เกษตรกรประจวบฯ ปลูกพืชได้ผลผลิตดี ด้วยสูตรปุ๋ยหมักแบบไม่

เกษตรอินทรีย์ดีอย่างไร ทำไมเกษตรกรยุคใหม่ถึงหันมาใส่ใจทำกันมากขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดมาจากความเบื่อหน่ายในการทำเกษตรโดยที่ต้องพึ่งสารเคมี ทำให้มีต้นทุนสูง ทำกี่ครั้งก็เป็นหนี้ มิหนำซ้ำยังส่งผลกระทบไปถึงสุขภาพร่างกายที่ทรุดโทรมก่อนวัยอันควร เนื่องจากได้รับสารพิษจากปุ๋ยเคมีที่ฉีดพ่นเข้าไปทุกวัน ดังนั้น จะดีแค่ไหนหากเกษตรกรลองปรับเปลี่ยนทัศนคติแบบเดิมๆ แล้วหันมาพึ่งธรรมชาติ ทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เองเพื่อลดต้นทุนกันให้มากขึ้น ที่นอกจากจะได้สุขภาพที่ดีกลับคืนมาแล้ว เกษตรอินทรีย์ยังถือเป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยปลดหนี้ให้เกษตรกรได้อีกด้วย

คุณศรายุธ คงทะเล หรือ พี่บอย ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ประจวบคีรีขันธ์ อยู่บ้านเลขที่ 123 หมู่ที่ 4 ตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้มีความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเดิมๆ จากเมื่อก่อนมุ่งมั่นทำแต่เกษตรเคมี สุขภาพก็มีแต่จะแย่ลง ลองหันมาปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรแบบเดิมๆ ที่ต้องพึ่งสารเคมีเพียงอย่างเดียว ปรับมาเป็นการทำเกษตรแบบอินทรีย์ ทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เองเพื่อลดต้นทุน ซึ่งก็ได้ผลดีเป็นอย่างมาก แถมปุ๋ยที่หมักไว้ใช้เองยังเปลี่ยนเป็นเงินได้อีกด้วย

พี่บอย เล่าถึงจุดเปลี่ยนในการเลิกทำเกษตรเคมีให้ฟังว่า พื้นเพที่บ้าน พ่อแม่รับราชการควบคู่กับการเป็นเกษตรกรทำไร่ทำสวนไปด้วย ตนจึงมีโอกาสได้คลุกคลีกับสวนกับไร่มาตั้งแต่สมัยเด็ก จนเกิดเป็นความชอบในอาชีพเกษตรกรรมไปโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งปี 49 มีโอกาสไปซื้อที่แถวภาคเหนือ เริ่มจากการทำสวนยางพารา ปลูกแบบใช้สารเคมีทั้งหมด จากนั้นมาทำไร่สับปะรดต่อ ซึ่งการทำไร่สับปะรดก็ยังต้องใช้สารเคมี กลายเป็นวงเวียนที่ไม่จบสิ้น ประกอบกับที่ช่วงนั้นกำลังมีลูกเล็กด้วย จึงตัดสินใจเลิกทำสารเคมี แล้วหันมาศึกษาด้านเกษตรอินทรีย์แทน เพื่อสุขภาพของตัวเองและคนในครอบครัว อยากให้ได้กินอาหารที่ปลอดภัย

เลิกใช้สารเคมี หมักปุ๋ยอินทรีย์
ตามสูตรวิศวกรรมแม่โจ้ไว้ใช้เอง

เจ้าของบอกว่า หลังจากเลิกทำเกษตรเคมีแล้วหันมาทำเกษตรอินทรีย์ ต้องบอกตามตรงว่าตอนเริ่มทำก็ยังไม่เชื่อทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าทำแล้วจะได้ผลจริงๆ แต่ในเมื่อคิดว่าจะเปลี่ยนแล้วก็ต้องทำให้ได้ ซึ่งสิ่งแรกที่นึกถึงและต้องทำให้ได้เป็นอันดับแรกในการทำเกษตรอินทรีย์ก็คือ การทำปุ๋ยไว้ใช้เอง เพราะถ้าทำปุ๋ยเองไม่ได้ ก็ต้องกลับไปวงเวียนเดิม ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้นทุนก็ไม่ลด จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นค้นหาข้อมูลในการทำปุ๋ยหมักจากอินเตอร์เน็ต มีการสอบถามจากผู้รู้ต่างๆ และมาทดลองทำดู ตอนแรกก็ยังไม่สำเร็จ แต่ก็ยังทำไปเรื่อยๆ ผิดพลาดตรงไหน จะอาศัยถามอาจารย์ผู้คิดค้นสูตร แล้วกลับมาแก้ไข จนสุดท้ายเริ่มได้สูตรที่ลงตัว และได้มีการนำมาทดลองใช้ในไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลงทุนค่าปุ๋ยเพียง 4,500 บาท แต่ได้ผลผลิตข้าวโพด ประมาณ 10 ตัน ถือเป็นความสำเร็จขั้นแรกในการทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง

ซึ่งหลังจากทดลองใช้ในไร่ข้าวโพดสำเร็จ ได้มีการนำมาใช้ต่อในสวนผสม ใส่ในสวนมะพร้าว มัลเบอร์รี่ มะนาว และพืชผักสวนครัว บนพื้นที่ 15 ไร่ ทำเป็นเกษตรอินทรีย์ทั้งหมด โดยเน้นทำปุ๋ยไว้ใช้เอง จนกลายเป็นจุดเด่นของที่สวนด้วยสูตรปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง ด้วยการใช้เศษวัสดุเหลือทิ้ง คือหญ้าที่เป็นวัชพืชภายในสวนมาทำเป็นปุ๋ยไว้ใช้เอง และทำขาย จากเมื่อก่อนที่ไม่มีใครเชื่อว่าจะได้ผล แม้แต่คนในบ้านก็ไม่เชื่อว่าปุ๋ยหมักที่ทำไว้ใช้เองจะใช้ได้กับผลผลิตทางการเกษตรจริงๆ จนเมื่อเขาได้เห็นผลสำเร็จของเรา เขาถึงเชื่อและหันกลับมาทำเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง

พี่บอย บอกว่า สูตรปุ๋ยหมักที่ตนทำเป็นสูตรปุ๋ยหมักแบบลดต้นทุน คือการหาวัสดุส่วนผสมที่หาได้ภายในสวนและวัสดุจากท้องถิ่นมาใช้ สามารถนำวัชพืชที่คนอื่นทิ้งมาเปลี่ยนเป็นเงินได้

สูตรที่ทำจะอิงมาจากสูตรปุ๋ยหมักไม่พลิกกลับกองวิศวกรรมแม่โจ้ 1 เป็นสูตรที่ใช้หญ้าทำ เพราะว่าหญ้าเป็นวัชพืชที่มีอยู่ในสวนอยู่แล้ว ซึ่งสูตรนี้เหมาะกับทุกพืช เพราะปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยอินทรีย์จะมีธาตุอาหารครบทุกตัวตามที่พืชต้องการ คือธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม แตกต่างจากปุ๋ยเคมี ที่จะมีธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และไม่ว่าจะทำสูตรอะไร ธาตุอาหารจะครบทุกตัว แต่ว่าธาตุอาหารจะแตกต่างกันไหม ก็ขึ้นอยู่ที่ส่วนผสมที่ใช้และความสะดวกของแต่ละบุคคล ถ้าอยากได้โพแทสเซียมเยอะ ก็ใช้เปลือกผลไม้ หรือบางท่านทำสวนปาล์มอยู่แล้วจะใช้ ทะลายปาล์ม ทางปาล์มสับก็ได้ หรือในท้องถิ่นใครมีผักตบชวาเยอะก็นำมาทำได้เช่นกัน สูตรนี้ห้ามอยู่ 4 อย่าง คือ แกลบ ขี้เรื่อย ขุยมะพร้าว กิ่งไม้ เพราะวัสดุเหล่านี้จะไม่ย่อย นำมาผสมดินปลูกได้ แต่นำมาเป็นส่วนผสมปุ๋ยหมักไม่กลับกองไม่ได้ เพราะว่ามีขนาดที่เล็กเกินไป เมื่อนำมาตั้งกองปุ๋ยอากาศจะเข้าไปไม่ได้ ขั้นตอนการทำมีดังนี้

ส่วนผสมที่สวนวัสดุที่เลือกใช้คือ

หญ้า ที่เป็นส่วนผสมทั่วไป หาได้ง่ายภายในสวน
มูลวัวนม เพราะแถวบ้านเลี้ยงวัวนมเยอะหาง่าย
กากถั่วเหลือง ช่วยเพิ่มไนโตรเจน ถ้าเกษตรกรทั่วไปจะทำไว้ใช้เอง ใส่แค่หญ้ากับมูลวัวก็ได้ แต่ในกรณีทำขายด้วย จึงเพิ่มกากถั่วเหลืองเข้าไป เพื่อเพิ่มคุณภาพให้มากขึ้น
ส่วนผสมมีเพียงเท่านี้ ไม่ต้องผสมกากน้ำตาลเพิ่ม เนื่องจากกากน้ำตาลจะทำให้กองแน่นและมีกลิ่น อัตราการย่อยสลายช้า เพราะที่สวนก็เคยทดลองทำมาแล้วไม่เวิร์ก

อัตราส่วน…ปุ๋ยสูตรนี้จะมีอัตราส่วนที่ตายตัวอยู่แล้ว ถ้าเป็นวัสดุที่ย่อยสลายง่าย เช่น หญ้า หรือฟาง ใช้อัตราส่วน 4:1 หญ้า 4 ส่วน ต่อขี้วัว ขี้หมู หรือขี้ไก่ 1 ส่วน ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นขี้วัวอย่างเดียว แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละพื้นที่ว่าหาอะไรได้ง่ายกว่ากัน แต่ถ้าเป็นวัสดุย่อยสลายยาก เช่น ทะลายปาล์ม ใบไม้ จะใช้อัตราส่วน 3:1 คือ ทะลายปาล์มสับ หรือใบไม้ 3 ส่วน ต่อมูลสัตว์ 1 ส่วน

วิธีการทำ…ปูหญ้าเป็นชั้นแรกตามอัตราส่วน หญ้า 4 เข่ง เกลี่ยให้มีความหนา 10 เซนติเมตร จากนั้นโรยขี้วัว 1 ส่วน ทำแบบนี้ไปจนครบ 15 ชั้น ลักษณะกองปุ๋ยเป็นสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ในแต่ละชั้นเมื่อวางหญ้าและขี้วัวเสร็จให้รดน้ำทุกชั้น หมายความว่าชั้นแรกหญ้ามูลสัตว์เสร็จรดน้ำ รดน้ำจนครบ 15 ชั้น สำหรับเกษตรกรทำไว้ใช้เอง แต่ถ้าจะเพิ่มกากถั่วเหลืองเข้าไป ให้วางหญ้าชั้นแรก ตามด้วยกากถั่วเหลือง แล้วโรยขี้วัวตามจากนั้นรดน้ำ

เทคนิคการรดน้ำ…ในทุกๆ 7-10 วัน ต้องเจาะรูกรอกน้ำเข้าไปในกองปุ๋ย ความห่างของแต่ละรูห่างกัน 40 เซนติเมตร การเจาะรูกรอกน้ำเข้าไป เพื่อให้น้ำลงไปถึงข้างล่าง เพราะลักษณะของกองปุ๋ยจะเป็นทรงพีระมิด ฉะนั้น การเจาะรูของน้ำเพื่อให้น้ำลงไปสร้างความชุ่มชื้นทั่วทั้งกอง ระยะเวลาการกรอกไม่นาน อยู่ที่ความแรงของน้ำ ถ้าน้ำแรง นับ 1-10 แล้วเปลี่ยนรูใหม่ เมื่อรดน้ำเสร็จปิดรูเพื่อรักษาความร้อนไว้ในกองปุ๋ย ห้ามระบายความร้อนออกจากกองปุ๋ย เพราะความร้อนสูงมีความเหมาะสมกับกิจกรรมของจุลินทรีย์

ส่วนการรดปุ๋ยภายนอกกอง…ต้องรดทุกวัน เป็นเวลา 60 วัน ปริมาณการรดมากหรือน้อยให้สังเกตจากน้ำที่ไหลออกจากกองปุ๋ย ถ้าน้ำเริ่มไหลออกมาให้หยุดรด เพราะถ้ารดมากไป น้ำจากกองปุ๋ยที่ออกมามันคือน้ำไนโตรเจนจากขี้วัวจะออกมาด้วย หลังจากนั้น 2 เดือน ให้หยุดรดน้ำ ประมาณ 2 เดือนครึ่ง ทำปุ๋ยให้แห้ง มีความชื้น 30 เปอร์เซ็นต์

วิธีการทำปุ๋ยให้แห้งมีอยู่ 2 แบบ… ถ้าตามหลักวิชาการ คือการนำมาผึ่งในที่ร่ม แต่ถ้าเป็นสูตรวิศวกรรมแม่โจ้ 1 สามารถนำมาวางผึ่งแดดได้ แต่อย่าผึ่งนาน แค่ให้มีความชื้น 30 เปอร์เซ็นต์ ความชื้น 30 เปอร์เซ็นต์ สามารถวัดได้จากวิธีง่ายๆ คือ กำปุ๋ยขึ้นมาแล้วแบมือออก ถ้าปุ๋ยในมือแตกเหลือเป็นก้อนเล็กๆ นั่นคือ สามารถนำไปใช้ได้แล้ว ทำง่ายไม่ต้องกลับกอง

สถานที่เหมาะสมในการหมักปุ๋ย…จะทำกลางแจ้ง ทำในโรงเรือน หรือทำใต้ต้นไม้ก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่า หากทำในโรงเรือนห้ามกั้นคอกเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก หรือถ้าทำใต้ต้นไม้ควรห่างจากโคนต้น ประมาณ 2 เมตร ห้ามทำล้อมรอบโคนต้น เพราะจะทำให้ต้นไม้ตายได้ ข้อดีของทำกลางแจ้งคือ ไม่ต้องลงทุนสร้างโรงเรือน ทำระหว่างต้นไม้ที่ปลูกก็ได้ อย่างเช่น ปลูกปาล์ม กลางร่องปาล์มก็สามารถเอาปุ๋ยตัวนี้ไปทำได้ โดยที่ปาล์มก็จะได้กินปุ๋ยตัวนี้ไปด้วย

ข้อควรระวัง…ให้อากาศถ่ายเท ให้ออกซิเจนเข้าไปได้ ปุ๋ยกองนี้ห้ามเหยียบ ห้ามขึ้นไปย่ำบนกองเพื่อให้อากาศหมุนเวียนง่าย เพราะวิธีการทำปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกองนี้จะมีความร้อนในกอง สัปดาห์แรกจะสูง มีคนเคยวัดได้สูงถึง 70 องศา ทีนี้ความร้อนจะลอยขึ้นข้างบน อากาศและออกซิเจนจะเข้าข้างล่าง มีการหมุนเวียนตลอดเวลา จึงห้ามเหยียบกองหรือทำให้กองแน่น เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก

ปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง แตกต่างจาก
ปุ๋ยหมักแบบกลับกอง อย่างไร

ต่างกันในเรื่องของแรงงาน สามารถทำคนเดียวได้ และได้ปุ๋ยปริมาณที่มาก แต่ถ้าปุ๋ยกลับกองต้องมากลับกองทุกสัปดาห์ ถ้าทำเป็นกองใหญ่จะต้องจ้างแรงงานมาช่วยกลับกอง หรือต้องใช้เครื่องจักรในการช่วยกลับกอง ซึ่งการที่ต้องกลับกองปุ๋ยเพื่อเติมออกซิเจนเข้าไปในกองปุ๋ย แต่ถ้าเป็นปุ๋ยแบบไม่กลับกอง คือออกซิเจนจะไหลเวียนได้ตลอดเพราะว่ากองไม่แน่น แต่ประสิทธิภาพออกมาใกล้เคียงกัน เป็นวิธีที่ง่าย ใช้วัสดุที่เหลือทางการเกษตรมาทำได้เกือบทุกชนิด

ต้นทุนค่าผลิตปุ๋ย…

เจ้าของบอกว่า ที่สวนตัดหญ้าเอง ขี้วัว ซื้อกระสอบละ 25-30 บาท เขาจะมีสูตรคำนวณที่ว่า ปุ๋ยหน้ากว้าง 2.5 เมตร ยาว 4 เมตร สูง 1.5 เมตร จะได้ปุ๋ยปริมาณ 1 ตัน ใช้ขี้วัว ประมาณ 30 ลูก ฉะนั้น ปุ๋ย 1 ตัน ใช้เงินลงทุนแค่ไม่ถึงหลัก 1,000 บาท ต่างจากต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีมาก

ปริมาณการใช้ แล้วแต่การนำไปใช้ ของที่สวน ใส่ต้นละ 5-10 กิโลกรัม แต่ถ้าพื้นที่ไม่ดี ต้องการปรับปรุงบำรุงดินให้ดีก็ใส่มากหน่อย อาจจะใส่ 2 กิโลกรัม ต่อ 1 ตารางเมตร ถ้าอยากประหยัดหน่อยให้ลดลงมาเหลือ 1 กิโลกรัม ต่อ 1 ตารางเมตร

ซึ่งการทดลองใช้ปุ๋ยและทำเกษตรอินทรีย์มาเป็นระยะเวลากว่า 5 ปี ผลผลิตที่สวนปลูกโดยใช้ปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกองทั้งหมด ผลผลิตที่ปลูกออกมาดี ใส่อะไรก็ได้กิน ใส่มัลเบอร์รี่ก็ออกผลดี ใส่มะพร้าวต้นสมบูรณ์ เก็บขายผ่านช่องทางออนไลน์ และอีกส่วนมีคนมาซื้อถึงสวน เพราะเขาเห็นว่าเป็นผลไม้อินทรีย์

รายได้… เป็นรายได้เสริมที่สร้างรายได้อยู่ในเกณฑ์ดี มีลูกค้าประจำในกลุ่มอาจารย์หรือเกษตรกรที่สนใจทำเกษตรอินทรีย์ การผลิตไม่ได้ใหญ่โตอะไร ใช้เพียงเครื่องจักรขนาดเล็ก ผลตอบรับปุ๋ยดี ลูกค้าที่เคยซื้อไปใช้กลับมาซื้อซ้ำๆ 1 ถุง บรรจุ 25 กิโลกรัม ราคา 300 บาท หรือมือใหม่หัดปลูกไม่อยากซื้อเยอะ ก็จะมีไซซ์กระสอบเล็ก บรรจุ 5 กิโลกรัม ราคา 70 บาท สามารถนำไปผสมดินปลูกผักได้ บริการจัดส่งตามน้ำหนักจริง

ข้อดี ของปุ๋ยหมัก

“จากเมื่อก่อนเข้าใจว่า การใส่ปุ๋ยหมักแล้วพืชกินได้ช้า และนานกว่าพืชจะมาใช้ประโยชน์ได้ แต่จากการที่ได้ทดลองปลูก ทดลองทำมา ใส่ปุ๋ยที่หมักเองไปเพียง 1 อาทิตย์ จากผักต้นเล็กก็โตขึ้นและเขียวขึ้น ไม่ต้องรอนานเดือนหรือสองเดือน พืชสามารถนำไปใช้ได้เลย และยังช่วยประหยัดต้นทุน เราสามารถนำวัชพืชที่คนอื่นทิ้ง แต่เรานำกลับมาทำเป็นปุ๋ย แล้วก็เปลี่ยนหญ้าพวกนี้ให้เป็นเงินได้อีกทางหนึ่ง” คุณสรายุธ กล่าวทิ้งท้าย

“เห็ด” เป็นผลผลิตทางการเกษตรที่เกษตรกรนิยมเพาะปลูกเพื่อเป็นอาชีพเสริมเนื่องจากใช้พื้นที่น้อย ดูแลค่อนข้างง่าย ราคาสูง อีกทั้งมีคุณค่าทางอาหารและโภชนาการสูง โดยมีปริมาณโปรตีนและเส้นใยสูง แต่มีไขมันต่ำ อย่างไรก็ตาม การเพาะเห็ดสามารถเลือกใช้วัสดุปลูกได้หลายชนิดซึ่งในพื้นที่ภาคใต้มีการปลูกปาล์มน้ำมันจำนวนมาก ดังนั้น การใช้ “ทะลายปาล์มน้ำมัน” จึงเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่น่าสนใจและสามารถนำมาใช้เพาะเห็ดได้ ซึ่งทะลายปาล์มเป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจากการสกัดน้ำมัน เกษตรกรสามารถหาได้จากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มที่มีมากหรือใช้ทะลายปาล์มเปล่าในสวนปาล์มน้ำมัน ทั้งนี้ การเลือกใช้ทะลายปาล์มน้ำมันมาเพาะเห็ด เหมาะสมกับการหารายได้จากของที่มีอยู่ในท้องถิ่นในยุคที่เกิดโรคระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้เกิดรายได้แก่เกษตรกร

ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มีแรงงานในภาคอุตสาหกรรมจำนวนไม่น้อยได้ถูกเลิกจ้างงานและเดินทางกลับภูมิลำเนาเข้าสู่ภาคการเกษตร ได้มีความสนใจเพาะเห็ดฟางด้วยทะลายปาล์มน้ำมันซึ่งใช้ระยะเวลาในช่วงสั้นก็สามารถให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

คุณสุบิน เกตุแก้ว เกษตรกร หมู่ที่ 8 ตำบลนาวง อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เผยว่า ตนเองเป็นเกษตรกรทำสวนยางพารา มีความสนใจเพาะเห็ดฟางด้วยทะลายปาล์ม ซึ่งพยายามค้นหาข้อมูลและคำแนะนำจากผู้ที่มีประสบการณ์ในการเพาะเห็ดจนได้ โดยได้มาลงมือทำด้วยตัวเองจนสร้างรายได้เดือนละ 5,000-8,000 บาทต่อเดือน

คุณสุบิน กล่าวว่า สภาพพื้นที่เราเหมาะสมหลายด้าน เช่น ทะลายปาล์มน้ำมัน หาได้ง่ายใกล้โรงงาน การขนส่งสะดวก และมีสวนปาล์มที่ให้ผลผลิตแล้วมากมาย นอกจากนี้ เกษตรกรสามารถใช้พื้นที่สวนยางพาราหรือสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งเมื่อเสร็จสิ้นรอบการผลิตเห็ดฟาง ทำให้สวนยางและปาล์มโล่งเตียน และก่อให้เกิดปุ๋ยอินทรีย์จำนวนมาก คุณสุบินแนะนำการเพาะเห็ดฟางด้วยทะลายปาล์มให้แก่เกษตรกรที่สนใจ โดยมีขั้นตอนและวิธีการเพาะ ดังนี้

ขั้นที่ 1 การหมักทะลายปาล์ม ควรจัดกองทะลายปาล์ม สูงประมาณ 1.20 เมตร ใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) 5 กิโลกรัมต่อทะลายปาล์ม 1 คันรถสิบล้อ หว่านให้ทั่วหลังกอง แล้วฉีดน้ำที่มีแรงดันสูง ฉีดให้ทั่ว ประมาณ 15-20 นาที คลุมด้วยผ้าพลาสติกดำให้มิดชิด อย่าให้อากาศผ่านเข้า-ออกได้ วันที่ 3 เปิดผ้าพลาสติกดำ แล้วเก็บข้างกองขึ้นหลังกอง แล้วฉีดน้ำที่มีแรงดันสูงอีกครั้งหนึ่ง แล้วปิดผ้าพลาสติกไว้เหมือนเดิม ทำเช่นนี้ 2-3 ครั้ง ใช้เวลาหมัก 5-7 วัน ก็สามารถนำมาเพาะเห็ดได้

ขั้นที่ 2 การวางเรียงทะลายปาล์มบนแปลงเพาะ ใช้จอบพลิกหน้าดิน แล้วโรยปูนขาว เพื่อฆ่าเชื้อในดิน และปรับสภาพดิน นำทะลายปาล์มที่ผ่านการหมักแล้วมาวางเรียงในลักษณะทับเอน ให้หัวทะลายปาล์มอยู่ด้านล่าง จัดทะลายปาล์มให้กองสูง 20-30 เซนติเมตร ความกว้างของแปลง 75 เซนติเมตร (ขนาดประมาณ 3 ทะลาย) ความยาว 4 เมตรต่อร่อง เมื่อจัดทะลายปาล์มเสร็จแล้วให้ใช้น้ำที่มีแรงดันสูงฉีดพร้อมนวดทะลายปาล์ม จนกระทั่งน้ำที่ไหลออกมาจากกองเป็นน้ำใส และในการฉีดล้างเพื่อให้คราบน้ำมันทะลายปาล์มออกไปด้วย จะเห็นลักษณะกองจะเรียบ และสีของทะลายปาล์มจะซีดลง

ขั้นที่ 3 การโรยเชื้อเห็ด คัดเชื้อที่มีคุณภาพ นำมายุ่ยก้อนเชื้อในภาชนะที่สะอาด โดยใช้เชื้อเห็ดประมาณ 3 ถุง (5 กิโลกรัมต่อถุง) ต่อร่อง (ยาว 4 เมตร) ในการเตรียมเชื้อเห็ดต้องทำด้วยความระมัดระวังอย่าให้ปนเปื้อน หรืออาจใช้อาหารเสริมผสมคลุกเคล้าเชื้อเห็ด อาหารเสริม 1 ถุง สามารถผสมในก้อนเชื้อ 10-12 ก้อน การโรยเชื้อ ให้หว่านห่างจากขอบแปลงเข้าไป 5 เซนติเมตร โดยหว่านให้รอบขอบแปลงก่อน แล้วหว่านให้ทั่วบนแปลง หลังจากนั้นใช้พลาสติกดำคลุมชิดติดกองไว้ 3 วัน เพื่อให้เส้นใยเห็ดเดิน

ขั้นที่ 4 การขึ้นโครง หลังจากคลุมพลาสติกดำชิดติดกอง 3 วันแล้ว วันที่ 4 ก็ให้ทำการขึ้นโครง โดยใช้ไม้ไผ่ผ่าซีก ขนาด 1 นิ้ว ยาว 2 เมตร ปักให้ห่างจากกองเพาะประมาณ 1 คืบ ระยะ 50 เซนติเมตรต่ออัน แล้วฉีดตัดเส้นใย โดยใช้น้ำ 20 ลิตร ปุ๋ยเกล็ด (ทุ่งเศรษฐี) 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลกลูโคส 1 ช้อนโต๊ะ ฉีดเป็นละอองฝอย (การฉีดแบบฉีดผ่านๆ ไม่ต้องให้โชก) หลังจากนั้นคลุมด้วยพลาสติกดำที่ใช้คลุมชิดติดกอง คลุมกองโดยดึงให้หลังกองตึง แล้วใช้ทะลายปาล์มเปล่า หรืออิฐวางทับให้รอบแปลงเพื่อป้องกันลมกระพือผ้าพลาสติก

ขั้นที่ 5 การดูแลรักษาแปลงเพาะ วันที่ 5, 6, 7 ให้เปิดระบายอากาศวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ครั้งละ 10-15 นาที ในช่วงอากาศร้อนให้เปิดผ้าพลาสติกหัวท้ายขนาดฝ่ามือเพื่อระบายอากาศ คอยสังเกตความชื้นบนกองเพาะให้ความชื้นพอหมาดๆ อยู่เสมอ ถ้าหน้ากองเพาะมีสภาพแห้ง ให้รดน้ำข้างกอง (แต่อย่าเปิดผ้ายางออก) กองเพาะค่อยๆ ดูดความชื้น เฝ้าระวังอย่าให้ลมกระพือผ้าพลาสติกคลุมกองออก ระวังสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ที่อาจเข้าไปทำลายแปลงเพาะ ประมาณวันที่ 9 และ 10 กองเห็ดเริ่มมีดอก และเก็บผลผลิตได้ในวันที่ 11, 12 ของการเพาะ

คุณสุบิน กล่าวว่า การเพาะเห็ดฟางจากทะลายปาล์มน้ำมันให้ผลตอบแทนที่รวดเร็วและคุ้มค่าต่อการลงทุน โดยต้นทุนหลักการผลิตเห็ดฟาง 30 ร่อง ได้แก่ ค่าทะลายปาล์มน้ำมัน 1 คันรถหกล้อ 2,500 บาท ค่าหัวเชื้อเห็ด และอาหารเสริม 1,720 บาท ค่าผ้ายาง 1,590 บาท สรุปต้นทุนต่อรอบเท่ากับ 5,810 บาท โดยต่อรอบจะได้เห็ดฟาง 220-250 กิโลกรัม ทางคุณสุบินขายเห็ดฟางกิโลกรัมละ 50-55 บาท

สุดท้าย คุณสุบินแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจทำเกษตร ไม่ว่าจะปลูกพืชชนิดไหน ทำเกษตรต้องใส่ใจ ดูแล เรียนรู้ตลอดเวลา ซึ่งการเพาะเห็ดฟางเป็นอาชีพเสริมที่น่าสนใจ โดย “เพาะง่าย ใช้เวลาน้อย รายได้ดี”

พริก กับคนไทยเป็นของคู่กันมาช้านาน ในสำรับกับข้าวของคนไทยจึงไม่เคยขาดอาหารจานเผ็ด ไม่ว่าจะเป็น ต้ม ผัด แกง แม้แต่ของทอดยังต้องมีน้ำจิ้มรสเผ็ดเป็นของคู่กัน แต่ในวันนี้วันที่คนกินหวาดหวั่นพรั่นพรึงกับสารเคมีที่ปะปนอยู่กับผลผลิตเกษตร พริกที่คนไทยกินใช้กันเยอะก็ถูกตั้งข้อกังขาไปด้วย ดังนั้น ฉบับนี้รันตีจึงขอนำท่านบุกเข้าไปในแนวป่า ฝ่าถนนลูกรัง ลัดตัดหลังทุ่งเพื่อมุ่งหน้าไปหาสวนพริกที่กาญจนบุรี สวนพริกที่นี่พยายามจะใช้สารอินทรีย์ชีวภาพให้มากขึ้น ลดสารเคมีให้น้อยลง อยู่ในระดับที่สมดุลเพื่อไม่ให้ตกค้างมาถึงคนกินอย่างเราท่าน เกษตรกรผู้ปลูกพริกที่นี่มีดีอย่างไร จึงทำให้รันตีต้องพาหนังหน้าสวยๆ ไปตากแดด ตากลม ก้นระบมกับการนั่งรถ เดี๋ยวจะได้รู้กันค่ะ

ปลูกพริกอาศัยน้ำฝน พาท่านมาพบกับ aussierulesinternational.com คุณสมยศ นิลเขียว เกษตรกรผู้ปลูกพริกที่บ้านโป่งกะอิฐ ตำบลหนองขาว อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี คุณสมยศ เล่าว่า มีพื้นที่ปลูกพริกอยู่ 3 ไร่ ในแต่ละปีจะปลูกพืชหมุนเวียนคือ ปลูกผักชีสลับกับพริก โดยจะหว่านผักชีก่อนในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากหว่านแล้ว 45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผักชีได้ จากนั้นจึงตัดหญ้าโดยใช้เครื่องตัดหญ้าแบบสะพาย ตัดหญ้าออกให้หมดก่อนที่จะปลูกพริกต่อไป สำหรับพริกที่คุณสมยศปลูกจะใช้พริกพันธุ์ดวงมณี ซึ่งเป็นพริกพันธุ์เบา ข้อดีของพริกพันธุ์นี้คือ ออกผลผลิตได้ก่อนพันธุ์อื่นๆ มีต้นเตี้ย แต่มีปัญหาอยู่บ้างคือ พริกพันธุ์นี้ไม่ค่อยทนต่อโรค คุณสมยศ บอกว่า การปลูกพริกของเกษตรกรในเขตนี้จะอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก โดยจะเริ่มต้นปลูกพริกช่วงเดือนเมษายน เกษตรกรจะใช้ต้นกล้าพริกที่เพาะไว้ ซึ่งมีอายุประมาณ 1 เดือน ปลูกเป็นแถว ระยะห่างประมาณ 30×30 เซนติเมตร หลังจากปลูกแล้วจะให้ปุ๋ยหมักชีวภาพ ที่มีสูตร ขี้หมู น้ำหมักหมู (ขี้หมู ผสมน้ำแช่เศษผัก 1 คืน) ฉีดพ่น ในส่วนวัชพืช หญ้าต่างๆ ก็จะใช้วิธีถอนเอา แทนการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช

คุณสมยศ เล่าต่อไปว่า “ผมพยายามเรียนรู้และสนับสนุนให้เกษตรกรในเขตนี้หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพให้มากขึ้น โดยตัวของผมเองได้พยายามนำมาใช้ก่อน เพื่อให้คนอื่นๆ เห็นผล ใช้อินทรีย์ชีวภาพผสมกับปุ๋ยเคมีซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ” วิธีการดูแลแปลงพริกของคุณสมยศมีดังนี้ ก่อนพริกออกดอกจะให้ปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 หรือ ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอก็ได้ ให้ในอัตรา ไร่ละ 5 กิโลกรัม โดยโรยปุ๋ยใต้ทรงพุ่มพริก ส่วนสารเคมีฆ่าหญ้า กำจัดวัชพืชนั้น คุณสมยศจะไม่ใช้ แต่ใช้การถอนเป็นหลัก พริกที่ปลูกคุณสมยศจะเก็บครั้งแรกหลังจากปลูกไปได้ประมาณ 3 เดือน ก็จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตไปได้จนถึง 7 เดือน คือสิ้นสุดที่เดือนธันวาคม ผลผลิตก็จะลดลงจนไม่คุ้มค่าจ้างเก็บเกี่ยว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับฝนด้วย หากปีไหนฝนดีก็อาจจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานกว่านั้นด้วย

คุณสมยศ บอกว่า ในช่วงเริ่มต้นเก็บเกี่ยวผลผลิตจะเก็บได้น้อยหน่อย แต่หลังจากนั้นผลผลิตจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การเก็บเกี่ยวจะเลือกเก็บเฉพาะพริกเมล็ดแดง หรือแบบที่ชาวบ้านเรียกว่า มันปู หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตครั้งแรกแล้วก็จะเก็บเกี่ยวได้อีกทุกสัปดาห์ ปริมาณผลผลิตที่เก็บได้คือ ครั้งละประมาณ 50 กิโลกรัม ต่อไร่ ในช่วงที่พริกให้ผลผลิตคุณสมยศจะฉีดน้ำหมักหมูทุกสัปดาห์ และจะต้องหมั่นตรวจสอบโรคระบาดในแปลงพริกอย่างสม่ำเสมอ จะต้องคอยตรวจดูว่ามีโรคระบาดในแปลงข้างเคียงหรือไม่ ระบาดในแปลงของเราหรือไม่ หากมีโรคแอนแทรกโนสระบาดให้ใช้เคมีป้องกันกำจัด แต่คุณสมยศบอกว่าเรื่องโรคระบาดของพริกในพื้นที่โซนนี้มีไม่มากนัก โรคระบาดไม่หนัก ในส่วนแมลงศัตรูพืชก็ยังมีน้อย มีปัญหาไส้เดือนฝอยระบาดอยู่บ้าง แต่ก็แก้ไขได้โดยต้องทิ้งดินไว้สักระยะก่อนจะปลูกใหม่ ไส้เดือนฝอยก็จะหายไป ส่วนหนอนมีการระบาดบ้างแต่ยังไม่ถึงกับเสียหายมากนัก ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากมีการปลูกพืชหมุนเวียนหลายชนิดในพื้นที่ จึงทำให้ศัตรูพืชต่างๆ ยังไม่รุนแรง สำหรับปริมาณผลผลิตพริกของคุณสมยศ ตั้งแต่เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้จนถึงต้นพริกตาย จะได้ผลผลิตประมาณ ไร่ละ 1 ตัน