เกษตรกรประจวบฯ ปลูกว่านหางจระเข้ส่งโรงงาน ปลูกครั้งเดียว

ทุนต่ำ ให้ผลผลิต 10 ปี ว่านหางจระเข้ สมุนไพรชั้นดี สรรพคุณทางยามากมาย ทั้งช่วยรักษาแผล หรือสมานแผล ช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนของแผลที่เกิดจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ว่านหางจระเข้ก็ช่วยได้ และนอกจากเป็นสมุนไพรรักษาแผลที่ดีแล้ว ด้วยในปัจจุบันนวัตกรรมที่ก้าวไกล มีผู้คิดค้นวิจัยนำว่านหางจระเข้มาทำเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า ผิวกาย มากมาย

ทำให้ปริมาณความต้องการว่านหางจระเข้มีมากขึ้น ส่งผลดีต่อรายได้ของเกษตรกรในประเทศไทยเป็นอย่างดี ซึ่งแหล่งปลูกสำคัญอยู่ทางภาคตะวันตกที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ การปลูกว่านหางจระเข้ส่งโรงงาน ถือเป็นอาชีพสร้างรายได้ดีให้กับเกษตรกรแถวนั้นมานานกว่า 30 ปี และปัจจุบันนี้ได้สืบทอดมาถึงรุ่นลูก ตลาดก็ยังสดใสอยู่

คุณธนัชญาน์ มีสวัสดิ์ หรือ คุณจูน อยู่บ้านเลขที่ 84 หมู่ที่ 10 ตำบลบ่อนอก อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เกษตรกรสาวผู้สืบทอดงานเกษตรกรรมจากครอบครัว เล่าว่า ครอบครัวของตนทำไร่ปลูกว่านหางจระเข้ส่งโรงงานมานานมากกว่า 30 ปี ทำมาตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อเริ่มปลูก เพราะตอนนั้นมีนายทุนมาแนะนำพันธุ์ให้ปลูกและรับซื้อ จึงเริ่มปลูกมาตั้งแต่นั้น แต่ก่อนที่คุณจูนจะหันมาสานต่องานของครอบครัว คุณจูนได้ทำงานในตำแหน่งฝ่ายบุคคล ที่โรงงานแห่งหนึ่งมาก่อน เมื่อรู้สึกอิ่มตัวกับงานที่ทำ ประกอบกับที่บ้านคนไม่พอ จึงลาออกจากงานเพื่อมาช่วยที่บ้านอย่างเต็มตัว

คุณจูน เริ่มต้นเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัวมาเป็นเวลากว่า 4 ปี โดยพื้นที่แถบจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกพืชหลักๆ อยู่ 2 ชนิด คือ ว่านหางจระเข้ และสับปะรด สาเหตุที่เลือกปลูกว่านหางจระเข้ เพราะที่บ้านเราทำมาก่อน และอีกอย่างคือ ว่านหางจระเข้ เป็นพืชที่ปลูกง่าย ใช้น้ำน้อย สารเคมีแทบไม่ต้องใช้ และเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนเหนียวถือว่าเหมาะมากกับพื้นที่ของเรา

ว่านหางจระเข้ ปลูกไม่ยาก
ปลูกครั้งเดียวเก็บขายได้นาน 10 ปี
การปลูกว่านหางจระเข้ปลูกง่าย ใช้น้ำน้อย พันธุ์ที่ปลูกคือ พันธุ์บาบาเดนซิส ลักษณะเด่นคือ กาบใหญ่ เนื้อเยอะ มีสรรพคุณทางยามากมาย วิธีการปลูก
ปลูกโดยการใช้หน่อ หากเป็นมือใหม่อาจต้องมีต้นทุนในการซื้อหน่อมาปลูก หน่อก็มีหลายราคาให้เลือก ขึ้นอยู่กับขนาดของหน่อ เริ่มต้นตั้งแต่ 10-100 บาท ถ้าหน่อใหญ่ระยะเวลาการปลูกให้ผลผลิตก็จะเร็วขึ้น

ตอนนี้ที่ไร่ปลูกว่านหางจระเข้ประมาณ 25-30 ไร่ การปลูกไม่ยาก มีการไถดินสองรอบ รอบแรกไถดะ รอบที่สองไถแปร หากพื้นที่ตรงไหนมีน้ำขังให้ชักร่องปลูกให้น้ำไหลออก เพราะว่านหางจระเข้เป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำ หากพื้นที่ไหนมีน้ำขังรากจะเน่า

ควรเว้นระยะห่างระหว่างร่อง 1 เมตร ระหว่างต้น 1 ศอก ระยะนี้ถือเป็นระยะที่เหมาะสม เพราะถ้าปลูกถี่เกินไปเมื่อต้นโตกาบจะชนกัน ส่งผลทำให้การเจริญเติบไม่ดีเท่าที่ควร และหมั่นทำความสะอาดแปลง กำจัดวัชพืชอย่าให้ขึ้นสูง

ระบบน้ำ… ว่านหางจระเข้ เป็นพืชทนแล้ง ไม่ต้องการน้ำมาก 1 สัปดาห์ รดน้ำสัก 1 ครั้ง โดยการติดตั้งระบบน้ำสปริงเกลอร์เปิดรดช่วงตอนเย็น เพราะอากาศเย็นว่านหางจระเข้จะรับน้ำได้อย่างเต็มที่ หากรดช่วงที่อากาศร้อนจะทำให้ว่านหางจระเข้รากเน่า ระยะเวลาในการรดน้ำ 1 ชั่วโมง ถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง

ปุ๋ย… ไม่ต้องใส่มาก ในระยะ 1-2 ปีแรกไม่ต้องใส่ปุ๋ย เพราะว่าช่วงปีแรกๆ ว่านหางจระเข้จะสมบูรณ์มาก ถ้าใส่ไปอาจทำให้เน่า แนะนำให้เริ่มใส่ปุ๋ยช่วงปีที่ 3 ใส่เพียงปีละครั้ง ใส่สูตร 21-0-0

แมลงศัตรูพืช…มีบ้าง แต่ไม่มีผลกับว่านหางจระเข้ อาจมีรอยที่ใบบ้าง แต่ไม่มีผลต่อเนื้อข้างใน ระยะเวลานาน ในการให้ผลผลิต
ว่านหางจระเข้ ถือเป็นพืชที่ลงทุนน้อยแต่ผลตอบแทนมาก เพราะปลูกเพียงครั้งเดียวสามารถเก็บผลผลิตขายได้ทุกเดือน นานถึง 10 ปี แต่การปลูกครั้งแรกต้องรอนาน 8-9 เดือน และหลังจากนั้นสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตขายได้ทุกเดือน โดยระยะในการปลูกครั้งแรก ประมาณ 8-9 เดือน หลังจากนั้นสามารถเก็บผลผลิตได้ทุกเดือน ในสมัยรุ่นพ่อปลูกครั้งหนึ่งเก็บได้นานเป็น 10 ปี แต่พอมาถึงรุ่นคุณจูนลดลงมาเหลือแค่ 5-6 ปี แล้วไถทิ้งปลูกใหม่ ด้วยเหตุผลที่ว่าเอาไว้นานมากกาบจะเล็ก แต่ถ้าหากตลาดรับซื้อไม่เกี่ยงขนาด ก็สามารถอยู่ได้ถึง 10 ปี

ผลผลิตต่อไร่ …ระยะเวลาการตัดแล้วแต่เกษตรกรบางรายนะ ตัดแบบ 20 วัน ตัดครั้งหนึ่ง หรือ 1 เดือน ตัดครั้ง ถ้าทิ้งไว้ 1 เดือน จะได้กาบที่ใหญ่และน้ำหนักดี ผลผลิต 3.5-4 ตัน ต่อไร่ ต่อเดือน ส่งขายได้ กิโลกรัมละ 2.5-3 บาท ถือว่าสร้างรายได้ดีมาก

ต้นทุนการผลิตหลักหมื่น เก็บขายได้หลักแสน
เจ้าของบอกว่า ที่ไร่ไม่มีต้นทุนค่าหน่อ เพราะเราคัดหน่อจากไร่เราเอง แต่ถ้าเกษตรกรมือใหม่รวมต้นทุนค่าหน่อ ค่าอุปกรณ์ ค่าคนงาน ทุกอย่างแล้วตกไร่ละไม่เกิน 20,000 บาท หน่อที่ขายมีหลายราคาให้เลือก ขึ้นอยู่กับขนาดของหน่อเริ่มต้นตั้งแต่ 10-100 บาท ถ้าหน่อใหญ่ระยะเวลาการปลูกให้ผลผลิตก็จะเร็วขึ้น ยิ่งถ้าทำกันเองเป็นครอบครัวต้นทุนก็จะลดลง และคุ้มมากในระยะยาว

เก็บผลผลิตส่งโรงงาน และทำตลาดออนไลน์เอง
ผลผลิตมีเยอะเท่าไร ก็ไม่พอขาย
ปัจจุบันนี้ คุณจูน ปลูกว่านหางจระเข้ส่งทั้งหมด 5 โรงงาน ส่งโรงงานละ 3 ตัน และยังทำตลาดออนไลน์ขายเองอีกช่องทางหนึ่ง โดยการตลาดที่ทำส่งโรงงาน คุณจูน บอกว่า ตนโชคดีที่มีครอบครัวเริ่มต้นการตลาดมาให้แล้วระดับหนึ่ง เพราะคุณพ่อสร้างมาตรฐานโควต้าส่งโรงงานไว้ได้ดี ผลจึงส่งมาถึงตนในปัจจุบันนี้ ตัวเกษตรกรเองก็ต้องมีความซื่อสัตย์ ทางโรงงานก็จะสั่งออเดอร์มาเรื่อยๆ

อย่างช่วงที่ออกมาเยอะ เราก็ไม่เดือดร้อน ไม่มีปัญหาล้นตลาด เพราะเรารักษามาตรฐานมาตลอด อย่างถ้าช่วงไหนผลผลิตหายาก ทางโรงงานก็จะโทร.มาให้ช่วยหา เราก็หาส่งให้เขาตลอด จะมีมากมีน้อยก็ส่ง เราจะไม่ปฏิเสธลูกค้า โดยมาตรฐานการรับซื้อทั้ง 9 โรงงาน จะแตกต่างกันออกไป บางโรงงานส่งใบเล็ก ได้น้ำหนักต่อกาบ 3-4 ขีด บางโรงงานตั้งมาตรฐาน ต้องน้ำหนัก 5 ขีดขึ้นไป ต่อกาบ ถ้าสมมุติผลผลิตเราตรงต่อความต้องการมาตลอด ทางโรงงานก็จะคัดให้เราอยู่ในผู้ส่งชั้นดี ดังนั้น เมื่อมีโควต้ามา ทางโรงงานก็จะกันไว้ให้เราเป็นอันดับต้นๆ

สำหรับการตลาดออนไลน์…นอกจากจะทำส่งทั้ง 5 โรงงานแล้ว คุณจูน ยังหาช่องทางการตลาดเพิ่ม คือเปิดทางเฟซบุ๊ก ไลน์ ด้วยเหตุผลที่ว่าลองหาตลาดเล่นๆ ได้เงินเป็นรายสัปดาห์มาไว้ใช้จ่ายในครอบครัว ส่วนรายได้ที่ส่งโรงงานก็ถือเป็นเงินเก็บ การเปิดรับออเดอร์ทางเฟซบุ๊กและไลน์ 1 สัปดาห์ คุณจูน จะเปิดรับและส่งของทุกวันอังคารและวันพฤหัสบดี มีลูกค้าเข้ามาทุกสัปดาห์ มีเจ้าประจำหลายราย สั่งครั้งละ 20-30 กิโลกรัม ขายเป็นกาบสด ตัดมาไม่ให้เข้าเนื้อ แล้วนำมาเช็ดทำความสะอาด ราคาขายทางออนไลน์ กิโลกรัมละ 20-30 บาท ถือว่าสร้างรายได้ดีอีกทางหนึ่ง

และนอกเหนือจากการขายกาบสด ก็ยังมีการแปรรูปขายสร้างมูลค่า โดยการนำว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกเป็นเนื้อใสๆ แล้วนำมาทำความสะอาด ล้างเมือกด้วยน้ำเปล่า 6 ครั้ง ส่งขาย ครั้งละ 1 ตัน ถือว่ามีรายได้ที่คุ้มมาก เพราะการปอกเปลือกขายต้องใช้ว่านห่างจระเข้ 3 ตัน เมื่อปอกเปลือกจะเหลือ 1 ตัน เทียบราคาหากขายแบบกาบสด เราจะได้เงินเพียง 9,000 บาท แต่เมื่อปอกเปลือกขาย เราขายได้กิโลกรัมละ 60 บาท คิดเป็นเงิน 60,000 บาท ต่อ 1 ตัน หักต้นทุนค่าแรงงาน ค่าปอกล้างน้ำแล้ว ยังเหลือกำไร 40,000 บาท

ตลาดสดใส ตั้งแต่รุ่นพ่อสู่รุ่นลูก
คุณจูน บอกว่า ตลาดยังไปได้ ไม่น่าห่วง เพราะทำดีมีมาตรฐาน และมีช่องทางการกระจายสินค้าได้มาก หากราคาตกก็ตกในระดับที่เกษตรกรยังอยู่ได้ คุณจูน บอกว่า ที่บอกแบบนี้ไม่ได้จะให้ทุกคนมองโลกสวย เพราะกว่าที่คุณจูนและครอบครัวจะมีวันนี้ ก็ต้องผ่านอะไรมามากมาย แต่ต้องยอมรับว่า ว่านหางจระเข้ ถือเป็นพืชที่ดูแลง่าย หากวันไหนสินค้าล้นตลาด เกษตรกรสามารถเก็บไว้ ไม่ต้องเก็บเกี่ยวได้ โดยที่ไม่มีต้นทุนการดูแลเพิ่มเติม ซึ่งหากเทียบกับพืชชนิดอื่นแล้วไม่สามารถทำได้

แต่อุปสรรคก็มีบ้างในเรื่องของฝน ถ้าน้ำท่วมมาก็ต้องรีบแก้ปัญหาให้เร็ว แต่ที่ผ่านมาถือว่าการปลูกว่านหางจระเข้เป็นอาชีพสร้างรายได้ดีมาตลอด ราคารับซื้อก็อยู่ในระดับที่รับได้ อาจมีดีดมาสูงบ้างถึงกิโลกรัมละ 10 บาท แต่ก็อย่าเห่อตามกระแส

กรมส่งเสริมสหกรณ์ติดตามความคืบหน้านโยบายไทยนิยมยั่งยืน หลังได้รับการจัดสรรงบกลางปีจากรัฐบาลสนับสนุนสหกรณ์รวบรวมและแปรรูปผลผลิตการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าให้กับเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ วงเงิน 1,773.42 ล้านบาท สหกรณ์เบิกจ่ายงบเพื่อก่อสร้างอุปกรณ์การตลาดและเครื่องมือแปรรูปผลผลิตไปแล้วกว่า 98.92% บางแห่งเริ่มใช้ประโยชน์รวบรวมผลผลิตจากสมาชิก คาดฤดูกาลผลิตปี 2562 สหกรณ์สามารถใช้อุปกรณ์และเครื่องมือจากโครงการไทยนิยมรวบรวมและเก็บชะลอผลผลิตการเกษตรได้ไม่น้อยกว่า 700,000 ตัน

คุณเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจกำกับและติดตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการภายหลังจากที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รับการจัดสรรงบประมาณกลางปีจากรัฐบาล วงเงิน 1,773.42 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสหกรณ์การเกษตร 302 สหกรณ์ในพื้นที่ 67 จังหวัด ดำเนินการจัดสร้างอุปกรณ์การตลาดและแปรรูปผลผลิตการเกษตร เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ซึ่งประกอบด้วย 4 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร

จำนวน 146 สหกรณ์ ใน 40 จังหวัด วงเงิน 1,074,980,533 ล้านบาท จัดสร้างฉาง ลานตาก โกดัง สำหรับรวบรวมและชะลอผลผลิตข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ขณะนี้ดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อก่อสร้างไปแล้วกว่า 98.92% อุปกรณ์และสิ่งก่อสร้างดำเนินการแล้วเสร็จ 158 รายการ และสหกรณ์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกแล้ว 230,957 ตัน มีสมาชิกและเกษตรกรได้รับประโยชน์ 75,385 ราย

นอกจากนี้ ยังมีโครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตรให้แก่สหกรณ์ 99 แห่งใน 42 จังหวัด จัดซื้ออุปกรณ์แปรรูปและรักษาคุณภาพผลผลิต ซึ่งมีสหกรณ์ดำเนินการเสร็จสิ้นและใช้ประโยชน์แล้ว 50 สหกรณ์ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตการเกษตรจากการแปรรูป 59 ล้านบาท ส่วนโครงการเพิ่มศักยภาพการรวบรวมและการแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร ก่อสร้างปัจจัยพื้นฐานในการจัดเก็บรวบรวมและแปรรูปยางพารา ตลอดจนพัฒนากระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้ายางพารา จำนวน 58 สหกรณ์ ใน 23 จังหวัด

ขณะนี้ดำเนินการแล้วเสร็จและใช้ประโยชน์แล้ว 26 สหกรณ์ สามารถรวบรวมยาง 35,914 ตัน และแปรรูปยาง 5 สหกรณ์ คิดเป็นมูลค่า 5 ล้านบาท และโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร (คทช.) วงเงิน 22.2789 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพให้กับชาวบ้านที่ได้รับการจัดสรรที่ดินไม่น้อยกว่า 10,320 ราย และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจการวบรวมและการแปรรูปผลผลิตให้กับสหกรณ์พื้นที่เป้าหมาย 6 จังหวัด

ขณะนี้ได้มีการจัดอบรมให้ความรู้เกษตรกรที่ได้รับการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายของรัฐแล้ว 10,778 ราย ใน 36 จังหวัด สนับสนุนงบประมาณก่อสร้างและปรับปรุงอาคารอเนกประสงค์ให้สหกรณ์ และสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างโรงเรือนผลิตอาหาร ดำเนินการสร้างเสร็จแล้ว 8 สหกรณ์ วงเงิน 12,361,900 บาท

“ทุกสหกรณ์ที่ได้รับงบประมาณจากโครงการไทยนิยมยั่งยืนเพื่อสร้างอุปกรณ์การตลาดและการแปรรูปผลผลิตการเกษตร จะมีแผนการใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์การตลาดในการรวบรวมและเก็บชะลอผลผลิตการเกษตรจากสมาชิก ซึ่งกรมได้กำชับให้ทุกจังหวัดติดตามการดำเนินโครงการดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และจัดอบรมถ่ายทอดความรู้ในการใช้อุปกรณ์การตลาดและแปรรูปผลผลิตให้กับเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้งาน คาดว่าในฤดูกาลผลิตปี 2562 สหกรณ์ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างอุปกรณ์การตลาดจะสามารถเพิ่มปริมาณการรวบรวมและแปรรูปผลผลิตการเกษตรได้ไม่น้อยกว่า 700,000 แสนตัน ซึ่งจะช่วยเก็บชะลอและเพิ่มมูลค่าผลผลิตการเกษตร และส่งผลต่อการสร้างเสถียรภาพด้านราคาสินค้าเกษตรได้ในที่สุด” รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

นายมาณพ ฐาปน ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ตลาด โฮลดิ้ง คอร์เปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า เพื่อยกระดับเกษตรกรไทยโดยใช้เทคโนโลยีให้ก้าวทันยุคสมัยและไปได้ไกลในยุคของการทำการเกษตรกรรมแบบดิจิทัล ทางบริษัทจึงได้พัฒนาแอปพลิเคชั่นที่ชื่อ “ตลาด” ขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย
เพื่อเป็นศูนย์กลางการนัดพบระหว่างเกษตรกรและผู้รับเหมาจ้างงาน ให้เจอกันผ่านทางแอปพลิเคชั่น

ได้อย่างสะดวกรวดเร็วโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยเพิ่มงานของทั้ง ผู้รับเหมา (ผู้มีแรงงาน มีรถไถ และอุปกรณ์ทางการเกษตร) และเกษตรกร (ผู้ที่มีงานหลากหลายรูปแบบแต่ขาดแคลนแรงงานหรืออุปกรณ์) ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“ปัจจุบัน แรงงานทางการเกษตรมีจำนวนน้อยลงมาก เนื่องจากได้หันไปประกอบธุรกิจอื่นๆ นอกพื้นที่บ้านเกิดมากขึ้น สมาชิกในครอบครัวจึงน้อยลง ทำให้ภาคการเกษตรเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงาน จึงต้องมีการจ้างผู้รับเหมาที่มีพร้อมทั้งแรงงานและอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ดังนั้นการจัดทำแอปพลิเคชั่น “ตลาด” ในครั้งนี้ จึงเป็นตัวช่วยที่ดีในการเป็นสื่อกลางแก่ให้เกษตรกร ใน การหาผู้ช่วย มืออาชีพบริเวณใกล้เคียงได้อย่างสะดวกรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถเลือก และเปรียบเทียบราคาของผู้รับเหมาแต่ละรายได้ทันที ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทั้งเกษตรกร และผู้รับเหมา เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้เห็นแก่ชุมชน เพิ่มความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ เกษตรกรอย่างแท้จริง”

สำหรับวิธีการใช้แอปพลิเคชั่น “ตลาด” นั้นไม่ยุ่งยาก สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นได้ฟรีทั้งบนระบบ แอนดรอยด์ และ IOS จากนั้นกรอกรายละเอียดการสมัคร และเลือกว่าตนเองเป็นเกษตรกรหรือผู้รับเหมา
(ซึ่งขั้นตอนต่อจากเลือกแล้วจะไม่เหมือนกัน) สำหรับผู้รับเหมาสามารถสร้างโปรไฟล์ของตัวเองได้ โดยการถ่ายรูปเครื่องจักรที่ตัวเองมีอยู่และกรอกรายละเอียดประเภทของการให้บริการ รวมไปถึงราคาค่าบริการงานต่างๆ ด้วย สำหรับเกษตรกร เลือกประเภทของพืช แล้วเลือกประเภทที่ต้องการรับบริการ เลือกผู้รับเหมา แล้วโทรคุยกันเพื่อยืนยันความถูกต้อง

“ทั้งนี้ การเราเลือกทำแอปพลิชั่น “ตลาด” แทนที่จะทำแค่เว็บไซต์ เพราะปัจจุบัน เกษตรกรส่วนใหญ่ก็ใช้
สมาร์ทโฟนกันอยู่แล้ว ดังนั้น การที่จะเข้าถึงแอปพลิเคชั่น จึงง่ายกว่าช่องทางออนไลน์อื่นๆ โดยที่ผ่านมาได้มีการเปิดตัวแอปพลิเคชั่น “ตลาด” ในอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ไปแล้วโดยได้ สายเชีย วงวิโรจน์ นักแสดงและสตั๊นท์แมนชื่อดังของไทย มาร่วมเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้เพื่อแนะนำแอปพลิเคชั่น “ตลาด” ให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ” นายมาณพกล่าว

หลังจากผลการหารือร่วมกันระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา และภาคประชาสังคม อาทิ มหาวิทยาลัยรังสิต มูลนิธิชีววิถี และกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน เกี่ยวกับการแก้ปัญหาคำขอสิทธิบัตรกัญชาของต่างชาติ โดยไม่ได้ข้อสรุป จนภาคประชาสังคมเดินหน้าฟ้องร้องกรมทรัพย์สินทางปัญญาต่อ ขณะเดียวกันก็เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบนั้น

ไบโอไทย-ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 20 มกราคม นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือ ไบโอไทย กล่าวว่า การที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ยกเลิกคำขอสิทธิบัตรที่ขัดต่อ พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 โดยยกตัวอย่างเฉพาะประเทศที่ให้คำขอสิทธิบัตรกัญชา นับเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะไม่ได้บอกข้อมูลจนหมดว่า แท้จริงแล้ว ประเทศที่ให้สิทธิบัตร

เพราะกฎหมายให้ใช้ได้แล้ว ไม่มีการระบุไทม์ไลน์ให้ชัด ขณะที่ประเทศอื่นๆ ก็ไม่ให้สิทธิบัตรเช่นกัน แต่กลับไม่เปิดเผยข้อมูลให้ครบ อย่าง บราซิลปฏิเสธคำขอสิทธิบัตรกัญชาทั้งหมด เพราะยังคงเป็นยาเสพติดตามกฎหมายบราซิลและอนุสัญญาภายใต้องค์การสหประชาชาติ หรือ UN อินเดียปฏิเสธคำขอสิทธิบัตรกัญชาของ บริษัท GW Pharma /Otsuka ซึ่งเป็นคำขอเดียวกันกับคำขอสิทธิบัตรกัญชารักษาโรคลมชักฉบับเดียวกันกับที่มายื่นขอในประเทศไทย เนื่องจากสำนักงานสิทธิบัตรอินเดียพบว่า คำขอสิทธิบัตรดังกล่าวไม่มีขั้นตอนการประดิษฐ์สูงขึ้น อินเดียใช้ประโยชน์จากกัญชาในรูปแบบดังกล่าวมาช้านานแล้ว

“นอกเหนือจากอินเดียแล้ว ยังมีอีกหลายประเทศที่ปฏิเสธคำขอดังกล่าวในชั้นต่างๆ เช่น โคลัมเบีย ปฏิเสธคำขอดังกล่าวเมื่อปี 2014 เป็นต้น ส่วนประเทศไทยคำขอสิทธิบัตรดังกล่าวขัดมาตรา 9(5) ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับที่บราซิลปฏิเสธคำขอ ขัดมาตรา 9(1) เพราะเป็นสารสกัดจากพืช ขัดมาตรา 9(4) เพราะเป็นสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับการบำบัดรักษาโรค อีกทั้งขัดมาตรา 5 เพราะไม่มีความใหม่และ/ไม่มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น ซึ่งตรงกับเหตุผลที่อินเดียปฏิเสธ โดยไบโอไทย เอฟทีเอว็อทช์และเครือข่ายทางวิชาการได้ชี้ให้เห็นมาตั้งแต่ต้น” นายวิฑูรย์ กล่าว และว่า ส่วนคำขอสิทธิบัตรที่เหลืออีก 6 คำขอ ซึ่งเป็นของ GW/Otsuka ก็มีลักษณะแบบเดียวกัน แต่กรมทรัพย์สินทางปัญญาอ้างว่ายังไม่สามารถยกเลิกได้เพราะกลัวขัดความตกลงเรื่องทริปส์ (TRIPs) มาตรา 27.2 และกลัวว่าจะกระทบกับสิทธิบัตรและคำขออื่นๆ จะโดนต่างชาติฟ้องร้อง

สระแก้ว ขาดแรงงานตัดอ้อย ปีที่ผ่านมาอ้อยค้างไร่กว่าหมื่นตัน โรงงานต้องจ่ายชดเชย ไร่ละ 2,000 บาท ยังไม่จ่ายให้ชาวไร่กว่า 10 ล้าน จนถึงบัดนี้โรงงานยังไม่จ่าย

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 มกราคม 256 นายมนตรี คำพล นายกสมาคมเกษตรกรชายแดนบูรพา พร้อมด้วยกรรมการสมาคม ได้จัดแถล่งข่าว ที่ห้องประชุมของสมาคม ถึงปัญหาเกี่ยวกับแรงงานตัดอ้อยเกิดขาดแคลนอย่างรุนแรง และหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยต่อไป ทางด้าน นายมนตรี คำพล นายกสมาคมเกษตรกรชายแดนบูรพา เผยว่า ขณะนี้อยู่ฤดูกาลหีบอ้อย และอ้อยต้องตัดส่งโรงงานให้ทันตามกำหนดการหีบอ้อย แต่ขณะนี้แรงงานตัดอ้อยมีไม่เพียงพอ โดยขณะนี้แรงงานตัดอ้อยชาวกัมพูชาที่มาแล้ว จำนวน 15,000 คน จากเดิมต้องใช้แรงงานตัดอ้อย ให้ทันฤดูกาล ถึง 22,000 คน

สาเหตุทึ่แรงงานตัดอ้อยจากกัมพูชาลดน้อยลง เพราะว่าทางกัมพูชาเศรษฐกิจเขาค่อนข้างทึ่จะขยายตัวมากกว่าเดิม งานก่อสร้างในกัมพูชาก็เยอะ และแรงงานส่วนหนึ่งทางญี่ปุ่น เกาหลี เอาแรงงานเข้าไป ก็เลยมีแรงงานกรรมกรออกมาน้อย ทำให้เราขาดแคลนแรงงานจำนวนมาก

ในขณะที่แรงงานมีน้อย ส่งผลกระทบต่อการตัดอ้อย ถ้าตัดอ้อยสดจะช้ามาก และอ้อยของเราลำต้นค่อนข้างยาว ทำให้ตัดได้ช้า วันหนึ่งจะตัดได้ 100 กว่ามัด ถ้าอ้อยเผาจะตัดได้วันละกว่า 300 มัด บางส่วนต้องเผาก่อนตัดเพื่อความรวดเร็ว แต่อ้อยเผา ตามระเบียบจะถูกหัก ตันละ 30 บาท เพื่อเอาไปให้ชาวไร่ที่ตัดอ้อยสด สมมติว่า โรงงานน้ำตาล เอาหีบอ้อยไป 4 ล้านตัน มีอ้อยไฟไหม้กี่เปอร์เซ็นต์ หักออกไว้ จากนั้นเอามาหารเฉลี่ย ให้อ้อยสดไป โดยขณะนี้มีอ้อยเผากว่า 60% อ้อยสด ประมาณ 38% สำหรับอ้อยสดค่าจ้างตัด ตันละ 180-200 บาท

อ้อยไฟไหม้ราคาค่าจ้างตัดอยู่ที่ ตันละ 110-120 บาท ส่วนปีที่แล้วราคาใกล้เคียงกัน แรงงานลดลง แต่ราคาตัดเท่าเดิม อ้อยไฟไหม้กับอ้อยสดค่าจ้างตัดจะต่างกัน 60-70 บาท เมื่อแรงานมีน้อยไม่เผาอ้อย ทำให้การตัดล่าช้า ปีที่แล้วอ้อยตัดไม่หมดเป็นหมื่นไร่ต อนนี้อ้อยยังค้างไร่อยู่ ตัดยังไเสร็จ และทางโรงงานต้องชดเชยเป็นเงินให้ชาวไร่ที่ค้าง ไร่ละ 2,000 บาท ระยะเวลาผ่านมา 1 ปีแล้ว แต่ทางโรงงานยังไม่ยอมจ่ายกว่า 10 ล้านบาท ยังคาราคาซังกันอยู่เลย ทางสมาคมจึงขอให้ทางโรงงานน้ำตาลจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้เกษตรกรด้วย

สุก : แก้ท้องผูก (มีแพคตินมาก เพิ่มกากใยในลำไส้)

งอม : ต้านมะเร็ง (สร้างภูมิต้านทาน เพิ่มเซลล์เม็ดเลือดขาว)

กล้วย เป็นผลไม้ที่ให้พลังงานแก่ร่างกายได้ทันที ถ้ากินกล้วยมื้อเช้าจะทำให้ร่างกายตื่นตัวและพร้อมทำงาน และการกินกล้วยควรเคี้ยวให้ละเอียด ไม่งั้นท่านอาจท้องเฟ้อได้ หากเราได้รู้ถึงสรรพคุณของกล้วยน้ำว้าที่มีมากมายขนาดนี้ จะกินกล้วยน้ำว้า วันละ 1-2 ผล ก็คงจะได้ประโยชน์กับสุขภาพของเราไม่น้อยเลยใช่ไหม

สวยสู้ฝุ่น ท่ามกลางปัญหาฝุ่นละอองที่ส่งผลต่อผิวหน้า เราจะป้องกันอย่างไร
สวยสู้ฝุ่น ต้องปฏิบัติอย่างไร – ยังคงเป็นปัญหาที่ต่อเนื่องมาหลายวัน สำหรับเรื่องฝุ่นละออง ที่ไม่ใช่เรื่องขี้ฝุ่นเลย หากเป็นฝุ่นปีศาจ “PM 2.5” ที่มีขนาดเล็กกว่าเส้นผมเราถึง 25 เท่า เข้าสู่ร่างกายคนเราทางการหายใจ เจ้าฝุ่นซูเปอร์จิ๋วทะลุทะลวงผ่านขนจมูก แล้วแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้เลย รวมทั้งอวัยวะภายในต่างๆของเราด้วย

ทั้งแพทย์และผู้รู้ออกมาเตือนภัยตั้งแต่ขั้นเบา ไปจนถึงร้ายแรงถึงขั้นเสี่ยงแท้งลูกได้พอๆ กับการสูบบุหรี่ ทว่าสิ่งที่น่ากังวลใจสำหรับสาวเราเบื้องต้นก็คือ ผิวพัง หนังหน้าเยิน

จากข้อมูลของ บีบีซี ไทย “ฝุ่น : เพราะเหตุไร PM 2.5 จึงพรากความงามไปจากใบหน้าได้” กล่าวไว้ว่ามีงานวิจัยต่างประเทศจากเยอรมนีออกมาตั้งแต่ ปี 2010 ว่า เมื่อผิวเจอฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เพิ่มสูงขึ้นหนึ่งพิสัยควอไทล์ (IQR) จุดด่างดำจะเพิ่มขึ้น 22% ตรงหน้าผาก และ 20% บนบริเวณแก้ม

ขณะที่งานวิจัยฝั่งจีนเผยผลกระทบของค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ที่สูงขึ้นว่า จะทำให้อายุขัยของเซลล์ผิวหนังลดลง ชั้นผิวหนังเสื่อมถอย เกิดโรคผิวหนังอักเสบ

เมื่อฝุ่นพิษมีผลต่อผิวหน้าสวยๆ ของเราขนาดนี้ จะมีวิธีป้องกันและดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันอย่างไรได้บ้าง ข่าวสดรวบรวมหลักปฏิบัติง่ายๆ เลี่ยงผิวเสียจากฝุ่นพิษมาฝาก

1.สวมหน้ากาก ของมันต้องมี! จะระดับป้องกันสูงสุดอย่าง N95 หรือหน้ากากธรรมดา+ทิชชู 2 แผ่น, หน้ากากธรรมดา+ผ้าเช็ดหน้า, หน้ากาก 9002A เลือกใช้ได้ตามสะดวก แต่ต้องใส่ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง..อย่าลืม