เกษตรกรน่านอ่วม! ฝนตกชื้นทำเชื้อรางอกถล่มไร่สวนยับ

เมื่อวันที่ 12 มกราคม น.ส.จิตตานันท์ กิจวรสวัสดิ์ หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า หลังจากท้องฟ้าครึ้มและมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องใน จ.น่าน ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ฤดูหนาวกลับไม่หนาวแต่มีฝนตกลงมาคล้ายฤดูฝน จากความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศดังกล่าวทำให้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนทั่วไป แม้ข้อดีคือ โอกาสแล้งจะน้อยลง แต่ก็ทำให้คนน่านและนักท่องเที่ยวต่างพากันผิดหวัง รวมทั้งยังทำให้ข้าวโพดอาหารสัตว์ที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวอยู่บนภูเขา เมื่อเจอน้ำฝนอย่างต่อเนื่องจะมีความชื้นสูง เกิดเชื้อราและรากงอก เก็บมาขายก็จะไม่ได้ราคา รวมถึงพืชผักสวนครัวหรือสวนผลไม้ต่างๆ ก็ได้รับผลกระทบลักษณะเดียวกัน

“หรือถ้าฝนหยุดตกอุณหภูมิสูงขึ้น อากาศร้อนชื้น เชื้อราจะชอบมาก เพราะฉะนั้นเกษตรกรต้องดูแลพืชผลของตนเอง” นางสาวจิตตานันท์กล่าว และว่า ประการที่สองผลกระทบที่เห็นชัดเจน นอกจากข้าวโพดที่เก็บเกี่ยวไม่ทันคือ พริก มะขามหวาน เมื่อเจอฝนช่วงนี้ทำให้เกิดเชื้อรา ประการที่สามผู้ปลูกถั่วเหลืองสำหรับเก็บเมล็ดพันธุ์ จำหน่ายให้เกษตรกรปลูกหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ก็จะเกิดเชื้อราอีกเช่นเดียวกัน รวมพื้นที่ 6 – 7 อำเภอ อย่างไรก็ตาม หากใครยังไม่ได้เก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองดังกล่าว ต้องรอให้มีแสงแดดจัด 4 – 5 แดดเพื่อให้เมล็ดแห้งคาต้นก็น่าจะพอเก็บเกี่ยวได้ โดยถั่วเหลืองนั้นเป็นพืชน้ำมัน เมื่อเก็บไว้ในอากาศที่ความชื้นสูง ความงอกของเมล็ดพันธุ์จะลดลงเร็วมากและนำไปปลูกไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ความเสียหายต่างๆดังกล่าวทางการจะช่วยชดเชยได้อย่างไรบ้าง น.ส.จิตตานันท์กล่าวว่า ต้องมีประกาศสาธารณภัยจากป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)เสียก่อน โดยเฉพาะความเสียหายในพื้นที่ต้องไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ 100% เท่านั้นจึงจะประกาศภัยได้ ความเดือดร้อนคล้ายกับชาวใต้ขณะนี้ ยางพาราได้รับความเสียหาย ตลอดถึงปาล์มหรือพืชอื่นๆ ตนได้รับทราบจากปภ.ว่านักท่องเที่ยวอยากมาสัมผัสอากาศหนาว แต่ยังไม่สามารถประกาศพื้นที่ประสบภัยหนาวด้วยเนื่องจากยังไม่ครบเงื่อนไข ขณะที่พืชฤดูนี้ต้องอาศัยความเย็นจึงจะมีคุณภาพ เช่น ส้มสีทองที่เป็นสินค้าชื่อดังของเมืองน่าน ถ้าอุณหภูมิยังไม่ต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส ระยะ 4 – 5 วัน ประกอบกับช่วงนี้มีฝนตกที่กำลังจะเก็บเกี่ยวผลได้แล้ว ทำให้ผิวส้มยังเขียวและไม่เปลี่ยนเป็นสีทอง น้ำฝนและความชื้นเข้าไปในเนื้อส้ม ทำให้รสชาติไม่จัดจ้านและเปรี้ยวมากขึ้น ทั้งนี้ เกษตรกรควรสังเกตปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ รีบปรึกษาและแจ้งข้อมูลที่เกษตรตำบลใกล้บ้าน

ศูนย์วิจัยและพัฒนา ธ.ก.ส. คาดเศรษฐกิจไทย ปี 2560 จะขยายตัว 3.3% (ช่วงคาดการณ์ 2.8-3.8%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก 1.การขยายตัวของภาคการส่งออก 2.การ ฟื้นตัวของภาคเกษตร 3.แรงขับเคลื่อนจากการลงทุนภาครัฐ ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และ 4.ภาคการท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ดี

การคาดการณ์เศรษฐกิจเกษตรไทย ปี 2560 แนวโน้ม ขยายตัว 3.0% (ช่วงคาดการณ์ 2.5-3.5%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัว ส่งผลให้มูลค่าการค้าสินค้าเกษตรโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น

ประกอบกับเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าตามแนวโน้มการเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ รวมทั้งสภาพอากาศและปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตร

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ด้านผลผลิตพืช คาดว่าขยายตัว โดยสาขาพืชเริ่มกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในไตรมาสสุดท้ายปี 2559 หลังประสบปัญหาภัยแล้ง และปริมาณน้ำในเขื่อนสำคัญอยู่ในระดับสูงกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ในปี 2560 ผลผลิตพืชเกษตรมีปริมาณเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวนาปีและข้าวนาปรัง

ด้านปศุสัตว์ คาดว่าขยายตัว เนื่องจากการขยายปริมาณการผลิตเพื่อรองรับความต้องการบริโภคของตลาดที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับปัญหาสภาพอากาศร้อนและแห้งเริ่มคลี่คลายลง ทำให้สัตว์มีการเจริญเติบโตดีขึ้น อาทิ ไก่เนื้อ และสุกร

ด้านประมง คาดว่าขยายตัว เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ขยายการผลิตเพิ่มขึ้นและมีการบริหารจัดการฟาร์มดี อาทิ การใช้พันธุ์กุ้งที่ต้านทานโรคและปรับเปลี่ยนระยะเวลาการเลี้ยงให้สั้นลง ประกอบกับคู่แข่งสำคัญประสบปัญหาโรคระบาด อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจเกษตรไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงจากแนวโน้มเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว นโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐมีแนวโน้มที่เน้นการปฏิรูปและไม่สนับสนุนการเปิดเสรีทางการค้า ทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรมีความเสี่ยงมากขึ้นในสินค้าผลิตภัณฑ์ยาง อาหารทะเลและผลไม้กระป๋องแปรรูป

และแนวโน้มราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น รวมถึงภัยธรรมชาติที่อาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิตภาคเกษตร

คาดว่าปี 2560 สินค้าเกษตรที่จะมีราคาสูงขึ้น ได้แก่ อ้อยโรงงานและน้ำตาลทราย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไก่เนื้อ สุกร และกุ้งขาวแวนนาไม

ส่วนสินค้าเกษตรที่คาดว่าราคาจะลดลง ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ตระหนักถึงความเดือนร้อนของพี่น้องเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ จึงได้ร่วมกับองค์กรภาคเอกชนอย่าง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ที่สนับสนุนอาหารสำเร็จรูปพร้อมน้ำดื่ม เพื่อนำไปแจกจ่ายให้ประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ถูกน้ำท่วมบ้านเรือนอย่างฉับพลัน และเส้นทางสัญจรถูกตัดขาด

“กรมปศุสัตว์ระดมความช่วยเหลือ แก่พี่น้องเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ภาคใต้หลายจังหวัดมาอย่างต่อเนื่อง โดยหลายองค์กรให้การสนับสนุนเพื่อให้กรมฯสามารถนำอาหารน้ำดื่มไปมอบให้ถึงในพื้นที่ประสบภัยขอขอบคุณซีพีเอฟที่ร่วมสนับสนุนภาระกิจของกรมฯในครั้งนี้” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

นายประเสริฐ อนุชิราชีวะ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจสาขาต่างประเทศ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟสนับสนุนกรมปศุสัตว์ในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวใต้ผู้ประสบอุทกภัย ด้วยการมอบผลิตภัณฑ์ข้าวปรุงสำเร็จพร้อมรับประทาน (รีทอร์ต) 3,300 ซอง ไข่สมุนไพร 4,000 ฟอง และน้ำดื่ม 20,000 ขวด และก่อนหน้านี้ ซีพีเอฟได้ผนึกกำลังจากทุกหน่วยงานทั้งสำนักงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในพื้นที่ภาคใต้ นำโดยผู้บริหารและพนักงานซีพีเอฟจิตอาสาจากทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งธุรกิจสัตว์บกและสัตว์น้ำ ร่วมกันลงพื้นที่เพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ของพี่น้องประชาชนชาวใต้อย่างเต็มที่

นับตั้งแต่ภาคใต้ประสบวิกฤตน้ำท่วมจนถึงปัจจุบัน ซีพีเอฟได้สนับสนุนผลิตภัณฑ์อาหารสด อาทิ ไข่ไก่กว่า 1 แสนฟอง เนื้อไก่และเนื้อหมูน้ำหนักรวมกว่า 5 ตัน และน้ำดื่มซีพีกว่า 40,000 ขวด รวมถึงอาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน ข้าวรีทอร์ท 5,700 ซอง ข้าวสาร อาหารแห้งและถุงยังชีพ ขณะเดียวกัน ชาวซีพีเอฟจิตอาสายังร่วมกันลงพื้นที่ช่วยปรุงอาหาร และนำไปแจกจ่ายถึงมือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัยอย่างใกล้ชิด ทั้งในจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง ชุมพร กระบี่ สงขลา สุราษฎร์ธานี และล่าสุดที่ประจวบคีรีขันธ์

สำหรับหน่วยงานที่ซีพีเอฟได้สนับสนุนอาหารสดและน้ำดื่มไปแล้ว ได้แก่ กองทัพภาคที่ 4 เหล่ากาชาดจังหวัดสุราษฎร์ธานี ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจังหวัดชุมพร มูลนิธิมุทิตาจิตธรรมสถานสุราษฎร์ธานี สรรพากรเขตนครศรีธรรมราช งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลตำบลมะกอกเหนือ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช วิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช รวมทั้งยังนำผลิตภัณฑ์อาหารมอบผ่านสื่อมวลชน ทั้ง สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เพื่อร่วมสนับสนุนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก เครือเนชั่น สถานีวิทยุ FM96 จังหวัดกระบี่ และสนับสนุนเนื้อไก่สดและไข่ไก่สถานีโทรทัศน์ TNN24 ที่ลงพื้นที่จัดตั้งโรงครัวปรุงอาหารพร้อมทานให้แก่ประชาชนในพื้นที่บางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบการเปิดตลาดนำเข้าถั่วเหลือง 3 ปี ภายใต้ WTO โดยไม่จำกัดปริมาณ อัตราภาษีนำเข้าร้อยละ 0 ระบุ ผู้มีสิทธินำเข้า 3 กลุ่ม ต้องรับซื้อเมล็ดถั่วเหลืองจากเกษตรกรภายในประเทศ ตามชั้นคุณภาพ ในราคาไม่ต่ำกว่าขั้นต่ำที่กำหนด ได้แก่ เกรดสกัดน้ำมัน เกรดผลิตอาหารสัตว์ และเกรดแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร ในราคากิโลกรัมละ 17.50 บาท 17.75 บาท และ 19.75 บาท ตามลำดับ

นางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2560 เห็นชอบการเปิดตลาดนำเข้าถั่วเหลือง 3 ปี ภายใต้กรอบ WTO โดยให้นำเข้าไม่จำกัดปริมาณ ในอัตราภาษีนำเข้าร้อยละ 0 ซึ่งมีเงื่อนไขให้ผู้มีสิทธินำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองต้องรับซื้อเมล็ดถั่วเหลืองในประเทศจากเกษตรกรทั้งหมดในราคาที่กำหนดตามชั้นคุณภาพ โดยปรับราคารับซื้อขั้นต่ำเพิ่มขึ้นจากปี 2559 กิโลกรัมละ 2 บาท ทุกชั้นคุณภาพ

สำหรับการเปิดตลาดนำเข้าถั่วเหลือง เป็นไปตามมติคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชที่มีรองนายกรัฐมนตรี (พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง) เป็นประธาน โดยผู้มีสิทธินำเข้ามี 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผู้นำเข้าเพื่อสกัดน้ำมัน ได้แก่ สมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว 2. ผู้นำเข้าเพื่อผลิตอาหารสัตว์ ได้แก่ สมาคมปศุสัตว์ไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมส่งเสริมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อเพื่อการส่งออก สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อการส่งออก สมาคมผู้ค้าสินค้าเกษตรกับประเทศเพื่อนบ้าน และสมาคมการค้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูป และ 3.นำเข้าเพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร ได้แก่ บริษัท กรีนสปอต จำกัด บริษัท แลคตาซอย จำกัด บริษัท ไทยเทพรสผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) บริษัท แดรี่ พลัส จำกัด บริษัท ไทยชิม จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด คิคโคเคน บริษัท อาหารสากล จำกัด (มหาชน) บริษัท นอร์ธเทอร์น ฟู้ด คอมเพล็กซ์ จำกัด บริษัท บุญเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัท โทฟุซัง จำกัด บริษัท อุเมะโนะฮานะ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท สหชลพืชผล จำกัด บริษัท หยั่น หว่อ หยุ่น จำกัด บริษัท ซิตี้ฟูด จำกัด บริษัท อินทัชธนกร จำกัด และบริษัท ตอยยีบันฟู้ดส์ จำกัด

ทั้งนี้ ผู้มีสิทธินำเข้าข้างต้น ต้องรับซื้อเมล็ดถั่วเหลืองจากเกษตรกรภายในประเทศตามชั้นคุณภาพในราคาไม่ต่ำกว่าขั้นต่ำที่กำหนด โดยเมล็ดถั่วเหลืองต้องมีความชื้นไม่เกินร้อยละ 13 ของน้ำหนัก มีการกำหนดขนาด สี สิ่งเจือปน เมล็ดเสียและเมล็ดแตก จำแนกออกเป็น 3 ชั้นคุณภาพ ได้แก่ เกรดสกัดน้ำมัน เกรดผลิตอาหารสัตว์ และเกรดแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร ในราคากิโลกรัมละ 17.50 บาท 17.75 บาท และ 19.75 บาท ณ ไร่นา ตามลำดับ และบวกเพิ่มให้กิโลกรัมละ 0.75 บาท สำหรับการรับซื้อ ณ หน้าโรงงาน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองมักจะขายโดยไม่คัดเกรด จึงขอให้เกษตรกรให้ความสำคัญกับการจัดการคัดแยกคุณภาพเมล็ดถั่วเหลือง เพื่อให้ได้ตามชั้นคุณภาพที่กำหนด ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และผลตอบแทนมากขึ้น

วันที่ 13 มกราคม 2560 นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 14 จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำของอ่างเก็บน้ำคลองลอย ต.ร่อนทอง อ.บางสะพาน ระดับน้ำได้ลดลง แต่มียังน้ำไหลผ่านทางระบายน้ำล้นปกติ ด้านข้างสันทำนบระดับน้ำสูงประมาณ 20 เซนติเมตร และมีแนวโน้มลดลง สำหรับทางระบายน้ำล้นฉุกเฉินช่วงกลางทำนบ ขณะนี้ไม่มีน้ำไหลผ่านแล้ว ความเสียหายมีการกัดเซาะดินด้านท้ายจากสาเหตุปริมาณน้ำไหลผ่านแต่ไม่ได้ทำให้อาคารหลักเสียหาย ตัวเขื่อนยังมีความมั่นคงปกติ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ชลประทานได้เข้าสำรวจความเสียหายและตั้งแผนงานซ่อมแซมต่อไป

ส่วนสถานการณ์อ่างเก็บน้ำโป่งสามสิบ น้ำได้ลดต่ำลง ระดับน้ำไหลผ่านทางระบายน้ำล้นสูง 20 เซนติเมตร แนวโน้มลดลง สภาพเขื่อนมีความมั่นคง มีความเสียหายที่ผิวถนนสันเขื่อนและผิวคันดินท้ายทำนบจากน้ำที่ไหลผ่าน ด้านตัวเขื่อนยังมีความมั่นคงปกติ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ชลประทานได้เข้าสำรวจความเสียหายและตั้งแผนงานซ่อมแซมแล้วเช่นกัน

วันที่ 13 มกราคม 2560 พ.ต.อ.พยุหะ บุษบงค์ รองผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 4 จ.สงขลา เปิดเผยว่า ได้บินสำรวจร่องน้ำทะเลสาบสงขลาพื้นที่รอยต่อ จ.สงขลา กับ จ.พัทลุง ขณะนี้ยังคงมีน้ำทะเลหนุนเข้าท่วมพื้นที่ริมทะเลสาบสงขลาของทั้งสองจังหวัดอย่างหนัก มาจากน้ำระบายลงสู่ทะเลอ่าวไทยช้า เนื่องจากจุดที่เป็นเส้นทางระบายน้ำสายหลักจากทะเลสาบสงขลาออกสู่อ่าวไทย เพราะมีสิ่งกีดขวางทางน้ำทั้งสภาพป่ารกและเป็นเนินสันดินตื้นเขิน เชื่อมต่อเป็นแนวยาวระหว่างบ้านคูขุด อ.สทิงพระ จ.สงขลา กับบ้านเกาะโคบ อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง ทำให้น้ำท่วมขังบริเวณริมทะเลสาบสงขลา

พ.ต.อ.พยุหะเปิดเผยว่า จะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมบูรณาการและหาทางแก้ไข โดยเฉพาะการขุดร่องน้ำและขุดสิ่งกีดขวางในจุดที่สามารถทำได้โดยด่วนที่สุด เพื่อให้น้ำระบายลงสู่อ่าวไทยได้เร็วยิ่งขึ้น และจำเป็นต้องรีบดำเนินการแก้ไข เนื่องจากในช่วงวันที่ 17-18 มกราคม พื้นที่ภาคใต้และอ่าวไทยจะมีฝนตกหนักอีกระลอก ได้มีการแจ้งเตือนหากไม่เร่งระบายน้ำจะทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นและท่วมหนักกว่าเดิม

นายธำรงค์ เจริญกุล อดีตผู้ว่าราชการ จ.สงขลา เปิดเผยว่า ตนได้ทำโครงการขุดลอกทะเลสาบสงขลาที่ตื้นเขินและมีวัชพืชปกคลุมบริเวณตรงข้ามเขตห้ามล่าสัตว์ป่าคูขุด อ.สทิงพระ ซึ่งกำลังเป็นปัจจัยหลักของน้ำท่วมพื้นที่ริมทะเลสาบ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนไปหลายพันครอบครัว เนื่องจากน้ำระบายออกทะเลอ่าวไทยช้า แต่หน่วยงานราชการที่ดูแลไม่อนุญาตทำให้โครงการล้มเลิก ทุกหน่วยงานต้องทำงานแบบบูรณาการ จึงจะแก้ปัญหาน้ำท่วมขังพื้นที่รอบทะเลสาบสงขลาได้

วันที่ 13 มกราคม 2560 ที่โรงสีสหกรณ์การเกษตรเมืองศรีสะเกษ จำกัด ต.โพธิ์ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ พนักงานลูกจ้างสหกรณ์การเกษตรเมืองศรีสะเกษ จำกัด จำนวนกว่า 10 คนกำลังเร่งแพคถุงบรรจุข้าวสารหอมมะลิแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ “ข้าวหอมเมืองศรี คัดสรรสิ่งดี มาเพื่อคุณ” จากเครือข่ายสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษทั้ง 16 แห่ง ที่ได้ร่วมใจกันบริจาคช่วยผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดภาคใต้จำนวนกว่า 16 ตัน คิดเป็นเงินมูลค่ากว่า 500,000 บาทเศษ

นายเฉลิมชัย กาลพัฒน์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเมืองศรีสะเกษ จำกัด กล่าวว่า จังหวัดศรีสะเกษร่วมกับเครือข่ายสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ ได้ร่วมกันบริจาคข้าวสารหอมมะลิแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ จำนวน 16 ตัน เพื่อส่งมอบต่อให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ ซึ่งสหกรณ์เมืองศรีสะเกษเป็นหนึ่งเครือข่ายที่ได้ร่วมบรรจุข้าวสารเพื่อส่งมอบให้กับพี่น้องชาวใต้ที่ประสบอุทกภัย ซึ่งขณะอยู่ในขั้นตอนดำเนินการ และจะทำการส่งมอบให้กับ ผวจ.ศรีสะเกษ ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อส่งไปให้การช่วยเหลือชาวใต้ที่ถูกน้ำท่วมอย่างหนักต่อไป

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคใต้ว่า กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่า ในช่วงวันที่ 16-18 มกราคมนี้ จะมีฝนตกในพื้นที่ภาคใต้อีก ทำให้ยังต้องเฝ้าระวัง 3 จังหวัดภาคใต้ คือ นครศรีธรรมราช ตรัง และสุราษฎร์ธานี เพราะขณะนี้ยังมีน้ำท่วมขังอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่ง จึงยังต้องเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้ได้มากที่สุด ก่อนที่จะมีฝนตกลงมาใหม่ ด้วยการใช้ทั้งเครื่องสูบน้ำและผลักดันน้ำ

“ในช่วงวันที่ 16-18 มกราคมนี้ ที่จะมีฝนตกลงมาใหม่ มั่นใจว่าจะไม่มีน้ำท่วมขังมากกว่าเดิม หลังจากที่ได้เร่งผลักดันน้ำออกสู่ทะเล และคาดว่าฝนที่ตกมาใหม่จะมีปริมาณน้อยกว่าครั้งก่อน” นายทองเปลวกล่าว และว่า กรมชลประทานจะยังคงติดตามสถานการณ์น้ำใน 3 จังหวัดอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันได้เตรียมความพร้อมรับมือฝนที่จะตกในภาคใต้อีก ทั้งเครื่องสูบน้ำให้รับกับสถานการณ์ได้ทันท่วงที และได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และรายงานให้กับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้รับมือ

นายทองเปลวกล่าวว่า สถานการณ์ล่าสุด วันที่ 13 มกราคม 2559 บริเวณภาคใต้ตอนบน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขณะนี้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว คงเหลือน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่ง ส่วนระดับน้ำในคลองต่างๆ ลดลงต่ำกว่าตลิ่งแล้ว ส่วนภาคใต้ตอนล่าง พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดพัทลุง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว พื้นที่ในจังหวัดสงขลาบางแห่งที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำยังมีน้ำท่วมขัง ทั้งนี้ กรมชลประทานได้จัดส่งเครื่องสูบน้ำรวม 627 เครื่อง ออกปฏิบัติการสูบระบายน้ำแล้ว 133 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำรวม 163 เครื่อง ออกปฏิบัติการ 78 เครื่อง และยังมีเครื่องจักรเปิดทางน้ำอื่นๆ เข้าไปสนับสนุนเพิ่มเติม คาดหากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่มเติม สถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 1 สัปดาห์

นายทองเปลวกล่าวว่า ในส่วนของอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ภาคใต้ เช่น อ่างเก็บน้ำคลองดินแดง อ่างเก็บน้ำคลองน้ำใส และอ่างเก็บน้ำกะทูน จังหวัดนครศรีธรรมราช อ่างเก็บน้ำคลองหยา อ่างเก็บน้ำห้วยลึก และอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเขียว จังหวัดกระบี่ ยังคงมีน้ำไหลล้นอ่างฯ แต่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนอ่างเก็บน้ำโป่งสามสิบ และอ่างเก็บน้ำคลองลอย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระดับน้ำลดลงต่ำกว่าระดับเก็บกักแล้ว ทำให้มีพื้นที่รองรับน้ำเพิ่มมากขึ้น หากมีฝนตกลงมาเพิ่มในระยะนี้

ปภ.เผย น้ำท่วมใต้สถานการณ์คงที่แล้ว ไร้ดับเพิ่ม แต่แจ้งเตือน 14-19 ม.ค. พายุโหมซ้ำ เตรียมรับมือระลอกใหม่

วันที่ 13 มกราคม 2560 นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ว่า ฝนที่ตกหนักตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึงปัจจุบันส่งผลให้เกิดอุทกภัย วาตภัย น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ภาคใต้และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีจังหวัดได้รับผลกระทบ 12 จังหวัด รวม 119 อำเภอ 721 ตำบล 5,476 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 521,574 ครัวเรือน 1,603,541 คน ผู้เสียชีวิต 36 ราย สูญหาย 1 ราย สถานที่ราชการเสียหาย 17 แห่ง ถนน 592 จุด คอสะพาน 106 แห่ง ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว 4 จังหวัด ได้แก่ ยะลา ระนอง ปัตตานี และนราธิวาส ยังคงมีสถานการณ์ใน 8 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง สงขลา ตรัง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร กระบี่ และประจวบคีรีขันธ์ รวม 76 อำเภอ 455 ตำบล 3,672 หมู่บ้าน โดย จ.พัทลุง มีสถานการณ์น้ำท่วมใน 5 อำเภอ, สงขลามีสถานการณ์น้ำท่วมใน 5 อำเภอ, ตรังมีสถานการณ์น้ำท่วมใน 4 อำเภอ, สุราษฎร์ธานี มีสถานการณ์น้ำท่วมใน 17 อำเภอ, นครศรีธรรมราช มีสถานการณ์น้ำท่วมใน 23 อำเภอ, ชุมพร มีสถานการณ์น้ำท่วมใน 8 อำเภอ, กระบี่ มีสถานการณ์น้ำท่วมใน 5 อำเภอ, ประจวบคีรีขันธ์ มีสถานการณ์น้ำท่วมใน 7 อำเภอ โดยภาพรวมสถานการณ์ในปัจจุบันระดับน้ำลดลงทุกจังหวัดแล้ว

“ในการติดตามสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยา hliworldwatch.org พบว่าฝนตกในภาคใต้ลดลง ทำให้สถานการณ์คลี่คลายและเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ในช่วงวันที่ 14-19 มกราคมนี้มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนตกเพิ่มขึ้น และคลื่นลมมีกำลังแรง จึงได้ประสานจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยและศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมรับมืออุทกภัยและดินถล่ม พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที” นายฉัตรชัยกล่าว

นักวิชาการเกษตร 4 องค์กรจี้รัฐปลดล็อก พ.ร.บ.จีเอ็มโอ หวั่น คกก.สิ้นสุดวาระปิดช่องสู่ สนช. ชี้ความจำเป็นและของประโยชน์เพื่อสอดรับปฏิวัติภาคเกษตรสู่ไทยเเลนด์ 4.0 ด้านกรมวิชาการคุมเข้มเผาทำลายเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองด่านกักกันพืช หลังพบเอกชนรายหนึ่งนำเข้าโดยไม่มีใบอนุญาต

นางดรุณี เอ็ดเวิร์ดส กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพและอดีตนายกสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหารแห่งประเทศไทยกล่าวในเวทีเสวนา”พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพนั้นสำคัญไฉน” จัดโดย 4 องค์กรภาคเกษตร ว่า ประเทศไทยเคยมีความก้าวหน้าในงานวิจัยเเละพัฒนาพืชเทคโนโลยีชีวภาพถึงขั้นอนุญาตให้มีการทดสอบภาคสนามเเต่ต้องถูกระงับไปตามมติคณะรัฐมนตรีทำให้ต้องหยุดชะงักจนกระทั่งเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลได้เปิดทางให้แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขที่ปฏิบัติได้ยากจนปัจจุบันได้มีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ… (GMOs) กลับมาทบทวน และพิจารณาแก้ไขใหม่ก่อนนำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่ยังคงชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด ดังนั้น ทาง 4 สมาพันธ์องค์กรเกษตร จึงมีความเห็นว่า ก่อนที่คณะกรรมการชุดปัจจุบันจะสิ้นสุดวาระลงอยากให้รัฐบาลผลักดันร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เพื่อให้สอดรับกับนโยบายนวัตกรรมไทยเเลนด์ 4.0 อันจะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศโดยรวม

โดยแถลงการณ์มีข้อเรียกร้อง 3 ประการ ได้แก่ 1.รัฐควรจะเปิดโอกาสให้มีงานวิจัยพัฒนาพันธุวิศวกรรมเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ทางการเกษตรควบคู่ไปกับการประเมินความเสี่ยงอย่างเข้มงวด เพื่อจะสอดคล้องกับเเนวนโยบายไทยแลนด์ 4.0

2.หากเกิดกรณีปัญหาจากการใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมสามารถเรียกร้องค่าชดเชยเสียหายได้และ3.สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของพืชจีเอ็มที่ผ่านการประเมินเเล้วไปจำหน่ายต่างประเทศได้ เช่น มะละกอในผลไม้กระป๋อง (Fruit Cocktail)

นายวิชา ธิติประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชเเละวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ทางสมาคมมีความเห็นพ้องว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชเข้ามากำกับดูแลอย่างถูกต้อง ปัจจุบัน 28 ประเทศปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพบนพื้นที่มากกว่า 1,000 ล้านไร่ แต่มีกฎหมายควบคุมชัดเจนว่า ปลอดภัยสามารถปลูกได้ในสัดส่วนที่เหมาะสม ดังนั้น หน่วยงาน และทุกภาคส่วนที่มีความกังวลต้องหันหน้ามาคุยกันว่า จะต้องแก้ไขเรื่องใดไม่ใช่ฟังเสียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ขณะที่ก่อนหน้านี้คณะกรรมการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายให้หยุดร่าง พ.ร.บ.ทั้งที่ผ่านกฤษฎีกา แต่เมื่อมีภาคประชาชนไม่เห็นด้วยก็สั่งให้กลับไปทบทวนอีกครั้ง แต่สิ่งที่น่ากังวลคือรัฐใช้เวลานานเกินไป หากหมดคณะทำงานชุดนี้สิ้นสุดวาระลงจะไม่มีผู้ขับเคลื่อน จึงขอฝากถึงรัฐบาลให้กล้าหาญในการตัดสินใจบนพื้นฐานหลักการทางวิชาการ ขณะเดียวกันเกษตรกรเองต้องกล้าเปล่งเสียง ให้รัฐออกกฎหมายให้เป็นสากลเพื่อก้าวไปสู่การสร้างนวัตกรรมในอนาคต