เกษตรกรปลูก ส่งขายเซเว่นฯ รุ่ง เส้นทางสู่รายได้ยั่งยืน

ปัจจุบัน มีหลายธุรกิจที่หยิบยกเอาพืชผลทางการเกษตรมาต่อยอดโดยการใส่ไอเดียทางการตลาดจนประสบความสำเร็จ ซึ่ง “กล้วยหอมทอง” ก็เป็นอีกหนึ่งผลผลิตทางการเกษตร ที่กลุ่มสหกรณ์การเกษตรท่ายางมองเห็นถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เน้นความสะดวก จากเดิมขายกล้วยเป็นหวี หันมาแพ็กใส่ถุงลูกเดี่ยว ลูกค้าให้การตอบรับเป็นอย่างดี และช่วยส่งเสริมรายได้ให้กับเกษตรกรจำนวนมาก ล่าสุดส่งกล้วยหอมทองขายที่เซเว่นฯ 50,000 ลูก ต่อวัน

กล้วยหอมทองลูกเดี่ยว ที่เห็นอยู่ในร้านเซเว่นฯ เกิดจากการสังเกตพฤติกรรมผู้บริโภคและนำมาต่อยอดจนทำให้เป็นธุรกิจที่โอบอุ้มเกษตรกรให้มีรายได้ที่มั่นคง โดย นายมานะ บุญสร้าง หัวหน้าฝ่ายการตลาด สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด เล่าว่า ในปี 2556 ได้สังเกตเห็นว่าพฤติกรรมผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงไปเน้นซื้อสินค้าคุณภาพ สะดวก รวดเร็ว และพร้อมรับประทานได้ทันที การขายกล้วยเป็นหวี ทำให้ผู้บริโภคหลายคนรับประทานไม่ทัน จึงได้ลองเสนอขายกล้วยหอมทองในร้านเซเว่นฯ แบบบรรจุใส่ถุงเป็นลูกเดี่ยว ซึ่งกล้วยหอมทองที่ส่งนี้จะอยู่หน้าร้านได้ประมาณ 2-3 วัน ปรากฏว่าขายดี จึงได้ส่งขายต่อเนื่องและขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบัน ส่งกล้วยหอมทองจำหน่ายผ่านร้านเซเว่นฯ จำนวน 50,000 ลูก ต่อวัน

“กล้วยหอมทองที่นี่เป็นพันธุ์แท้ มีกลิ่นหอม รสชาติหวาน และมีเนื้อละเอียดกว่าที่อื่น เพราะมีกรรมวิธีการปลูกที่แตกต่างจากที่อื่น โดยเลือกใช้หน่อพันธุ์แท้เท่านั้น นอกจากนี้ ทำเลในการเพาะปลูกกล้วยยังเป็นดินที่มีแร่ธาตุดี น้ำอุดมสมบูรณ์ กล้วยหอมทองจึงเจริญเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ซึ่งกล้วยหอมทองทั้งหมดเป็นผลผลิตของเกษตรกรประจำท้องถิ่น อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี จึงนับเป็นการสร้างอาชีพ ส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตร ทำให้เกษตรกรในท้องถิ่นที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์กว่า 350 ราย มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในเรื่องของรายได้ แล้วก็ในรูปของสุขภาพ เพราะปลูกแบบปลอดสารพิษ” หัวหน้าฝ่ายการตลาด สหกรณ์ฯ ท่ายาง กล่าว

นอกจากนี้ นายมานะได้เล่าทิ้งท้ายถึงปัจจัยที่ทำให้ยอดจำหน่ายผ่านร้านเซเว่นฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะทางเซเว่นฯ มีทีมงานให้คำแนะนำมีการพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ต่อเนื่อง เริ่มแรกที่ส่งขายเซเว่นฯ เป็นถุงธรรมดา เจาะรู ติดสติ๊กเกอร์ให้เห็นโลโก้ และเซเว่นฯ ยังให้คำแนะนำการพัฒนาแพ็กเกจให้ดูทันสมัย เก็บผลผลิตได้ยาวนาน เพื่อรักษาคุณภาพกล้วยหอมทองจากสวนให้มีความสดใหม่ก่อนถึงมือลูกค้า

การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ นอกจากจะต้องมีความมุ่งมั่นและอดทนต่ออุปสรรคแล้ว สิ่งสำคัญคือการคิดริเริ่มทำในสิ่งใหม่ๆ ปรับตัวเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค ประกอบกับการได้รับโอกาสดีๆ จาก ซีพี ออลล์ ในการเป็นช่องทางกระจายสินค้าผ่านร้านเซเว่นฯ ทั่วประเทศ

น้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สู่แผนปฏิบัติการ 90 วัน ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ของกรมการพัฒนาชุมชน

กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย มีพันธกิจหลักคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของครัวเรือนไทยทั่วประเทศให้อยู่ดีมีสุข หลุดพ้นความยากจน และสร้างความยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวง รัชกาลที่ 9 โดยหนึ่งกิจกรรมอันเป็นเครื่องมือสร้างครอบครัวเป็นสุขและช่วยลดรายจ่ายระดับฐานราก คือการปลูกพืชผักสวนครัวในรั้วบ้าน

พช.จึงขอเชิญชวนครัวเรือนทั่วไทยร่วมปลูกผักสวนครัว สร้างเศรษฐกิจครัวเรือนให้เข้มแข็ง มีแหล่งอาหารปลอดภัย โดยน้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สู่แผนปฏิบัติการ 90 วัน ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ของกรมการพัฒนาชุมชน

ปลูกเอง กินเอง มีเงินเหลือ
การปลูกผักสวนครัวนอกจากทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้วยังส่งเสริมให้สุขภาพจิตดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกผักปลอดสารเคมี ครอบครัวที่มีแปลงผักสุขภาพ เท่ากับว่ามีแหล่งอาหารปลอดภัย ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้ถึงวันละ 50 บาท หากประชาชน 12 ล้านครัวเรือน ร่วมกันปลูกผักสวนครัว จะช่วยประหยัดได้ถึง 600 ล้านบาทต่อเดือน และลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี

เศรษฐกิจหมุนเวียน เกื้อหนุนจุนเจือ
เมื่อเศรษฐกิจในครัวเรือนเข้มแข็ง สร้างเศรษฐกิจชุมชนหมุนเวียนโดยเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ คือแปลงผักภายในบ้าน สร้างความมั่นคงทางอาหาร ครัวเรือนสำราญ อิ่มท้อง เบิกบานใจ ครอบครัวอยู่ดีมีสุข เกิดการแบ่งปันเจือจานไปยังเพื่อนบ้าน และขยายสู่ชุมชนและสังคมเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

รายงานข้อมูลปฏิบัติการ 90 วัน ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ขณะนี้มีครัวเรือนที่ปลูกผักสวนครัวแล้ว 12,100,577 ครัวเรือน จากจำนวนเป้าหมาย 12,976,950 ครัวเรือน (ยกเว้นเขต กทม.) คิดเป็น 93.25% (ข้อมูล ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2563) ปัจจุบันมีจังหวัดที่บรรลุเป้าหมายปลูกผักสวนครัวครบทั้ง 100% มีจำนวน 10 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ตาก อุบลราชธานี พัทลุง สุโขทัย อุดรธานี สุราษฎร์ธานี สกลนคร และชัยภูมิ

ร่วมปลูกผักสวนครัววันนี้ เพื่อทุกครอบครัวมีอาหาร ชุมชนและสังคมเข้มแข็ง ยั่งยืน และสามารถแบ่งปันเรื่องราวการปลูกผักภายในรั้วบ้านคุณผ่านช่องทางเฟซบุ๊กกลุ่ม ‘ปลูกพืช ปลูกผัก ปลูกรัก กับ

ที่ตลาดน้ำดอนหวาย มีของกิน ผัก ผลไม้ และสินค้าอื่นๆ วางขายอยู่เป็นจำนวนมาก มะละกอจาก “สวนนายปรุง” เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่สร้างชื่อให้กับตลาดแห่งนี้

ปัจจุบัน คุณปรุง ป้อมเกิด อยู่บ้านเลขที่ 45/3 หมู่ที่ 4 ตำบลลานตากฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม คุณปรุง ปลูกมะละกอมานานเกือบ 30 ปีแล้ว แรกเริ่มเดิมที แม่ค้าในตลาดมีมะละกอแขกดำรสชาติดี จึงนำผลให้คุณโสภา ภรรยานายปรุงเพื่อชิมเนื้อ แล้วก็ลองนำเมล็ดไปปลูก คุณปรุงและภรรยาชอบใจ จึงปลูกมะละกอที่แม่ค้าให้มา เมื่อมีผลผลิตเขาชิมดู ปรากฏว่าอร่อยมาก ผลผลิตที่ได้เจ้าของนำออกจำหน่าย แต่ขายได้เพียงกิโลกรัมละ 1 บาทเท่านั้น

คุณปรุงไม่ย่อท้อ พยายามปลูกรุ่นใหม่ เมื่อมีผลผลิตก็นำออกทดลองตลาดอีก ระยะหลังๆ ราคากระเตื้องขึ้น ทุกวันนี้ เท่าที่ทราบ คุณปรุงขายมะละกอจากสวนได้ราคาดีที่สุดในประเทศไทย คือกิโลกรัมละ 25 บาท มีบวกลบบ้างเล็กน้อย

มะละกอที่ปลูกอยู่เป็นสายพันธุ์แขกดำ เจ้าของได้คัดพันธุ์โดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน เริ่มจากดูที่ผลมีความยาวพอประมาณ โคนผลเล็ก ตรงกลางใหญ่ ปลายเรียว แต่ไม่แหลมจนเกินไป ปลายควรทู่พอสมควร ผิวผลสวย ขนาด 1.5-2 กิโลกรัม ต่อผล นี่เป็นลักษณะภายนอก เมื่อผ่าผลสีเนื้อต้องแดง สำคัญที่สุดรสชาติต้องหวาน คุณปรุงคัดพันธุ์มานานเกือบ 30 ปี สามารถบอกได้เลยว่า มะละกอสวนนี้เป็น “มะละกอแขกดำสายพันธุ์นายปรุง”

คุณปรุง ปลูกมะละกออยู่ริมถนนสายพุทธมณฑล-นครชัยศรี คนทั่วไปรู้จักกันดี ซึ่งเป็นคนละที่กับบ้านพักอาศัย

นอกจากคุณปรุงแล้ว ปัจจุบันทายาทของเขา คุณสมจินต์ ป้อมเกิด ได้มาช่วยพ่อปลูกมะละกอ ขณะเดียวกันก็ขยายพื้นที่ออกไปไม่น้อย คุณสมจินต์ เล่าให้ฟังว่า ตนเองช่วยพ่อปลูกมะละกอตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อเรียนจบก็ไปทำงานเปลี่ยนบรรยากาศอยู่ที่นวนครพักหนึ่ง เมื่อแต่งงาน จึงกลับมาหาพ่อ พร้อมลงมือปลูกมะละกออย่างจริงจัง ซึ่งรายได้นั้น ปลูกมะละกอดีกว่ามาก

คุณสมจินต์ เล่าถึงการปลูกมะละกอว่า เมื่อได้เมล็ดจากผลสุก นำมาล้างน้ำเอาเมือกที่หุ้มเมล็ดออก ผึ่งลมในสภาพห้อง 2-3 คืน แล้วคลุกยากันรา จึงห่อด้วยผ้าที่ชุบน้ำ เป็นเวลา 4 คืน ทุกวันนี้ทางสวนเพาะในถาดที่มี 60 หลุม หยอดเมล็ดลงหลุม หลุมละ 2 เมล็ด ตั้งแต่เพาะเมล็ดจนปลูกได้ใช้เวลาราวเดือนครึ่ง

ราคาเมล็ดพันธุ์ที่เจ้าของจำหน่ายอยู่ เมล็ดละ 1 บาท ต้นที่เพาะในถาด 5 บาท หากแยกลงถุงดำ ต้นละ 10 บาท ดินที่ปลูก เจ้าของบอกว่า ระดับน้ำควรห่างจากสันแปลงไม่น้อยกว่า 1 เมตร หากน้ำใกล้รากมะละกอเกินไป อาจเหี่ยวเฉาได้ มะละกอต้องการความชื้น แต่ไม่ชอบดินแฉะ วิธีเตรียมดิน ใช้รถตีดิน เป็นการพรวนดินนั่นเอง เกษตรกรรายนี้ ปลูกมะละกอโดยใช้ระยะระหว่างต้นระหว่างแถว 2 เมตร

ใน 1 หลุม ปลูกมะละกอ 2 ต้น เมื่อมีดอกก็คัดเพศ ดอกที่มีลักษณะรูปขวดเรียวๆ เหมือนขวดเหล้า เป็นดอกกะเทย ผลออกมายาว เป็นที่ต้องการของผู้ปลูก

ต้นที่ดอกเหมือนดอกบัวตูม เป็นต้นตัวเมีย ผลที่ออกมาอ้วนป้อม ขายไม่ได้ เจ้าของจะตัดทิ้ง

ใน 1 หลุม มี 2 ต้น เมื่อพบว่ามีดอกกะเทยทั้งสองต้น ตัดทิ้งต้นหนึ่ง หากพบว่ามีดอกกะเทยและดอกตัวเมีย ตัดต้นตัวเมียทิ้ง แต่หากพบว่า มีเป็นต้นตัวเมียทั้งคู่ ตัดทิ้งทั้งคู่แล้วปลูกใหม่ ในระยะเวลา 3 เดือน เจ้าของบอกว่า เร่งให้ทันกันได้ แต่หากช้ากว่านั้น เจ้าของบอกว่าไม่ทัน

เรื่องการดูแลรักษา หน้าแล้งเจ้าของรดน้ำให้วันเว้นวัน

ปุ๋ย ต้นเล็กๆ ใส่สูตร 25-7-7 ปริมาณขนาด 1 ช้อนกาแฟ ทุกๆ 7 วัน เมื่อมีผล ใส่สูตร 8-24-24 เดือนละครั้ง ต้นละ 1 ช้อนโต๊ะ เมื่อเก็บผลผลิต ใส่สูตร 13-13-21 จำนวน 2 ครั้ง ต่อเดือน ส่วนปุ๋ยคอก ใส่ขี้ไก่ ช่วงที่ยังไม่เก็บผลผลิต เมื่อมีผลผลิตใส่ขี้ค้างคาว ช่วยให้เนื้อมีคุณภาพดี รสชาติหวาน ข้อควรพิจารณาในการใส่ปุ๋ย หากต้นมะละกอใบยังเขียวเข้มอยู่ แสดงว่าอาหารยังมีมาก อาจจะลดปริมาณปุ๋ยลง หากผลผลิตดก ใบไม่สมบูรณ์ อาจจะเพิ่มปุ๋ยให้มากขึ้น

โรคมะละกอที่น่ากลัวมากคือ โรคใบด่างวงแหวน ไม่มีทางรักษา เพียงแต่ป้องกัน โดยป้องกันแมลงที่เป็นพาหะ หากพบว่ามะละกอเป็นโรคต้องรีบตัดทิ้ง ห้ามเสียดายเป็นอันขาด

คุณปรุงและลูกชายปลูกมะละกอแล้วห่มผ้าให้ที่ผลมะละกอ โดยใช้ผ้าซับในกระโปรง สีขาว (ยังไม่เคยใช้ ซื้อมาใหม่) ห่อรอบบริเวณที่ติดผล ผ้าที่ห่อหรือห่มให้ ช่วยป้องกันแมลงได้ส่วนหนึ่ง ทำให้คุณภาพของผลผลิตดีขึ้น ป้องกันแสงแดดที่ร้อนจัดทำลายผิวผล

หลังปลูก 8 เดือน เริ่มเก็บผลผลิตได้ เจ้าของเก็บอยู่ได้นาน 14 เดือน เท่ากับว่าตั้งแต่ปลูกจนตัดต้นทิ้งแล้วปลูกใหม่ ใช้เวลา 22 เดือน ระยะเวลาที่เก็บผลผลิตอยู่ 14 เดือน เจ้าของบอกว่า น้ำหนักผลผลิตที่สมบูรณ์จำหน่ายได้ราคาดี มีราว 100 กิโลกรัม ต่อ 14 เดือน ต่อต้น

“จุดเด่น หากสมบูรณ์ดีเนื้อสีแดงเข้ม รสชาติหวานมีเค็มนิดๆ เนื้อกรอบเมื่อไม่สุกจัด เนื้อไม่นิ่มไม่เละเมื่อสุกมาก เมื่อก่อนการขาย คัดเล็ก กลาง ใหญ่ ผลขนาดเล็กขายได้ราคาดีกว่า ทุกวันนี้ บางครั้งขายคละกันไป ราคาเคยขายจากสวนสูงสุด 30-35 บาท เฉลี่ยอยู่ที่ 25 บาท ต่อกิโลกรัม ตลาดห้างเดอะมอลล์มาซื้อ แม่ค้าที่ อ.ต.ก. ซื้อไปขาย เขาได้ชิม จึงมาติดต่อซื้อ ที่อื่นมีศาลายา ตลาดน้ำดอนหวาย นครชัยศรี”

คุณสมจินต์บอก และให้แนวคิดอีกว่า

“มะละกอคนหนึ่งดูแลได้ 5 ไร่ 2 คน 10 ไร่ คนนำออกไปปลูกนอกเขต รสชาติไม่ดีนัก รายได้ดีกว่าที่เคยทำงานอยู่ คนอยู่ถิ่นอื่น อย่างนครสวรรค์ ลพบุรี อยากปลูก เมื่อมีผลผลิตต้องนำออกเผยแพร่ ให้เขาชิม ต้องทำผลผลิตให้มีคุณภาพ การรักษาคุณภาพต้องดูผิวผล เก็บอย่างนุ่มนวล ใช้จำปาสอย ผลผลิตห่อด้วยโฟม”

คุณขันนาค ดวงสร้อยทอง แม่ค้าขายผลไม้อยู่ที่ตลาดนครชัยศรี ขายมะละกอของคุณปรุงมาเกือบ 20 ปีแล้

“มะละกอของนายปรุงเนื้อแน่น หวาน ซื้อมาอาทิตย์ละ 2 ครั้ง จันทร์และพฤหัสฯ ครั้งละ 100 กิโลกรัม ขายหมด คนนิยมมาก” คุณขันนาค บอก

มาดูราคามะละกอที่เกษตรกรรายนี้ขายได้แล้ว น่าสนใจมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะปลูกได้ง่ายๆ ปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะเรื่องปุ๋ยต้องใส่ให้มาก สวนคุณปรุงและลูกชายได้เปรียบถิ่นอื่น เพราะดินเหนียว มีธาตุอาหาร โดยเฉพาะโพแทสเซียมสูง ช่วยเพิ่มความหวาน

ระบบตรวจสอบและแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมโรงเรือนปลูกมะเขือเทศแบบปิด ผลงานนักศึกษา มทร.ศรีวิชัย ลดพลังงานคน ผลผลิตมีคุณภาพ การผลิตพืชทางการเกษตรในปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาในการเพาะปลูกและปริมาณน้ำฝน ปริมาณแสงแดด อุณหภูมิและความชื้นของอากาศ ซึ่งจะแปรปรวนไม่เป็นไปตามฤดูกาล จึงสร้างความเสียหายต่อพืชทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ เนื่องจากพืชต้องการสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเจริญเติบโต ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้น แสง และปริมาณแร่ธาตุในดินที่เหมาะสม ระบบตรวจสอบและแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมโรงเรือนปลูกมะเขือเทศแบบปิด จึงเป็นทางเลือกใหม่ ที่ นายพิพัฒน์พล สิงหรา นางสาวเกวลี รัตนบุรี นักศึกษาสาขาเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ไสใหญ่

โดยมี ดร.ประเสริฐ นนทกาญจน์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา จึงได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับใช้กับการทำงานเพื่อเป็นการพัฒนาการเกษตรและโรงเรือนปลูกให้มีความสะดวกเหมาะสมและประหยัดเวลาในการทำงาน และลดพลังงานของคน มีเวลาไปทำงานอย่างอื่นได้อีกมากมาย

ระบบตรวจสอบและแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมโรงเรือนปลูกมะเขือเทศแบบปิด เป็นการพัฒนาระบบเพื่อตรวจสอบสภาพแวดล้อมและมีการรายงานผลภายในโรงเรือน ว่าช่วงเวลานั้นคุณภาพของสภาพแวดล้อมอยู่ในระดับใด ใช้การเชื่อมต่อของระบบคลาวด์และอินเตอร์เน็ตเป็นระบบที่จะใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และไมโครคอนโทรลเลอร์ สามารถดูผลผ่านระบบสมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์ได้ทันที โดยจะรายงานผลของค่าอุณหภูมิในอากาศ ค่าความชื้นในอากาศ ค่าความชื้นในดิน และค่าความสมบูรณ์ของดิน มีการบันทึกข้อมูลสามารถดูผลย้อนหลังได้ ระบบออกแบบให้มีการแจ้งเตือนเมื่อมีค่าตัวใดตัวหนึ่งผิดปกติ มีการสั่งให้ปั๊มน้ำทำงานเมื่อมีความชื้นต่ำ ใช้ไมโครคอนโทลเลอร์เป็นตัวประมวล มีเซ็นเซอร์วัดค่าอุณหภูมิในอากาศ เซ็นเซอร์วัดค่าความชื้นในดินและอากาศ และเซ็นเซอร์วัดค่าความสมบูรณ์ของดิน

ปัจจุบันได้นำระบบตรวจสอบและแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมไปติดตั้ง ณ บ้านไร่หอมดอกเหงื่อ ตำบลชะมาย อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่าระบบสามารถวัดค่าและแสดงค่าของสภาวะแวดล้อมได้อย่างถูกต้อง ระบบสามารถแจ้งเตือนสภาวะโรงเรือนถูกต้องด้วยการแจ้งผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งผลการใช้งานระบบดังกล่าวถือได้ว่าเป็นที่น่าพอใจอย่างมากสำหรับผู้ที่ใช้งานในปัจจุบัน

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ดร.ประเสริฐ นนทกาญจน์ สาขาเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช

“ผักกาดหัว” หรือ “หัวไชเท้า” เป็นชื่อของพืชล้มลุกขนาดเล็ก ที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศจีน มีลักษณะเป็นทรงกลมหรือทรงกระบอก ขนาดค่อนข้างอวบ มีเนื้อในที่แน่นและฉ่ำด้วยน้ำ สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด ทั้งคาวและหวาน ซึ่งนอกจากผักกาดหัวจะเป็นส่วนหนึ่งของอาหารแล้ว สรรพคุณของผักชนิดนี้ยังเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับตัวช่วยลดน้ำหนักหรือคนที่มีปัญหาท้องอืด อาหารไม่ย่อย เมื่อรับประทานเข้าไปจะสามารถช่วยลดอาการได้ เนื่องจากผักกาดหัวเป็นผักที่มีแคลอรี่ต่ำ แต่มีไฟเบอร์สูง เมื่อรับประทานจึงทำให้อิ่มไว ส่วนไฟเบอร์ก็มีส่วนช่วยในกระบวนการขับถ่าย ปรับสมดุลในระบบย่อยอาหาร ช่วยแก้อาการท้องอืด อาหารไม่ย่อยได้

คุณอภิสิทธิ์ ญาณประสิทธิ์เวทย์ อยู่บ้านเลขที่ 3 หมู่ที่ 7 ตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ยึดอาชีพปลูกผักกาดหัวมานานกว่า 36 ปี โดยเริ่มทำเกษตรปลูกผักใบสลับกับการปลูกผักกาดหัวมาตั้งแต่ปี 2527 ที่อำเภอบางบัวทองมาก่อน แต่ด้วยความเจริญที่เบียดเข้ามาเรื่อยๆ จึงมีความจำเป็นต้องขยับขยายออกห่างเมืองมาเรื่อยๆ จนสุดท้ายมาลงหลักปักฐานอยู่ที่อำเภอปากช่อง

คุณอภิสิทธิ์ เล่าถึงการทำเกษตรว่า หลังจากที่ย้ายมาลงหลักปักฐานที่ปากช่อง ได้เลิกปลูกผักใบแล้วหันมาปลูกเฉพาะผักกาดหัวอย่างเดียวบนพื้นที่กว่า 157 ไร่ แบ่งพื้นที่การปลูกเป็นวงกลมเพื่อให้มีผลผลิตเก็บขายได้ทุกวัน โดยพันธุ์ผักกาดหัวที่เลือกปลูกคือ เอเวอร์เรสท์ ตราเจียไต๋ ถือเป็นพันธุ์ที่ดีที่สุดตั้งแต่เคยปลูกมา เนื่องจากมีจุดเด่นหลายข้อ 1.ด้านสายพันธุ์เป็นสายพันธุ์นำเข้าจากญี่ปุ่นแท้ ปลูกได้ทุกฤดู น้ำหนักดี หัวโตสม่ำเสมอ ให้ผลผลิตต่อไร่สูง ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 50 วัน 2.ด้านคุณภาพ เนื้อดี ไม่ฟ่าม 3.ด้านรสชาติที่เหนือกว่าตลาด หวานอร่อย ไม่ขื่น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทั้งเกษตรกรและแม่ค้าต้องการทั้งหมด

เทคนิคการปลูกผักกาดหัวคุณภาพ
น้ำหนักดี ทรงสวย ผิวเนียน เนื้อไม่ฟ่าม ผลผลิตต่อไร่สูง เจ้าของบอกว่า การปลูกผักกาดหัวให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ ปัจจัยที่สำคัญและถือเป็นบันไดขั้นแรกของการทำเกษตรคือเมล็ดพันธุ์ที่ดี ถัดมา คือ ดิน ผักกาดหัวจะปลูกได้ดีกับดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี ซึ่งดินที่ปากช่องถือเป็นดินที่เหมาะกับการปลูกผักกาดหัวเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศไทย ให้ผลผลิตสูง รสชาติหวาน ไม่ขื่น กลิ่นไม่ฉุน ปัจจัยต่อมา คือ ฤดูกาลในการปลูก

ผักกาดหัวสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่ในฤดูแล้งคือช่วงตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤษภาคม จะเป็นช่วงที่ปลูกยากที่สุด เพราะอากาศที่ร้อนจัด ประกอบกับน้ำมีน้อย ถือเป็นฤดูหินของเกษตรกรเพราะฉะนั้นปัจจัยที่ช่วยให้การปลูกมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็ต้องวนกลับไปที่การเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดีซึ่ง เอเวอร์เรสท์ ไม่เคยทำให้ผิดหวัง ทนแล้ง เจริญเติบโตได้ดี และมีอัตราการรอดสูง หน้าแล้งก็ยังให้ผลผลิตต่อไร่สูงไม่ต่ำกว่า 5 ตันต่อไร่ และสุดท้าย ปัจจัยทางด้านสภาพอากาศ คือ ดินต้องดี ถ้าดินไม่ดีหัวจะคด ไม่ตรงสวย และน้ำต้องห้ามขาด ถ้าขาดน้ำจะส่งผลไปถึงลักษณะของผิวที่ขรุขระ

สำหรับขั้นตอนการปลูกนั้น สมัคร BALLSTEP2 การเตรียมดินและแปลงถือเป็นขั้นตอนแรกที่ต้องให้ความสำคัญ ผักกาดหัวมีระบบรากลึก ควรพรวนดินอย่างดี เพื่อการ แทงหัว ได้ตรง โดยเริ่มต้นจากการพรวนดินแล้วตากดินทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน แล้วหว่านปุ๋ยคอกคราดพรวนดินให้ละเอียดอีกครั้ง ที่สำคัญความลึกต้องได้ประมาณ 8-10 นิ้ว จะทำให้การแทงหัวได้ดี รูปทรงออกมาตรงสวย

จากนั้นทำการหยอดเมล็ด 1 หลุม ต่อ 1 เมล็ด และต้องเว้นระยะห่างระหว่างต้น 20×20 เซนติเมตร โดยขั้นตอนการหยอดเมล็ดจะต้องมีความพิถีพิถันด้วยการนำตะแกรงเหล็กที่วัดระยะห่างเอาไว้แล้ว มาใช้ในขั้นตอนการหยอดเมล็ดด้วย เพื่อให้ได้ระยะห่างที่แน่นอน

หลังจากหยอดเมล็ดเสร็จแล้ว ประมาณ 15-18 วัน ให้ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1 สูตรเสมอ 16-16-16 และอีกประมาณ 35-38 วัน ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 สูตร 12-12-17 และเมื่ออายุเลย 40 วันไปแล้วใส่ปุ๋ยครั้งที่ 3 สูตร 8-24-24 หรือ 8-26-26 ปิดท้ายรอเก็บเกี่ยวผลผลิต

ระบบน้ำ สปริงเกลอร์วางขนาบไปด้านข้างทั้งสองด้านยาวไปตลอดทั้งแปลง เปิดรดน้ำวันละ 1 ครั้ง วันไหนฝนตกก็ไม่ต้องรด

ระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต ผักกาดหัว “เอเวอร์เรสท์” สามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 50 วัน หลังจากหยอดเมล็ด ซึ่งจะทำให้ได้หัวใหญ่และผลผลิตสูง ในขณะที่พันธุ์ทั่วไป หากอายุเกิน 45 วัน จะเริ่มมีอาการฟ่าม คือข้างในจะฝ่อ เนื้อไม่แน่นเพราะแก่เกินกำหนด ทำให้น้ำหนักผลผลิตลดลง แต่ “เอเวอร์เรสท์” มีจุดเด่นเรื่องทนฟ่าม ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวได้จนถึงอายุ 55 วัน โดยที่ไม่ฟ่าม ซึ่งส่งผลให้ผักกาดหัวมีคุณภาพที่ดีเนื่องจากการเก็บเกี่ยวที่เต็มอายุ

ผลผลิต 5-7 ตันต่อไร่ ถือว่าได้ผลผลิตเยอะกว่าที่อื่น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดีและปลูกในดินที่เหมาะสม ซึ่งทุกวันนี้ที่สวนเก็บส่งขายตลาดได้ทุกวัน วันละ 5-6 ตัน เฉลี่ยต่อปีไม่ต่ำกว่า 1,750 ตัน

ข้อควรระวัง ผักกาดหัวบางคนคิดว่าเป็นพืชกินหัว ใบจึงไม่สำคัญแต่จริงๆ แล้วใบถือเป็นจุดที่สำคัญมาก เพราะใบเปรียบเสมือนโรงครัวคอยหาอาหารสร้างอาหารให้หัว ถ้าใบหลุดร่วงหัวจะไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร ซึ่งเอเวอร์เรสท์เป็นพันธุ์ที่รักษาง่าย ประคองให้อยู่ในเกณฑ์ 60 เปอร์เซนต์เป็นอันใช้ได้