ฮ่องกง สิงคโปร์ และจีน ขณะที่ลำไยรูดร่วง ราคากิโลกรัมละ

6.50-26 บาท ตามเกรด คือ C B A และ AA ส่งเข้าโรงงานแปรรูปอบแห้งทั้งเปลือกและแปรรูปอบแห้ง เนื้อสีทอง ทั้งนี้ เกษตรกรยังคงเก็บเกี่ยวผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่ขณะนี้ บางพื้นที่ติดปัญหาเรื่องสภาพอากาศที่มีฝนตกตลอดทั้งวัน ส่งผลกระทบให้เกษตรกรต้องชะลอการเก็บเกี่ยวผลผลิตลำไยลงในบางช่วง

ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนให้สหกรณ์ส่งเสริมสมาชิกผลิตลำไยคุณภาพเพื่อการบริโภคจนเป็นที่เชื่อมั่นและยอมรับของตลาด ทั้งนี้ หากหน่วยงานใดสนใจจะสั่งซื้อลำไยสดช่อคุณภาพดี จากสหกรณ์ 8 จังหวัดทางภาคเหนือ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยในภาคเหนือโดยตรง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรจอมทอง จำกัด สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรภาคเหนือ จำกัด สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.เชียงใหม่ จำกัด สหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตยางคราม จำกัด

สหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินท่าวังผา จำกัด สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.น่าน จำกัด สหกรณ์การเกษตรเมืองเชียงราย จำกัด สหกรณ์การเกษตรแม่สรวย จำกัด สหกรณ์การเกษตรป่าแดด จำกัด สหกรณ์การเกษตรบ้านร่องส่าน จำกัด สหกรณ์การเกษตรตำบลแม่ลาว จำกัด สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.พะเยา จำกัด สหกรณ์ส่งเสริมการเกษตรเสริมป่าซาง จำกัด และสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด หรือหากประชาชนสนใจสามารถสั่งซื้อลำไยสดคุณภาพเกรด A ส่งตรงถึงบ้าน โดยสั่งซื้อได้ที่ทำการไปรษณีย์ทุกสาขา ทั่วประเทศ หรือโทร. 1545 และสั่งผ่านออนไลน์ได้ทางเว็บไซต์ www.thailandpostmart.com เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้ เป็นต้นไป

ดร.ณรงค์ชัย ศรีสันติแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร สายงานปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ เครือเบทาโกร นำทีมพนักงานเครือเบทาโกรใน สปป.ลาว เดินทางไปมอบผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ต้มสุก อาหารแห้ง น้ำดื่ม รวมทั้งยารักษาโรคและเครื่องนุ่งห่ม ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในแขวงอัตตะปือและแขวงจำปาสัก ผ่านศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย นครปากเซ โดยมี ท่านทองพัน ไซทะนาสี หัวหน้าหน่วยกู้ภัยและหัวหน้าศูนย์ฯ เป็นผู้รับมอบ ณ เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก สปป.ลาว

ธุรกิจเคมิคอลส์ ในเอสซีจี ต่อยอดโครงการผลิตไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำในรูปแบบโซลูชั่นครบวงจร ล่าสุดได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อร่วมวิจัยและพัฒนาระบบยึดโยงสำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ เพื่อนำไปปรับใช้บนพื้นที่อ่างเก็บน้ำและเขื่อนของ กฟผ. ต่อไป

นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “พลังงานหมุนเวียนเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ และมีอัตราการเติบโตสูงถึง 25% โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซล่าร์เซลล์ที่มีอัตราการเติบโตมากที่สุด ซึ่งการทำโซล่าร์ฟาร์มขนาดใหญ่โดยทั่วไปนั้นต้องใช้ที่ดินขนาดใหญ่ กฟผ. และกระทรวงพลังงานจึงมีแนวคิดในการพัฒนาโซล่าร์ฟาร์มลอยน้ำ ประกอบกับเอสซีจีมีความรู้และประสบการณ์ในการพัฒนาทุ่นลอยน้ำสำหรับการผลิตไฟฟ้าโดยเซลล์แสงอาทิตย์ และมีชื่อเสียงด้านการวิจัยและพัฒนาในระดับโลก จึงเป็นที่มาของความร่วมมือเพื่อศึกษาพัฒนาระบบยึดโยงที่มีประสิทธิภาพสำหรับใช้งานในพื้นที่อ่างเก็บน้ำและเขื่อนของ กฟผ. ที่มีอยู่หลายแห่ง โดยความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นงานวิจัยด้านพลังงานแสงอาทิตย์โดยคนไทย เพื่อคนไทยอย่างแท้จริง”

นายสมชาย หวังวัฒนาพาณิช Senior Vice President ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวว่า “งานวิจัยระบบโซล่าร์ฟาร์มลอยน้ำนับเป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทย ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายของทั้งเอสซีจี และ กฟผ. โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาระบบยึดโยงที่มีประสิทธิภาพสำหรับการวางโซล่าร์ฟาร์มลอยน้ำบนพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิศาสตร์ ทั้งคลื่นลมและความลึก ซึ่งแตกต่างจากโซล่าร์ฟาร์มของเอสซีจีที่เคยทำมา เราเชื่อมั่นว่า ด้วยความสามารถของบุคลากรทั้งสองฝ่าย จะสามารถพัฒนาระบบยึดโยงที่มีประสิทธิภาพได้อย่างแน่นอน และความท้าทายนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานของไทยให้ก้าวสู่พลังงานสะอาดต่อไป”

ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ให้บริการโซล่าร์ฟาร์มลอยน้ำในรูปแบบโซลูชั่นครบวงจรเป็นรายแรกของประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบพื้นที่ การติดตั้ง การขออนุญาต การต่อระบบไฟ และการดูแลบำรุงรักษา มีจุดเด่นที่ตัวทุ่นลอยน้ำที่ติดตั้งง่าย ใช้พื้นที่ติดตั้งน้อยกว่าทุ่นลอยน้ำแบบอื่นๆ โดยทุ่นลอยน้ำเอสซีจีผลิตจากเม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนเกรดพิเศษ แข็งแรง ทนทาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 25 ปี เทียบเท่าอายุการใช้งานของแผงโซล่าร์ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงก่อนที่แผงโซล่าร์จะหมดอายุการใช้งาน

บริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ร่วมกับรัฐบาลสหราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์
แถลงข่าวการจัดงาน ฮอร์ติ เอเชีย 2018 ณ สถานทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย โดยมี มร. เกส ปีเตอร์ ราเดอ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงาน
และมีการอภิปรายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมพืชสวนในประเทศเนเธอร์แลนด์เรื่องโอกาสในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและจะกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมพืชสวนของโลกได้อย่างไร

ภายในงาน ยังได้รับเกียรติจาก กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย และผู้สนับสนุนหลักในการจัดงาน สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ร่วมพูดคุยถึงบทบาทของภาครัฐและเอกชนที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านของอุตสาหกรรมพืชสวนในประเทศไทยแข็งแกร่งขึ้น ผ่านงาน ฮอร์ติ เอเชีย 2018 นำเสนอปัจจัยการผลิตทางการเกษตรและนวัตกรรมด้านการปลูกพืชผัก ไม้ผล และดอกไม้แห่งภูมิภาคเอเชีย ระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคม 2561 ณ ฮอลล์ 98 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ร่วมกับ งานอะกริเทคนิก้า เอเชีย 2018 งานแสดงนวัตกรรม เทคโนโลยีด้านเครื่องจักรกลการเกษตร

คุณนิชาภา ยศวีร์ ผู้อำนวยการอาวุโส ของสำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐบาลรับผิดชอบด้านการสนับสนุนอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทย และยังเป็นผู้สนับสนุนงานแสดงสินค้า ฮอร์ติ เอเชีย นับตั้งแต่ครั้งแรก ได้กล่าวว่า ในปีนี้ “เรามีความยินดีที่แคมเปญของเรา “Exhibiz in Market” ได้มีส่วนร่วมในการดึงดูดพาวิลเลียนใหญ่จาก 7 ประเทศ ในงานฮอร์ติ เอเชีย และงานอะกริเทคนิก้า เอเชีย 2018 การให้ความสนับสนุนของ สสปน. เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับนโยบายของรัฐบาลไทย ซึ่งก็คือ การใช้งานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทย 4.0

เนื่องจากงานแสดงสินค้าทั้งสองงานนี้มีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาและยกระดับภาคส่วนเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ซึ่งเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมอนาคต (S-curve) ในนโยบายประเทศไทย 4.0 โดยองค์กรยังมีความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยเป็นเป้าหมายในการทำธุรกิจด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารให้สำเร็จที่เหมาะสมที่สุดในภูมิภาค เนื่องจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการส่งออกผลผลิตจากทั้งสองอุตสาหกรรมนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ที่ตั้งของประเทศไทยนับว่าเป็นใจกลางของทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้สามารถยกเป็นศูนย์กลางเพื่อพร้อมรับเศรษฐกิจที่กำลังเกิดใหม่ของภูมิภาคได้ และเพื่อเสริมสร้างศักยภาพดังกล่าวนี้

สสปน. ได้สนับสนุนแนวทางเพื่อให้มั่นใจว่าอุตสาหกรรมจัดแสดงสินค้าของประเทศไทยนั้นพร้อมเสมอที่จะกระตุ้นความสำเร็จในการจัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ รองศาสตราจารย์ ดร. โสระยา ร่วมรังษี จากคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กล่าวในเสวนาหัวข้อ

“อุปสรรคและการเป็นผู้นำด้านพืชสวนในอนาคต” ว่า “การพัฒนาด้านพืชสวนในประเทศเนเธอร์แลนด์นั้นมีความเข้มแข็งมากจากเทคโนโลยีล้ำสมัยและนวัตกรรมอันชาญฉลาด
อาจพูดได้ว่าการผลิตพืชสวนในประเทศเนเธอร์แลนด์นั้นสามารถเป็นต้นแบบให้กับประเทศอื่นได้
ประเทศไทยควรได้รับการพัฒนาประสิทธิภาพทั้งด้านการผลิตและการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตพืชดอก นอกจากนี้ การปรับปรุงพันธุ์พืชยังเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งควรสอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช
เพื่อที่จะได้ช่วยส่งเสริมนักปรับปรุงพันธุ์พืชและดอกไม้ไทยอย่างเต็มที่
และยังเป็นการควบคุมการปรับปรุงพันธุ์ให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วย”

นายเมนโน่ เคปเพล ผู้อำนวยการ บริษัท Agri Solutions Asia เผยว่า “อุตสาหกรรมพืชสวนนั้นไปไกลเร็วกว่าที่คาดไว้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย นอกเหนือจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ
เราก็กำลังพยายามพัฒนาธุรกิจของเราเพื่อให้เราอยู่แถวหน้าในการรับนวัตกรรมใหม่ๆ ของอุตสาหกรรม
เรารู้ดีว่าอาจเกิดปัญหาอะไรได้บ้างในอุตสาหกรรมนี้ ทำให้เราสามารถนำเสนอทางแก้ปัญหาที่ทันต่อเหตุการณ์เฉพาะแบบที่มักจะเกิดขึ้นให้กับลูกค้าของเราได้”

ดร. วิลาวัณย์ ใคร่ครวญ นักวิชาการเกษตรอาวุโส จากกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า
“ประเทศไทย เป็นหนึ่งในผู้นำของประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในด้านการพัฒนาการปรับปรุงเมล็ดพันธุ์และการผลิตพืชผล ผลผลิตใหม่ๆ หลายชนิดได้ถูกผลิตออกมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

กรมของเราได้มุ่งเน้นวิจัยในด้านการปลูกพืชและเครื่องจักรเกษตรกรรม เช่นเดียวกับการควบคุมการผลิตเมล็ดพันธุ์ เราหวังว่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นในอุตสาหกรรม เนื่องจากมีเทคโนโลยีทันสมัยใหม่ๆ ที่สามารถช่วยการเพาะปลูกและการดูแลรักษาได้”, “เราต้องการแสดงถึงความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ของเรา ซึ่งประกอบไปด้วยทั้งพืชผลเขตร้อนและเฉพาะถิ่นที่สามารถเพาะปลูกได้ในประเทศไทยและทวีปเอเชีย” กล่าวโดย นายไมเคิล

เดวาร์รีแวร์ ประธานกรรมการกลุ่ม บริษัท East-West Seed ซึ่งบริษัทนี้ได้นำเสนอนวัตกรรมปรับปรุงพันธุ์พืชผักใหม่ล่าสุด
“ส้มตำ F1” ซึ่งเป็นมะละกอที่ไม่ได้เกิดการตัดแต่งพันธุกรรม ในโชว์พิเศษ “ส้มตำ”
โดยมีท่านเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยได้เข้ามาร่วมตำส้มตำด้วย
สำหรับผู้จัดงาน ฮอร์ติ เอเชีย นายมานูเอล มาดานิ ผู้จัดการโครงการ กล่าวว่า
“สิ่งที่ทำให้เรามารวมกันได้นั้นคือ ความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น เช่น ความปลอดภัยของอาหาร การผลิตพืชชีวภาพ

กระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว และการเก็บรักษาด้วยความเย็น งาน ฮอร์ติ เอเชีย 2018
จะกลายเป็นงานที่รวมวิสัยทัศน์ของผู้เชี่ยวชาญของอุตสาหกรรม รวมถึงบริษัทชั้นนำอีกมากกว่า 300 บริษัท จาก 25 ประเทศทั่วโลก เช่น เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อิตาลี ตุรกี เกาหลีใต้ มาเลเซีย และไทย

ในงานนี้จะครอบคลุมความต้องการด้านพืชสวนทุกอย่าง เริ่มตั้งแต่การเตรียมวัสดุปลูก การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การปรับปรุงพันธุ์ การดูแลใส่ปุ๋ย การปรับปรุงคุณภาพดิน การระบายอากาศ และเทคโนโลยีโรงเรือน” ในปีนี้ ฮอร์ติ เอเชีย 2018 จะใช้พื้นที่แสดงสินค้าร่วมกับ งานอะกริเทคนิก้า เอเชีย เอเชีย 2018 ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ 2 โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 10,000 คน ตลอด 3 วัน ของการจัดงาน งานแสดงสินค้านี้มีพาวิลเลียนนานาชาติจาก 7 ประเทศ ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ จีน เกาหลีใต้ เยอรมนี ไต้หวัน ญี่ปุ่น และฟินแลนด์ และจะมีผู้ที่มีศักยภาพเป็นผู้ซื้ออีกมากกว่า 500 ราย ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานนี้ ทั้ง 2 งาน จะจัดระหว่าง วันที่ 22-24 สิงหาคม 2561 ณ ฮอลล์แสดงสินค้า 98
ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่มีฝนตกทางตอนเหนือของแม่น้ำโขงและในพื้นที่ จ.หนองคาย ติดต่อกันหลายวัน ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงขึ้น-ลง อย่างรวดเร็วสลับกันไป และมีกระแสน้ำไหลเชี่ยวและขุ่นมากขึ้น ล่าสุดระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ไหลผ่าน จ.หนองคาย วัดที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย กรมทรัพยากรน้ำ อยู่ที่ระดับ 10.55 ม. เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของเมื่อวานนี้ถึง 93 ซม. ต่ำกว่าตลิ่งเพียง 1.65 ม. และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำสถิติใหม่ทะลุ 11 เมตร เนื่องจากวันนี้ระดับน้ำโขงทางตอนเหนือ คือ ที่สถานีเชียงคาน จ.เลย สูงขึ้น 78 ซม. ซึ่งจะไหลมาถึงหนองคายภายใน 20 ชั่วโมง อีกทั้งยังมีฝนตกทั้งในพื้นที่ ทางตอนเหนือของไทย และ สปป.ลาว ที่จะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้นอีก

โดยระดับน้ำโขงที่ขึ้น-ลง อย่างรวดเร็วสลับกัน อีกทั้งยังเชี่ยวและขุ่นข้น ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องกับเกษตรกรที่เลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำโขง โดยเฉพาะที่บ้านพร้าวใต้และบ้านเจริญสุข ต.หินโงม ที่มีเกษตรกรเลี้ยงปลา ประมาณ 80 ราย กระชังปลารวมกว่า 2,000 กระชัง ช่วงนี้ปลาถูกกระแสน้ำพัดไปชนกระชัง จนเกล็ดถลอก ป่วยและตายเป็นจำนวนมาก จากปกติ 1 กระชัง จะตายไม่เกิน 2-3 ตัว/วัน แต่ตอนนี้ 1 กระชัง ปลาตายมากกว่า 10 ตัว/วัน โดยเกษตรกรจะนำปลาที่ไม่แข็งแรงสมบูรณ์ไปขายในราคากิโลกรัม (กก.) ละ 30-40 บาท ส่วนปลาที่ตายแล้ว จะนำไปทำปลาร้าขาย ในราคา 12 กก. 200-250 บาท

ทั้งนี้ จากการที่ปลาป่วยและตายเป็นจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรหลายรายต้องรีบขายปลาที่ยังไม่โตเต็มที่ก่อนจะตายทั้งหมด แล้วหยุดพักการเลี้ยงชั่วคราว ขณะเดียวกันมีปลาตามธรรมชาติเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ปลากระชังมีราคาถูกลง จากเดิมกิโลกรัมละ 60 บาท เหลือเพียงกิโลกรัมละ 50 บาท เท่านั้น สวนทางกับราคาอาหารปลาที่แพงขึ้น ปีนี้คาดว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังต้องประสบภาวะขาดทุน

นายประเสริฐ ลุนรินทร์ เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังบ้านพร้าวใต้ ต.หินโงม อ.เมือง จ.หนองคาย บอกว่า ช่วงนี้น้ำโขงสูง ขุ่นและเชี่ยว ทำให้พัดปลาชนกับกระชัง เกล็ดถลอกและตาย โดยเฉพาะปลาที่มีขนาดใหญ่ตัวละ 8 ขีด ขึ้นไป ส่วนปลาขนาดเล็กไม่ค่อยได้รับผลกระทบมากนัก ขณะนี้พบว่ามีปลาตายมากกว่า 10 ตัว/กระชัง ขนาดปลาที่ตาย ตั้งแต่ 8 ขีด จนถึง 1 กก. ปลาที่ตนเลี้ยงครบกำหนดที่จะจับขาย ในวันที่ 5 สิงหาคม 61 ที่จะถึงนี้ ตนเลี้ยงทั้งหมด 10 กระชัง แต่ละกระชังจะเลี้ยงปลา 2,500 ตัว ตั้งแต่น้ำโขงเริ่มขึ้นสูงและเชี่ยวมาประมาณ 1 สัปดาห์ ปลาที่ตนเลี้ยงตายไปแล้วกว่า 2 ตัน (2,000 กก.)

โดยปลาที่ตายแล้วนำไปทำปลาร้า เพราะไม่มีใครมาซื้อปลาที่ตาย ซึ่งก็ยังขายยาก โดยขายในราคา 12 กก. 200–250 บาท ส่วนปลาที่เกล็ดถลอกลอยขึ้นมาเหนือน้ำกำลังจะตาย จะขายได้ในราคา 3 กก./100 บาท จากการที่ปลาป่วยและตายเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้คาดว่าปีนี้ต้องขาดทุนอย่างแน่นอน เกษตรกรผู้ที่เลี้ยงปลากระชังด้วยกันขาดทุนกันถ้วนหน้า คนละ 1 แสนบาทขึ้นไป คนที่เลี้ยงมากขาดทุนถึง 8 แสนบาท อย่างไรก็ตาม ปกติปลา 1 กระชัง มีปลาประมาณ 2,500 ตัว จะจับขายได้ไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาท ในส่วนของตนเลี้ยง 10 กระชัง คาดว่าจะขาดทุนไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท

ส่วนการแก้ปัญหาปลาป่วยและตายนั้น นายประเสริฐ บอกว่าแก้ได้ยาก เนื่องจากสาเหตุเกิดจากน้ำและกระแสน้ำที่ขุ่นและไหลแรง มาพัดปลาในกระชัง โดยเฉพาะกระชังนอกสุด จะถูกกระแสน้ำพัดปลาไปชนกระชังจนถลอกและตายเป็นจำนวนมาก ยิ่งช่วงแรกๆ นั้น มีทั้งลมและฝน ยิ่งส่งผลให้ปลาป่วยและตายมากขึ้นจากเดิมอีก

คุณพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินโครงการไทยนิยมยั่งยืนโดยหลักเกณฑ์คัดเลือกสหกรณ์ที่มีการบริหารจัดการที่ดี และมีผลการดำเนินงานที่เห็นเป็นรูปธรรม มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจมีความโปร่งใส เข้าร่วม 307 แห่ง 67 จังหวัด โดยกรมรับผิดชอบดูแลงบประมาณเพื่ออุดหนุนจ่ายขาดใน 3 โครงการหลัก คือ โครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร (แก้มลิง) โครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และโครงการเพิ่มศักยภาพการรวบรวมการแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร

โดยขั้นตอนการเสนอของบคือสำนักงบประมาณจะกำหนดเกณฑ์ราคาเฉลี่ย เพื่อใช้สำหรับอ้างอิงในการตั้งงบประมาณของแต่ละรายการ หากราคาตามรายการที่ขอมาต่ำกว่าราคาอ้างอิง สำนักงบประมาณจะพิจารณาจัดสรรให้ตามคำขอ แต่ถ้าราคาตามรายการที่ขอมาสูงเกินกว่าราคาอ้างอิง สำนักงบประมาณจะจัดสรรให้ตามราคาอ้างอิงเท่านั้น จากนั้นเมื่อประกาศใช้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จะมีรายละเอียดประกอบที่ระบุรายการและจำนวนเงินอุดหนุนของครุภัณฑ์สิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุมัติ

และเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยมีศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจและติดตามนโยบายไทยนิยมยั่งยืนในส่วนกลางติดตามความก้าวหน้า ส่วนขั้นตอนการพิจารณาผลการจัดซื้อจัดจ้าง การตรวจรับการจ้าง สหกรณ์จะต้องเชิญสมาชิกสหกรณ์เข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย หากพบว่าสหกรณ์ใดที่ไม่ดำเนินการตามกระบวนการที่กรมกำหนด และส่อไปในทางไม่โปร่งใส จะสั่งการให้สหกรณ์จังหวัดระงับและยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้างรายการนั้นในทันที พร้อมทั้งระงับการโอนเงินให้แก่สหกรณ์ในทันที จนกว่าสหกรณ์จะมีการแก้ไขให้ถูกต้อง

“การดำเนินการโครงการดังกล่าว กรมได้เน้นกำชับไม่ให้ข้าราชการของกรมส่งเสริมสหกรณ์ไปชี้นำในการจัดหาผู้รับจ้าง และเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อแอบอ้างรับผลประโยชน์โดยเด็ดขาด เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานให้มีความโปร่งใส และหากพบพื้นที่ใดมีการทุจริตจะดำเนินการลงโทษขั้นเด็ดขาดในทันที” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 ได้สั่งการกำชับให้เจ้าหน้าที่ในสังกัด ตรวจสภาพความมั่นคง ปลอดภัย ของอาคารชลประทานทุกแห่ง พร้อมติดป้ายแสดงผ่านการตรวจสภาพและอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูล

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้เผยแพร่ข้อมูลและรับแจ้งสถานการณ์ของเขื่อนและอาคารชลประทานทุกแห่ง ทั้งเอกสารการตรวจสภาพและข้อมูลเรียลไทม์ ผ่านแอปพลิเคชั่น RIO12 WMS

ในส่วนของเขื่อนกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี และเขื่อนทับเสลา จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ ได้มอบหมายให้โครงการผู้รับผิดชอบร่วมกับฝ่ายจัดการความปลอดภัยเขื่อนและอาคารชลประทาน เข้าดำเนินการตรวจสภาพเขื่อน ซึ่งผลการตรวจสภาพพบว่า ตัวเขื่อนและอาคารประกอบมีความมั่นคง ปลอดภัยและอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ขอให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่า เขื่อนและอาคารชลประทานทุกแห่งได้ผ่านการตรวจสภาพความมั่นคง ปลอดภัย สามารถรองรับน้ำในฤดูฝนนี้ได้อย่างแน่นอน

“เลย” น้ำโขงจ่อล้นตลิ่ง แพไม้ไผ่ถูกพัดเสียหาย

วันที่ 1 สิงหาคม รายงานข่าวระบุว่า จ.เลย ซึ่งมีอำเภอติดแม่น้ำโขง 2 อำเภอ มี อ.เชียงคาน อ.ปากชม พบว่า และที่ อ.ปากชม บริเวณด่านพรมแดนถาวร บ้านคกไผ่ น้ำโขงได้ท่วมสูง และไหลแรงมาก เริ่มจะเข้าท่วมพื้นที่บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง ทำให้ร้านค้าถูกน้ำท่วม และแพที่ทำจากไม้ไผ่ทำเป็นซุ้มอาหาร ถูกน้ำพัดและท่วมเสียหายไปหลายหลัง

นางแดง ทองแก้ว เจ้าของ ร้านปลาเผาคกไผ่ อ.ปากชม จ.เลย กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการร้านอาหารแถวริมฝั่งโขง บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง บ้านคกไผ่ เริ่มประสบปัญหาระดับน้ำโขงสูงตลอด จากการสังเกตประมาณ 1 ชั่วโมง น้ำจะขึ้น 3-5 เซนติเมตร ขณะนี้น้ำโขงสูงขึ้นมาก ทำให้ร้านค้าหรือกระท่อมที่ใช้รับประทานอาหาร ที่อยู่ริมน้ำโขง ถูกน้ำดันขึ้นมาและพัดไปหลายหลังได้รับความเสียหาย

ซึ่งบริเวณบ้านคกไผ่จะเป็นแก่ง และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ไม่รู้อีกว่าน้ำโขงยังไม่มีท่าทีว่าจะลดมีแต่เพิ่มขึ้น ในช่วงนี้หลายร้านคงได้หยุดกิจการไปก่อน แต่ยังมีร้านอาหารที่ห่างจากริมฝั่งยังคงเปิดขายตามปกติ

“หนองคาย”น้ำโขงทะลุ 11 ม.ปิดประตูระบายน้ำแล้ว
วันที่ 1 สิงหาคม รายงานข่าวระบุว่า ระดับน้ำโขงที่ไหลผ่าน จ.หนองคาย ยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดระดับน้ำโขงวัดที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย กรมทรัพยากรน้ำ มีระดับอยู่ที่ 11.22 เมตร ทำสถิติสูงสุดในรอบปี 61 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ถึง 67 ซม. ต่ำกว่าตลิ่งเพียง 98 ซม. และยังมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก เนื่องจากระดับน้ำโขงทางตอนเหนือคือที่สถานีเชียงคาน จังหวัดเลย วันนี้ยังคงมีระดับสูงขึ้น 24 ซม. เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ จากระดับน้ำโขงที่มีระดับสูง ได้เริ่มไหลเข้าปากท่อระบายน้ำภายในเทศบาลเมืองหนองคายแล้ว ทำให้เทศบาลเมืองหนองคาย ได้ปิดปากท่อระบายน้ำเกือบทั้งหมดแล้ว

และน้ำโขงยังได้หนุนเข้าลำห้วยสาขาเพิ่มมากขึ้น ล่าสุดชลประทานจังหวัดหนองคาย ได้ปิดประตูระบายน้ำของลำห้วยหลวงทั้ง 3 บาน เพื่อไม่ให้น้ำโขงไหลเข้าในลำห้วยไปท่วมพื้นที่การเกษตรทั้งใน 1 อำเภอของจังหวัดหนองคาย และ 6 อำเภอ ของจังหวัดอุดรธานี ที่ติดกับลำห้วยหลวง กว่า 3 หมื่นไร่

ประกอบกับช่วงนี้มีฝนตกต่อเนื่องทั้งในพื้นที่จังหวัดหนองคายและจังหวัดอุดรธานี ทำให้มีน้ำไหลลงลำห้วยหลวงเพิ่มมากขึ้นจนมีระดับสูง ชลประทานจังหวัดหนองคาย จึงได้มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 10 นิ้ว และ 12 นิ้ว จำนวน 10 เครื่อง เร่งสูบน้ำจากลำห้วยหลวงลงในแม่น้ำโขงแทน โดยจะทำการสูบต่อเนื่อง วันละ 22 ชั่วโมง สามารถสูบน้ำจากลำห้วยหลวงลงในแม่น้ำโขงได้วันละประมาณ 3 แสนลูกบาศก์เมตร หากไม่สูบน้ำลงแม่น้ำโขงจะทำให้น้ำล้นท่วมพื้นที่ทางการเกษตร

“มุกดาหาร” แม่ค้าตลาดอินโดจีนอพยพขึ้นที่สูง
ขณะที่ จ.มุกดาหาร พบว่า ระดับน้ำโขงในพื้นที่จังหวัดมุกดาหารยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระดับน้ำโขงที่หน้าศูนย์สำรวจอุทกวิทยาที่ 3 มุกดาหาร สูง 12.70 เมตร ซึ่งเกินระดับน้ำขั้นวิกฤต 12.50 เมตร ขึ้นมาแล้ว 20 เซนติเมตร ทำให้น้ำโขงเริ่มไหลเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนประชาชนที่ตั้งอยู่บริเวณริมตลิ่งแม่น้ำโขงในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งประกอบด้วย 3 อำเภอ คือ อำเภอเมืองมุกดาหาร อำเภอหว้านใหญ่ และอำเภอดอนตาล รวมทั้งบริเวณตลาดอินโดจีน เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร โดยในส่วนของตลาดอินโดจีนชั้นใต้ดินน้ำได้เริ่มเอ่อล้นเข้ามาในพื้นตลาด ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 31 กรกฎาคม