เกษตรกรทำสวนส้ม หมู่ที่ 5 ตำบลสันทราย อำเภอฝาง

จังหวัดเชียงใหม่ ที่ทำสวนส้มมาตลอด 20 ปี มีตัดออกแล้วปลูกมะม่วง มะนาว ทดแทนบ้างนิดหน่อย เพื่อให้สวนมีความหลากหลายมากขึ้น แต่ยังคงยึดพื้นที่เกือบทั้งหมดที่มีอยู่ 80 ไร่ เป็นสวนส้ม

สวนส้มของลุงต๊ะ แบ่งเป็น ส้มสายน้ำผึ้ง ส้มสีทอง และส้มโอเชี่ยน ฮันนี่ (หลังจากนี้ จะเรียกชื่อย่อ เหลือเพียง ส้มโอเชี่ยน) รวม 3 ชนิด และสัดส่วนส้มสายน้ำผึ้ง เป็นส้มที่ปลูกมากที่สุด ลุงต๊ะ บอกว่า แม้ว่าส้มสายน้ำผึ้งจะเป็นที่นิยมของผู้บริโภคและตลาดต้องการ แต่การปลูกส้มชนิดอื่นก็มีประโยชน์ด้วยเช่นกัน เพราะแม้จะเป็นพืชชนิดเดียวกัน แต่การให้ผลผลิตอาจจะเร็วหรือล่าช้ากว่า เป็นผลให้มีส้มโอเชี่ยน ยังคงมีตลาดเฉพาะของตัวเองอยู่

ส้มโอเชี่ยน มีจุดเด่น คือ ให้ผลดก ผลใหญ่ น้ำคั้นมาก น้ำคั้นรสชาติดี มีกลิ่นหอม เหมาะสำหรับใช้ไหว้เจ้าหรือบรรพบุรุษในเทศกาลของชาวไทยเชื้อสายจีน

ลุงต๊ะ เล่าว่า ในอดีตส้มโอเชี่ยนปลูกมาก รวมถึงส้มชนิดอื่นด้วย ต่อมาเมื่อมีการนำกิ่งพันธุ์ส้มสายน้ำผึ้งมาปลูก และตลาดเริ่มได้รับความนิยม การแพร่ขยายของส้มสายน้ำผึ้งก็เพิ่มขึ้น โดยเกษตรกรลดพื้นที่ปลูกส้มชนิดอื่นลงตามลำดับ กระทั่งปัจจุบัน เฉพาะอำเภอฝางมีเกษตรกรปลูกส้มสายน้ำผึ้งหลายแสนไร่ ส่วนส้มโอเชี่ยน ถูกลดจำนวนปลูกลงเหลือเพียงไม่ถึง 100 ไร่ ในอำเภอฝางและอำเภอแม่อาย

สำหรับลุงต๊ะ ยังคงปลูกส้มโอเชี่ยนไว้ 2 แปลง รวมจำนวน 600 ต้น แปลงแรกปลูกระยะ 4×5 เมตร อีกแปลงปลูกระยะ 5×6 เมตร ซึ่งหากต้องการปลูกส้มโอเชี่ยนระยะมาตรฐาน ควรปลูกระยะ 5×6 เมตร จะดีกว่า

การปลูก ไม่ขุดหลุมลึก แต่ใช้วิธีลงปลูกคล้ายก้นกระทะ แล้วพูนโคนให้แน่น ช่วงต้นแตกยอด ให้ปุ๋ยเน้นไนโตรเจน สูตรตัวหน้าสูง ช่วงเริ่มติดผล หรืออายุ 3-4 เดือน ให้ปุ๋ยสูตรเสมอ เมื่อส้มอายุ 5-7 เดือน ให้ปุ๋ยสูตรเน้นตัวท้ายสูง เช่น 13-13-21 ระยะการใส่ปุ๋ย ให้อิงตามกระแสความต้องการของตลาด หากราคาส้มดี ใส่ปุ๋ยทุก 15 วัน ปริมาณ 300-500 กรัม

เพราะพื้นที่ปลูกส้มเป็นที่ลุ่มและที่ราบเชิงเขา เกษตรกรบางส่วนเลือกลงทุนระบบน้ำด้วยการต่อท่อจากภูเขามายังสวน เพราะจะมีน้ำตลอดปี แต่ต้องลงทุนระบบด้วยเงินจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งเลือกลงทุนทำที่กักเก็บน้ำเป็นของตนเอง คือ การขุดบ่อ

ลุงต๊ะ เป็นหนึ่งในนั้น เขาเลือกขุดบ่อ อาศัยแหล่งน้ำใต้ดิน แม้จะมีมากน้อย แต่ก็ยังมี และเสียค่าน้ำมันสำหรับสูบน้ำขึ้นมาใช้ในสวน คิดเป็นค่าไฟปีละ 240,000 บาท ไม่รวมค่าน้ำมันที่มากน้อยขึ้นอยู่กับการใช้
ในฤดูฝน ไม่จำเป็นต้องให้น้ำสวนส้ม

ลุงต๊ะ บอกว่า ให้สังเกตดิน ถ้าเริ่มแห้งควรให้น้ำประมาณ 30 นาที หรือปริมาณ 60 ลิตร ในแต่ละรอบปีการผลิต ส้มโอเชี่ยน ให้ผลผลิตหลายรุ่นเช่นเดียวกับส้มอื่น ตลอดปีการผลิต ลุงต๊ะ มีผลผลิตจากส้มโอเชี่ยน 600 ต้น ไม่น้อยกว่า 20 ตัน เฉลี่ยการให้ผลของส้มโอเชี่ยนอยู่ที่ 120-150 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี

การเก็บส้มโอเชี่ยน ต้องระวังมากกว่าส้มชนิดอื่น ด้วยสายพันธุ์ที่ให้ผลดก ผลใหญ่ ทำให้ต้นสลัดผลรุ่นก่อนทิ้ง เมื่อรุ่นต่อไปเริ่มติดผล ดังนั้น เมื่อพบว่ามีผลรุ่นใหม่เริ่มติด และผลรุ่นก่อนหน้าแก่ เข้าสีแล้ว ควรเก็บรุ่นก่อนหน้าออกให้เร็ว เพราะต้นจะสลัดผลทิ้ง ทำให้ส้มหลุดจากขั้วเอง เกิดความเสียหาย ไม่สามารถนำไปจำหน่ายได้

“ที่จริงราคาส้มโอเชี่ยน เมื่อก่อนก็ดีอยู่ แต่ 3-4 ปีหลังมานี่ ราคาขายลดลง แต่เมื่อเทียบกับปริมาณผลผลิตที่ได้ และมีส้มขายในช่วงที่ส้มชนิดอื่นยังไม่ให้ผลผลิต ก็ทำให้มีรายได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี ดังนั้น จึงยังควรปลูกส้มโอเชี่ยนไว้”

ราคาขายหน้าสวน ส้มโอเชี่ยนสูงสุด ราวเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี อยู่ที่ 28 บาท ต่อกิโลกรัม จากนั้นเมื่อเก็บขาย ราคาจะลดลงมาเรื่อยๆ เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลของส้มสายน้ำผึ้งปกติ ราคาส้มโอเชี่ยนจะเหลือเพียง 14-15 บาทเท่านั้น

“เมื่อก่อน ส้มโอเชี่ยนจะมีช่วงที่ขายได้ราคาดี ที่ส้มอื่นยังไม่ให้ผลผลิตยาวกว่านี้ 3-4 เดือน แต่ระยะหลัง สภาพอากาศเปลี่ยน ทำให้ช่วงที่เก็บขายได้และไม่มีส้มชนิดอื่นออกสู่ตลาดเหลือเพียง 2-3 เดือน”

ส่วนแรงงานใช้มากในช่วงเก็บผลผลิต หากพื้นที่เป็นที่ราบเชิงดอย จะใช้แรงงานมากกว่าที่ราบลุ่มปกติ และราคาค่าแรงจะแปรผันตามการทำงาน ทั้งนี้ ค่าจ้างแรงงานต่อคนไม่ต่ำกว่า 200 บาท

เมื่อถามถึงต้นทุนการผลิต ลุงต๊ะ บอกว่า ต้นทุนทุกสวนที่ปลูกส้มโอเชี่ยน อยู่ที่ 70,000-100,000 บาท หากต้นทุนน้อยกว่า 70,000 บาท นั่นหมายถึงให้ปุ๋ยและน้ำไม่ถึง ผลผลิตที่ได้จะลูกเล็กและขายไม่ได้ราคา ทำให้ไม่คุ้มกับต้นทุน ส่วนต้นทุน 70,000-100,000 บาทนั้น ขึ้นกับการดูแล หากดูแลไม่ดี ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 70,000-80,000 บาท หากดูแลดี ต้นทุนจะแตะหลักแสนบาท แต่ก็จะได้ผลผลิตมากเพียงพอคุ้มต้นทุน

สำหรับการขาย ในทุกปีจะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวน ราคาขายตามหน้าสวน แปรผันตามปริมาณส้มที่ออกสู่ตลาดในช่วงดังกล่าว ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น และแม้ว่าพื้นที่ปลูกส้มโอเชี่ยนจะลดจำนวนลงทุกปี สำหรับลุงต๊ะแล้ว ส้มโอเชี่ยน ยังเป็นผลผลิตที่ช่วยให้มีรายได้ในช่วงที่ส้มขาดตลาดได้

การดูแลและบำรุงรักษาต้นส้มโอเชี่ยน ไม่ได้แตกต่างจากส้มชนิดอื่น แต่หากท่านใดต้องการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับลุงต๊ะ สามารถติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ 088-251-2273 ได้ตลอดเวลา กรมวิชาการเกษตร เปิดตัวมะขามเปรี้ยวพันธุ์ใหม่ “ศรีสะเกษ 1” ฝักใหญ่ เมล็ดน้อย ให้ผลผลิตสูง ปริมาณเนื้อมาก ฝักดาบ โค้ง ยาว แกะเปลือกแยกเนื้อออกจากรกง่าย ลักษณะเด่นชนะมะขามพันธุ์ท้องถิ่นและพันธุ์เดิมที่เกษตรกรปลูกมากว่า 20 ปี เร่งกระจาย “ศรีสะเกษ 1” มะขามเปรี้ยวพันธุ์ดีสู่เกษตรกรไม่น้อยกว่า 1,000 กิ่ง/ปี

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า มะขาม เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญพืชหนึ่งของประเทศไทย ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศมีแนวโน้มความต้องการเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยไทยเป็นประเทศผู้ผลิตมะขามเปรี้ยวใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากประเทศอินเดีย ผลิตภัณฑ์มะขามที่ส่งออกมีทั้งมะขามสด มะขามเปียก และมะขามแห้ง โดยมีประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม แคนาดา สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา มะขามเปรี้ยวแกะเปลือกหรือมะขามเปียก ใช้เป็นเครื่องปรุงรสเปรี้ยวที่เป็นเอกลักษณ์ด้านรสชาติในอาหารไทยเกือบทุกชนิด ภัตตาคาร และร้านอาหารไทยในต่างประเทศจึงมีความต้องการนำเข้ามะขามเปรี้ยวจากไทยเพิ่มขึ้น มะขามเปรี้ยวจึงถือเป็นสินค้าเกษตรชนิดหนึ่งของไทยที่มีศักยภาพในการส่งออกสร้างรายได้ให้กับประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท

ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ กรมวิชาการเกษตร ได้วิจัยปรับปรุงพันธุ์มะขามเปรี้ยวที่ใช้ประโยชน์จากฝักดิบและฝักแก่เพื่อการแปรรูปและการผลิตมะขามเปียก โดยออกเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตรไปเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2537 ใช้ชื่อพันธุ์ว่า มะขามเปรี้ยวพันธุ์ศรีสะเกษ ซึ่งพันธุ์ดังกล่าวได้ออกเป็นพันธุ์แนะนำแก่เกษตรกรมาแล้วกว่า 20 ปี ดังนั้น เพื่อเป็นการพัฒนาพันธุ์มะขามเปรี้ยวให้ได้พันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์เดิมเป็นทางเลือกและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกต่อไป ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ จึงได้ปรับปรุงพันธุ์มะขามเปรี้ยวโดยรวบรวมพันธุ์มะขามเปรี้ยวที่ชนะการประกวดในจังหวัดต่างๆ นำมาปลูกไว้ในแปลงรวบรวมพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ จำนวน 26 สายพันธุ์ โดยมีพันธุ์เดิมคือ พันธุ์ศรีสะเกษ เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ

ปี 2536-2544 ได้คัดเลือกพันธุ์มะขามเปรี้ยวจากแปลงรวบรวมพันธุ์ดังกล่าว โดยมีเกณฑ์ในการคัดเลือกคือต้องเป็นทรงพุ่ม ทรงกระบอก หรือทรงกลม เจริญเติบโตดี ติดฝักสม่ำเสมอ ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์แนะนำเดิม ฝักมีขนาดใหญ่ โค้งเล็กน้อยและยาวไม่น้อยกว่า 10 เซนติเมตร เปลือกหนา ฝักไม่แตกง่าย มีปริมาณเนื้อมากกว่า 45 เปอร์เซ็นต์ สามารถคัดพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงได้ จำนวน 2 สายพันธุ์ คือ ศก.045 และ ศก.048 ปี 2554-2562 ได้ทดสอบพันธุ์มะขามเปรี้ยวเพื่อการแปรรูปในท้องถิ่น ซึ่งผลจากการทดสอบพันธุ์สามารถคัดเลือกได้พันธุ์ที่มีลักษณะดีเด่นตามเกณฑ์คัดเลือกได้ 1 สายพันธุ์ คือ ศก.048

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า มะขามเปรี้ยวสายพันธุ์ศก.048 ได้ดำเนินการปรับปรุงพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ จึงใช้ชื่อพันธุ์ว่า “มะขามเปรี้ยวพันธุ์ศรีสะเกษ 1” มีลักษณะเด่น คือ ให้ผลผลิตสูงถึง 4.46 กิโลกรัม/ต้น/ปี ซึ่งสูงกว่าพันธุ์ศรีสะเกษ ที่ให้ผลผลิต 3.14 กิโลกรัม และสูงกว่าพันธุ์ท้องถิ่นที่ให้ผลผลิต 1.62 กิโลกรัม ซึ่งพันธุ์ศรีสะเกษ 1 ให้ผลผลิตสูงกว่าเกือบ 2 เท่า รวมทั้งยังให้ปริมาณเนื้อมากถึง 47 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากกว่าพันธุ์ศรีสะเกษที่ให้ปริมาณเนื้อ 43 เปอร์เซ็นต์ และมากกว่าพันธุ์ท้องถิ่นที่ให้ปริมาณเนื้อ 41 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ มะขามเปรี้ยวพันธุ์ศรีสะเกษ 1 ยังมีฝักขนาดใหญ่ ความยาวกว่า 15 เซนติเมตร และความหนาฝัก 1.99 เซนติเมตร ซึ่งมากกว่าพันธุ์ศรีสะเกษ และมากกว่าพันธุ์ท้องถิ่น ใน 1 กิโลกรัม มีจำนวนฝัก 48 ฝัก ในขณะที่พันธุ์ศรีสะเกษมีจำนวนฝัก 50 ฝัก และพันธุ์ท้องถิ่น มีจำนวนฝัก 63 ฝัก ลักษณะฝักมะขามเปรี้ยวพันธุ์ศรีสะเกษ 1 เป็นฝักดาบ ฝักยาว ค่อนข้างกลมและโค้งเล็กน้อย ทำให้สะดวกในการแกะเปลือกเพื่อแยกเนื้อออกจากรก ปริมาณเมล็ดน้อยแค่ 23เปอร์เซ็นต์ ขณะที่พันธุ์ศรีสะเกษ มีเมล็ด 29 เปอร์เซ็นต์ ส่วนมะขามเปรี้ยวพันธุ์ท้องถิ่นมีเมล็ด 28 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2562 มีต้นแม่พันธุ์อายุ 8 ปี จำนวน 20 ต้น พร้อมขยายพันธุ์ได้ไม่น้อยกว่า 1,000 กิ่ง ต่อปี เกษตรกรที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ กรมวิชาการเกษตร โทร.0-4551-4581

เมื่ออุทกภัยปี 2554 ผ่านไป หลายคนอยากให้ผ่านเลย ไม่ต้องหวนกลับมาอีก เพราะอุทกภัยครั้งนั้นยากเกินเยียวยา จนอยากลืมประโยค “น้ำท่วมใครว่าดีกว่าฝนแล้ง” ไปจากความทรงจำ

แต่กับชาวนาอำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ จึงหวัดน้องใหม่ที่มีพื้นที่ติดริมโขงทอดยาวต่อเนื่องไปถึงจังหวัดนครพนม กลับอยากผายมือรับน้ำตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่เพื่อทำนาอย่างที่บรรพบุรุษทิ้งอาชีพไว้ให้ แต่เพื่อโอกาสในการสร้างรายได้ที่ล้นหลาม คุณนรินทร์ ศรีวรษา เกษตรกรที่ยึดอาชีพทำนามาตั้งแต่บรรพบุรุษ มีผืนนาอยู่บริเวณ หมู่ที่ 4 บ้านนาดงน้อย ตำบลนาดง อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ เป็นเกษตรกรรายแรกที่มองเห็นโอกาสสร้างเม็ดเงินจากน้ำ

วิกฤติที่เกิดขึ้นทุกปีของชาวนาบ้านนาดงน้อย คือ ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก พื้นที่หลายตำบลของอำเภอปากคาด เป็นพื้นที่ต่ำ เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำจะท่วมผืนนา เมื่อนั้นการทำนาจะถูกปิดฉากลงชั่วระยะหนึ่งจนกว่าน้ำจะแห้ง พร้อมรองรับการทำนาในรอบปีต่อไป

คุณนรินทร์ นั่งมองผืนนาที่ถูกน้ำท่วม หมดหวังไปกับการสร้างรายได้เพิ่มในรอบ 2-3 ของการทำนาเช่นที่อื่น เป็นมาอย่างนี้ชั่วอายุคน กระทั่งวันที่เห็นคนขายฝักบัวในตลาดปากคาด มีโอกาสได้กิน ฝักบัววันนั้นรสชาติหวาน กรอบ จึงสอบถามที่มาที่ไปได้ความว่า คนขายเก็บฝักบัวที่โผล่ขึ้นจากน้ำท่วมตามหนองและท้องนาสาธารณะที่ถูกน้ำท่วมมาขาย

ภัยธรรมชาติที่คุกคาม เป็นตัวกระตุ้นให้นรินทร์มองเห็นการปรับตัวเพื่อการอยู่รอด เมื่อบัวไม่ขึ้นตามธรรมชาติในท้องนาของนรินทร์ เขาจึงตามไปหาแหล่งซื้อพันธุ์บัวมาปลูก เพราะคิดว่าอย่างน้อยก็เป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในแหล่งที่มีน้ำ

ลงทุนเริ่มแรกราคาต้นละ 10 บาท จำนวน 400-500 ต้น จ้างรถไถนาอีกประมาณ 20,000 บาท หมดกับต้นทุนครั้งแรกเกือบ 40,000 บาท แต่สุดท้าย ไม่ได้อะไร

ปัจจัยที่ทำให้เขาไมได้ผลผลิตจากการลงทุนในครั้งนั้น เนื่องจากไม่มีความรู้ด้านการปลูกบัว เมื่อน้ำท่วมบัว ทำให้บัวไม่โตและไม่ออกฝัก ทั้งยังประสบปัญหาหอยเชอรี่ แต่ในท้ายที่สุด การสังเกตทำให้เขารู้ว่า การควบคุมระดับน้ำในที่นาเพื่อปลูกบัว เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการเพิ่มผลผลิต

การสอบถามและค้นคว้าหาข้อมูลในแหล่งความรู้ของหมู่บ้าน ทำให้คุณนรินทร์ทราบว่า พืชที่เหมาะสมสำหรับปลูกในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ได้แก่ พืชประเภทบัว ข่าธรรมชาติ หญ้าแฝก คุณนรินทร์ จึงมั่นใจว่า การเลือกบัวมาปลูก ไม่ได้เป็นแนวคิดที่ผิด เพียงแต่ต้องนำสิ่งที่สังเกตได้ระหว่างความล้มเหลวที่ผ่านมา มาพัฒนาการปลูกและดูแลรักษา “บัว” ให้ได้ผลผลิตตามต้องการ เริ่มต้นของคุณนรินทร์ อาจไม่แตกต่างจากชาวนาทั่วไป ที่เก็บฝักบัวจากที่นาที่ถูกน้ำท่วมไปขาย แต่แตกต่างตรงที่ คุณนรินทร์ ตั้งใจปลูกบัวในที่นาของตนเองที่ถูกน้ำท่วม ซึ่งการตั้งใจปลูกกับการเก็บบัวที่ปล่อยให้เจริญเติบโตเองตามธรรมชาติ ผลผลิตที่ได้ย่อมแตกต่างกัน

พันธุ์บัว ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฝักบัวได้คุณภาพ มีรสชาติ ตามที่ตลาดต้องการ

เขาเลือกปลูกบัวพันธุ์หนองนาบอน ซึ่งเป็น 1 ใน 7 พันธุ์บัวเชิงการค้า ที่มีเฉพาะในอำเภอปากคาด ซึ่งพันธุ์หนองนาบอน เป็นพันธุ์ที่ให้ฝักแบนราบ ขอบฝักไม่เป็นขอบชัดเหมือนบัวพันธุ์อื่น เมล็ดจะโผล่ขึ้นมา รสชาติหวาน กรอบ ความกรอบของเมล็ดช่วยให้ท้องไม่ผูก เพราะรับประทานแล้วเมล็ดบัวจะกลายเป็นน้ำตาล ไม่ใช่แป้ง บัวพันธุ์หนองนาบอน เป็นกลุ่มบัวชนิดเดียวกับบัวหลวง ซึ่งชื่อพันธุ์ตั้งขึ้นตามถิ่นที่พบ คือ หนองนาบอน

การสังเกตและนำมาพัฒนาการผลิต ช่วยให้นรินทร์มีข้อแตกต่างจากเกษตรกรรายอื่น “ปกติการปลูกบัวของที่อื่น คือ รอให้ถึงฤดูน้ำหลากแล้วจึงปลูก แต่ผมไม่รอธรรมชาติ ลองปลูกแบบนาปรัง คือ ย่ำคราดและลงบัวหน้าแล้ง ปล่อยน้ำลงในนา เมื่อถึงฤดูฝน บัวจะเจริญเติบโตในระดับที่มีความแข็งแรงพอดี ทำให้บัวไม่ตาย”

ขณะที่หลายคน รอน้ำหลาก เพื่อเก็บฝักบัวที่ขึ้นตามธรรมชาติไปขาย แต่คุณนรินทร์ ปลูกจริงจังเพื่อให้ได้จำนวนฝักบัวตามความต้องการของตลาด และยังมีแนวคิดรุกไปถึงการปลูกนอกฤดู

การปลูกบัวให้ได้ฝักนอกฤดู ใช้วิธีการย่ำคราดและลงบัวในฤดูแล้ง ปล่อยน้ำเข้าแปลง ความสูงไม่เกิน 20 เซนติเมตร เมื่อเข้าฤดูฝน ใช้วิธีควบคุมระดับน้ำด้วยการสูบน้ำออก เพื่อควบคุมระดับน้ำไว้ จากนั้นค่อยๆ เติมน้ำเข้าแปลง เพื่อเพิ่มระดับน้ำ ครั้งละไม่เกิน 10 เซนติเมตร บัวจะเริ่มสูงตามระดับน้ำที่สูงขึ้น เสมือนการปรับตัว ทำให้บัวไม่ตาย

ก่อนเข้าฤดูฝน ฝักบัวชุดแรกก็สามารถตัดขายได้จำนวนหนึ่งแล้ว เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนก็สามารถตัดฝักขายได้อีก การผลิตฝักบัวนอกฤดู ทำให้พ่อค้าแม่ค้ามารอรับซื้อจากแปลงไปขาย เพราะมีเพียงรายเดียว ไม่ต้องแย่งตลาดเหมือนเกษตรกรผู้ปลูกบัวตามฤดูรายอื่น

ตลาดการค้าบัวตัดฝักครอบคลุมถึงตลาดหนองคายและบึงกาฬ โดยเฉพาะตลาดอำเภอปากคาด จะมีให้เห็นวางจำหน่ายมากกว่าแหล่งอื่น และมักพบการจำหน่ายในงานเทศกาลของจังหวัดด้วย ซึ่งพ่อค้าแม่ค้ารายใหญ่จะมารับบัวตัดฝักไปในปริมาณมาก จากนั้นนำฝักมัดเป็นกลุ่มแล้วจ้างพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ขายในงานเทศกาลต่างๆ

ราคาขายส่งต่อฝัก อยู่ที่ฝักละ 1 บาท แต่ถ้ามัดรวมแล้ว จำนวน 7 ฝัก ขายในราคา 10 บาท รวมรายได้ตลอดปีจากการตัดฝักบัวขาย อยู่ที่ปีละ 300,000-400,000 บาท บัวตัดฝักของคุณนรินทร์ เริ่มจากผืนนาประมาณ 4 ไร่ เมื่อมีรายได้เข้าทุกปี จึงเริ่มซื้อแปลงนาเพื่อปลูกบัวเพิ่ม ทั้งยังปลูกข้าวสลับปลูกบัวไปด้วย ขึ้นอยู่กับราคาตลาดขณะนั้นของพืชทั้งสองชนิด หรือในบางคราวที่ยังไม่ทราบราคาตลาดที่แน่ชัด ในแปลงเดียวกัน คุณนรินทร์จะปลูกพืชทั้งสองชนิดเข้าด้วยกัน หากข้าวได้ราคาดีกว่าระดับน้ำในนาจะสูงขึ้น เพื่อบังคับไม่ให้บัวเจริญเติบโต เมื่อได้ผลผลิตจากข้าวแล้ว จึงย่ำแปลง เพื่อกระตุ้นให้บัวเจริญเติบโตใหม่

ปัจจุบันไม่น้อยกว่า 20 ไร่ ถูกแปลงเป็นแปลงบัวตัดฝักทั้งหมด มีเพียง 10 ไร่ ที่ทำนาปรัง บัวตัดฝัก รสชาติดีของจังหวัดบึงกาฬอาจหารับประทานได้ง่ายในฤดูการผลิต แต่ถ้าต้องการชมแปลงบัวตัดฝักนอกฤดู คงต้องไปชมที่แปลงของคุณนรินทร์เท่านั้น

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการเปิด โครงการ “ธรรมศาสตร์ทำนา และปลูกผัก บนหลังคาลอยฟ้า” หรือ “Thammasart Urban Rooftop Organic Farm” เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เกษตรอินทรีย์อย่างถูกต้องและสามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งเป็นกุศโลบายในการสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ในการให้ความสำคัญกับเกษตรปลอดภัยอย่างจริงจัง นำไปสู่ความมั่นคงทางด้านอาหารและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

อุทยานการเรียนรู้ ป๋วย 100 ปี ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เปิดให้บริการในรูปแบบเนินเขากลางกรุง ผืนเกษตรชุ่มน้ำ แหล่งเรียนรู้การเพาะปลูกปลอดสาร และประชาธิปไตย บนพื้นที่กว่า 53,000 ตารางเมตร ความสูงเท่ากับตึก 4 ชั้น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เปิดให้บริการแล้ว ประกอบด้วย ห้องสมุดประชาชน ห้องประชุมและสัมมนา พื้นที่ Co-Working Space ศูนย์นิทรรศการ พื้นที่จัดแสดงงานคอนเสิร์ต ขนาด 630 ที่นั่ง ศูนย์อาหารออร์แกนิก และพื้นที่กิจกรรมอเนกประสงค์ (Amphitheatre) เพื่อการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมเดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ ชูเกษตรกรรมสร้างสรรค์ อาหารมั่นคงและปลอดภัย เปิดโครงการ “ธรรมศาสตร์ทำนา และปลูกผัก บนหลังคาลอยฟ้า”ครั้งที่ 1 บนสวนผักไร้สารเคมีลอยฟ้าใหญ่ที่สุดในเอเชีย และอันดับ 2 ของโลก รองจากมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า หนึ่งในนโยบายสำคัญของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืน “Best Sustainable and Smart University” มุ่งสู่ความมั่นคงและยั่งยืนด้วยการบริหารจัดการที่ทันสมัย อีกทั้งยังให้ความสำคัญและใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม ชุมชน สังคม และคน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืน” กอปรกับวาระที่ ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ มีชาตะกาลครบ 100 ปี และได้รับการยกย่องจากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก จึงได้สร้าง “อุทยานการเรียนรู้ ป๋วย 100 ปี” หรือ “สวนป๋วย” ขึ้น เป็นอนุสรณ์แด่ อาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์

การออกแบบ สวนป๋วย มีความพิเศษเป็นตึกรูปตัว H เว็บ UFABET ทางเดินขึ้น 4 ด้าน อย่างเท่าเทียม สื่อนัยยะถึงภาพ คำว่า Humanity สะท้อนปณิธานและจิตวิญญาณดั้งเดิมของธรรมศาสตร์ไว้ “ความเป็นประชาธิปไตย” อันมีความเท่าเทียมเสมอกันของคนไทยทุกคน อยู่ภายใต้หลังคาที่เป็น พูนดิน สอดคล้องกับชื่ออาจารย์ป๋วย ในแนวคิดผืนดินไล่ระดับแบบเนินเขา ที่ทำให้ทุกคนเดินขึ้นไปได้อย่างใกล้ชิดธรรมชาติ

สำหรับโครงการ “ธรรมศาสตร์ทำนา และปลูกผัก บนหลังคาลอยฟ้า” ได้รับความสนใจจากคณาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่า และประชาชนทั่วไป รวมกว่า 200 ชีวิต ภายใต้การนำของ รองศาสตราจารย์เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปราณิศา บุญค้ำ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.นายแพทย์ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ อาจารย์กชกร วรอาคม

โดยทั้งหมดร่วมกันปลูกข้าวสายพันธุ์ข้าวหอมธรรมศาสตร์ บนสวนผักไร้สารเคมีลอยฟ้าใหญ่ที่สุดในเอเชีย อาคารอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปราณิศา บุญค้ำ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเสริมว่า การดำเนินงานดังกล่าวยังสอดคล้องกับแผนแม่บท เพื่อก้าวไปสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ การบริหารจัดการ และการใช้พื้นที่ทางกายภาพ ควบคู่ไปกับ การนำนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการก่อสร้างอาคาร มุ่งเน้นการประหยัดพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการจัดการขยะ รวมถึงการวิจัยและบูรณาการหลักสูตรการเรียนการสอน นำหลายสาขาวิชามาผสมผสานเข้าด้วยกัน นำไปสู่เป้าหมายสำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความยั่งยืน เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในที่สุด