เกษตรกรฉะเชิงเทราเลี้ยงปลากดคังสร้างรายได้ ส่งจำหน่ายทั้ง

ในและต่างประเทศคุณชัยพร โชคภรณ์ประเสริฐ อยู่บ้านเลขที่ 6 หมู่ที่ 1 ตำบลหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงปลากดคังแล้วประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ นับเป็นอาชีพที่สร้างเงินล้านกันเลยก็ว่าได้

ซึ่งปลาชนิดนี้ยังมีคนทั่วไปมองว่าอาจเป็นปลาที่ต้องอยู่ตามธรรมชาติ น่าจะเลี้ยงยากกว่าปลาชนิดอื่น แต่สำหรับคุณชัยพรแล้ว เขาบอกเลยว่าเพียงแค่รู้จักนิสัยปลา รู้จักธรรมชาติของปลากดคัง การเลี้ยงไม่มีอะไรยากอย่างที่คิด

คุณชัยพร บอกว่า พันธุ์ปลากดคังที่นำมาเลี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นปลาที่เพาะพันธุ์มาจากจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นแหล่งที่เพาะพันธุ์ปลากดคังที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ แต่ปัญหาการเลี้ยงที่เจอในช่วงแรกๆ จะเป็นเรื่องลูกปลากินกันเอง และอัตราการรอดยังค่อนข้างน้อยอยู่ แต่ด้วยประสบการณ์ที่ได้เลี้ยงและเฝ้าดูลักษณะนิสัยของปลากดคังอย่างจริงจัง จากปัญหาและอุปสรรคเหล่านั้น กลายเป็นบทเรียนทำให้คุณชัยพรเป็นเจ้าพ่อแห่งการเลี้ยงปลากดคังอย่างสุดตัว

การเลี้ยงปลากดคังมีข้อเสียตรงที่เมื่อคิดที่จะเลี้ยงแล้ว ต้องอดทนในเรื่องเวลาให้ได้ เพราะเวลาที่ปลาเจริญเติบโตให้มีขนาดตามที่ตลาดต้องการ อย่างน้อยๆ ใช้เวลามากกว่า 1 ปี และถ้าต้องการให้มีขนาดเกิน 3 กิโลกรัม ขึ้นไป ระยะเวลาที่เลี้ยงถึง 3 ปี ก็เลี้ยงมาแล้ว ซึ่งวิธีการเลี้ยงในแบบคุณชัยพร มีวิธีดังนี้

ในช่วงแรกนำลูกปลากดคังมาอนุบาลในบ่อดิน ที่ขนาด 3 ไร่ ความลึกประมาณ 1.5-2 เมตร โดยตากบ่อให้แห้งแล้วจึงโรยด้วยปูนขาว จากนั้นนำน้ำเข้าภายในบ่อ เพื่อทำน้ำเขียวโดยใช้ขี้ไก่กับน้ำอามิปล่อยทิ้งไว้ ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วจึงปล่อยลูกปลากดคังไซซ์นิ้ว ประมาณ 30,000 ตัว ลงภายในบ่อ

“ช่วงนี้เรียกว่าต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เราต้องมาฝึกการให้อาหาร เพราะเราต้องรู้ด้วยว่าแหล่งปลาที่เขามาส่งขายเรา เขาอนุบาลในบ่อดินหรือว่าบ่อปูน เขาฝึกการให้อาหารแบบไหนมา เราจะได้เลี้ยงต่อได้ในแบบที่ปลาคุ้นเคย” คุณชัยพร กล่าวถึงการดูแลลูกปลาระยะอนุบาล

ซึ่งลูกปลากดคังในระยะนี้จะได้กินอาหารที่เป็นแพลงตอนจากธรรมชาติ และมีการเสริมอาหารกุ้งที่มีโปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์ คุณชัยพร บอกว่า ปลากดคังเป็นปลาที่ต้องใช้อาหารที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนสูง ปลาจะยิ่งเจริญเติบโตได้ดี ให้อาหาร 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น ใช้เวลาในการอนุบาลระยะนี้ประมาณ 3-4 เดือน

“พอครบอายุอนุบาล ปลาจะได้ขนาดประมาณ 13-14 ตัว ต่อกิโลกรัม เราก็จะเตรียมย้ายไปเลี้ยงในบ่อใหญ่ ซึ่งที่นี่มีบ่อหลายขนาด ตั้งแต่ 10 ไร่ ไปถึง 50 ไร่ แต่ถ้าเหมาะสมก็จะเป็น 10-15 ไร่ ให้มีความลึกประมาณ 2-3 เมตร ปล่อยปลากดคังประมาณ 700 ตัว ต่อไร่ สมมุติเลี้ยงบ่อขนาด 10 ไร่ ก็เท่ากับว่าต้องปล่อยปลา 7,000 ตัว นี่ก็เป็นเทคนิคการปล่อยปลาของที่ฟาร์มเราใช้” คุณชัยพร อธิบาย

ปลาในช่วงอายุนี้จะเปลี่ยนอาหารเป็นเหยื่อสด ให้กินวันละ 1 มื้อ ซึ่งปริมาณของอาหารก็จะดูตามอายุและขนาดของปลา ยิ่งอายุเป็นปีมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นอาหารก็จะต้องให้ในปริมาณที่มากขึ้นตามไปด้วย

ด้านการดูแลเรื่องโรคของปลากดคัง คุณชัยพร บอกว่า ปลาไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้มากนัก การเกิดโรคจะเป็นเฉพาะช่วงของลูกปลาที่นำมาเลี้ยงในรุ่นนั้นๆ ซึ่งการตายก็อาจมีบ้าง และจะหยุดตายลงมาเอง

“ในช่วงที่ปลาเป็นโรค จำเป็นที่ต้องหยุดให้อาหารปลา จนกว่าปลาจะหยุดตาย แต่ตั้งแต่ที่เลี้ยงปลากดคังมาเรื่องโรคไม่มีปัญหาเหมือนปลาอื่นๆ เพราะนานๆ จะเจอสักครั้งหนึ่ง มันจะเป็นรุ่นๆ ไป ที่ติดมากับลูกพันธุ์ ไม่ใช่ว่าจะเป็นหมด” คุณชัยพร กล่าว

เลี้ยงต่อไปเรื่อยๆ ประมาณ 2 ปี ปลากดคังจะมีขนาดไซซ์กลาง น้ำหนักอยู่ที่ 1.7 กิโลกรัม ต่อตัว ก็สามารถจำหน่ายได้ ซึ่งจะจับหรือไม่ต้องดูที่ตลาดว่าต้องการไซซ์ขนาดใด

คุณชัยพร เล่าว่า การทำตลาดในช่วงแรกที่เขาสามารถจำหน่ายได้นั้น ค่อนข้างมีอุปสรรค เพราะพ่อค้าที่รับซื้อมีเพียงเจ้าเดียวอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ ทำให้มีปัญหาและอุปสรรคในเรื่องการจับและขนส่งค่อนข้างมาก

“พอเราเลี้ยงได้ประสบผลสำเร็จดี คราวนี้พอถึงเวลาจำหน่าย ตลาดยังไม่ค่อยมีอีก พอจำหน่ายได้ยอมรับว่าผลตอบแทนถือว่าดี ช่วงนั้นบอกเลยนะว่ามีท้อ เพราะว่าเราเลี้ยงนาน 2-3 ปี กว่าจะได้จำหน่าย ช่วงนั้นโชคดีที่ทางนครสวรรค์เกิดน้ำท่วม พ่อค้าที่นั่นก็เลยต้องมารับซื้อปลาที่เรา หลังจากนั้นมาเรื่อยๆ ตลาดเราก็เริ่มสร้างขึ้นมาเองบ้าง ซึ่งปลากดคังที่ฟาร์มเราขนาดไซซ์ใหญ่ เราเลี้ยงนานเขาก็เลยต้องการที่จะซื้อ จากตอนนั้นมาถึงตอนนี้เราเลี้ยงปลากดคังอยู่ที่เนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ เราเลยมีปลาจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี โดยที่ปลาไม่ขาดตลาด” คุณชัยพร เล่าถึงปัญหาและการจัดการเรื่องตลาด

การจำหน่ายปลากดคัง ตลาดจะชอบปลาที่มีขนาดตั้งแต่ 2 กิโลกรัม ขึ้นไป ซึ่งขนาดไซซ์ 2 กิโลกรัม ราคาอยู่ที่ 140 บาท ขนาดไซซ์ 3 กิโลกรัม ราคาอยู่ที่ 160 บาท และขนาดไซซ์ 4 กิโลกรัม ราคาอยู่ที่ 180 บาท ซึ่งที่ฟาร์มของคุณชัยพรสามารถส่งจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี และมีกำลังเลี้ยงส่งจำหน่ายอยู่ที่ 20-30 ตัน ต่อเดือน เลยทีเดียว

“ในเรื่องการทำตลาด ถือว่าเราโชคดีหน่อยที่มีพื้นที่เลี้ยงเยอะ และก็ปลาที่เลี้ยงเป็นปลาขนาดไซซ์ใหญ่ ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าเขาชอบปลาไซซ์ใหญ่ แต่ติดว่าไซซ์ใหญ่มันมีราคาแพง มันก็เลยเป็นว่าตลาดปลากดคัง จะมาสู้กันในเรื่องของขนาดไซซ์มากกว่าที่จะเป็นเรื่องราคา เพราะราคามันคงที่อยู่แล้ว ผันผวนน้อย ซึ่งการที่จะได้ไซซ์ใหญ่มันก็ต้องใช้เวลาเลี้ยงนาน แต่ผลตอบแทนกับระยะเวลาที่รอก็ถือว่าคุ้มค่า” คุณชัยพร กล่าวอธิบายถึงการแข่งขันของตลาด

นอกจากนี้ ปลากดคัง ที่ฟาร์มของคุณชัยพรยังส่งออกจำหน่ายไปยังตลาดต่างประเทศ โดยผ่านทางพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อไปอีกทอดหนึ่ง

สำหรับผู้ที่สนใจอยากเลี้ยงปลากดคังเพื่อเป็นอาชีพทั้งเสริมหรือหลัก คุณชัยพร แนะนำว่า

“การเลี้ยงปลาชนิดนี้มันเป็นเหมือนวัฏจักร โดยเฉพาะเรื่องการตลาดที่ต้องวนมาแบบเดิมๆ ซึ่งไทยเราเองยังขาดเรื่องการรวมตัว อย่างที่ฟาร์มถามว่าเราประสบความสำเร็จไหม บอกเลยว่าเราประสบความสำเร็จ แต่การที่จะส่งเสริมให้คนเลี้ยง เราก็จะบอกเสมอว่า สภาวะการเลี้ยงมันเป็นแบบนี้นะ มันต้องใช้ต้นทุนยาว ต้องมีเงินทุนหมุนหน่อย ต้องดูว่าถ้าจะเลี้ยงแบบเป็นปลาเศรษฐกิจ 3 ปี นี่รอได้ไหม ทนไหวไหม แต่ถ้าจะเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมก็ได้ โดยที่เราไม่หวังกับมันมาก ซื้อปลาไปปล่อยทิ้งไว้ในบ่อที่บ้าน มันก็เหมือนสะสมเงินใส่กระปุกออมสิน เราก็ทยอยจับจำหน่ายไปเรื่อยๆ ก็ถือว่าสร้างรายได้ที่ดี มันอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นอะไรมากขึ้นก็ได้” คุณชัยพร กล่าวแนะนำด้วยใบหน้าปนรอยยิ้ม

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากสอบถามเรื่องการเลี้ยงปลากดคัง ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณชัยพร โชคภรณ์ประเสริฐ ที่หมายเลขโทรศัพท์ (086) 367-2111, (088) 490-1900 กรมการข้าวระบุ เหตุราคาข้าวเหนียวปรับสูงขึ้นต่อเนื่องเพราะชาวนาปลูกน้อยลงและผลกระทบจากภัยแล้ง ข้าวเหนียวในสต๊อกของโรงสีขายหมดเกลี้ยง ขณะที่ความต้องการบริโภคมีมาก

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ราคาข้าวเหนียวที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ เกิดจากปริมาณข้าวเหนียวในตลาดมีน้อยมาก ขณะที่ความต้องการบริโภคนั้นมีมาก ทั้งนี้ ราคาข้าวเปลือกเหนียวเริ่มปรับตัวลง ชาวนาขายได้เฉลี่ยตันละ 10,188 บาท และปรับตัวลงอีกในปี 2561 เฉลี่ยตันละ 9,549 บาท จากภาวะราคาข้าวเหนียวตกต่ำดังกล่าว ทำให้ชาวนาหันไปปลูกข้าวหอมมะลิแทน จึงทำให้ผลผลิตข้าวเหนียวทั้งนารอบที่ 1 (นาปี) และนารอบที่ 2 (นาปรัง) ที่ผ่านมามีปริมาณน้อยกว่าทุกปี

ทั้งนี้ เมื่อปริมาณผลผลิตในตลาดลดลง ราคาข้าวเปลือกเหนียวจึงปรับตัวสูงตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 เป็นตันละ 10,268 บาทจนถึงเดือนสิงหาคม 2562 จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน 9,697 บาทเป็นราคาตันละ 15,179 บาทหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 56.53 นอกจากนี้ ราคาข้าวเหนียวยังปรับตัวสูงขึ้นมาก ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2562 เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อของฤดูกาล โดยข้าวเก่ามีปริมาณเหลือน้อย ส่วนข้าวใหม่ยังไม่ถึงช่วงเวลาเก็บเกี่ยว อีกทั้งภาครัฐได้ระบายข้าวในสต๊อกหมด ส่วนชาวนาในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือเก็บที่เหลือไว้บริโภค ส่งผลราคาข้าวเหนียวในตลาดสูงขึ้น

นายประสงค์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการโรงสีพยายามหาซื้อข้าวเหนียวเพื่อเก็บไว้ในสต๊อกและแปรสภาพเป็นข้าวถุงเพื่อจำหน่าย เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคในประเทศยังคงมีมาก สำหรับพื้นที่นาปรังข้าวเหนียวปี 2562 มี 1,006,199 ไร่ เก็บเกี่ยวผลผลิตได้รวม 595,963 ตัน ส่วนพื้นที่เป้าหมายปลูกข้าวเหนียว รอบที่ 1 (นาปี ปี 2562/63) 16.172 ล้านไร่ คาดการณ์ว่าจะได้ผลผลิต 6.142 ล้านตัน ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้ขึ้นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวแล้วพื้นที่รวม 12,716,114 ไร่ แต่จากภาวะฝนทิ้งช่วงในปีนี้ทำให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวเหนียวในหลายจังหวัดได้รับผลกระทบ ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ ขอนแก่น และจังหวัดเพชรบูรณ์ รวม 793,885 ไร่ ซึ่งชาวนาจะเก็บเกี่ยวผลผลิตตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2562 ซึ่งคาดว่า ปริมาณผลผลิตข้าวเหนียวจะลดลงจากเป้าหมายที่กำหนดไว้

ดร. คำแพง ไซสมแพง รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และ นายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ เอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ เป็นประธานในพิธีทอดผ้าป่าสามัคคี เชื่อมสัมพันธ์ ไทย-ลาว ได้แก่ พิธีทอดผ้าป่าและถวายผ้าไตร ถวายเพลแด่พระสงฆ์ พิธีเปิดผ้าแพรคลุมป้ายเมรุเผาศพ ตลอดจนการเลี้ยงอาหารกลางวันนักเรียน และการปล่อยปลา โดย บริษัท ซี.พี. ลาว จำกัด สนับสนุนพันธุ์ปลานิลและอาหารปลา พร้อมทั้งนำพนักงานในบริษัท นักธุรกิจไทยใน สปป.ลาว และคณะศรัทธาบ้านตาดทอง เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อทำนุบำรุงและส่งเสริมพระพุทธศาสนา ณ วัดป่าอานันทะสีจันทาราม (วัดตาดทอง) เมืองสีโคดตะบอง นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลฯ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ผนึกกำลังภาครัฐ เอกชน เตรียมอบรม ใช้พาราควอต และไกลโฟเซต ให้กับโรงงานอ้อยทั่วประเทศ

สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมปูพรม ผนึกกำลังทุกฝ่าย ลงอบรมให้ความรู้การใช้สารพาราควอตและไกลโฟเซต ให้กับเกษตรกรของโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศ ก่อนมาตรการจำกัดการใช้ฯ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ ในวันที่ 20 ตุลาคมพ.ศ. 2562 นี้

นายกิตติ ชุณวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่มีประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องมาตรการจำกัดการใช้สารพาราควอตและไกลโฟเซต โดยให้เกษตรกรขึ้นทะเบียน ผ่านการอบรมและสอบเรื่องการใช้สารฯ อย่างถูกต้องและปลอดภัยตามหลักสูตรของกรมวิชาการเกษตรและมาตรการจำกัดการใช้ เมื่อผ่านการทดสอบแล้ว เกษตรกรจึงมีสิทธิ์ไปซื้อและใช้สารกำจัดวัชพืชดังกล่าวที่ร้านค้าได้ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ 20 ตุลาคม 2562 นี้

สมาคมจึงได้ร่วมกับ คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลแห่งชาติ สมาคมเกษตรปลอดภัย และ บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด จัดทำ “โครงการอบรมการใช้สารพาราควอตและไกลโฟเซตตามมาตรการจำกัดการใช้” ให้กับผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลและสมาคมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอ้อยทั่วประเทศ โครงการอบรมการใช้สารพาราควอตและไกลโฟเซตตามมาตรการจำกัดการใช้ มีเป้าหมายให้กลุ่มโรงงานน้ำตาลได้ช่วยเหลือเกษตรกรที่อยู่ภายในเครือข่ายเข้าสู่กระบวนการปฏิบัติตามมาตรการจำกัดการใช้ เพื่อลดผลกระทบต่อระบบผลิตและผลผลิตอ้อยเนื่องจากเกษตรกรที่ไม่ผ่านการอบรมและทดสอบจะไม่มีสิทธิ์ซื้อและใช้สารเคมีดังกล่าวได้ ส่งผลต่อการเพาะปลูก ทั้งในแง่ปริมาณที่จะลดลงและคุณภาพที่ไม่ได้ตามมาตรฐาน อันส่งผลต่อระบบห่วงโซ่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลในที่สุด นอกจากนี้ ยังเป็นการให้ความรู้แก่เกษตรกรเพื่อป้องกันตัวเอง และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม ได้จัดเตรียมวิทยากรและเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรมและรับรองจากกรมวิชาการเกษตร เพื่อไปอบรมให้แก่หน่วยงาน โรงงาน หรือสมาคม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ขอให้จัดเตรียมสถานที่ อุปกรณ์การบรรยาย และอาหารสำหรับเกษตรกรผู้เข้าอบรม และจะได้ประสานไปทางกรมส่งเสริมการเกษตรเพื่อดำเนินการจัดสอบ ณ สถานปฏิบัติการของท่าน ทั้งนี้ สมาคมพร้อมให้บริการลงพื้นที่อบรมตั้งแต่ วันที่ 30 สิงหาคม เป็นต้นไป” นายกิตติ กล่าวสรุป

สำหรับหน่วยงาน โรงงาน หรือสมาคมที่สนใจ สามารถแจ้งความประสงค์มาได้ที่ คุณวาสินี มั่นคง โทร. 061-646-2963 โทรสาร 02-201-4949 อีเมล k.wasinee@hotmail.co.th ภายใน วันที่ 30 สิงหาคม 2562

26 สิงหาคม 2562: กรุงเทพฯ – 45 พันธมิตรภาครัฐ เอกชน และประชาชน ทั้งระดับประเทศและระดับโลก ผนึกกำลังในงาน “SD Symposium 10 Years: Collaboration for Action” ระดมสมองลุยแก้วิกฤตทรัพยากรด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน รณรงค์การ “ใช้ให้คุ้ม แยกให้เป็น ทิ้งให้ถูก” เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตลอดวงจรการผลิต การบริโภค และการนำกลับมาใช้ใหม่ หวังสร้างอุตสาหกรรมยั่งยืน แก้ปัญหาขยะในทะเล สร้างคุณภาพชีวิตของชุมชนให้ดีขึ้น และบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม ชี้กุญแจความสำเร็จคือระบบโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างความรู้ความเข้าใจ การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี และการกำจัดขยะ พร้อมเตรียมยื่นข้อเสนอการจัดการขยะเป็นวาระแห่งชาติ

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “การขยายตัวของประชากรโลกที่คาดว่าจะสูงขึ้นถึง 9.7 พันล้านคนภายในปี ค.ศ 2050 นำไปสู่ความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นมหาศาล ขณะที่ทรัพยากรโลกมีจำกัด นอกจากนี้ ข้อมูลยังระบุว่าคนไทยหนึ่งคนสร้างขยะเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัม ต่อวัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2561 ประเทศไทยมีขยะถึง 28 ล้านตัน ซึ่งหากเกิดการทิ้งไม่ถูกต้องหรือขาดการจัดการที่ดี ก็จะมีปัญหาขยะไหลสู่ทะเล จนเกิดการสูญเสียของสัตว์ต่างๆ ดังกรณีพะยูนมาเรียม ดังนั้น แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งสนับสนุนการหมุนเวียนทรัพยากรที่ใช้แล้วกลับเข้าสู่กระบวนการผลิต (Make-Use-Return) จึงเป็นทางออกที่ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ จากการใช้ทรัพยากรและพลังงานให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุดตลอดกระบวนการ รวมถึงการ “ใช้ให้คุ้ม แยกให้เป็น ทิ้งให้ถูก” ไม่ทิ้งในแม่น้ำลำคลองหรือทะเล เพื่อส่งต่อทรัพยากรของโลกสู่รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป

ที่ผ่านมา เอสซีจีได้นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้การดำเนินธุรกิจ ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก คือ 1. Reduce และ Durability คือ การลดใช้ทรัพยากรในกระบวนการผลิตและการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีอายุการใช้งานได้ยาวนานขึ้น เช่น การออกแบบกล่องลูกฟูกให้มีลอนขนาดเล็กพิเศษแบบ Micro flute จึงเป็นกล่องบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม ใช้กระดาษน้อยลง แต่ยังคงมีความแข็งแรงสูง และการพัฒนานวัตกรรมเม็ดพลาสติก PE112 สำหรับท่อส่งน้ำประปาลอดใต้ทะเลไปยังเกาะสมุย ที่มีคุณสมบัติทนแรงดันได้สูงขึ้น ทำให้ลดความหนาของผนังท่อลงได้ จึงใช้เม็ดพลาสติกน้อยลง

2. Upgrade และ Replace คือ การพัฒนานวัตกรรมเพื่อทดแทนสินค้าหรือวัตถุดิบชนิดเดิม ด้วยสินค้าหรือวัตถุดิบชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ใช้ทรัพยากรน้อยลงหรือนำไปรีไซเคิลได้มากขึ้น เช่น การพัฒนาวัสดุก่อสร้างที่ใช้งานได้โดยก่อให้เกิดของเสียบริเวณหน้างานก่อสร้างน้อยที่สุด อย่างห้องน้ำระบบโมดูลาร์หรือการก่อสร้างแบบสำเร็จรูป แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป หรืออิฐมวลเบาแบบ cut-to-size การผลิตบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารแบรนด์เฟสท์ (Fest) ที่ทำจากเยื่อธรรมชาติ เพื่อทดแทนการใช้กล่องโฟม การพัฒนาบรรจุภัณฑ์พลาสติก (Flexible Packaging) ที่มีคุณสมบัติแข็งแรง และนำกลับไปรีไซเคิลได้ง่าย และการพัฒนานวัตกรรมเม็ดพลาสติกสำหรับชิ้นส่วนรถยนต์ ที่ช่วยลดน้ำหนักของรถยนต์ แต่ยังคงความแข็งแรง ทำให้ประหยัดพลังงาน

และ 3. Reuse หรือ Recycle คือ การเพิ่มความสามารถในการหมุนเวียนสินค้าที่ใช้งานแล้วกลับมาใช้ใหม่ เช่น การผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างที่มีสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลในการผลิตสูงขึ้น การร่วมมือกับร้านค้า Modern Trade และซุปเปอร์มาร์เก็ตรับกล่องหรือเศษกระดาษกลับมารีไซเคิลเพิ่มขึ้น และการออกแบบสูตรการผลิตเม็ดพลาสติก (Formulation) โดยนำมาผสมกับเม็ดพลาสติกจากเทคโนโลยี SMX ของเอสซีจีที่ช่วยเพิ่มคุณสมบัติของพลาสติกรีไซเคิลให้ดีขึ้น และสามารถเพิ่มสัดส่วนของเม็ดพลาสติกรีไซเคิลได้มากขึ้นถึงร้อยละ 30

โดยในปี 2561 ที่ผ่านมา เอสซีจีสามารถนำของเสียอุตสาหกรรมมาแปรรูปเป็นวัตถุดิบทดแทน 313,000 ตันของเสีย ต่อปี และแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงทดแทน 131,000 ตันของเสีย ต่อปี และในปี 2562 นี้ ยังคงเดินหน้าการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในการดำเนินธุรกิจต่อไป โดยได้ตั้งเป้าการลดการผลิตพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียว (Single-use Plastic) จากร้อยละ 46 เหลือร้อยละ 20 ภายในปี 2025 และเพิ่มสัดส่วนบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้ เป็นร้อยละ 100 ภายในปี 2025

อย่างไรก็ตาม การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นได้จริงนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการขับเคลื่อนของรัฐบาลด้วยระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) โดยเฉพาะการออกกฎหมายและการบริหารจัดการระบบจัดเก็บขยะที่เข้มงวด ซึ่งด้วยความเชื่อมั่นว่า “การสร้างการมีส่วนร่วม” ของทุกภาคส่วนจะเป็นกุญแจสำคัญ ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้เห็นการตื่นตัวของพันธมิตรกว่า 45 ราย ประกอบด้วยองค์กรความร่วมมือระดับโลก 5 ราย ภาครัฐ 3 ราย ภาคเอกชน 29 แห่ง โรงเรียนและชุมชน 8 แห่ง ที่ร่วมทำให้เกิดโมเดลการดำเนินธุรกิจตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและแก้ปัญหาขยะได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

ความร่วมมือเพื่อธุรกิจที่ยั่งยืน โดยนอกจากการเข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายของ The World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) หรือสภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้ง United Nations (UN) หรือองค์การสหประชาชาติ และหอการค้าไทย เพื่อนำแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนมาปรับใช้แล้ว เอสซีจียังสร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี (Innovation) ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ได้แก่ ความร่วมมือระดับโลก กับกลุ่ม Global Cement and Concrete Association (GCCA) หรือสมาคมซีเมนต์และคอนกรีตโลก โดยลดผลกระทบจากการผลิตซีเมนต์

และสนับสนุนให้ผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่คุณค่าและห่วงโซ่อุปทาน ทราบถึงคุณสมบัติเฉพาะของคอนกรีตซึ่งเป็นวัสดุก่อสร้างที่ตอบโจทย์การก่อสร้างเพื่อรองรับประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และร่วมกับกลุ่ม Circular Economy in Cement Industry (CECI) เพื่อนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนไปใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างให้ไปสู่เป้าหมายที่จะไม่มีขยะเกิดขึ้นจากการทำโครงการในอนาคต และ ความร่วมมือกับภาคเอกชน กับบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ดำเนินโครงการ Recycle Concrete Road โดยนำเศษคอนกรีตที่มีส่วนผสมของซีเมนต์มาใช้ทดแทนหินธรรมชาติในกระบวนการก่อสร้าง ร่วมกับบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ดำเนินโครงการ Construction Waste Reducing Project โดยใช้สินค้าระบบผนังสำเร็จรูปแทนการใช้ระบบก่อฉาบอิฐแบบเดิม ซึ่งจะสามารถลดวัสดุเหลือทิ้งจากการติดตั้งได้เกือบร้อยละ 100 และร่วมกับบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) เพื่อสร้างมูลค่าจากวัสดุที่ไม่ใช้แล้วในงานก่อสร้าง

อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ได้แก่ ความร่วมมือระดับโลก กับกลุ่ม A Circular Economy for Flexible Packaging (CEFLEX) เพื่อกำหนดทิศทางของบรรจุภัณฑ์ประเภท Flexible Packaging รวมถึงพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ ความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อนำกล่องและเศษกระดาษที่ใช้แล้วกลับมารีไซเคิล โดยร่วมกับธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ อาทิ เทสโก้ โลตัส, CP All, MAKRO, CPN, Family Mart, วิลล่ามาร์เก็ต, Super Cheap, CJ Express, อิออน (ไทยแลนด์) ธุรกิจบริการขนส่ง อาทิ DHL, Lazada express ธุรกิจการเงินการธนาคาร อาทิ KBANK ธุรกิจกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ ไทยเบฟเวอเรจ, กลุ่มธุรกิจ CP ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อาทิ แสนสิริ และธุรกิจกลุ่มจัดการเอกสาร อาทิ ไอออนเมาน์เทน นอกจากนี้ ยังร่วมกับ S&P ด้วยการใช้บรรจุภัณฑ์กรีนที่นำมารีไซเคิลได้ง่าย ส่งเสริมแนวคิดการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังสนับสนุนรายได้ของวิสาหกิจชุมชนรอบโรงงาน จากการนำเศษเส้นเทปกระดาษที่ได้จากโรงงานไปจักสานเป็นตะกร้าชุดของขวัญ

และ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ได้แก่ ความร่วมมือกับภาคเอกชน ทั้งในต่างประเทศ คือ ร่วมกับ Bill & Melinda Gates Foundation ในการทำต้นแบบระบบสุขาปลอดเชื้อที่สามารถนำกากของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ในลักษณะสารปรับปรุงดินได้ ร่วมกับ IKEA ในการทำศูนย์รีไซเคิลเพื่อสร้างแรงจูงใจในการรีไซเคิล โดยเอสซีจีช่วยออกแบบวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อประกอบการใช้งานในศูนย์ ร่วมกับ Starboard ในการพัฒนาวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์ของ Starboard ร่วมกับ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ดำเนินโครงการ Recycle Plastic Road โดยนำพลาสติกมาใช้เป็นส่วนผสมทดแทนยางมะตอยเพื่อใช้สร้างถนน ให้กับโครงการของบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท เอสซี แอสเสท จำกัด (มหาชน) และบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และร่วมกับบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พัฒนานวัตกรรม Greenovative Lube Packaging นำแกลลอนใช้แล้วกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่เป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิล

ความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาขยะในทะเล ผ่านการสร้างโซลูชั่นที่ช่วยจัดการขยะ (Clean Up) โดยอาศัยทั้ง ความร่วมมือระดับโลก กับกลุ่ม The Alliance to End Plastic Waste (AEPW) ที่เป็นภาคีกว่า 35 บริษัทชั้นนำระดับโลก เพื่อช่วยลดและจัดการปัญหาขยะพลาสติก โดยเฉพาะขยะพลาสติกในทะเล ความร่วมมือระดับประเทศ กับกลุ่ม Thailand PPP Plastic ภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กลุ่มพลาสติก ที่เป็นภาคีภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการขยะพลาสติกในไทยอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยมีเป้าหมายนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ร้อยละ 100 ภายในปี 2570 และลดปริมาณขยะพลาสติกในทะเลไทยลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ภายในปี 2570 และ ความร่วมมือกับภาครัฐ กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อป้องกันขยะจากแม่น้ำไหลลงสู่ทะเล เช่น การพัฒนาต้นแบบทุ่นกักขยะลอยน้ำ และการศึกษาการจัดเก็บขยะที่เก็บจากแม่น้ำเพื่อนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม