้อราในดิน ซึ่งวิธีการทำจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ

ทางสวนได้เปิดให้คำแนะนำและวิธีการทำกับผู้ที่สนใจ สามารถเข้ามาเยี่ยมชม ศึกษามาดูการทำสวนเกษตรแบบผสมผสานของเกษตรกรวัยเกษียณคนนี้ได้เลย สอบถามเส้นทางเข้าชมสวน หาความรู้เรื่องปุ๋ยอินทรีย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมนุษย์ พร้อมกินอินทผลัมสดๆ จากต้น

ท่านที่เคารพครับ!!! ปัจจุบัน กระแสการปลูกป่าเป็นไม้เศรษฐกิจมีแนวโน้มมากขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากไม้ป่าหลายชนิดมีมูลค่าการตลาดค่อนข้างสูง เช่น พะยูง ราคาซื้อขายลูกบาศก์เมตรละ 200,000-600,000 บาท สักทอง ยางนา มะค่า ประดู่ ฯลฯ ก็ล้วนมีราคาค่อนข้างสูงลดหลั่นกันลงมา ประกอบกับทางราชการได้ปลดล็อกแก้ไขข้อกฎหมาย ให้สามารถปลูกและตัดขายได้ในที่ดินกรรมสิทธิ์

โดยขออนุญาตหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้ประจำจังหวัด) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 17 เมษายน 2562 เป็นต้นไป จากสาเหตุดังกล่าวข้างต้น ทำให้มีเกษตรกรสนใจปลูกไม้ป่ากันมากขึ้น ส่วนหนึ่งไปขอรับกล้าไม้ที่ทางราชการเพาะไว้แจกแต่ก็มีจำนวนจำกัด และสนับสนุนได้รายละไม่กี่ต้น ดังนั้น จึงเป็นโอกาสดีที่เกษตรกรจะเพาะกล้าไม้จำหน่ายเพื่อรองรับความต้องการ อย่างเช่น

คุณสงกรานต์ สุวรรณ อายุ 46 ปี บ้านเลขที่ 101 บ้านพันดอน หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านพร้าว อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young smart farmer) โทร. 098-864-4119 ให้ข้อมูลว่า มีประสบการณ์ในการปลูกไม้ผล พืชผักมาก่อน ต่อมาปี 2562 จึงหันมาเพาะกล้าไม้ป่าขาย ติดถนน กม. 17 ถนนหนองบัวลำภู-ศรีบุญเรือง พืชที่เพาะ ได้แก่ พะยูง ยางนา มะค่าโมง ประดู่ มะฮอกกานี สักทอง แดง เต็ง รัง กุง ชาติ ผักหวานป่า (เพาะต้นตะขบเป็นไม้พี่เลี้ยงในถุงเดียวกันด้วย) แต่ละชนิดตั้งแต่ 500-10,000 ต้น ราคาขาย อายุ 1 เดือน ต้นละ 10 บาท อายุ 2 เดือน ต้นละ 15 บาท ถ้าอายุข้ามปี ต้นละ 20-25 บาท นอกจากนี้ มีพืชผักอีกหลายชนิด เช่น มะละกอฮอลแลนด์ ชะอม ฯลฯ

สำหรับวัสดุเพาะ จะใช้วัสดุที่เหลือจากการเพาะเห็ดฟางในโรงเรือนมาเพาะ ซึ่งให้ความร่วนซุยดีและมีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืชมากมาย ได้ผ่านการหมักมาอย่างดี ทำให้พืชที่เพาะมีการเจริญเติบโตดี นอกจากนี้ ยังนำวัสดุที่ผ่านการเพาะเห็ดแล้วมาบรรจุกระสอบขายให้กับท่านที่ต้องการจะนำไปปรับปรุงดินอีกด้วย กระสอบละ 25 บาท

สำหรับท่านที่ต้องการปลูกป่าแต่ไม่มีกำลังหรือเวลาที่จะดูแล คุณสงกรานต์ยังรับจ้างปลูกและดูแล โดยรับจ้างปลูกอย่างเดียว คิดค่าจ้าง ต้นละ 15 บาท รับจ้างปลูกพร้อมดูแลเป็นเวลา 5 เดือน รวมค่าพันธุ์ไม้และค่าดูแลไร่ละ 10,000 บาท ทั้งนี้ต้องตั้งแต่ 5 ไร่ขึ้นไป และอยู่ในพื้นที่ไม่ไกลจนเกินไป (ตามแต่จะตกลงกัน)

คุณสงกรานต์ บอกอีกว่า เนื่องจากเพิ่งเริ่มมาเพาะกล้าได้ไม่นาน ยังไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย คงมีเฉพาะผู้ที่ผ่านเส้นทางนี้ที่ซื้อไปปลูก แต่ก็เริ่มมีผู้สนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ตนมีรายได้ในระยะแรกนี้เฉลี่ยวันละประมาณ 1,000 บาท และถ้ามีรับจ้างปลูกด้วยก็จะมีรายได้เพิ่ม ซึ่งขณะนี้เริ่มมีผู้จ้างปลูกติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ ก็สามารถเลี้ยงครอบครัวได้

สำหรับประโยชน์ของการปลูกป่าเป็นไม้เศรษฐกิจในมุมมองของผู้เขียนนั้นมีข้อดีหลายประการ

เป็นการใช้ที่ดินว่างเปล่า เช่น หัวไร่ปลายนา ให้เกิดประโยชน์ มีน้อยปลูกน้อย มีมากปลูกมาก แต่ไม่เกินกำลังความสามารถ และการปลูกป่าเป็นการสร้างความชุ่มชื้นให้กับภูมิอากาศ ลดโลกร้อน ลดการพังทลายของดิน และได้เห็ดป่ารับประทานเป็นผลพลอยได้อีกด้วย
ปลูกป่า เป็นการออมที่มีมูลค่าสูง ที่ไม่ลำบากจนเกินไป สำหรับเกษตรกรที่มีฐานะไม่ดีคงยากที่จะมีเงินเก็บฝากในธนาคารทุกเดือนหรือทุกปีๆ แต่สำหรับเกษตรกรที่มีที่ดินทำกินสามารถแบ่งบางส่วนทำการเกษตรเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว และแบ่งบางส่วนปลูกไม้ป่าที่มีมูลค่าสูง ปลูกมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับกำลังของแต่ละคน

เช่น ปลูกพะยูง 4 ไร่ ไร่ละ 100 ต้น (ระยะห่าง 4X4 เมตร) รวม 400 ต้น ใช้ระยะเวลา 25-30 ปี ซึ่งจะดูแลมากหน่อยในระยะ 4-5 ปีแรก หลังจากนั้นดูแลน้อยลง จะได้ปริมาตรต้นละประมาณครึ่งลูกบาศก์เมตร มูลค่าต้นละประมาณ 100,000 บาท มูลค่ารวมประมาณ 40 ล้านบาท เป็นการประเมินขั้นต่ำ ณ เวลานี้ ในอนาคตหากมีการปลูกมาก สินค้ามาก มูลค่าอาจลดลง ดังนั้น เราต้องคิดเร็วทำเร็ว อย่างเช่น คุณทรงเดช บุญอุ้ม บ้านศิลามงคล ตำบลหนองสวรรค์ อำเภอเมืองหนองบัวลำภู ปลูกไม้พะยูงรุ่นแรก เมื่อ 25 ปีที่แล้ว 4 ไร่ 400 ต้น หลังจากนั้นทยอยปลูกเพิ่มเป็นระยะๆ อีกจำนวน 19,000 ต้น (อายุ 5-10 ปี) เพียงประกาศขายเมื่อไรจะเป็นเศรษฐีในพริบตา

ท่านที่เคารพครับ!!! ถึงแม้ว่าการปลูกไม้ป่าค่อนข้างใช้เวลานานหลายปี (25-30 ปี) จึงจะตัดขายได้ แต่ถือว่าเป็นการออมที่คุ้มค่า ท้าทายความสามารถเกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง หากท่านอายุ 30-40 ปี ปลูกป่าวันนี้ จะเป็นเศรษฐีในวันเกษียณ หากท่านอายุ 50-60 ปี ปลูกป่าวันนี้จะสร้างความมั่งมีให้ลูกให้หลาน ไม่แน่เหมือนกันนะครับในอนาคตอาจขายไม้ป่าเพียงไม่กี่ต้นเป็นค่าสินสอดให้ลูกหลาน หรือส่งลูกหลานไปเรียนหนังสือต่างประเทศ!!!

กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกพริกให้เฝ้าระวังหนอนกระทู้หอม ที่สามารถพบได้ในระยะพัฒนาทางลำต้นจนถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตพริก มักพบตัวหนอนฟักออกจากไข่กัดกินผิวใบบริเวณส่วนต่างๆ ของพริกเป็นกลุ่ม หากหนอนโตขึ้นจะแยกย้ายไปกัดกินทุกส่วนของพืช เช่น ใบ ดอก และผลพริก กรณีที่หนอนมีปริมาณมากขึ้นจะมีความเสียหายรุนแรง ผลผลิตพริกเสียหาย และคุณภาพผลผลิตไม่เป็นที่ต้องการของตลาด

เกษตรกรควรใช้วิธีป้องกันกำจัดแบบผสมผสาน คือ วิธีเขตกรรม วิธีกล ชีววิธี และการใช้สารเคมี สำหรับวิธีเขตกรรม ให้เกษตรกรไถตากดินและเก็บเศษซากพืชอาหาร เพื่อฆ่าดักแด้เป็นการลดแหล่งสะสมและขยายพันธุ์ วิธีกล ให้เกษตรกรเก็บกลุ่มไข่และหนอนไปทำลาย จะช่วยลดการระบาดลงได้ ส่วนการใช้ชีววิธี ให้เกษตรกรใช้ในระยะที่ตัวหนอนมีขนาดเล็กและพบการระบาดน้อย โดยให้ใช้สารจุลินทรีย์ เช่น เชื้อไวรัสหนอนกระทู้หอม (นิวคลีโอโพลิฮีโดรไวรัส) อาทิ DOA BIO V1 (กรมวิชาการเกษตร) หรือในช่วงเวลาเย็นให้เกษตรกรพ่นด้วยเชื้อแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis subsp. aizawai หรือ Bacillus thuringiensis subsp. Kurstaki

หากพบการระบาดมาก ให้เกษตรกรใช้สารเคมีในการกำจัด โดยใช้สารฆ่าแมลงคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ฟีนาเพอร์ 10% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอินดอกซาคาร์บ 15% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารสไปนีโทแรม 12% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเมทอกซีฟีโนไซด์ 24% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารลูเฟนนูรอน 5% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นซ้ำตามการระบาด และควรพ่นในระยะที่ตัวหนอนมีขนาดเล็ก หลีกเลี่ยงการพ่นสารฆ่าแมลงชนิดเดียวติดต่อกันหลายครั้ง และควรใช้สารฆ่าแมลงสลับกลุ่มกัน เพื่อป้องกันการสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าแมลงชนิดนั้นได้

คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ หรือเมืองน้ำดำ กาฬแปลว่า ดำ, สินธุ์แปลว่า น้ำ ครับ เดินทางเข้าพื้นที่บ้านโพนสวาง หมู่ที่ 4 ดินแดนห่างไกลและไกลมาก สมัยก่อนเรียกว่า ขึ้นรถ ลงเรือ โหนเครือ ขี่ม้า อยู่ระหว่างภูปอ กับภูเป้ง และภูค่าว แต่ที่นี่เป็นถิ่นน่าอยู่ คุณลุงวิชิต บุญคง อายุ 76 ปี คุณป้าอัญชลี มีมา 65 ปี พื้นเพเป็นคนจังหวัดสุโขทัย ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 134 หมู่ที่ 4 บ้านโพนสวาง ตำบลนามะเขือ อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ โทร. (081) 445-7840 ซื้อที่ดิน 2 ไร่ ลูกๆ รับราชการที่จังหวัดสุโขทัย พื้นที่เพียงน้อยนิด ต้องสร้างผลประโยชน์ทุกตารางนิ้ว สร้างบ้านพักอาศัย 1 งาน เปิดเป็นร้านค้าปลีกสินค้าเบ็ดเตล็ดทั่วไป ที่ตรงข้ามโรงเรียนบ้านโพนสวาง จะปลูกพืชไร่ คงไม่พออยู่พอกิน คุณลุงวิชิต บอกว่า ตนเองเป็นช่างก่อสร้าง ไม่มีความรู้เรื่องภาคการเกษตร แต่มี คุณฉัตรา ปทุมพร นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ เป็นที่ปรึกษา จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนเพาะชำกล้าไม้ กับสำนักงานเกษตรอำเภอสหัสขันธ์

คุณลุงวิชิต พาเดินนำชมสวนที่มีความหลากหลาย เรือนเพาะชำขนาด 6×6 เมตร มีไม้ผลที่ผ่านการขยายพันธุ์โดยการทาบกิ่ง การตอน การต่อยอดหรือเสียบยอด การเพาะเมล็ด เช่น มะม่วงมันศาลายา มะม่วงมันไต้หวัน ฟอร์จูนสีม่วง เขียวสามรส แก้วขมิ้น อกร่องมัน น้ำดอกไม้เบอร์ 4 น้ำดอกไม้สีทอง ขนุนพันธุ์เพชรดำรง ฝรั่ง ลำไย ทุเรียนหมอนทอง มะปราง มะยงชิด มะขามเปรี้ยวยักษ์ พุทรา มะนาวแป้นแม่ไก่ไข่ดก ลิ้นจี่ มะขามป้อมอินเดีย

ภายในสวน 1 ไร่เศษ มีครบทุกชนิดที่กล่าวมา กว่า 100 ต้น เป็นแปลงปลูกเพื่อขยายพันธุ์ เช่น ขนุน ต้นเดียวสามารถทำเงินมากกว่า 10,000 บาท ต่อปี มากกว่า “เกษตรกรปลูกมันสำปะหลัง 1 ไร่” 1 ปีให้ผลผลิตครั้งเดียว…คุณลุงวิชิต บอกว่า ตนเองอยู่ในสวนเกือบทั้งวัน ยกเว้นมีลูกค้ามาร้านจำนวนมากออกมาช่วยคุณป้าอัญชลีขายสินค้า คุณป้าอัญชลีว่างก็ออกมาเดินสวน จัดระเบียบผลผลิตกิ่งพันธุ์ รับเงินจากการจำหน่ายสินค้า

ชีวิตวัยเกษียณ ของคุณลุงวิชิต คุณป้าอัญชลี แบบอย่างของคนหลัง 60 ปี งานไม่หนัก ร่างกายแข็งแรง มีข้าราชการหลายคนที่วัยใกล้เกษียณมาขอศึกษาดูงาน ขอคำแนะนำ “อยู่อย่างมีความสุขหลังชีวิตราชการ” งานไม่หนักแต่มีรายได้ คุณลุงวิชิตแนะนำไปว่า “หากหันกลับมาทางการเกษตรต้องเตรียมความพร้อมก่อนอายุ 50 ปี” อย่า 60 ปีแล้วค่อยทำ

ที่นี่…จะทำงานในร่มเงาต้นไม้ ไม้ผลทุกต้นติดลูกนะครับ ขยายพันธุ์ไปบำรุงรักษาให้ปุ๋ยให้น้ำ ปลูกแซม ระยะชิดมากๆ เช่น 1×1-3×3 เมตร หรือชิดกว่านั้น ผลผลิต เช่น ผลไม้ ที่ออกมาเป็นการโชว์เท่านั้น เช่น มะม่วงลูกโตๆ สีสวย ขนุนอร่อย ลำไย มะขามยักษ์ ลูกค้าที่แวะเยี่ยมต่างประทับใจ เห็นแล้วซื้อต้นพันธุ์กลับบ้านไปปลูกแทบทุกราย ราคามิตรภาพครับ ตั้งแต่ 10-100 บาท มีคนมาสั่งจองจำนวนมากพอสมควร

คุณธีระศักดิ์ ยมสวัสดิ์ เกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ มอบหมายให้ คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอสหัสขันธ์ พร้อมนักส่งเสริมการเกษตรประจำตำบล คือ คุณฉัตรา ปทุมพร น้อมนำโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เศรษฐกิจพอเพียง ไร่นาสวนผสมตามแนวพระราชดำริฯ ใช้พื้นที่น้อยแต่ผลตอบแทนสูง ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ครอบครัวเกษตรกรมีความสุข พร้อมสนับสนุนให้เกษตรกรอยู่อย่างเกื้อกูลกัน เป็นครูติดแผ่นดิน หรือเกษตรกรต้นแบบของชุมชน ปลูกไม้ผลต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องคือ “หลุมพอเพียง” ไม้หลักคือไม้ผล รอบๆ โคนต้นไม้ผลรัศมีตั้งแต่ 1-9 ตารางเมตร ปลูกตะไคร้ ข่า ล้อมรอบ ภายในปลูกพริก มะเขือ ผักบุ้ง สะระแหน่ แมงลัก ยี่หร่า กะเพรา ให้น้ำให้ปุ๋ย แบ่งกันกิน เจริญเติบโตไปด้วยกัน 3-4 ปี ไม้ผลโต เก็บผลผลิตจากไม้ผล 1 ไร่ ทำหลุมพอเพียง 20-25 ต้น ด้วยไม้ผลที่หลากหลาย กิน แจก แลก ขาย เงินไม่ออกจากกระเป๋า ขายได้เงินอีกต่างหาก

คุณลุงวิชิต คุณป้าอัญชลี บ้านโพนสวาง แบบอย่างจริงๆ ครับ รายได้จากการขยายพันธุ์ ต่อต้น ต่อปี มากกว่า 10,000 บาท คิดคำนวณเล่นๆ ไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท ต่อปี ครับ

“ตะไคร้” หนึ่งในพืชสวนครัวที่มักจะต้องมีปลูกกันทุกบ้าน ตะไคร้ จัดเป็นพืชสมุนไพรที่มีคุณสมบัติลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ลดระดับคลอเลสเตอรอล ฯลฯ ตะไคร้นำไปเป็นส่วนประกอบของอาหารนานาชนิด ทั้งพวกต้มยำ ยำ แกง เป็นส่วนผสมในน้ำพริกหรือพริกแกงต่างๆ ปัจจุบัน การบริโภคหรือการนำตะไคร้ไปใช้หลากหลายขึ้น ทั้งธุรกิจสปา มีการนำไปทำลูกประคบ ผลิตชาจากต้นและใบตะไคร้ สกัดน้ำมันหอมระเหย ฯลฯ นอกจากนั้น ถ้ามีตลาดรับซื้อจากโรงงานอุตสาหกรรมพริกแกง น้ำพริก ตั้งแต่อุตสาหกรรมในครัวเรือนถึงโรงงานขนาดใหญ่ ปริมาณของการใช้ตะไคร้จึงเกิดความต้องการอย่างต่อเนื่อง อาชีพการปลูกตะไคร้จึงมีการขยายพื้นที่ปลูกมากขึ้นตามความต้องการของตลาด

คุณกุหลาบ ทรายแก้ว อยู่บ้านเลขที่ 10 หมู่ที่ 9 ตำบลเทพนคร อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร เป็นเกษตรกรอีกรายหนึ่งที่ปลูกตะไคร้มานานกว่า 10 ปี ในพื้นที่กว่า 4 ไร่

ปลูกตะไคร้ เป็นพืชแซมทำรายได้
คุณกุหลาบ เล่าว่า การปลูกตะไคร้ของที่นี่ จะปลูก “ตะไคร้หยวก” คือลำต้นอวบอ้วน เนื้อมาก มีกลิ่นฉุนพอประมาณ ผลผลิตต่อไร่สูง ประมาณ 4-5 ตัน ใช้เวลาปลูกจนเก็บเกี่ยวได้ ประมาณ 7 เดือน และโดยพื้นที่แถบนี้มักจะปลูกตะไคร้แซมตามร่องแปลงพื้นที่ว่างของสวนหรือปลูกพร้อมกับไม้ผลหลักที่ต้องรอเวลากว่า 2-3 ปี จะให้ผลผลิตได้ โดยจะปลูกตะไคร้แซมลงไปให้เป็นรายได้ในระยะสั้นก่อน คุณกุหลาบ กล่าวว่า ตะไคร้มีจุดเด่นที่ มีการดูแลน้อย โรคแมลงไม่ค่อยมี ปุ๋ยใส่น้อย ตะไคร้ปลูกง่าย แต่ต้องรู้เทคนิค การลงทุนปลูกตะไคร้ การปลูกตะไคร้ไม่ต้องลงทุนมาก ตอนแรกลงทุนต้นพันธุ์ตะไคร้ โดยต้นพันธุ์สามารถซื้อตะไคร้ที่เขาขายตามตลาดมาก็ได้ นำมาแช่น้ำให้ออกราก (ใช้เวลาประมาณ 3 วัน) แล้วนำลงปลูก ไม่ต้องลงทุนเพิ่มอีก เพราะสามารถตัดได้ตลอด รายได้หลักหมื่นบาทต่อไร่ ผลตอบแทนก็พออยู่ได้สบาย

การปลูกตะไคร้
เตรียมหน้าดินให้พร้อม กำจัดหญ้าและวัชพืชให้หมด และขุดหลุมพรวนดินให้ลึก ประมาณ 10-20 เซนติเมตร เป็นรัศมีวงกลม 30 เซนติเมตร ถ้าปลูกน้อยใช้แรงงานคน หรือใช้รถไถไถพรวนดินเช่นเดียวกับการปลูกพืชไร่ทั่วไป จากนั้นก็ยกร่อง ระยะห่างระหว่างร่อง ประมาณ 1 เมตร เมื่อเตรียมดินพร้อมแล้วให้นำต้นพันธุ์ตะไคร้ที่มีรากเดินสมบูรณ์ดีแล้วลงปลูก โดยใช้วิธีการปลูกแบบต้นเดี่ยว ระยะห่างระหว่างต้น 1×1 เมตร ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก รองก้นหลุมก่อนปลูกด้วยก็ได้ถ้าหาได้ง่าย ส่วนวิธีทำต้นพันธุ์ตะไคร้ให้เกิดรากก่อนปลูกนั้น มีวิธีง่ายๆ คือ นำหัวตะไคร้มาตัดใบออกให้หมด จากนั้นนำมามัดรวมกันเป็นฟ่อน ขนาดพอขนย้ายสะดวก นำไปแช่น้ำปริมาณแค่พอท่วมหัวตะไคร้ จากนั้นนำไปวางไว้ในที่ร่มรำไร ประมาณ 5-7 วัน ตะไคร้ก็จะแตกรากออกมาใหม่ ซึ่งเหมาะต่อการนำไปปลูก

การปลูกตะไคร้ที่ถูกต้อง สมัครรอยัลออนไลน์ จะต้องปักต้นลงดินให้มีลักษณะเอียง 45 องศา โดยปักให้รอบเป็นวงกลมบริเวณขอบหลุมปลูก หลุมละ 4-6 ต้น ที่คุณกุหลาบปลูกตะไคร้หลายๆ ต้น ต่อหลุม เพราะมีต้นพันธุ์เองอยู่แล้ว แต่บางท่านที่ต้องซื้อพันธุ์มาปลูกก็อาจจะปรับให้เหลือสัก 3 ต้น ต่อหลุม ก็ใช้ได้ หลายท่านที่เคยปลูกตะไคร้เอง อาจจะเคยปักต้นตะไคร้ลงกับดินตรงๆ บริเวณกลางหลุมเลย ตามธรรมชาติของการเจริญเติบโตของตะไคร้ก็จะแตกกอจากตรงกลางหลุม แล้วขยายกอตะไคร้ออกไปหาขอบหลุมปลูก เมื่อตะไคร้แก่และสามารถเลือกเอาไปทำอาหารได้ ตะไคร้แก่ก็จะต้องอยู่กลางๆ กอ เวลาเราจะเก็บตะไคร้เพียง 2-3 ต้น ก็ต้องเก็บจากตรงกลางกอก่อน ทำให้การเก็บตะไคร้ยาก เพราะใบตะไคร้จะบาดแขนบาดมือคนเก็บ แถมยังทำให้ต้นตะไคร้ใกล้เคียงบอบช้ำจากการดึงต้นตะไคร้อีก แต่วิธีปลูกที่ถูกต้องคือ การปักต้นตะไคร้ให้เฉียง 45 องศา บริเวณขอบหลุมปลูก การแตกกอของตะไคร้ก็จะแตกจากขอบหลุมไปยังกลางกอ ทำให้การเก็บตะไคร้บริเวณขอบหลุมหรือริมกอก็ย่อมง่ายกว่า เป็นเคล็ดลับเล็กๆ ที่บางท่านอาจจะยังไม่รู้

ปกติแล้วแปลงที่จะปลูกพืชจะต้องไถพรวนดินให้เรียบร้อย จากนั้นก็เตรียมหลุมโดยพรวนดินเป็นวงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 เซนติเมตร หากมีปุ๋ยคอกก็สามารถใส่พร้อมกับการพรวนดินได้เลย ระยะห่างที่เหมาะสมคือ 1×1 เมตร หากปลูกระยะชิดกว่านี้ลำต้นตะไคร้จะไม่ค่อยอวบอ้วน ต้นจะผอมสูง ในพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ราว 1,600 กอ แต่จำนวนกอตะไคร้อาจจะน้อยลง หากปลูกตะไคร้เป็นพืชแซม เช่น คุณกุหลาบ จะปลูกตะไคร้แซมกับการปลูกฝรั่งแป้นสีทอง เมื่อฝรั่งเริ่มให้ผลผลิตได้ ตะไคร้สามารถขุดขายได้และก็ค่อยๆ ปลูกใหม่ ให้กอตะไคร้หนีออกห่างจากต้นฝรั่งออกมา แต่ตอนนี้ฝรั่งได้ถูกรื้อออกไปเป็นบางส่วน เพื่อนำพื้นที่มาปลูกตะไคร้เพิ่มขึ้น

เตรียมต้นพันธุ์ก่อนปลูก
เลือกกอตะไคร้ที่มีอายุเกิน 8 เดือน ขึ้นไป เพราะถือว่าตะไคร้แก่พอที่จะนำไปขยายพันธุ์ปลูกต่อได้ ใช้จอบขุดยกทั้งกอ แล้วนำมาแยกต้นออกจากกัน ใช้มีดตัดส่วนรากและใบทิ้ง ก็สามารถนำไปปลูกในแปลงที่เตรียมหลุมปลูกไว้แล้วได้เลย หรืออีกวิธีคือมัดต้นพันธุ์ตะไคร้เป็นกำพอที่จะตั้งได้ นำไปแช่น้ำ ปริมาณ 5 เซนติเมตร ประมาณ 5-7 วัน สังเกตว่ารากตะไคร้จะงอกออกมา เมื่อรากที่งอกออกมาแก่เต็มที่ คือมีสีเหลืองเข้มก็ให้นำไปปลูกได้ การปลูกก็ให้ปักต้นพันธุ์เอียง 45 องศา ปักลึก ประมาณ 5 เซนติเมตร นิยมปักต้นพันธุ์ 4 ต้น ต่อหลุม ปักเป็นลักษณะ 4 ทิศ เพื่อให้เป็นพุ่มวงกลม