เกษตรกรชาวศรีสะเกษที่อดีตเคยทำงานในเมืองหลวงแต่ต้องเผชิญ

มีผลทำให้ตัวเองและภรรยาต้องออกจากงาน แล้วเดินทางกลับสู่บ้านเกิดเพื่อมาปักหลักต่อสู้ชีวิตด้วยการยึดอาชีพเกษตรกรรม แต่ด้วยความเป็นคนยึดมั่นต่อหลักเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 จึงได้น้อมนำตามแนวทางของพ่อหลวงมาใช้กับการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ ขนาด 9 ไร่ ของบ้านเลขที่ 99 หมู่ที่ 9 ตำบลคำเนียม อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ จนมาวันนี้ได้ปรากฏเป็นศูนย์ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อย่างภาคภูมิใจ

ภายในระยะเวลา 4-5 ปี คุณเชิดชัย ได้ทุ่มเท มุ่งมั่น แรงกายและใจ ผ่านการลองผิด-ถูก ที่ประกอบขึ้นจากการแสวงหาความรู้ ศึกษาจนทำให้สามารถเนรมิตสถานที่แห่งนี้ที่มีแต่ความแห้งแล้ง กันดาร ให้ค่อยๆ กลับกลายเป็นความอุดมสมบูรณ์เติบโตเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงขนาดเล็กที่ยังไม่เป็นที่รู้จักดีพอ จนเมื่อคุณเชิดชัยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะผู้ประสานงานในกิจกรรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้เริ่มเป็นที่รู้จักแล้วมีบุคคลต่างๆ เข้ามาศึกษาดูงานเพิ่มขึ้น

การทำเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้มุ่งหวังเพื่อให้รวยหรือจน แต่ต้องการให้ทุกคนเกิดความตระหนักถึงความพอเพียง ความพอดีที่ได้รับเท่านั้น ชีวิตก็จะมีความสุขแบบยั่งยืน

วัตถุประสงค์การทำเศรษฐกิจพอเพียง โดยไม่ได้มุ่งให้ความสำคัญกับภาคเกษตรกรรมอย่างเดียว แต่ต้องการเน้นความเป็นศูนย์กลางในทุกภาคส่วน ทุกสาขาอาชีพ ให้เข้ามามีส่วนร่วม เนื่องจากผลที่เกิดขึ้นจากแนวทางนี้จะช่วยทำให้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ภายหลังเสร็จสิ้นจากงานประจำ ช่วยลดค่าใช้จ่าย เสริมรายได้ให้แก่ครัวเรือน สร้างครอบครัวให้มีความสุข มีภูมิคุ้มกัน เป็นศูนย์เรียนรู้เตรียมความพร้อมก่อนเกษียณอายุราชการ

ศูนย์ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง มีพื้นที่ ขนาด 9 ไร่ แบ่งออกเป็น 9 สถานีเรียนรู้ ได้แก่

การปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ (ปลูกไม้พะยูง)
การปลูกพืชผักสวนครัว/พืชไร่
การทำนา
การเลี้ยงไก่-สัตว์ใหญ่
การเลี้ยงปลา
การปลูกไม้ผล
ที่อยู่อาศัย
การจัดภูมิทัศน์/สถานที่พักผ่อน และ
ความรู้ทางวิชาการ

ทั้งนี้ แต่ละสถานีจะปลูกฝังความรู้ ตลอดจนอุดมการณ์ รวมถึงแนวทางในการทำเกษตรระดับพื้นฐาน ไปจนถึงแนวใหม่ มุ่งหวังให้เกิดความสำนึก เพิ่มความรู้ทางการเกษตรกรรมตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ขณะที่ถูกกำหนดกรอบแนวคิดที่ชี้บอกหลักการและแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาภาคเกษตรอย่างเป็นขั้นตอนนั้น เป็นตัวอย่างการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติ ที่เป็นรูปธรรมเฉพาะในพื้นที่ที่เหมาะสม

“อย่างสถานีปลูกป่า เน้นให้ความสำคัญในการปลูกป่า โดยเฉพาะต้นพะยูง เพราะถ้ามีป่าเกิดขึ้นความสมบูรณ์ทางธรรมชาติจะกลับคืนมา สำหรับสถานีนี้ปลูกต้นพะยูง จำนวน 500 ต้น แบ่งออกเป็น 2 แห่ง มีอายุการปลูก 2 ปีครึ่ง โดยมีแนวคิดว่า ในเวลา 10 ปี คุณจะมีเงินถึง 500 ล้าน”

สำหรับผู้ทำกิจกรรมอาจแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรกต้องการทำเพื่อไว้เลี้ยงครอบครัวอย่างพอเพียง กับอีกกลุ่มที่ทำเพื่อเป็นรายได้เสริมหรืออาจขยายเป็นรายได้หลักในเวลาต่อมา

คุณเชิดชัย แนะว่าการที่ชาวบ้านหรือผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้ในศูนย์จะนำเอาแบบอย่างไปใช้ทันทีไม่ได้ เพราะต้องปรับให้มีความเหมาะสม พร้อมกับต้องพิจารณาว่าในพื้นที่ตัวเองเหมาะสมกับการทำเกษตรกรรมชนิดใด อย่าเลียนแบบคนอื่น ควรเริ่มต้นทำทีละเล็กน้อยก่อน อย่าใจร้อน ควรมีการปรับพื้นที่ให้เรียบร้อยก่อน มีการจัดวางผังการทำกิจกรรมต่างๆ ไว้ ดูเรื่องน้ำ ดิน ปุ๋ย แล้วควรหาตลาดรองรับไว้ด้วยเผื่อประสบความสำเร็จได้ดีมีปริมาณเพียงพอเกินตามความต้องการจะได้นำไปขายมีรายได้เกิดขึ้น

คุณเชิดชัย ชี้ว่าจากปัญหามูลฐานของพี่น้องเกษตรกรที่วนเวียนอยู่กับความยากจน มีหนี้สิน ปลูกผลผลิตทางการเกษตรอะไรก็ขาดคุณภาพ ขาดมาตรฐาน ขาดการยอมรับทางด้านการตลาด ถึงแม้ปัญหาเหล่านั้นจะได้รับการส่งเสริมให้ความรู้จากเจ้าหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในพื้นที่แล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนจะยังไม่ตรงเป้าหมายของการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง

ในปี 2557 รัฐบาลได้ให้ความสำคัญเรื่องเกษตร แล้วปรับแนวคิดที่เปลี่ยนมาให้ปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับชาวบ้าน เป็นที่ยอมรับทางความสามารถในเชิงภูมิปัญญา อีกทั้งยังเป็นคนที่ตกผลึกทางความคิดทางการเกษตรที่อยู่ในท้องถิ่นชุมชนแต่ละแห่ง โดยให้มาเป็นวิทยากรแทนเจ้าหน้าที่ของรัฐ พร้อมกับถอดบทเรียนสภาพความจริงของปัญหาเพื่อจัดเป็นหลักสูตรแล้วบูรณาการทุกภาคส่วนในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานตามแผนโรดแมปที่กำหนดไว้เพื่อเป็นการเติมเต็มความสมบูรณ์ของศูนย์แต่ละแห่งให้มีมาตรฐานเดียวกัน

จึงกำหนดให้มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตร (ศพก.) สังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ของแต่ละจังหวัดขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางการเกษตรจากเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ เป็นเครื่องมือในการดำเนินงานตามระบบส่งเสริมการเกษตร โดยให้เกษตรกรต้นแบบเป็นผู้บริหารศูนย์ เป็นศูนย์เรียนรู้การเกษตรระดับอำเภอเพื่อให้สอดคล้องกับสินค้าทางการเกษตรหลักของอำเภอ โดยกำหนดให้มีอำเภอละ 1 ศูนย์ รวมทั่วประเทศ 882 ศูนย์

พร้อมกับตั้งเป้าว่า ต้องการให้ 882 แห่งนี้ มีศักยภาพพร้อมจะนำพาชาวบ้านไปสู่ความสำเร็จในการสร้างรายได้ ตลอดจนสร้างความเป็นอยู่และความแข็งแรงมากขึ้นอย่างยั่งยืน โดยมอบภารกิจให้ผู้นำท้องถิ่นที่เรียกว่าปราชญ์มาเป็นกลไกขับเคลื่อนการทำกิจกรรมด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ ตลอดจนแนวทางที่มีระบบแบบแผนไปสู่ชาวบ้านในแต่ละชุมชน

จนเมื่อปี 2559 คุณเชิดชัย ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้นำเกษตรของจังหวัดศรีสะเกษหรือประธานเครือข่าย จากจำนวน 22 ศูนย์ ของจังหวัด ต่อจากนั้นยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นประธาน เขต 7 ในพื้นที่ภาคอีสาน แล้วในที่สุดได้รับเลือกให้เป็นประธานเครือข่าย (ศพก.) ระดับประเทศ โดยมีภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนศูนย์ทั่วประเทศให้บรรลุวัตถุประสงค์เป้าหมายตามกรอบแนวทางที่ร่วมวางแผนกับรัฐบาล นอกจากนั้น ยังได้รับแต่งตั้งให้เป็น คณะกรรมการนโยบายฯ กระทรวงเกษตรฯ เพื่อเป็นตัวแทนภาคประชาชนที่จะสะท้อนปัญหาที่แท้จริงสู่ภาครัฐ

อีกทั้งต้องมีหน้าที่เชื่อมโยงทุกศูนย์ทั่วประเทศทั้งในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือศูนย์ที่ได้รับความเดือดร้อน ขาดความรู้ บุคลากร หรือเทคโนโลยีเครื่องมืออุปกรณ์ เรียกได้ว่าต้องประสานในระดับบนลงล่าง และล่างขึ้นบนไปพร้อมกัน “จากช่วงเวลา 16 ปี ที่ผ่านมา มีความตั้งใจว่า ต่อจากนี้จะทำให้ศูนย์แห่งนี้เป็นเสมือนสถาบันแห่งการเรียนรู้ตามโครงการพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ตลอดจนเพื่อเป็นศูนย์กลางเพื่อการเรียนรู้ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้เป็น ศพก. ที่ได้มาตรฐานที่สุด ตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องเกษตรกรได้ดีที่สุด ทั้งนี้เพื่อให้ชาวบ้านเปลี่ยนพฤติกรรม ตลอดจนทัศนคติกับการทำเกษตรกรรมเสียใหม่ ให้เกิดความทันยุคสมัยที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้วย” คุณเชิดชัย กล่าวทิ้งท้าย

ชาวบ้านหมู่ 6 ตำบลบ้านว่าน อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ล้วนมีอาชีพที่ไม่แตกต่างกัน คือการทำไร่และทำนา ซึ่งถือเป็นอาชีพหลัก แต่เพราะความกระตือรือร้นใฝ่ศึกษาของคุณศิริกานต์ ธาตุมณี หญิงสาววัยกลางคนที่ไม่หยุดนิ่งต่ออาชีพตรงหน้า ทำให้เธอเริ่มศึกษาการเพาะเห็ดฟางจากเพื่อนร่วมหมู่บ้าน ที่เดินทางไปศึกษาการเพาะเห็ดฟางจากศูนย์การเรียนรู้ในจังหวัดใกล้เคียง โดยเริ่มเพาะเห็ดฟาง 3 โรงเรือน ตั้งแต่ปี 2550 มีกำไรจากการจำหน่ายเห็ดฟางโรงเรือนละ 8,000 บาทต่อรอบการเก็บเห็ดฟางขาย

แต่วัตถุเหลือทิ้งจากการเพาะเห็ดฟาง ประกอบด้วย กากมันสำปะหลัง รำอ่อน ขี้วัว ขี้เห็ดฟาง ฟาง และอีเอ็ม ในแต่ละครั้งเหลือทิ้งจำนวนมาก คุณศิริกานต์ สังเกตพบว่า เมื่อนำไปทิ้งยังท้องนาก็พบว่า ต้นข้าวเจริญเติบโตเร็วหลังจากได้รับวัตถุเพาะเห็ดฟางเหลือทิ้งเหล่านั้น เมื่อนำไปทิ้งยังโคนต้นไม้ ต้นไม้ต่างก็เจริญเติบโตได้ดี จึงมั่นใจว่า วัตถุเหลือทิ้งเหล่านั้นมีประโยชน์ จึงคิดนำมาแปรรูปจำหน่าย

“กากมันสำปะหลัง รำอ่อน ขี้วัว ขี้เห็ดฟาง ฟาง และอีเอ็ม ที่มีอยู่ในวัตถุเพาเห็ดฟาง ก่อนเพาะเห็ดฟางเราหมักไว้อยู่แล้ว แสดงว่ามีแร่ธาตุมาก แต่สังเกตพบว่า แม้ต้นข้าวจะเจริญเติบโตดี แต่ก็ทำให้ต้นข้าวตายก่อนออกรวง ซึ่งหมายความว่า วัตถุชนิดนี้มีความเค็มเกินไป จึงหาส่วนผสมมาเพิ่ม เพื่อให้มีความเป็นกลาง โดยนำขุยมะพร้าว แกลบดำจากขี้อ้อยที่ล้างแล้ว และปูนขาว ผสมเพิ่มเข้าไปให้พอเหมาะ”

คุณศิริกานต์ บอกว่า เธอลองผิดลองถูก เพื่อให้ได้สัดส่วนของดินปลูกที่เหมาะสมอยู่นานประมาณ 1 ปี จึงได้สูตรที่ลงตัว โดยตลอดระยะเวลา 1 ปี ทดลองกับต้นไม้ในสวนของตนเอง สุดท้ายก็พบว่า สูตรดินปลูกที่ได้ช่วยให้ต้นกล้าเจริญเติบโตได้เร็วกว่าดินปลูกทั่วไปถึง 4 วัน และมีความสดของต้นกล้าดีกว่า

การผสมดินปลูกให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสม คุณศิริกานต์ บอกว่า ระยะแรกศึกษาทางอินเตอร์เน็ต และเริ่มสั่งถุงพลาสติกบรรจุน้ำหนัก 6.5 กิโลกรัม ติดโลโก้ศิริกานต์ จำหน่ายในราคาถุงละ 11 บาท แต่เนื่องจากถุงพลาสติกขาดง่าย จึงเปลี่ยนเป็นถุงกระสอบ บรรจุน้ำหนักดินปลูกเท่าเดิม และจำหน่ายในราคาเท่าเดิม คือ 11 บาท

ลองตลาดด้วยการ เดินเข้าไปหาร้านขายต้นไม้ต่างๆ ถูกปฏิเสธในระยะแรก แต่ต่อมาคุณศิริกานต์เสนอให้เจ้าของร้านต้นไม้นำดินปลูกใช้ปลูกต้นไม้ฟรี 10 ถุง เป็นการทดลอง ซึ่งได้ผล ทำให้เจ้าของร้านหลายแห่งเห็นผลจากการใช้ดินปลูกของคุณศิริกานต์ จึงยอมให้วางจำหน่ายหน้าร้านและกลายเป็นลูกค้าประจำ

“เรามีคู่แข่งอีกแบรนด์ ขายราคาถูกกว่า เราจึงผลิตแบรนด์ขึ้นใหม่อีกแบรนด์ ชื่อ ศิริชัย เพื่อส่งในราคาถูกลง โดยวัตถุดิบที่ทำดินปลูกเหมือนเดิม แต่ลดปริมาณของวัตถุดิบบางตัวลงเท่านั้น ซึ่งแบรนด์นี้ก็ถือว่าติดตลาด ถูกใจลูกค้าเหมือนกัน”

แต่ละเดือน คุณศิริกานต์ผลิตดินปลูกส่งลูกค้าเดือนละไม่ต่ำกว่า 10,000 ถุง วางตลาดในเขตอำเภอบ้านผือ อำเภอน้ำโสม อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี และอำเภอท่าบ่อ อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย

ทุกเดือน หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว คุณศิริกานต์ มีรายได้จากการเพาะเห็ดฟาง 3 โรงเรือน และ การผลิตดินปลูกจำหน่าย รวมถึงไร่นาสวนผสมที่พอมีอยู่อีก 30 ไร่ มีกำไรจากน้ำพักน้ำแรงทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 50,000 บาททุกเดือน

เศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาตนและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์

หลักแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง คือการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจและการกระทำ

คุณเชิดชัย จิณะแสน เกษตรกรชาวศรีสะเกษที่อดีตเคยทำงานในเมืองหลวง แต่ต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่ มีผลทำให้ตัวเองและภรรยาต้องออกจากงาน แล้วเดินทางกลับสู่บ้านเกิดเพื่อมาปักหลักต่อสู้ชีวิตด้วยการยึดอาชีพเกษตรกรรม

แต่ด้วยความเป็นคนยึดมั่นต่อหลักเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 จึงได้น้อมนำตามแนวทางของพ่อหลวงมาใช้กับการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ ขนาด 9 ไร่ ของบ้านเลขที่ 99 หมู่ที่ 9 ตำบลคำเนียม อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ จนมาวันนี้ได้ปรากฏเป็นศูนย์ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อย่างภาคภูมิใจ

ภายในระยะเวลา 4-5 ปี คุณเชิดชัย ได้ทุ่มเท มุ่งมั่น แรงกายและใจ ผ่านการลองผิด-ถูก ที่ประกอบขึ้นจากการแสวงหาความรู้ ศึกษาจนทำให้สามารถเนรมิตสถานที่แห่งนี้ที่มีแต่ความแห้งแล้ง กันดาร ให้ค่อยๆ กลับกลายเป็นความอุดมสมบูรณ์เติบโตเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงขนาดเล็กที่ยังไม่เป็นที่รู้จักดีพอ จนเมื่อคุณเชิดชัยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะผู้ประสานงานในกิจกรรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้เริ่มเป็นที่รู้จักแล้วมีบุคคลต่างๆ เข้ามาศึกษาดูงานเพิ่มขึ้น

การทำเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้มุ่งหวังเพื่อให้รวยหรือจน แต่ต้องการให้ทุกคนเกิดความตระหนักถึงความพอเพียง ความพอดีที่ได้รับเท่านั้น ชีวิตก็จะมีความสุขแบบยั่งยืน

วัตถุประสงค์การทำเศรษฐกิจพอเพียง โดยไม่ได้มุ่งให้ความสำคัญกับภาคเกษตรกรรมอย่างเดียว แต่ต้องการเน้นความเป็นศูนย์กลางในทุกภาคส่วน ทุกสาขาอาชีพ ให้เข้ามามีส่วนร่วม เนื่องจากผลที่เกิดขึ้นจากแนวทางนี้จะช่วยทำให้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ภายหลังเสร็จสิ้นจากงานประจำ ช่วยลดค่าใช้จ่าย เสริมรายได้ให้แก่ครัวเรือน สร้างครอบครัวให้มีความสุข มีภูมิคุ้มกัน เป็นศูนย์เรียนรู้เตรียมความพร้อมก่อนเกษียณอายุราชการ

ศูนย์ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง มีพื้นที่ ขนาด 9 ไร่ แบ่งออกเป็น 9 สถานีเรียนรู้ ได้แก่

การปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ (ปลูกไม้พะยูง)
การปลูกพืชผักสวนครัว/พืชไร่
การทำนา
การเลี้ยงไก่-สัตว์ใหญ่
การเลี้ยงปลา
การปลูกไม้ผล
ที่อยู่อาศัย
การจัดภูมิทัศน์/สถานที่พักผ่อน และ
ความรู้ทางวิชาการ

ทั้งนี้ แต่ละสถานีจะปลูกฝังความรู้ ตลอดจนอุดมการณ์ รวมถึงแนวทางในการทำเกษตรระดับพื้นฐาน ไปจนถึงแนวใหม่ มุ่งหวังให้เกิดความสำนึก เพิ่มความรู้ทางการเกษตรกรรมตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ขณะที่ถูกกำหนดกรอบแนวคิดที่ชี้บอกหลักการและแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาภาคเกษตรอย่างเป็นขั้นตอนนั้น เป็นตัวอย่างการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติ ที่เป็นรูปธรรมเฉพาะในพื้นที่ที่เหมาะสม

“อย่างสถานีปลูกป่า เน้นให้ความสำคัญในการปลูกป่า โดยเฉพาะต้นพะยูง เพราะถ้ามีป่าเกิดขึ้นความสมบูรณ์ทางธรรมชาติจะกลับคืนมา สำหรับสถานีนี้ปลูกต้นพะยูง จำนวน 500 ต้น แบ่งออกเป็น 2 แห่ง มีอายุการปลูก 2 ปีครึ่ง โดยมีแนวคิดว่า ในเวลา 10 ปี คุณจะมีเงินถึง 500 ล้าน”

สำหรับผู้ทำกิจกรรมอาจแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรกต้องการทำเพื่อไว้เลี้ยงครอบครัวอย่างพอเพียง กับอีกกลุ่มที่ทำเพื่อเป็นรายได้เสริมหรืออาจขยายเป็นรายได้หลักในเวลาต่อมา

คุณเชิดชัย แนะว่าการที่ชาวบ้านหรือผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้ในศูนย์จะนำเอาแบบอย่างไปใช้ทันทีไม่ได้ เพราะต้องปรับให้มีความเหมาะสม พร้อมกับต้องพิจารณาว่าในพื้นที่ตัวเองเหมาะสมกับการทำเกษตรกรรมชนิดใด อย่าเลียนแบบคนอื่น ควรเริ่มต้นทำทีละเล็กน้อยก่อน อย่าใจร้อน ควรมีการปรับพื้นที่ให้เรียบร้อยก่อน มีการจัดวางผังการทำกิจกรรมต่างๆ ไว้ ดูเรื่องน้ำ ดิน ปุ๋ย แล้วควรหาตลาดรองรับไว้ด้วยเผื่อประสบความสำเร็จได้ดีมีปริมาณเพียงพอเกินตามความต้องการจะได้นำไปขายมีรายได้เกิดขึ้น

คุณเชิดชัย ชี้ว่าจากปัญหามูลฐานของพี่น้องเกษตรกรที่วนเวียนอยู่กับความยากจน มีหนี้สิน ปลูกผลผลิตทางการเกษตรอะไรก็ขาดคุณภาพ ขาดมาตรฐาน ขาดการยอมรับทางด้านการตลาด ถึงแม้ปัญหาเหล่านั้นจะได้รับการส่งเสริมให้ความรู้จากเจ้าหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในพื้นที่แล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนจะยังไม่ตรงเป้าหมายของการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง

ในปี 2557 รัฐบาลได้ให้ความสำคัญเรื่องเกษตร แล้วปรับแนวคิดที่เปลี่ยนมาให้ปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับชาวบ้าน เป็นที่ยอมรับทางความสามารถในเชิงภูมิปัญญา อีกทั้งยังเป็นคนที่ตกผลึกทางความคิดทางการเกษตรที่อยู่ในท้องถิ่นชุมชนแต่ละแห่ง โดยให้มาเป็นวิทยากรแทนเจ้าหน้าที่ของรัฐ พร้อมกับถอดบทเรียนสภาพความจริงของปัญหาเพื่อจัดเป็นหลักสูตรแล้วบูรณาการทุกภาคส่วนในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานตามแผนโรดแมปที่กำหนดไว้เพื่อเป็นการเติมเต็มความสมบูรณ์ของศูนย์แต่ละแห่งให้มีมาตรฐานเดียวกัน

จึงกำหนดให้มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตร (ศพก.) สังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ของแต่ละจังหวัดขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางการเกษตรจากเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ เป็นเครื่องมือในการดำเนินงานตามระบบส่งเสริมการเกษตร โดยให้เกษตรกรต้นแบบเป็นผู้บริหารศูนย์ เป็นศูนย์เรียนรู้การเกษตรระดับอำเภอเพื่อให้สอดคล้องกับสินค้าทางการเกษตรหลักของอำเภอ โดยกำหนดให้มีอำเภอละ 1 ศูนย์ รวมทั่วประเทศ 882 ศูนย์

พร้อมกับตั้งเป้าว่า ต้องการให้ 882 แห่งนี้ มีศักยภาพพร้อมจะนำพาชาวบ้านไปสู่ความสำเร็จในการสร้างรายได้ ตลอดจนสร้างความเป็นอยู่และความแข็งแรงมากขึ้นอย่างยั่งยืน โดยมอบภารกิจให้ผู้นำท้องถิ่นที่เรียกว่าปราชญ์มาเป็นกลไกขับเคลื่อนการทำกิจกรรมด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ ตลอดจนแนวทางที่มีระบบแบบแผนไปสู่ชาวบ้านในแต่ละชุมชน

จนเมื่อปี 2559 คุณเชิดชัย ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้นำเกษตรของจังหวัดศรีสะเกษหรือประธานเครือข่าย จากจำนวน 22 ศูนย์ ของจังหวัด ต่อจากนั้นยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นประธาน เขต 7 ในพื้นที่ภาคอีสาน แล้วในที่สุดได้รับเลือกให้เป็นประธานเครือข่าย (ศพก.) ระดับประเทศ โดยมีภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนศูนย์ทั่วประเทศให้บรรลุวัตถุประสงค์เป้าหมายตามกรอบแนวทางที่ร่วมวางแผนกับรัฐบาล นอกจากนั้น ยังได้รับแต่งตั้งให้เป็น คณะกรรมการนโยบายฯ กระทรวงเกษตรฯ เพื่อเป็นตัวแทนภาคประชาชนที่จะสะท้อนปัญหาที่แท้จริงสู่ภาครัฐ

อีกทั้งต้องมีหน้าที่เชื่อมโยงทุกศูนย์ทั่วประเทศทั้งในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือศูนย์ที่ได้รับความเดือดร้อน ขาดความรู้ บุคลากร หรือเทคโนโลยีเครื่องมืออุปกรณ์ เรียกได้ว่าต้องประสานในระดับบนลงล่าง และล่างขึ้นบนไปพร้อมกัน “จากช่วงเวลา 16 ปี ที่ผ่านมา มีความตั้งใจว่า ต่อจากนี้จะทำให้ศูนย์แห่งนี้เป็นเสมือนสถาบันแห่งการเรียนรู้ตามโครงการพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ตลอดจนเพื่อเป็นศูนย์กลางเพื่อการเรียนรู้ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้เป็น ศพก. ที่ได้มาตรฐานที่สุด ตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องเกษตรกรได้ดีที่สุด ทั้งนี้เพื่อให้ชาวบ้านเปลี่ยนพฤติกรรม ตลอดจนทัศนคติกับการทำเกษตรกรรมเสียใหม่ ให้เกิดความทันยุคสมัยที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้วย” คุณเชิดชัย กล่าวทิ้งท้าย

ไม้ผลดั้งเดิมหลายชนิดสร้างรายได้อยากให้กลับมา

ไม้ผลดั้งเดิมของจังหวัดอุบลราชธานีมีหลายตัว โดยเฉพาะพืชที่เป็นผลไม้ที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัด ไม่ว่าจะเป็น มะม่วง มะขามหวาน มะขามเปรี้ยว ลำไย ล้วนแต่เป็นพันธุ์ดีๆ ทั้งนั้น เนื่องจากบางส่วนช่วงยางพาราบูม ทำให้พี่น้องเกษตรกรตัดผลไม้ออกบางส่วน มาปลูกยางพารา พื้นที่ลดลง ก็เลยอยากให้ผลไม้กลับมาสู่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อสร้างรายได้ให้พี่น้องเกษตรกร

จุดเริ่มต้นของไม้ผลชนิดใหม่ เริ่มจาก คุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านมองภาคการเกษตรมีความจำเป็น น่าจะมีการปรับโครงสร้างการผลิต ให้สอดคล้องกับพื้นที่ ให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีที่จะเป็นไปได้ ไม่ใช่ปลูกตามความเคยชิน ตามประเพณีนิยม ก็เลยให้มีการสำรวจว่ามีศักยภาพตรงไหนอย่างไร ควรมีการปรับเปลี่ยนการผลิตของเกษตรกร ช่วงนั้นเรียกว่าแผนปรับปรุงการผลิตทางการเกษตร ให้พี่น้องปรับปรุงการผลิตทางการเกษตรขนานใหญ่ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี มีการนำพืชเศรษฐกิจตัวใหม่เข้ามา มีความเหมาะสมที่จะปลูกไม้ผล มีการนำเข้ามาตั้งแต่ช่วงนั้น ผลผลิตออกมาดี เริ่มมีการขยายตั้งแต่นั้นมา

พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ได้แก่ เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง ลิ้นจี่ เข้ามาพร้อมกับจังหวัดศรีสะเกษ ช่วงปี 2531 มีการปลูกพร้อมกัน ดินเหมาะสมในการปลูกอย่างมาก ทั้งจังหวัดตอนนี้…ทุเรียน มีประมาณ 2,000 ไร่ เป็นพืชเศรษฐกิจใหม่

หากรวมไม้ผลทุกตัว พื้นที่กว่า 1 แสนไร่ เพราะฉะนั้นพืชเหล่านี้สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก อยากเพิ่มพื้นที่ดึงพื้นที่กลับคืนมา ตอนนี้ยางพาราตัดโค่นเยอะ มาเป็นทุเรียน ทำผลไม้มากขึ้น อย่างอื่นมี ลำไย มะม่วง มะขาม เป็นผลไม้ส่งออกได้ดี มังคุด ลองกอง สะตอ มีพื้นที่เพิ่มขึ้น

คุณภาพของผลผลิตดีมาก เป็นที่นิยม โดยเฉพาะทุเรียนปลูกมาก อำเภอน้ำยืน น้ำขุ่น นาจะหลวย วารินชำราบ สว่างวีระวงศ์ สามารถให้ผลผลิตและรสชาติดีมาก ดินเป็นดินลาวาภูเขาไฟ มีธาตุกำมะถันเป็นทุน ทำให้รสชาติของทุเรียนออกมากลิ่นไม่ฉุนจัด รสชาติหวานมัน เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไป

พื้นที่เหมาะสมสามารถขยายได้กว่า 2 แสนไร่

พื้นที่เหมาะสม มีศักยภาพที่จะปลูกพืชจำพวกไม้ผล มีราว 2 แสนไร่

ในปี 2560 ได้รับงบประมาณกลุ่มจังหวัด เพิ่มพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ 5 ชนิด ทุเรียน ลำไย มะขามเปรี้ยว แก้วมังกร และมะม่วง…ทุเรียนจะเพิ่มพื้นที่ปลูกกว่า 2 พันไร่ รวมงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท สวนเดิมก็จะเติมเทคโนโลยี…เติมนวัตกรรมเข้าไป ให้มีการลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าดียิ่งขึ้น

เกษตรกรมีศักยภาพ มีความรู้ดั้งเดิมในการทำสวนอยู่แล้ว เราจะเติมนวัตกรรมเข้าไปบางส่วน เพราะบางสวนประสบความสำเร็จอยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นแบบอย่างแก่เกษตรกรทั่วไปเป็นอย่างดี คงไม่ยุ่งยากเรื่องเทคโนโลยีสามารถทำได้

ตลาดดี มีตลาดกลางสินค้าเกษตรที่อำเภอวารินชำราบ อุบลราชธานีติดลาว กัมพูชา เวียดนาม สามารถส่งออกต่างประเทศ รายได้ของเกษตรกร ทำสวนดีกว่าอย่างอื่น

พัฒนาการของการทำสวน ในความรู้สึกยังช้าอยู่ เนื่องจากมีข้อมูลมากระทบต่อการตัดสินใจของพี่น้องเกษตรกร ปัจจัยหลัก ยางพารา ทำให้พี่น้องเกษตรกรปรับส่วนหนึ่งไปทำยางพาราเพิ่มขึ้น ทำให้งานผลิตผลไม้ชะลอตัวลง ที่จริงผลทางด้านการตลาด ที่นี่ไม่มีปัญหา อุบลฯ เป็นจุดกึ่งกลางของอินโดจีนแถบนี้ อยู่กึ่งกลางเขมร เวียดนาม ลาว สามารถส่งไปจีนสะดวก ส่งไปง่าย ต้นทุนไม่สูง สามารถเอาผลผลิตออกสู่ตลาดทั้งภายในและต่างประเทศได้อย่างดี

ผู้ค้า ผู้ขาย ปัจจัยการผลิต มีแนวโน้มพัฒนาดีขึ้น ล้งจะรับซื้อส่งออก มีอยู่แล้ว ปริมาณมีเพิ่มขึ้น ล้งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ตัวเมืองอุบลฯ จะรวบรวมผลผลิตแล้วค่อยส่งต่างประเทศ ต่างจังหวัดบางส่วน

เกษตรกรทำสวนผลไม้ ฐานะดีกว่าทำนา ทำไร่ ใช้พื้นที่ไม่มาก ได้รายได้มากกว่า จึงมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเกษตรกรทำนา ทำไร่

ผู้อยากเข้าร่วมโครงการไม้ผล เรารับพิจารณา เกษตรกรสนใจมีที่เหมาะสม สามารถแจ้งรายชื่อที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ระดับอำเภอมีคณะกรรมการพิจารณาว่า ใครเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมากที่สุด จะคัดพี่น้องเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเพื่อเป็นต้นแบบให้พี่น้องเกษตรกรรายอื่นๆ

งานขายผลผลิตทางออนไลน์ ต้องเติมให้กับเกษตรกร

ระบบดิจิตอลกับการตลาด รัฐบาลได้นำเข้ามาเพื่อรองรับ 4.0 ทางกระทรวงเกษตรฯ ก็ใส่พวกนี้เข้าไป ในเรื่องของตลาด ตอนนี้พัฒนาขึ้นมาเยอะ พี่น้องชาวนา ชาวสวน ผู้ปลูกพืชไร่ด้วย วิสาหกิจชุมชน จะใส่พวกนี้เข้าไป เพราะพวกนี้มีพัฒนาการค่อนข้างรวดเร็ว

พี่น้องชาวสวน ไม่ว่าจะขายผลไม้สด หรือขายผลิตภัณฑ์อื่นๆ ขายทางระบบออนไลน์ เขาสามารถบอกกล่าวเล่าเรื่องสวนของเขาว่า มีกระบวนการผลิตอย่างไร ทำระบบอินทรีย์อย่างไร ทำระบบคุณภาพอย่างไร ตั้งแต่เริ่มต้นถึงออกสู่ตลาด เป็นการประชาสัมพันธ์งานคุณภาพของเขาเองสู่ลูกค้า ซึ่งจะมีการขายผ่านระบบนี้ จะทำให้ตลาดพวกนี้พัฒนายิ่งขึ้น ซึ่งตรงกับแนวทางนโยบายของรัฐบาลที่จะมุ่งด้านนี้เข้ามาช่วยด้วย รวมทั้งนวัตกรรมที่เป็นระบบต่างๆ การให้น้ำ ให้ปุ๋ย ให้ฮอร์โมนต่างๆ ระบบง่ายทันสมัยมากยิ่งขึ้น จะพัฒนาเข้ามา

เทศกาลผลไม้ ขนมาทุกอำเภอ

ในช่วง วันที่ 23-29 มิถุนายน 2560 มีการจัดงานวันผลไม้และของดีประจำจังหวัดอุบลราชธานี ณ ลานห้างบิ๊กซี อำเภอเมือง อุบลราชธานี ระดมผลไม้ที่มีอยู่ เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง ลำไย แก้วมังกร มะขาม กล้วย แคนตาลูป ขนุน ทุกตัวที่มีจะระดม นอกจากนี้ยังมีสินค้าแปรรูป มีนิทรรศการแสดงนวัตกรรมต่างๆ อยากให้มารับเทคโนโลยีต่างๆ

มีผลไม้จากทุกอำเภอ ขายในราคาไม่แพง Holiday Palace จะมีการรวมผลิตภัณฑ์ของดีระดมจำหน่าย ขอเชิญร่วมอุดหนุนเกษตรกรครั้งนี้ครับ ปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผู้คนจำนวนไม่น้อย เลือกหันหลังให้กับเมืองใหญ่ ตลอดจนการไปทำงานในพื้นที่ไกลๆ กลับมามองหาอาชีพที่สามารถเป็นเจ้าของกิจการเองได้ในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งจะเห็นได้จากตามรายการทีวี ตลอดจนหนังสือต่างๆ ที่มีบุคคลจากหลากหลายอาชีพ ต่างมาหาความสุขที่ต้องการ ด้วยการทำเกษตรกรรมที่เห็นมาแต่ครั้งปู่ ย่า ตา ยาย จนถึงขนาดที่เรียกว่าผลผลิตที่มี ขายดิบขายดีจนมีไม่พอขายกันเลยทีเดียว เหมือนเช่นเกษตรกรหลายๆ รายที่อยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี

คุณณรงค์ ทูลสูงเนิน เกษตรอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ให้ข้อมูลว่า สภาพของพื้นที่ในอำเภอน้ำยืนนั้น เหมาะสมกับการปลูกไม้ผลได้มากมายหลากหลายชนิด เพราะดินในพื้นที่เป็นดินภูเขาไฟ ทำให้สามารถปลูกไม้ผลได้ดี อาทิ เงาะ ทุเรียน แก้วมังกร ฯลฯ ซึ่งผลผลิตที่ได้จึงมีรสชาติที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความหวาน และรสสัมผัสอื่นๆ

“ตอนนี้เรียกได้ว่า ผลไม้ในพื้นที่นี้มีรสชาติดี จึงเหมือนเป็นมิติใหม่ของอำเภอน้ำยืน ที่เกษตรกรเกิดความตื่นตัวที่จะปลูกไม้ผลหลากหลายชนิด ซึ่งตอนนี้ทางจังหวัดเองกำลังส่งเสริมให้มีการปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นอีก ประมาณ 260 ไร่ ซึ่งมีเกษตรกรเป้าหมายเข้าร่วมแล้ว 52 ราย ซึ่งเราก็จะมีการให้พันธุ์ทุเรียน ตลอดจนศึกษาดูงานทางด้านการตลาด ก็คาดหวังว่าจากการดำเนินการเรื่องนี้สำเร็จ ก็จะทำให้ทุเรียนจังหวัดอุบลราชธานีเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายได้แน่นอน รวมทั้งไม้ผลอื่นๆ ด้วย อย่างเงาะโรงเรียนตอนนี้ก็ถือว่ามีผลผลิตดีมีเกษตรกรที่มีประสบการณ์ปลูกอยู่ด้วยในขณะนี้” คุณณรงค์ กล่าว

คุณทองดี กุนาเพียง อยู่บ้านเลขที่ 314 หมู่ที่ 2 ตำบลบุเปือย อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่เคยจากถิ่นฐานบ้านเดิมไปทำงานไกลถึงภาคใต้ของประเทศไทย จึงได้มีแนวความคิดที่จะกลับมาทำสวนไม้ผลด้วยตนเอง จนประสบผลสำเร็จมากว่า 10 ปี โดยทำสวนอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ แต่กลับสามารถทำเงินได้เป็นหลักล้านบาทกันเลยทีเดียว