เกษตรกรปรับตัวขานรับอินทรีย์ชีวภาพพาท่านมาพบกับ

เกษตรกรผู้ปลูกพริกอีกท่านหนึ่งที่หันมาสนใจการผลิตพริกแบบอินทรีย์ชีวภาพ ควบคู่กับการใช้เคมีในแบบที่เหมาะสม คุณสุกัญญา เล่าว่า หันมาใช้ปุ๋ยแบบอินทรีย์ชีวภาพ ควบคู่กับการใช้เคมีมาหลายปีแล้ว พบว่าปริมาณผลผลิตก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ และยังลดต้นทุนได้อย่างดี ก็เพราะเราปลูกพริกแบบอาศัยน้ำฝน หากปีใดฝนดี ผลผลิตเราก็ดีไปด้วย หากช่วงที่ฝนหมดไปยังมีความชื้นสูง พริกของเราก็ยังได้ความชื้นจากน้ำค้างมาช่วย แต่หากปีไหนฝนน้อย ความชื้นต่ำ ผลผลิตพริกก็มีน้อย ซึ่งเป็นความไม่แน่นอนของลมฟ้าอากาศที่เรากำหนดไม่ได้ แต่เรายังสามารถกำหนดต้นทุนได้จากการปรับเปลี่ยนไปใช้สารอินทรีย์ชีวภาพเพิ่มขึ้น ก็เป็นการลดต้นทุนลงได้เป็นอย่างดี

เพิ่มการใช้สารอินทรีย์ชีวภาพลดต้นทุนลงได้ 60%
คุณสมยศ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำหรับผลผลิตพริกในเขตนี้จะมีคนซื้อคือ พ่อค้าคนกลาง ซึ่งจะมาพร้อมคนงานเก็บผลผลิต ผลผลิตส่วนใหญ่จะส่งไปที่ตลาดไทและส่งโรงงาน ราคาผลผลิตจากไร่แต่ละปีจะต่างกันไป ตั้งแต่ราคาค่อนข้างต่ำ ที่กิโลกรัมละ 25 บาท ไปจนถึงราคาสูงที่สุดที่เคยขายได้ อยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาท คุณสมยศนั้นปลูกพริกมาเป็นปีที่ 4 แล้ว ขายผลผลิตรวมได้ไร่ละประมาณ 50,000 บาท ต่อปี ตัวเลขนี้คุณสมยศยืนยันว่ามาจากการที่พยายามใช้สารอินทรีย์ชีวภาพให้มากขึ้น ผสมผสานกับการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี เท่าที่จำเป็น คุณสมยศ บอกว่า จากการทดลองทำอย่างนี้มาหลายปี พบว่าผลผลิตพริกที่ได้มีปริมาณไม่แตกต่างจากการผลิตแบบใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี อย่างเดียว แต่ต้นทุนการผลิตแบบใช้สารอินทรีย์ชีวภาพต่ำกว่ามาก นอกจากนั้น เมล็ดพันธุ์ที่ใช้คุณสมยศยังเลือกใช้พริกสายพันธุ์ธรรมชาติ ไม่ใช้พันธุ์ลูกผสม จึงสามารถเก็บเมล็ดตากแห้งไว้ทำพันธุ์ได้ ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี

รันตีว่านี่เป็นการเกษตรวิถีที่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ไม่ปฏิเสธสารเคมี ไม่บ้าจี้แต่เรื่องชีวภาพ เอาทั้ง 2 ทางแบบพอดี พอเหมาะ เป็นวิถีการเกษตรของคนรุ่นใหม่ที่สนใจในความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่างๆ รอบตัว

คุณกมลวรรณ ภู่เจริญ หรือ คุณเดียร์ เกษตรกรรุ่นใหม่ไฟแรง วัย 25 ปี และเจ้าของ “สวนเดียร์กมล กิ่งพันธุ์องุ่น” ในพื้นที่ หมู่ที่ 5 ตำบลตลาดจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ที่มุ่งหน้าสานต่อการเพาะปลูกพันธุ์องุ่นของครอบครัวอย่างจริงจัง ในพื้นที่กว่า 6 ไร่ มีองุ่นทั้งหมด 1,500 ต้น เพราะความไม่หยุดที่จะเรียนรู้และพัฒนาสายพันธุ์องุ่นมาตลอด 8 ปี จนสามารถสร้างรายได้ให้กับเธอถึงหลักแสนต่อปี

คุณเดียร์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำสวนองุ่นนั้นว่า เมื่อเธอลาออกจากมหาวิทยาลัย จึงมุ่งหน้าและมีความตั้งใจที่จะทำอาชีพเกษตรอย่างจริงจัง ด้วยความที่คลุกคลีเกี่ยวกับการทำสวนองุ่นมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย จึงเป็นจุดประกายความคิดให้เธอ ในการที่จะลงมือทำสวนองุ่นของครอบครัวแห่งนี้ ตั้งแต่การปลูก การพัฒนาสายพันธุ์ ตลอดจนไปถึงการขายกิ่งพันธุ์องุ่นให้ลูกค้าที่มีความสนใจ

“ที่บ้านของเดียร์มีการปลูกองุ่นไว้อยู่แล้ว เดียร์เห็นแล้วก็อยากสานต่อธุรกิจของครอบครัว พ่อสอนมาก่อน แล้วก็เริ่มปลูกด้วยตัวเอง สอนตั้งแต่ติดตาพันธุ์ ตอนกิ่ง ปักกิ่ง ลงกิ่ง และทุกอย่างที่เกี่ยวกับองุ่น จากนั้นจึงมาปลูกองุ่นแบบลูก หลังจากลาออกจากมหาวิทยาลัย จึงเริ่มต้นทำสวนองุ่นของที่บ้าน จึงบอกพ่อว่าอยากปลูกองุ่นเป็นของตัวเอง พ่อก็เลยหาที่ ลองที่ใหม่และปลูกองุ่นด้วยตัวเองค่ะ จนถึงปัจจุบันก็ประมาณ 8 ปีค่ะ”

สวนเดียร์กมลจะเน้นการปลูกองุ่นแบบแถวเดียวในดินใหม่ ความห่าง 120 เซนติเมตรต่อ 1 ต้น ภายในสวนเดียร์กมลนั้นจะมีองุ่นหลากหลายสายพันธุ์จากต่างประเทศ เช่น ไวท์มะละกา แบล็คโอปอล์ ไซมัสคัส คาร์ดินัล ซุปเปอร์สวีท อเมริกันบิวตี้ซีดเลส รูท เป็นต้น ปลูกในพื้นที่จำนวน 6 ไร่ เน้นขายกิ่งพันธุ์เป็นหลัก และรองลงมาคือการขายผลผลิต โดยจะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อถึงภายในสวนเดียร์กมล

ในด้านของวิธีการปลูกและการดูแลรักษานั้น คุณเดียร์ บอกว่า องุ่นทุกสายพันธุ์นั้นจะมีปลูกและการดูแลที่เหมือนกันแทบทุกสายพันธุ์ จะแตกต่างกันเพียงลักษณะลูก ความสุกของลูกองุ่น หากเป็นองุ่นไร้เมล็ด ในช่วงเวลา 90-100 วัน ก็สามารถเก็บผลิตได้ หากเป็นองุ่นที่มีเมล็ดจะอยู่ที่ระยะ 110-120 วัน ซึ่งในช่วงที่องุ่นติดลูกนั้น จำเป็นต้องดูแลอย่างเคร่งครัดและใกล้ชิด

“หลังจากเริ่มปลูกได้ 1 ปีก่อน จะสามารถเก็บผลผลิตได้ หลังจากนั้นปีละ 1-3 รอบ แล้วแต่เราว่าจะแต่งออกช่วงเทศกาลหรือเปล่าค่ะ ซึ่งในช่วงที่องุ่นติดลูก ทางสวนจะเคร่งมากๆ ก็ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด”

ทางสวนเดียร์กมลจะเน้นการทำสวนแบบผสมผสานทั้งในส่วนของปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ เนื่องจากว่าหากใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพียงอย่างเดียว ต้นองุ่นจะไม่สามารถที่จะต่อสู้กับโรคและศัตรูพืชได้ จึงจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์สลับกันนั่นเอง

“ถ้าเราใช้ปุ๋ยอินทรีย์จะไม่ค่อยได้ผลผลิตเท่าไร เพราะเราจะสู้ศัตรูพืชไม่ไหว อย่างเช่นเพลี้ยไฟแบบนี้ ถึงเวลาเอาไม่อยู่ คือเอาไม่อยู่เลย หนอนแบบนี้ค่ะ เอาไม่อยู่เลย ก็คือทั้งแปลงเลย เวลา 3 วัน สามารถกินได้ทั้ง 6 ไร่เลย หมดค่ะ ถ้าเกิดจะทำแบบอินทรีย์ต้องทดลองก่อน อย่างสวนของเดียร์แบบนี้ทำอินทรีย์มาตลอด แต่เวลาที่องุ่นจะออกลูกแบบนี้ เราก็จะลดปริมาณสารเคมีให้น้อยลง ห่างขึ้น ก่อนที่จะทำการตัดลูกแบบนี้ค่ะ คือสารเคมีจะใช้หนักๆ คือช่วงที่องุ่นมีใบหรือออกดอกค่ะ”

ด้านโรคที่เกิดขึ้นหลักๆ ในช่วงฤดูฝนจะเป็นจำพวกราดำ ใบจุด ช่วงฤดูฝนจะเป็นจำพวกเพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้ง หากอากาศร้อนชื้นจะเป็นราน้ำค้าง หนอน สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดยาเชื้อรา

เมื่อสอบถามทางด้านราคา คุณเดียร์ บอกว่า ทางสวนเดียร์กมลจะจำหน่ายทั้งผลขององุ่นและกิ่งพันธุ์องุ่น โดยราคาเริ่มต้นของกิ่งพันธุ์องุ่นธรรมดา จะเริ่มต้นที่ 45 บาทขึ้นไป หากเป็นสายพันธุ์ของญี่ปุ่นจะเริ่มต้นที่ 100 บาทขึ้นไปเช่นกัน

ส่วนองุ่นที่จำหน่ายเป็นผลนั้น ก็จะมีราคาแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ขององุ่น โดยทางสวนจะเน้นองุ่นพันธุ์ไวท์มะละกาเป็นหลัก ราคารับซื้อจากหน้าสวนจะอยู่ที่ 45-60 บาทขึ้นไป ราคาจะขึ้นลงตามช่วงเวลาการรับซื้อในแต่ละช่วงของการซื้อขายในขณะนั้น

“ความต้องการของตลาดองุ่นในปัจจุบัน ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี มีการซื้อขายกันอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเรามีองุ่นในสวน พ่อค้าก็จะมารับถึงที่บ้านได้เลยค่ะ ราคาการซื้อหน้าสวนก็จะอยู่ที่ราคา 45-60 บาท แบบนี้มานานแล้วค่ะ”

ถัดมาในเรื่องของรายได้นั้น คุณเดียร์จะมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 4-5 แสนบาท เมื่อหักลบต้นทุนในการผลิตแล้ว ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพึงพอใจ

สำหรับท่านใดที่สนใจองุ่นและกิ่งพันธุ์องุ่นสายพันธุ์ต่างๆ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณกมลวรรณ ภู่เจริญ หรือ คุณเดียร์ ได้ในพื้นที่ หมู่ที่ 5 ตำบลตลาดจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และทางเพจเฟซบุ๊ก “สวนเดียร์กมล กิ่งพันธุ์องุ่น” และทางเบอร์โทรศัพท์ 098-512-8937

ถั่วไอศครีม (Ice Cream Bean) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Inga edulis มีถิ่นกำเนิดในประเทศอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ลักษณะรูปร่างฝักยาวทรงกระบอก เปลือกสีเขียว เมื่อสุกเปลือกจะมีสีออกสีน้ำตาลอมเหลือง ผลมีสีขาว รสชาติหวานเหมือนไอศครีมรสวานิลลา ถั่วไอศครีม ผลไม้แปลกแต่กินได้ เป็นผลไม้ที่มีลักษณะคล้ายๆ ลูกสะบ้าบ้านเรา และยังติด 1 ใน 10 ผลไม้แปลกของโลกอีกด้วย โดยมีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ โดยเป็นต้นไม้พื้นเมืองในเขตอบอุ่นและเขตร้อนของอเมริกาใต้ มีทั้งแบบฝักยาวและแบบฝักสั้น ซึ่งชื่อเรียกของมัน จะเปลี่ยนไปตามแต่ละท้องถิ่น

ซึ่งไม้พันธุ์ชนิดนี้ (Inga) มีประมาณ 300 ชนิดเป็น และไม้พุ่ม มีความสูงโดยทั่วไป 10 เมตรขึ้นไป ซึ่งในประเทศออสเตรีย สามารถปลูกในวงบ่อ ให้บังคับความสูงจะอยู่ประมาณ 5-6 เมตรได้ ขนาดของลำต้นสามารถเจริญเติบโตได้ 2.5 เซนติเมตร ต่อปี ขนาดของฝักจะอยู่ประมาณ 30-40 เซนติเมตร หรืออาจยาวได้เกือบ 1 เมตร เป็นได้ทั้งไม้ผลและไม้ประดับ ดีสำหรับการตกแต่งสวนขนาดเล็ก รวมถึงนำมาแปรรูปเป็นอาหาร และรสชาติจะเหมือนไอศครีมถั่ว รสชาติอร่อย เนื้อในผลสีขาว เหมือนปุยฝ้าย รสหวาน มีลักษณะคล้ายไอศครีมวานิลลา มีเม็ดสีดำอยู่ข้างใน

นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย เช่น รักษาสุขภาพหัวใจ ป้องกันโรคมะเร็ง รักษาอาการซึมเศร้า ปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร บรรเทาอาการท้องผูก มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างเซลล์ที่สึกหรอ และมีวิตามินเอ ซึ่งมีคุณสมบัติในการบำรุงดวงตา หากรับประทานถั่วไอศครีมเป็นประจำจะช่วยทำให้การมองเห็นชัดเจนและคมชัดยิ่งขึ้น

เมล็ดถั่วไอศครีม มีโปรตีนสูงเหมือนพืชตระกูลถั่ว สามารถรับประทานสดได้ สามารถนำมาประกอบอาหารหรือนำไปคั่วก็ได้ ส่วนของฝักผล การเก็บมารับประทาน ควรเก็บฝักที่ออก สีเหลืองๆ จะทำให้ได้รสชาติหวานหอม และจะอร่อยมากขึ้นหากแช่ตู้เย็นก่อนรับประทาน

คุณอวิสุทธิ์ อ่อนจิต หรือ คุณเปา อายุ 32 ปี อาศัยอยู่ที่ ร้านเสริมทรัพย์พันธุ์ไม้ เลขที่ 8 หมู่ที่ 4 ตำบลวังลึก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ปัจจุบันประกอบอาชีพเกษตรกรเพาะพันธุ์ไม้เพื่อจำหน่าย

คุณอวิสุทธิ์ กล่าวว่า เดิมทีคุณพ่อทำสวนชมพู่ และชื่นชอบพันธุ์แปลกต่างๆ ทั้งไม้ผล ไม้ประดับ จึงสั่งซื้อพันธุ์มาจากต่างประเทศ เพื่อนำมาขยายพันธุ์ต่อ จนถึงปัจจุบันสวนแห่งนี้ก็เกิดขึ้นเกือบ 30 ปีแล้ว ทำให้ปัจจุบันทางสวนมีพันธุ์ไม้ต่างๆ มากมาย

หนึ่งในผลไม้แปลกที่ติด 1 ใน 10 ของโลกคือ ถั่วไอศครีม ต้องบอกเลยว่ารสชาติมหัศจรรย์มาก คล้ายเรากินไอศครีมวานิลลา มีความหวานระดับกลางๆ ไม่หวานแหลม มีเนื้อที่นุ่มละมุน ยิ่งแช่ตู้เย็นก่อนกินยิ่งอร่อย

การขยายพันธุ์ของทางสวนจะใช้วิธีตอนกิ่ง ทาบกิ่ง จะไม่ใช้วิธีการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด เพราะสามารถเกิดการกลายพันธุ์ได้ ถั่วไอศครีมจะให้ผลผลิต 2 ครั้ง/ปี และยังเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดของผลไม้แปลก เพราะมีผู้คนปลูกไม่มาก ทำให้ราคาสูงถึง 1,000 บาท/ฝัก โดย 1 ฝัก จะมีความยาวประมาณ 80 เซนติเมตร

คุณอวิสุทธิ์ กล่าวว่า ทางสวนมีพันธุ์ไม้แปลกมากมาย หากท่านใดสนใจสามารถเข้ามาชม หรือศึกษาก่อนได้ ต้นพันธุ์ของทางสวนสามารถลงดินปลูกได้เลย โดยขุดหลุมปลูก 80 เซนติเมตร และนำต้นพันธุ์ลงดินโดยฉีกถุงเพาะปลูกออกก่อน ดินที่ดีต่อการเพาะปลูกควรเป็นดินที่ร่วนซุย อย่างเช่น ดินเพาะปลูกผสมกับดินใบก้ามปู

หลังจากนำต้นพันธุ์ลงดินแล้ว รดน้ำให้ชุ่ม ไม่จำเป็นต้องรดน้ำทุกวัน เพียงสังเกตไม่ให้หน้าดินแห้งหรือแฉะเกินไป จากนั้นใส่ปุ๋ยสูตรเร่งใบ ทุกๆ 20 วัน ปริมาณการใส่ประมาณ 1 ช้อนชา/ต้น เมื่อถั่วไอศครีมมีอายุครบ 1 ปีครึ่ง ก็จะติดผลแล้ว แต่ผลผลิตในช่วงปีแรกจะไม่ค่อยเยอะ ผลผลิตจะเยอะในช่วงเข้าปีที่ 2

“ตลาดผลไม้แปลก ยังมีผู้บริโภคอีกจำนวนมากที่สนใจและต้องการ แต่ตลาดผลไม้แปลกอาจไม่แพร่หลายมากนัก หากเทียบกับตลาดไม้ทั่วไปตามท้องตลาด ทำให้ตลาดผลไม้แปลกมีราคาที่สูง แต่ผู้บริโภคยอมจ่าย ผลไม้แปลกอย่างถั่วไอศครีม มีราคาถึง 1,000 บาท/ฝัก และต้นพันธุ์ที่มีราคาถึง 1,500 บาท ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป การปรับตัวเพื่ออยู่รอดเป็นสิ่งสำคัญ ผลไม้แปลกก็สามารถเป็นผลไม้เศรษฐกิจได้”

สำหรับท่านใดที่สนใจ ผลสุกถั่วไอศครีม ต้นพันธุ์ถั่วไอศครีม ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณอวิสุทธิ์ อ่อนจิต หรือ คุณเปา อายุ 32 ปี ร้านเสริมทรัพย์พันธุ์ไม้ เลขที่ 8 หมู่ที่ 4 ตำบลวังลึก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี 72130 โทรศัพท์ 081-279-7611 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ทางเฟซบุ๊ก ต้นฝักไอศครีม 081-279-7611

คุณช่อเฟื่องฟ้า ลินิฐฎา หรือ คุณช่อ อยู่ที่หมู่ 6 บ้านร้องเรือ ตำบลทาสบเส้า อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ชาวสวนลำไยรุ่นใหม่ หันมาใช้โดรนพ่นยาในสวนลำไย พ่อแม่เปิดใจเห็นด้วยจากเมื่อก่อนใช้เวลาพ่นยาหลายวัน หลังใช้โดรนย่นเวลาการพ่นได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ใช้เวลาเพียงแค่ 10 นาที ลดต้นทุนได้ถึง 20,000 บาท

คุณช่อ เล่าว่า พ่อแม่เป็นชาวสวนลำไย ได้เห็นความลำบากของพ่อแม่ในการทำงานแบบเดิมๆ คือการจ้างแรงงานมาพ่นยาลำไย คุณช่อมีความเห็นว่าการทำแบบนี้มันทำให้การทำงานมันช้า ไม่ประหยัดเวลา เพราะต้องคอยลากสายยางไปมาอยู่ตลอดเวลา หนึ่งต้นกว่าจะพ่นเสร็จใช้เวลาไปแล้วครึ่งชั่วโมง สวนคุณช่อทั้งหมด 1 ไร่ มีลำไย 400 ต้น ต้องใช้เวลาพ่นทั้งสวนเป็นอาทิตย์ หากพ่นเองก็ยิ่งใช้ระยะเวลาที่นานขึ้น หากจ้างคนงานมาพ่นก็ต้องสิ้นเปลืองเงิน ทำให้ต้นทุนการผลิตนั้นสูงขึ้นตามไปด้วย ก่อนที่จะรู้จักโดรนทำเกษตร คุณช่อได้มีโดรนเล็กสำหรับถ่ายภาพมุมสูงอยู่แล้ว ประกอบกับรู้ว่ามีโดรนเกษตรสามารถใช้ในสวนลำไยได้ จึงตัดสินใจซื้อมาใช้งานจากการมองเห็นว่า โดรนจะสามารถช่วยลดต้นทุน และระยะเวลาการพ่นยาของสวนลำไยครอบครัวได้

กระบวนการใช้งาน
คุณช่อ บอกว่า การใช้โดรนในการพ่นยาลำไยแรกๆ จะใช้ยาก เพราะต้องทำความคุ้นเคยกับการบังคับ การตั้งค่าของโดรน หากใช้ไปนานๆ จะใช้ได้คล่องเอง ในการใช้งานเริ่มแรกจะต้องนำโดรนมาทดสอบเปิดเครื่องก่อน โดรนที่คุณช่อใช้จะสามารถคำนวณพื้นที่ของสวนลำไยได้ เพราะมีระบบ GPS โดยการนำ โดรนบินสำรวจพื้นที่สวนลำไย จากนั้นโดรนจะทำการวาดพื้นที่ออกมาว่ามีพื้นที่เท่าไหร่ ความสูงต่ำของพื้นที่เป็นอย่างไรบ้าง บางทีต้นลำไยอาจมีความสูงไม่เท่ากัน ต้องมาตั้งค่าว่าจะให้โดรนบินขึ้นลงตามระดับกี่เมตรเพื่อไม่ให้ชนกับพุ่มลำไย จากนั้นต้องมาตั้งค่าการบินว่าจะให้โดรนบินจากจุดไหน ไปจุดไหน จะใช้เวลาการบินไปกลับกี่นาที เช่นคุณช่อตั้งค่าไว้ให้ 1 รอบการบินไปกลับ ใช้เวลาแค่ 10 นาที โดรนก็จะพ่นยาไปกลับ 1 รอบใน 10 นาที ระยะเวลาจะขึ้นอยู่ที่เราตั้งค่าว่าจะให้ดดรนใช้เวลากี่นาทีในการพ่น ถังพ่นยาจะมี 2 ถัง ถังละ 10 ลิตร อัตราส่วนการใช้ยาสามารถใช้ตามอัตราส่วนตามยี่ห้อของยาที่ระบุให้ข้างขวด ทุกรอบที่โดรนกลับมาจะต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ เพื่อไม่ให้โดรนเกิดการดับกลางอากาศ หากโดรนดับกลางอากาศก็จะบินค้างอยู่อย่างนั้นจนกว่าแบตเตอรี่จะหมดจริงๆ ถึงร่วงลงพื้น

ข้อดี 1. หากใช้ในงานเกษตรนาข้าวจะดีมาก เพราะสามารถพ่นยาได้ทั่วถึง หว่านข้าวได้ทั่วถึง ในต้นลำไยก็เหมือนกัน 2. ประหยัดเวลา พ่นยาได้แรง สารเคมีหรือยาที่ใช้สามารถกระจัดกระจายได้อย่างทั่วถึง 3. ประหยัดค่าใช้จ่าย เทียบราคาใช้จ่ายเมื่อก่อนกับตอนนี้ ลำไย 400 ต้น ลงทุนไปไม่เกิน 40,000 บาท ราคาการใช้จ่ายจะลดลงมาครึ่งต่อครึ่งเหลือประมาณ 20,000 บาท ประหยัดค่าต้นทุนค่าจ้างค่าแรง 4. ไม่ต้องสัมผัสกับยาที่พ่น ปลอดภัยมากกว่าการพ่นยาแบบปกติ 5. ระยะเวลาการติดผลเร็วกว่าการพ่นยาปกติ

“คิดว่าโดรนนี้เป็นทางออกที่ดี ตัวเราจะได้ไม่ไปไกลกับสารเคมี เราไม่ต้องไปสัมผัสกับยา เราใช้เครื่องทำให้หมดเลย คือเป็นทางออกที่ดีมาก ทางคุณพ่อคุณแม่ก็เห็นด้วย มีการทดลองว่าผลผลิตที่ได้ จะได้เยอะกว่าของพ่อของแม่ไหม พี่ช่อจะเน้นประหยัดเวลาแล้วก็ได้ผลผลิตเยอะ สรุปผลผลิตออกมาเป็นไปตามเป้า ลำไยที่ทดลองออกมาก็สวยงาม การติดผลของพ่อแม่จะช้ากว่าของ” คุณช่อ กล่าว

ข้อเสีย 1. ไม่สามารถที่จะพ่นเข้ามาอยู่ในส่วนข้างล่างของต้นลำไยได้ จำเป็นต้องใช้เครื่องพ่นนิดหน่อยเพื่อเก็บงานด้านล่าง สามารถใช้ที่พ่นมือในการเก็บงานได้ 2. แรงลมใบพัดแรง ไม่สามารถพ่นยาถึงข้างล่างได้ 3. หากวันไหนทิศทางของลมไม่ดี คนที่ควบคุมต้องอยู่ในจุดที่สูงๆ เพื่อจะได้เห็นทิศทางของโดรน ทิศทางลมไม่ดีสารที่โดนพ่นก็จะมาโดนตัว 4. แบตเตอรี่ ยุ่งยากในกรณีที่ต้องบินทุกครั้ง เพราะต้องเปลี่ยนแบตทุกครั้ง 5. การดูแลรักษายาก กรณีที่พ่นสารเสร็จในถังพ่นจะเหลือน้ำยา คุณช่อจะต้องนำน้ำมาใส่เพื่อที่จะล้างสารออกจากหัวฉีด ต้องนำโดรนไปบินเล่นเพื่อไปปล่อยน้ำนั้นเอง 6. เครื่องใหญ่ทำความสะอาดยาก ใช้เวลาเยอะ ใช้เวลาการเอาออกมากางตั้งค่าก็ใช้เวลาเยอะพอสมควร

“ชาวบ้านไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เขาบอกว่ามันไม่ทั่วถึง พ่นแล้วไม่จบในครั้งเดียว ใช่เราก็บอกแล้วว่ามันไม่จบหรอก อย่างที่บอก มันบินอยู่ข้างบน มันไม่สามารถที่จะบินลงมาต่ำถึงข้างล่างได้ แต่แรงลมหรือใบพัดของมันสามารถที่จะพัดหนอนที่เกาะอยู่ตามใบลำไยออกหมดได้ อันนี้ก็ถือว่าเป็นข้อดีสามารถกำจัดศัตรูพืชให้เราได้ดีเลย มันเป็นปากต่อปาก พอเขาได้ยินคนนี้พูดดีพูดไม่ดี เขายังไม่ทันได้ลองก็ตัดสินแล้วว่ามันไม่ดี ต้องลองเปิดใจก่อน…“ คุณช่อ กล่าว

หากเอ่ยชื่อ จินตนา ไพบูลย์ หรือ “ป้านุ้ย” สาวใหญ่วัย 50 ปี แห่งบ้านทอน-อม อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ในแวดวงเกษตรกรรมแนวเศรษฐกิจพอเพียงของชุมพรคงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเธอถือเป็นผู้หญิงแถวหน้า ซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งของเครือข่ายจากภูผาสู่มหานที ที่เคยฝากผลงานด้านเกษตรกรรมผสมผสาน รวมทั้งการปกป้องสิ่งแวดล้อมให้ชาวชุมพรและบุคคลทั่วไปได้รู้จักมาแล้วมากมาย

ป้านุ้ย เป็นชาวชุมพร fixcounter.com ที่เกิดในครอบครัวชาวสวนแห่งหมู่บ้านทอน-อม อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร เธอจึงเติบโตมากับพืชผัก ผลไม้ แทบทุกชนิดที่พ่อแม่ปลูกไว้กินและขายเป็นรายได้หลักของครอบครัว ปัจจุบันป้านุ้ยมีพื้นที่ทางการเกษตรประมาณ 30 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นสวนทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มังคุด และกล้วยเล็บมือนาง ซึ่งป้านุ้ยทำมาได้ประมาณ 25 ปี จนในปี 2549 ป้านุ้ย ได้เดินทางไปเรียนรู้เกี่ยวกับเกษตรกรรมธรรมชาติตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติเพลิน ภายในชุมพร คาบาน่า รีสอร์ท 2 วัน 1 คืน จึงได้รับความรู้มากมาย เช่น การทำน้ำส้มควันไม้ การทำเตาเผาถ่านอิวาเตะ การเลี้ยงกบคอนโดฯ การเลี้ยงหมูหลุม การปลูกพืชผักปลอดสารพิษ ฯลฯ โดยวิทยากรคุณภาพที่เป็นคนถ่ายทอดให้คือ พงศา ชูแนม อดีตหัวหน้าหน่วยรักษาป่าต้นน้ำพะโต๊ะ และ วริสร รักษ์พันธุ์ ซึ่งทั้ง 2 คน ต่างได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวมาแล้วทั้งคู่

จากนั้น ป้านุ้ยจึงต่อยอดความรู้ด้วยการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ภาคสมทบ ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร จนจบการศึกษาเมื่อปี 2552 ป้านุ้ย ได้นำความรู้ที่ได้รับจากศูนย์กสิกรรมธรรมชาติเพลินของชุมพร คาบาน่า รีสอร์ท มาประยุกต์กับความรู้ที่ได้รับจากวิทยาลัยเกษตรกรรมและเทคโนโลยีชุมพร โดยแบ่งสวนทุเรียนออกมา 1 ไร่ แล้วเริ่มต้นปลูกพืชผักปลอดสารพิษ เลี้ยงสัตว์ชนิดต่างๆ รวมทั้งขุดสระเพื่อเลี้ยงปลาในลักษณะสวนผสม พืชผักที่ปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นพวกพืชผักสวนครัวทุกชนิด เช่น ผักกูด ส้มจี๊ด มะนาว ผักเหลียง ชะอม ทางคูน (ออดิบ) สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียและพันธุ์สวี แก้วมังกรเหลืองและขาวแดง เพกาแม่ลูกดก แตงกวา ข่า ตะไคร้ กระชาย มะเขือม่วง พริกขี้หนู พริกไทย มะยม มะเฟือง ใบส้มแป้น มะม่วงพันธุ์โชคอนันต์ ฯลฯ

ส่วนสัตว์ที่เลี้ยงในพื้นที่ 1 ไร่ ก็มีเป็ด ไก่ แพะ และนกกระทา โดยนำมูลของสัตว์เหล่านี้มาใส่ในแปลงผัก นอกจากนั้น ยังเลี้ยงไส้เดือนเพื่อช่วยให้เกิดความสมดุลในดินตามธรรมชาติ สำหรับสระที่ขุดขึ้นมาเพื่อเก็บกักนำไว้ใช้รดพืชผักในพื้นที่ 1 ไร่ แล้วยังใช้เป็นบ่อเลี้ยงปลาน้ำจืด เช่น ปลานิล ปลาดุก ปลาทับทิม ฯลฯ ซึ่งได้มูลเป็ด ไก่ นกกระทา มาเป็นอาหารปลาเหล่านี้ด้วย

“แรกๆ ที่เริ่มปลูกพืชผักสวนครัวและเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ 1 ไร่ ป้านุ้ยก็จะนำพืชผักที่ปลูก รวมทั้งไข่ไก่ ไข่เป็ด ไข่นกกระทา และนมของแพะที่เลี้ยงไปส่งในตลาด จนเวลาผ่านไปประมาณ 3-4 ปี คือตั้งแต่ปี 2555 ก็ไม่ต้องเอาสิ่งเหล่านี้ไปส่งเองแล้ว เพราะจะมีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าเข้ามารับซื้อถึงบ้านของป้านุ้ยทุกวัน ทำให้ไม่ต้องเสียค่าขนส่งใดๆ อีกแล้ว” ป้านุ้ย เล่าอย่างภาคภูมิใจ

ป้านุ้ย เล่าต่อว่า ปัจจุบันการปลูกพืชผักสวนครัวและเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ 1 ไร่ ได้กลายเป็นรายได้หลักอีกด้านหนึ่งของครอบครัวไปแล้ว เมื่อสิ่งที่ทำประสบผลสำเร็จจึงมีผู้ให้ความสนใจ จากชาวบ้านในบ้าน ทอน-อม ก็ขยายออกไปยังสังคมภายนอก จนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้การยอมรับว่า สวนผสมในพื้นที่ 1 ไร่ ของป้านุ้ยเป็น “ศูนย์การเรียนรู้ตามโครงการหมู่บ้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง” และได้รับการรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย โดยกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพราะป้านุ้ยยังมีโฮมสเตย์ไว้รองรับผู้ที่มาเยี่ยมชมศูนย์เป็นหมู่คณะและต้องการอยู่ในพื้นที่เกินกว่า 1 วัน ทำให้มีผู้สนใจทั้งในจังหวัดชุมพรและจากจังหวัดต่างๆ เดินทางมาเยี่ยมชมสวนผสมของป้านุ้ยที่ใช้ชื่อว่า “วิถีจินตนา หนึ่งไร่พอเพียง” เป็นหมู่คณะอยู่เสมอ นอกจากนั้น ป้านุ้ยยังได้รับเชิญไปบรรยายตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่ป้านุ้ยได้รับเพิ่มขึ้นด้วยก็คือ ค่าตอบแทนวิทยากร รวมทั้งค่าอาหารและค่าที่พักโฮมสเตย์สำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามาเยี่ยมชมสวนของป้านุ้ยเป็นหมู่คณะนั่นเอง