เกรดโรงงาน ลักษณะผลไม่สวยเลย ผิวไม่เรียบ ขี้เหร่

ราคาขายไม่แน่นอนคุณโหน่ง ชี้ว่า ราคาซื้อ-ขายมะละกอมีการปรับขึ้น-ลงตามกลไกตลาด เช่นเดียวกับไม้ผลชนิดอื่น สำหรับสวนคุณโหน่งปลูกมะละกอสุกเพื่อขายส่งตามตลาดขนาดใหญ่ อย่างตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท นอกจากนั้น มีพ่อค้าแผงมารับซื้อที่สวน

จุดเด่นมะละกอสวนคุณโหน่งอยู่ที่ทุกกระบวนการปลูกเอาใจใส่อย่างเต็มที่ ดูแลใกล้ชิด ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีตามความเหมาะสมและจำเป็น ยึดหลักการปลูกแบบมีคุณภาพ ตามมาตรฐาน พยายามปลูกตามธรรมชาติมากที่สุด ตัดเก็บเมื่อผลผลิตได้ตามอายุ

ทุกผลที่ขายออกไปผ่านการคัดเลือกความสมบูรณ์เพื่อต้องการให้ลูกค้าได้รับประทานผลไม้อร่อย มีคุณภาพ เพราะไม่เพียงต้องการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสวน แต่ยังต้องการสร้างชื่อให้กับจังหวัดด้วย โดยมีความหวังให้มะละกอสุกที่อุบลราชธานีมีคุณภาพเหมือนกับแหล่งปลูกดังหลายแห่งด้วย ทั้งยังมั่นใจว่ามะละกอฮอลแลนด์ของสวนตัวเองและสมาชิกล้วนมีคุณภาพ เพราะมีลูกค้าสั่งซื้อมาตลอดและต่อเนื่องหลายปี

เจ้าของสวนชี้ว่า มะละกอที่ปลูกในพื้นที่บ้านยางใหญ่มีคุณภาพและรสชาติความสมบูรณ์ทัดเทียมกับแหล่งปลูกชื่อดัง เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะในพื้นที่บ้านยางใหญ่ ตำบลยางใหญ่ มีภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมโดยรวมดี สภาพเนื้อดินมีสีแดง คล้ายกับทางวังน้ำเขียว โคราช ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ไม้ผลหลายชนิดมีคุณภาพดีแล้วยังสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดอย่างเห็นชัดเจนคือทุเรียนภูเขาไฟ

“นอกจากข้อดีในเรื่องสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศทำให้ในหน้าแล้งไม่ค่อยเดือดร้อนแม้จะมีน้ำน้อยหรือฝนทิ้งช่วง แต่ดินยังมีความชุ่มชื้นอยู่ ดังนั้น ในหน้าแล้งพื้นที่ตำบลยางใหญ่จึงสามารถปลูกมะละกอได้เรียกว่า “มะละกอผ่าแล้ง” โดยไม่เดือดร้อน ขณะที่หลายพื้นที่หลายจังหวัดประสบปัญหาขาดน้ำ เหตุนี้จึงทำให้มะละกอมีราคาดีกว่าช่วงอื่นเพราะปริมาณมะละกอในตลาดมีไม่มาก ทำให้ชาวบ้านมีความสุขไปด้วย”

ตอนนี้ทั้งสวนคุณโหน่งและเครือญาติสมาชิกมีพื้นที่ปลูกมะละกอรวมทั้งสิ้นกว่า 200 ไร่ มีปริมาณผลผลิตเพียงพอส่งขายให้กับตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง และพ่อค้าแผงในพื้นที่และต่างพื้นที่ได้ต่อเนื่อง และกำลังอยู่ระหว่างการเพิ่มพื้นที่ปลูกเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น หากผู้ค้าท่านใดสนใจต้องการซื้อมะละกอฮอลแลนด์ติดต่อได้ที่คุณโหน่ง โทรศัพท์ 063-449-0896 เฟซบุ๊ก โหน่ง ตำนานสิงบิ๊กไบค์

หากกล่าวถึงการปลูกพืชผักรูปแบบไฮโดรโปนิกส์ หลายๆ คนคงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี ด้วยวิธีการปลูกพืชโดยการให้สารอาหารทางน้ำ แต่รู้หรือไม่ว่า มีวิธีทำการเกษตรอีกรูปแบบหนึ่งที่ทำให้หลายคนอาจเข้าใจผิดว่านั่นคือ การทำเกษตรรูปแบบไฮโดรโปนิกส์ เพราะมีความคล้ายคลึงกันมาก

อควาโปนิกส์ Aquaponics เป็นวิธีการทำการเกษตรที่มองดูเผินๆ ก็มีความคล้ายคลึงกับการปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์ แต่แท้จริงแล้วแตกต่างกัน

อควาโปนิกส์ คือการรวมกันของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งได้แก่ การเลี้ยงปลาหรือสัตว์น้ำอื่นๆ และเป็นการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน อควาโปนิกส์ใช้ทั้ง 2 อย่างนี้ในการผสมผสานทางชีวภาพ ซึ่งพืชจะกินอาหารจากการปล่อยของเสียของสัตว์น้ำ ในทางกลับกันพืชจะช่วยล้างน้ำที่ไหลมา หล่อเลี้ยงกลับไปที่ปลา นอกจากปลาและของเสียแล้ว จุลินทรีย์ยังมีบทบาทสำคัญต่อโภชนาการของพืช แบคทีเรียที่มีประโยชน์เหล่านี้รวมตัวกันในช่องว่างระหว่างรากของพืช และแปลงของเสียจากปลาและของแข็งให้เป็นสารที่พืชสามารถใช้ในการเจริญเติบโตได้ ผลลัพธ์ที่ได้คือการทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบระหว่างการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการทำสวน

กระบวนการที่เกิดขึ้นในระบบอควาโปนิกส์

เริ่มจากแอมโมเนียที่เกิดขึ้นจากการขับถ่ายของปลา ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นไนไตรต์ (NO2) และไนเตรต (NO3) จากนั้นไนเตรตจะถูกนำไปใช้โดยพืชเพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโต ดังนั้น จึงเป็นการทำความสะอาดน้ำที่มีแอมโมเนียและไนไตรต์ที่เป็นพิษต่อปลา วัฏจักรของธรรมชาติทั้งหมดนี้ เป็นที่รู้จักกันดีในนามวัฏจักรไนโตรเจน

ข้อดีของระบบอควาโปนิกส์ ผลผลิตที่ได้ 40% จากการจำหน่ายปลา และ 60% จากการจำหน่ายพืชผัก, ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ย ลดมลภาวะ (Dead zone) ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจำนวนมาก เช่น รูปแบบการเลี้ยงในแม่น้ำ ปลาที่ได้จะมีคุณภาพสูง ไม่เสี่ยงจากมลพิษรอบนอก, ใช้น้ำปริมาณน้อยกว่าการเกษตรรูปแบบ และลดการเกิดน้ำเสีย, พื้นที่น้อยก็สามารถทำระบบอควาโปนิกส์ได้, ระบบนี้สามารถทำได้ในทุกพื้นที่แม้ในพื้นที่ห่างไกล, ปลอดสารเคมี มาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมริกาให้ระบบนี้เป็นออร์แกนิก

ข้อจำกัดของระบบอควาโปนิกส์ ไม่ใช่การลงทุนต่ำ เป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูง ขึ้นอยู่กับขนาดและพื้นที่ในการทำระบบอควาโปนิกส์, จำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้า และมีไฟฟ้าสำรอง ในระบบที่เลี้ยงปลาจำนวนมาก, ต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้ ทั้งในเรื่องของระบบอควาโปนิกส์ และการเลี้ยงปลากับพืช ให้ได้ผลผลิตที่ดี เพื่อสนุกไปกับสิ่งที่ทำอยู่, มีความใส่ใจเรื่องความสะอาดของระบบน้ำ ปัญหาจากสัตว์น้ำและพืช เพราะเป็นการงดใช้สารเคมีต่างๆ

คุณพิริยะ ชัยชนะศิริ มีประสบการณ์ทำงานในองค์กร CERN (องค์การวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ในทวีปยุโรป) และ คุณบุศรินทร์ บุนนาค ภรรยาคุณพิริยะ มีประสบการณ์ขายสินค้าแบรนด์เนม ส่งมาที่ประเทศไทย ปัจจุบันทั้งคู่ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรเลี้ยงปลาและปลูกผักด้วยระบบอควาโปนิกส์ ภายใต้แบรนด์ CLV เซ่ส์ ลา วี่ อควาโปนิกส์ ฟาร์ม ที่มีใบรับรองมาตรฐาน ปลอดสารพิษ อย่างแน่นอน

ก่อนที่คุณพิริยะตัดสินใจทิ้งงานที่กำลังไปได้ดี มั่นคง และเป็นอาชีพในฝันของใครหลายๆ คน กลับมาทำธุรกิจที่ประเทศไทยกับคุณบุศรินทร์ คุณพิริยะ กล่าวว่า ที่ผ่านมาใช้ชีวิตอยู่ในยุโรปถึง 30 ปี ได้พบเจอผู้คนอย่างหลากหลาย ทั้งวิถีชีวิตความเป็นอยู่ อาชีพ และวัฒนธรรม

ทำให้คุณพิริยะเข้าใจสิ่งหนึ่งมากขึ้นว่า สิ่งที่สามารถขับเคลื่อนทุกอย่างได้ นั่นก็คือ อาหาร เพราะหากไม่มีอาหาร มนุษย์หรือสัตว์ก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้อาจต้องหยุดลง

รวมไปถึงในยุคสมัยนี้ มีการทำลายแหล่งธรรมชาติเยอะขึ้น เพื่อความต้องการแหล่งอาหารของมนุษย์ ทำให้สัตว์ป่าและธรรมชาติเสียหายไปอย่างประเมินค่าไม่ได้

คุณพิริยะจึงมุ่งมั่นหันมาสร้างธุรกิจการเกษตร ระบบอควาโปนิกส์ ที่ตำบลหนองไผ่ อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ต้องบอกเลยว่าการทำเกษตรระบบอควาโปนิกส์เป็นระบบที่แพร่หลายอย่างมากในทวีปยุโรป แต่ก็ต้องยอมรับว่า การจะทำการเกษตรระบบอควาโปนิกส์ให้สำเร็จและยั่งยืน ต้องมีการศึกษาการทำระบบอควาโปนิกส์ให้เข้าใจอย่างแท้จริง มีความอดทน หากเกิดข้อผิดพลาดก็พร้อมปรับตัวและแก้ไขอยู่เสมอ เพื่อลดโอกาสในการผิดพลาดซ้ำ

ระบบอควาโปนิกส์แห่งนี้ อยู่บนเนื้อที่ 2 ไร่ มีบ่อปลา แปลงปลูกผัก อยู่ภายในโดมโรงเรือน โดยการเลี้ยงปลานิล ปลาทับทิม จะเริ่มเลี้ยงลูกปลาที่มีขนาดไซซ์เท่ากับเหรียญ 1 บาท โดยอัตราส่วน ปลา 1 กิโลกรัมต่อ 1 ตารางเมตร เมื่อปลามีอายุครบ 8 เดือน ก็สามารถจำหน่ายได้ ในส่วนของการปลูกผัก เมื่อผักมีอายุได้ 45-60 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตจำหน่ายได้แล้ว

ข้อควรระวัง ต้องหมั่นสังเกตตัวกรอง มีความสะอาดไหม กรองได้ดีหรือเปล่า เพื่อลดปัญหาน้ำในบ่อที่ส่งผลกระทบกับปลา

ระบบน้ำอควาโปนิกส์ น้ำที่ดีที่สุดคือ น้ำฝน ทางฟาร์มมีการวางระบบเพื่อกักเก็บน้ำฝนมาใช้ภายในบ่อของฟาร์ม เพื่อใช้ในช่วงฤดูแล้ง หรือหากจำเป็นต้องใช้น้ำประปา ต้องผ่านเครื่องกรองระบบ R.O. ก่อนนำมาใช้ภายในฟาร์ม

เนื่องจากการทำเกษตรระบบอควาโปนิกส์ต้องใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนระบบในส่วนต่างๆ ทางฟาร์มจึงใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์ ผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ภายในฟาร์ม

จุดเด่นและความน่าสนใจของการทำเกษตรระบบอควาโปนิกส์ ภายในฟาร์มแห่งนี้ ปลอดภัย ไร้สารเคมี ปลาเนื้อแน่น ไม่คาว มั่นใจในความสะอาด เลี้ยงอย่างดีในระบบปิด ผักมีความสด ไร้สารตกค้าง

ปัจจุบัน CLV เซ่ส์ ลา วี่ อควาโปนิกส์ ฟาร์ม เป็นแบรนด์สินค้าคุณภาพ ที่วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ อย่าง กูร์เมต์ มาร์เก็ต (Gourmet Market), พารากอน (Siam Paragon), เอ็มควอเทียร์ (EmQuatier), เอ็มโพเรียม (Emporium), เดอะพรอมานาด (The promemade), CDC ราชพฤกษ์, เซ็นทรัล (Central) และมีแผนการขยายตลาดจำหน่ายให้กับโรงแรม 4-5 ดาว

“การทำเกษตรระบบอควาโปนิกส์ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ หากคุณมีความเข้าใจที่มากพอ การลงทุนครั้งนี้จะไม่สูญเปล่า อควาโปนิกส์ หลายคนให้นิยามมันว่า การทำเกษตรในรูปแบบของอนาคต พึ่งพาตัวเอง ไม่พึ่งพาสารเคมี และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้ได้ผลสูงสุด หากเรียนรู้เข้าใจอย่างแท้จริงคุณจะมีความสุขกับสิ่งที่ทำ แล้วทุกอย่างมันจะออกมาดีอย่างแน่นอน ปัจจุบัน CLV เซ่ส์ ลา วี่ อควาโปนิกส์ ฟาร์ม มีเกษตรกรในประเทศและต่างประเทศเข้ามาศึกษาดูงาน ระบบควาโปนิกส์อย่างต่อเนื่อง”

สำหรับท่านใดที่สนใจผักปลอดสาร ปลานิล ปลาทับทิมคุณภาพ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณพิริยะ ชัยชนะศิริ (คุณวิน สามี) อายุ 39 ปี โทรศัพท์ 082-113-0586 ติดตามความเคลื่อนไหวได้ทางเฟซบุ๊ก CLV – C’est La Vie Aquaponics Farm Thailand : เซ่ส์ ลา วี่ อควาโปนิกส์ ฟาร์ม

บ๊วย เป็นไม้ผลเมืองหนาวมีแหล่งกำเนิดในประเทศจีน เป็นพืชตระกูลเดียวกับพลัม ลูกท้อ มีการปลูกในประเทศไทยมานานแล้ว พื้นที่ที่เหมาะสมในการเพาะปลูก ต้องมีอากาศเย็น และสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 700 เมตรขึ้นไป ใช้ระยะเวลาการปลูก 5-6 ปีให้ผลผลิต

คุณสายสุนีย์ แซ่เติ๋น หรือ คุณไหนอิง อยู่บ้านเลขที่ 180 หมู่บ้านห้วยแม่เลี่ยม ตำบลห้วยชมภู อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ทายาทเกษตรกรรุ่นใหม่ ต่อยอดสร้างรายได้ให้ครอบครัว แก้ปัญหาพ่อค้ากดราคา ผลผลิตไม่เหลือทิ้งเสียหาย พลิกวิกฤตทำตลาดออนไลน์ฟันรายได้ต่อปีเป็นเงินไม่น้อย

คุณไหนอิง เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันประกอบอาชีพหลักเป็นพนักงานบริษัท อาชีพเสริมเป็นแม่ค้าออนไลน์12 ขายบ๊วยสดและผลไม้เมืองหนาวจากสวนของครอบครัว ที่พ่อแม่ทำมานานกว่า 40 ปี โดยที่สวนมีพืชหลักสร้างรายได้อยู่ 3 ชนิด ได้แก่ กาแฟ บ๊วย ลิ้นจี่ ส่วนพืชรอง ได้แก่ อะโวกาโด เชอร์รี่ บนพื้นที่ทั้งหมดกว่า 50 ไร่

ซึ่งในช่วงนี้ก็จะเป็นฤดูกาลของบ๊วย ที่ผลผลิตจะเริ่มออกให้ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคมไปจนถึงปลายเมษายน จากนั้นพอหมดฤดูกาลของบ๊วยก็จะเป็นฤดูกาลของการเก็บเกี่ยวลิ้นจี่ต่อ จะทำแบบนี้หมุนเวียนกันทุกปี แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือเรื่องของการตลาด จากในสมัยที่พ่อกับแม่ทำจะเน้นขายให้กับพ่อค้าคนกลาง และมักจะโดนกดราคาอยู่เป็นประจำ หรือในบางครั้งผลผลิตเก็บไม่ทันขายเกิดความเสียหาย ตนเองจึงได้เข้ามาช่วยด้านการตลาดของที่สวน ประกอบกับกระแสนิยมในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คนไทยหันมานิยมนำบ๊วยมาแปรรูปกันมากขึ้น อาทิ ทำเป็นน้ำบ๊วย, บ๊วยแช่อิ่ม, บ๊วยดอง, บ๊วยเค็ม หรือใช้ทำอาหาร เช่น น้ำจิ้มบ๊วย, ซอสบ๊วย นอกจากนี้ บ๊วยยังเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณหลายอย่าง เช่น ขับพิษในร่างกาย บรรเทาอาการอ่อนเพลีย แก้ร้อนในกระหายน้ำ ส่งผลมาถึงยอดขายดีขึ้นกว่าเดิมมากๆ

โดยสายพันธุ์บ๊วยตอนนี้มีอยู่ 2 สายพันธุ์หลักๆ ปลูกบนพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ ได้แก่ 1. บ๊วยสายพันธุ์​ยูมิ หรือที่เรียกว่า บ๊วยแก้มแดง มีลักษณะกลม ก้อนแหลม มีสีแดง ชมพู อยู่ส่วนหนึ่งของบ๊วย กลิ่นจะหอมกว่าบ๊วยเขียวหน่อยๆ​ 2. บ๊วยพันธุ์เขียว ลักษณะ​ลูกใหญ่ เนื้อเยอะ​ สุกแล้วมีกลิ่นหอม

สำหรับพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูก จะต้องเป็นพื้นที่มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 700 เมตรขึ้นไป แต่ถ้าให้ดีหากพื้นที่ปลูกอยู่ในระดับความสูงเกิน 1,000 เมตร จะติดลูกได้ดีที่สุด และต้องเป็นพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น บ๊วยจะเจริญเติบโตได้ เหมาะปลูกในสภาพพื้นที่ร่วน ระบายน้ำได้ดี ซึ่งมีความเหมาะสมกับพื้นที่ของสวนเป็นอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่สวนของเราตั้งอยู่ที่ใกล้บริเวณดอยปางขอน ที่มีความสูงเหนือน้ำทะเลถึง 1,280 เมตร

“บ๊วย” ปลูกไม่ยาก เน้นธรรมชาติช่วยดูแล
ต้นทุนในการดูแลจัดการต่ำ เก็บเกี่ยวได้นาน
เจ้าของบอกว่า ด้วยสภาพพื้นที่ปลูกของสวนมีความอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว ที่นี่จะไม่มีการเตรียมดินก่อนปลูก เมื่อต้นพันธุ์ที่เพาะไว้ได้อายุพร้อมปลูกก็ลงหลุมปลูกได้เลย โดยต้นพันธุ์ที่ย้ายลงหลุมปลูกจะมีอายุตั้งแต่ 1-3 ปี แล้วใช้วิธีการนำหญ้ามากลบให้เป็นปุ๋ยกับพืช หลังจากนี้รอเก็บผลผลิตอย่างเดียวไม่ต้องบำรุงรดน้ำใส่ปุ๋ยในช่วงแรก เน้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของธรรมชาติช่วยดูแล แต่หากปลูกในพื้นที่อื่นสภาพอากาศไม่ได้เป็นแบบนี้ก็ต้องรดให้ความชุ่มชื่นแก่พืชบ้าง

“ถ้าให้เปรียบเทียบระหว่างการปลูกบ๊วยกับการปลูกกาแฟ จะมีข้อแตกต่างกันตรงที่กาแฟเมื่อลงต้นปลูกไปแล้ว เราก็ต้องมีการดูแลรดน้ำใส่ปุ๋ย แล้วก็พรวนดิน แต่ถ้าปลูกบ๊วยในสมัยก่อนที่พ่อแม่ปลูกไม่ต้องรดน้ำใส่ปุ๋ยเลย แต่มาตอนนี้ต้นบ๊วยที่พ่อแม่เราปลูกไว้มีอายุเยอะประมาณ 35 ปี ถ้าพูดถึงการดูแลในปัจจุบันก็ต้องมีการรดน้ำใส่ปุ๋ยบ้าง แต่ไม่มาก ใส่เพียงปุ๋ยคอก แต่ถ้าให้ตอบในช่วงแรกที่เริ่มปลูก คือไม่ต้องดูแล”

เมื่อต้นมีอายุมากขึ้นที่สวนถึงจะเริ่มใส่ปุ๋ยบำรุงบ้าง โดยปุ๋ยที่ใส่จะใส่ปุ๋ยคอกขี้วัวบำรุงอย่างเดียว ใส่ในปริมาณต้นละ 1 ถ้วยตวงต่อปี และในช่วงหน้าแล้งจะรดน้ำให้บ้าง

เรื่องของการปลูกบำรุงรดน้ำใส่ปุ๋ยจึงไม่มีอะไรที่น่าเป็นกังวล ซึ่งการปลูกบ๊วยสำคัญที่การดูแลในเรื่องของหญ้า ที่สวนจะมีการตัดหญ้าเดือนละ 2 ครั้ง การพรวนดิน และการตัดแต่งกิ่งหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จ โดยเลือกตัดกิ่งที่ไม่สมบูรณ์ทิ้งไป เหลือแต่กิ่งที่สมบูรณ์ แล้วรอเก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูถัดไป

ศัตรูพืช ที่น่ากลัวที่สุดของบ๊วยคือ แมลงวันทอง ที่จะเข้าไปเจาะผลบ๊วยตอนที่บ๊วยลูกโต และพอเจาะผลบ๊วยเสร็จแล้ว ถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ลูกค้า ระหว่างการขนส่งใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน บ๊วยจะเริ่มสุกงอม ตัวอ่อนที่แมลงวันทองเจาะจะเริ่มฟักตัวกลายเป็นหนอนขึ้นมา ที่สวนก็จะมีวิธีป้องกันด้วยการใช้สารล่อแมลงวันทองออกไปให้ห่างจากพื้นที่ในสวนบ๊วย

ปริมาณผลผลิตต่อปี ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย บางปีได้มากได้น้อยไม่เท่ากัน หากเฉลี่ยปริมาณผลผลิตจะอยู่ที่ 5-10 ตันต่อปี หรือเก็บได้จำนวน 300 กิโลกรัมต่อต้น ใช้แรงงานคนในการเก็บ และต้องเลือกเก็บเฉพาะบ๊วยที่ลูกเต่งตึง แก่จัดแล้วนำมาคัดไซซ์ส่งให้กับลูกค้าอีกที

โดยบ๊วยของที่สวนจะแบ่งเป็นทั้งหมด 4 เกรด ด้วยกัน คือ 1. เกรด AA ขนาดลูกใหญ่กว่าเหรียญ 10 ผิวสวย ไม่มีตำหนิ 2. เกรด A ขนาดผลเท่ากับเหรียญ 10 ผิวสวย ไม่มีตำหนิ 3. เกรด B ขนาดผลใหญ่กว่าเหรียญ 5 ผิวสวย ไม่มีตำหนิ และ 4. เกรด C ขนาดผลประมาณเหรียญ 2 บาท และเหรียญ 5 บาท ผิวสวย ไม่มีตำหนิ

ในแต่ละเกรดความต้องการของลูกค้าจะแตกต่างกันออกไป สำหรับลูกค้าที่นำไปดองใส่ขวดโหลโชว์ ต้องการความสวยงามก็จะเน้นสั่งบ๊วยเกรด AA หรือถ้าต้องการบ๊วยที่มีเนื้อเยอะ ต้องการนำไปทำเป็นแยมก็จะนิยมสั่งบ๊วยเกรด A ส่วนเกรด B, C เป็นลูกค้าที่อยากทดลองนำไปดองแต่มีงบน้อย ที่สวนสามารถกระจายสินค้าออกได้ทั้งหมด ไม่ว่าไซซ์ใหญ่หรือเล็ก เพราะบ๊วยแต่ละเกรดมีความแตกต่างกันที่ขนาดผลเท่านั้น ส่วนในเรื่องของคุณภาพและรสชาติไม่ต่างกัน

“ขายออนไลน์ ส่งโรงงาน”
สร้างรายได้ควบคู่กัน
คุณไหนอิง บอกว่า ปัจจุบันที่สวนทำตลาดบ๊วยอยู่ 2 ช่องทางด้วยกัน คือการเก็บส่งให้กับโรงงาน และขายออนไลน์ ส่งทั่วประเทศ โดยรูปแบบการขายทำตลาดทั้ง 2 ช่องทางนี้จะมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นทางสวนจึงเลือกทำควบคู่กัน และพยายามแบ่งสัดส่วนการส่งให้เท่ากันเพื่อรักษาลูกค้าไว้ทั้ง 2 ทาง และเพื่อให้ผลผลิตที่มีในแต่ละปี ขายได้มากที่สุด ไม่เหลือทิ้งไว้คาสวน

การขายส่งโรงงาน ข้อดีคือมีออร์เดอร์ที่แน่นอน และไม่ต้องเสียเวลาในขั้นตอนการคัดไซซ์ สามารถเก็บใส่ถุงบรรทุกส่งโรงงานได้เลย แต่จะขายได้ราคาที่ถูกกว่าการขายออนไลน์หน่อย

การขายผ่านช่องทางออนไลน์ ข้อดีคือขายได้ราคาดี แต่การขายออนไลน์จะต้องเพิ่มขั้นตอนในการคัดไซซ์ แพ็กของส่ง เข้ามา ถือเป็นการเพิ่มต้นทุนค่าแรงงาน ต้องจ้างแรงงานคัดพิเศษ สแกนทุกลูกด้วยมือ

ราคาขายเริ่มต้นตั้งแต่ 30-60 บาทต่อกิโลกรัม แล้วแต่ไซซ์ คิดเป็นรายได้ต่อปีของบ๊วย มีรายได้อยู่ที่ประมาณ 200,000-500,000 บาท เมื่อเทียบกับการดูแลไม่มาก โดยในช่วงนี้ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนเมษายนเป็นช่วงที่ผลผลิตของที่สวนออก จะมีออร์เดอร์ส่งอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง ปริมาณครั้งละ 500 กิโลกรัม

ในอนาคตอยากทำให้สวนมีรายได้จากการขายออนไลน์ทั้งผลสดและแปรรูป โดยตั้งเป้าหมายคือการแปรรูปเพื่อให้มีผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเอง แบรนด์ตัวเอง สำหรับการสร้างมูลค่า และรองรับตลาดในอนาคตหากการขายส่งให้กับโรงงาน และตลาดออนไลน์ต้องชะงัก การแปรรูปก็ถือเป็นอีกทางออกหนึ่งของสวน

เทคนิคขายผลไม้ออนไลน์ยังไง
ให้ยอดขายสุดปัง ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ
“การขายของออนไลน์เราต้องซื่อตรงกับลูกค้า คือเราขายแบบใช้ใจแรกใจ เราขายแต่ของดีให้ลูกค้า ไม่ดีเราไม่เก็บขาย เราซื้อใจลูกค้าในเรื่องบริการ ใจแลกใจ ไม่โกงลูกค้า ลูกค้าก็จะติด และพอเขาได้ของดี เขาก็จะบอกต่อๆ กันมา อันนี้คือสิ่งที่เราทำได้ที่สุด ในส่วนของรสชาติก็นับเป็นอีกส่วนหนึ่ง การถ่ายคลิปวิดีโอลงเพจให้ลูกค้าเห็นการทำกิจกรรมต่างๆ ของที่สวนก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง รวมถึงเพจเราจะเน้นให้ข้อมูลด้านความรู้ ผสมเข้าไปด้วย เพื่อเป็นข้อมูลประกอบให้ลูกค้าทั้งการปลูก หรือลูกค้าอยากสั่งบ๊วยแต่ไม่รู้จะสั่งบ๊วยแบบนี้ ข้อมูลตรงนี้ก็ช่วยในการตัดสินใจของลูกค้าได้” คุณไหนอิง กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร. 097-248-1582 หรือติดต่อได้ที่ช่องทางเฟซบุ๊ก : สวนอิงดอย ผลไม้สดเชียงราย การบริโภคอาหารที่มีสารเคมีตกค้าง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างมาก หลายคนพยายามหลีกเลี่ยงสารเคมีตกค้างโดยเลือกบริโภคพืชผลปลอดสารพิษที่ปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ แต่สินค้าเกษตรอินทรีย์ มีราคาค่อนข้างแพงสักหน่อย หากใครอยากปลูกผักกินเอง ลองคิดนอกกรอบดูบ้าง โดยทดลองปลูกผักไร้ดินบนต้นกล้วยเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

การเพาะต้นกล้า
เมล็ดผักพันธุ์ดี มักมีราคาแพงมาก บางชนิดมีราคาแพงมาก เรียกว่า นับเมล็ดขาย วิธีเพาะเมล็ดพันธุ์โดยการหว่านเมล็ดพันธุ์ลงในแปลงกล้า จะได้ต้นกล้าที่มีคุณภาพดีน้อย และเสียหายค่อนข้างมาก เพราะต้นกล้าส่วนหนึ่งจะถูกทำลายโดยด้วงหมัดผัก ซึ่งเป็นศัตรูที่สำคัญมากของผักทุกชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะกล้า และเมื่อย้ายไปปลูกในแปลงปลูกต้นกล้าก็จะช้ำ หรือเหี่ยวเฉาหรือบางต้นอาจเน่าตายไปเลย ทำให้มีต้นทุนในการเพาะปลูกผักที่สูงมาก

วิธีใช้เมล็ดพันธุ์อย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ career-evolution.net การตกกล้าลงในกระบะเพาะหลุมละ 1 เมล็ด ดินสำหรับเพาะกล้า อาจใช้ปุ๋ยหมักที่ได้จากการหมักมูลสัตว์ผสมกับเศษพืชผักที่เหลือจากการเก็บเกี่ยว ขุยมะพร้าวหรือขี้เลื้อย และหรือเศษวัสดุอื่นๆ หมักจนได้ที่แล้วจึงนำมาร่อนด้วยตะแกรงที่มีรูขนาดประมาณ 3-5 มิลลิเมตร หรืออาจจะใหญ่กว่า เพื่อแยกเอาเศษวัสดุที่มีขนาดใหญ่ออก หรืออาจแยกโดยลักษณะคล้ายๆ กับการแยกกรวดออกจากทรายที่ใช้ในการฉาบปูนสำหรับก่อสร้างก็ได้

จากนั้นจึงค่อยนำดินที่มีความชื้นเหมาะสมปลูกใส่ในกระบะเพาะ หยอดเมล็ดพันธุ์ผักลงไป จึงค่อยนำดินปลูกมาโรยปิดหน้าอีกครั้ง เพื่อป้องกันเมล็ดพันธุ์กระเด็นหรือลอยเมื่อรดน้ำ

หลังจากนั้นจึงนำกระบะที่หยอดเมล็ดพันธุ์แล้วไปวางเรียงไว้บนชั้นที่ยกเหนือพื้นดินประมาณ 80 เซนติเมตร ในโรงเรือน เพื่อป้องกันความเสียหายจากการทำลายของแมลงศัตรูพืชที่อาจจะกระโดดขึ้นมาที่กระบะเพาะกล้าได้ คอยให้น้ำตามปกติ โดยให้น้ำ เป็นละอองฝอยขนาดเล็ก หากมีละอองฝอยขนาดใหญ่ เมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าที่งอกอาจจะเสียหาย เนื่องจากแรงกระแทกของน้ำได้

เมื่อต้นกล้าผักเจริญเติบโตมีใบประมาณ 3-4 ใบ จึงนำออกจากกระบะเพาะโดยการให้น้ำก่อนแล้วจึงค่อยๆ เคาะออก ต้นกล้าก็จะหลุดออกมามีลักษณะเป็นแท่งตามรูปทรงของรูในกระบะเพาะ จากนั้นจึงนำไปปลูกในแปลงปลูก วิธีนี้แม้ว่าจะใช้เวลามากแต่เกษตรกรสามารถประหยัดค่าเมล็ดพันธุ์ได้เป็นอันมาก และต้นกล้าแข็งแรง ไม่ชะงักหรือเหี่ยวเฉาเมื่อเคลื่อนย้ายลงแปลงปลูก และยังป้องกันความเสียหายของต้นกล้าพันธุ์จากด้วงหมัดผักด้วย

วิธีปลูกผักไร้ดินบนต้นกล้วย
การปลูกผักไร้ดินบนต้นกล้วย ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย โดยปกติแล้วเกษตรกรมักตัดต้นกล้วยแก่ทิ้งทุกครั้งที่ตัดเครือ ขอให้เจาะรูที่ต้นกล้วยในลักษณะทแยงลงไป ให้รูมีขนาดเท่ากับแท่งดินที่ยึดรากต้นกล้าที่ย้ายมาจากกระบะเพาะ

จากนั้นจึงเอาต้นกล้า (ผักสลัด) ยัดใส่ลงไปในรูของต้นกล้วยที่เจาะไว้ โดยจำนวนรูที่จะเจาะหรือจำนวนผักที่จะปลูก จากนั้นก็ไม่ต้องรดน้ำให้ผักที่ปลูก หรือรดน้ำให้ต้นกล้วยแต่อย่างใด จะทำเพียงอย่างเดียวคือ คอยค้ำยันไม่ให้ต้นกล้วยล้มเท่านั้น

หลังจากนั้นประมาณ 30 วัน (ขึ้นอยู่กับอายุของผักที่ปลูก) ก็เก็บเกี่ยวผักไปขายได้เลย ผักสลัดที่ ปลูกมีรสชาติดีมาก หวาน และกรอบ ใบเป็นเงางาม ทั้งนี้ เป็นเพราะต้นกล้วยมีธาตุโพแทสเซียมสูงนั่นเอง ใครจะนำวิธีนี้ไปทดลองปลูกก็ได้ แต่อายุผักที่ปลูกไม่ควรจะยาวนานเกิน 40 วัน เพราะต้นกล้วยจะโทรมและเหี่ยวแห้งตายเสียก่อน ผักที่ปลูกควรเป็นผักกินใบที่ไม่ต้องการแสงแดดที่แรงมากนัก เพราะใบของกล้วยจะช่วยพรางแสงแดดได้บางส่วน

ถึงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ฤดูทุเรียนเวียนมา ทางภาคตะวันออกอย่างจังหวัดจันทบุรี ก็ยังเป็นเจ้าแห่งวงการทุเรียนเหมือนเดิม ด้วยเป็นพื้นที่ปลูกมานาน จนกลายเป็นแหล่งที่มีพื้นที่ปลูกทุเรียนมากที่สุดในประเทศไทย มาช่วงหลายปีหลัง ทุเรียนเริ่มได้รับกระแสนิยมจากผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก เกษตรกรในหลายพื้นที่ทั่วประเทศหันมาสนใจปลูกทุเรียนกันอย่างหนาแน่น รวมถึงจังหวัดปราจีนบุรี นับเป็นภาคตะวันออกที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ แต่ก็สามารถปลูกทุเรียนได้อร่อยไม่แพ้ทางจันทบุรี

คุณวันเพ็ญ สนลอย เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน พ่วงด้วยตำแหน่งหมอดินอาสาประจำจังหวัดปราจีนบุรี อยู่บ้านเลขที่ 62/1 หมู่ที่ 5 ตำบลไม้เค็ด อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เล่าว่า พ่อแม่ทิ้งมรดกที่ดินไว้ให้ 3 ไร่ พื้นที่เดิมพ่อกับแม่ใช้ปลูกทุเรียน แต่ไม่ค่อยได้ผล ดินไม่ดี เป็นกรดเยอะ ไม่สามารถสานต่อสวนทุเรียนได้ หลังเรียนจบจึงเข้าทำงานเป็นเสมียน แต่งงานมีครอบครัวมีลูก แต่เงินเดือนเสมียนกับเงินเดือนสามีรับข้าราชการในสมัยนั้นเลี้ยงลูกไม่พอ จึงตัดสินใจลาออกจากงานกลับมาทำเกษตรลองสู้อีกสักตั้งบนที่ดินมรดก