เกษตรกรผลงานเด่น เดินตามรอยพ่อ ปลูกข้าว 40 ไร่

คุณขวัญชัย รักษาพันธุ์ อยู่บ้านเลขที่ 85 หมู่ที่ 2 ตำบลเทพราช อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา

หลังจากสำเร็จการศึกษาจากภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2512 คุณขวัญชัย ตั้งใจเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเรื่องดิน สินทรัพย์สำคัญต่ออาชีพเกษตรกรรม แต่สุขภาพไม่เอื้ออำนวย จึงสมัครเข้าร่วมหลักสูตรบัณฑิตอาสาสมัครมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำงานด้านเกษตรกรรมร่วมกับงานพัฒนาชุมชน หลังจบหลักสูตรในปี พ.ศ. 2515 ก็เริ่มต้นเข้าทำงานที่สถานีวิจัยสิทธิพรกฤดากร สถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบนิเวศเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

หลังจากทำงานสั่งสมประสบการณ์ทางเกษตร ได้ 2 ปี จึงลาออก ตั้งใจนำความรู้และประสบการณ์มาพลิกฟื้นผืนนาเดิมที่บ้าน พอลงมือทำนาจริงกลับได้ผลผลิตข้าวเพียง 7 เกวียน เพราะปัญหาเพลี้ยกระโดดและโรคขอบใบแห้งระบาดอย่างหนัก จึงตั้งใจสู้ ต้องเอาชนะเพลี้ยกระโดดให้ได้ ใช้เวลาเกือบ 10 ปี กับการเรียนรู้หาวิธีกำจัดเพลี้ยกระโดดและโรคขอบใบแห้ง จึงพบว่าใช้ยาฉีดวัณโรค (สเตร็บโตไทซิน) 5 มิลลิกรัม ผสมน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นในพื้นที่ 1 ไร่ สามารถกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้สำเร็จ หลังจากนั้น ได้ศึกษาเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันและการทำการเกษตร โดยเห็นว่าเป็นทางรอดของประเทศไทย

คุณขวัญชัย ได้ดำเนินกิจกรรมการเกษตรโดยมีความโดดเด่นเรื่อง การปลูกข้าวอินทรีย์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรื่องข้าว คือ ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเอง คุณขวัญชัยมีพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด 40 ไร่ แต่จะต้องแบ่งพื้นที่สำหรับผลิตเมล็ดพันธุ์ 1 ไร่ โดยทำการตกกล้าข้าวพันธุ์ก่อนวันหว่านข้าวปลูก 5 วัน เพื่อให้เกี่ยวทั้งข้าวพันธุ์และข้าวปลูกได้ในวันเดียวกัน ดำนาด้วยกล้าต้นเดียว คัดทิ้งกอข้าวที่ออกรวงก่อนและหลังกำหนดของพันธุ์นั้น เลือกสีรวง สีใต้ใบ บนใบเหมือนกันทั้งต้น ปลูกข้าวครบ 3 ฤดูปลูกควรเปลี่ยนพันธุ์ข้าวใหม่

เขามีวิธีคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวลีบออก โดยใช้โอ่งน้ำ ใส่น้ำในโอ่ง 3-4 ของโอ่ง ผสมกับเกลือให้น้ำมีความเข้มข้นพอที่ไข่ไก่สดลอยได้ จึงแช่เมล็ดข้าวพันธุ์ในน้ำเกลือ คัดเมล็ดข้าวที่ลอย ซึ่งจะเป็นเมล็ดลีบและเป็นเมล็ดท้องปลาซิวออก ก่อนหว่านให้แช่เมล็ดข้าวในน้ำ 1 คืน เก็บเกี่ยวในระยะพลับพลึง เพื่อลดปริมาณข้าวร่วง ขายข้าวเปลือกแห้งแทนการขายข้าวเปลือกสด การทำข้าวแห้งนั้น ทุกๆ ความชื้นที่ลดลง 1 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนักข้าวลดลงเพียง 12 กิโลกรัม ต่อ 1 ตัน

นอกเหนือจากองค์ความรู้ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้ว นายขวัญชัยยังสามารถประยุกต์ประสบการณ์เป็นเทคโนโลยีการเกษตรหลายแขนง เช่น การปลูกข้าวปลอดสารพิษ การผลิตน้ำหมักชีวภาพจากฟางข้าว และน้ำหมักจากหญ้า ทั้งหญ้าขน หญ้าไมยราบ และหญ้าดอกขาว ซึ่งให้ธาตุอาหารพืชแตกต่างกันไป ด้านการเลี้ยงปลา ผลิตอาหารปลา และเคล็ดลับการเลี้ยงปลาให้มีขนาดเท่ากัน

คุณขวัญชัย ได้ดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะใช้หลัก ความพอประมาณ เกษตรกรท่านนี้ยึดหลักพึ่งพาตนเอง 5 ด้าน คือ ด้านทรัพยากร ด้านการผลิต ด้านเทคโนโลยี ด้านสังคม อะไรที่ทำได้ก็ทำ ไม่ต้องซื้อ เช่น การทำปุ๋ยจากเศษพืชมูลสัตว์ การทำสมุนไพรไล่แมลง การทำอาหารสัตว์เอง การทำกิจกรรม ต้องดูศักยภาพของตนเอง ทำแล้วจะไม่ต้องให้ใครเดือดร้อน ตลอดจนจะต้องศึกษาหาความรู้ในเรื่องที่ต้องทำ มีความรอบคอบ ระมัดระวัง เอาใจใส่ และต้องมีความมานะอดทน มีคุณธรรม จริยธรรม ในการทำจึงจะประสบผลสำเร็จ

พูดคุยแลกเปลี่ยนกับคุณขวัญชัยได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 085-2793193

ในงาน “มหัศจรรย์พันธุ์ข้าวมงคล พืชผลของพ่อ”ระหว่างวันที่ 24-27 พฤศจิกายน 2559 ที่เอ็มซีซีฮอลล์ เดอะมอลล์บางกะปิ คุณขวัญชัย ได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรตามรอยพ่อ ผู้มีผลงานดีเด่น ได้รับโล่รางวัล ในวันที่ 25 พฤศจิกายน คุณขวัญชัยจะเล่าประสบการณ์ช่วงบ่าย ผู้สนใจอย่าลืมอย่าพลาด อย่าละโอกาสอันดีงาม ไปฟังและแลกเปลี่ยนกับเกษตรกรท่านนี้ได้

นายกฤษฎ์ พยัคกาฬ ผู้ก่อตั้งและรองประธานกลุ่มวิสาหกิจพยัคฆ์คอฟฟี่ (Payak Caffee) ตำบลกองแขก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ตนอดีตทำงานกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ลาออกมาสอนหนังสือให้โรงเรียนเอกชนในจังหวัดเชียงใหม่ พอมีครอบครัวก็กลับมาอยู่บ้านที่ตำบลกองแขก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ จากนั้นในพื้นที่ 3 ไร่ ของตัวเองปลูกกาแฟ 1,200 ต้น และในพื้นที่ก็มีการปลูกกาแฟกันมาก โดยเมื่อปี 2524 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้นำต้นกาแฟมาให้ชาวเขาปลูกเพื่อทดแทนพืชเสพติดชนิดต่างๆ

“ผมเห็นว่าการปลูกมีผู้มารับซื้อไม่แน่นอน จึงได้ตั้งกลุ่มดังกล่าวขึ้น และได้น้อมนำแนวทางปฏิบัติของพระองค์ท่านเพื่อมาใช้กับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ดำเนินการตามแนวทางของแม่แจ่มโมเดล นอกจากเกษตรกรผู้ปลูกเอง แปรรูปเอง สามารถกำหนดราคาได้เอง เริ่มมา 1 ปี มีสมาชิก 100 คน” นายกฤษฏ์ กล่าว

นายกฤษฏ์ กล่าวต่อว่า เมื่อมีตลาดต้องการรวมกลุ่มกันเข้าปีที่ 2 เริ่มมั่นคงมากขึ้น ต่อไปจะเข้าสู่ระบบของการออม เพื่อนำทุนทรัพย์ดูแลสมาชิกยามจำเป็นได้เงินออม ปีละ 60,000 บาท การน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยพึ่งตนเอง และให้มีวินัยทางการออม เป็นการทำให้สมาชิกทุกคนได้ยึดแนวทางนี้มาปฏิบัติใช้ได้เป็นรูปธรรม การทำงานรวมตัวกันในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน ผู้ปลูกและผลิตกาแฟพยัคฆ์คอฟฟี่ขึ้นมานี้นั้น มีราคาประกัน เกษตรกรก็เชื่อมั่นในการผลิตออกมาและมีแหล่งจำหน่ายได้แน่นอน วันนี้สมาชิกของเราทุกคนอยู่ได้ และจะน้อมนำเกษตรอินทรีย์ปลอดสารมาใช้อย่างต่อเนื่องต่อไป และวันนี้ส่งกาแฟให้ลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศของยี่ห้อดังกว่า 3 ยี่ห้อ รายได้ต่อปีที่ผ่านมาเพียง 1 ปี กว่า 1 ล้านบาท

ในยุคที่เศรษฐกิจอย่างทุกวันนี้ มีผู้คนมากมายที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าอาชีพการงานจะสร้างกำไรได้มากแค่ไหน ก็มีอันต้องได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ดั่งการโดนต้องคำสาปเลยทีเดียว

แต่สำหรับเขาคนนี้ คุณอภิศักดิ์ พันธุ์ไชย ที่เล็งเห็นถึงทางออก โดยเปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ให้เป็นเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งเป็นการเพิ่มความหลากหลายทางงานเกษตร และเป็นการเพิ่มรายได้ไปในตัว

“เกษตรนี่มันไม่ใช่ทางเลือก แต่มันเป็นทางรอดของเรา” นี่คือคำกล่าวของคุณอภิศักดิ์ เกษตรกรหนุ่มชาวโคราช ที่อยู่บ้านเลขที่ 210 หมู่ที่ 4 ตำบลโคกสูง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ผู้ทำการเกษตรแบบผสมผสาน

คุณอภิศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนเคยทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และมีโอกาสได้ศึกษาเกี่ยวกับมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ และปริญญาโทเอกภาษาญี่ปุ่น ทำให้มีโอกาสได้โควต้าไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น ก็เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้รู้จักกับอาจารย์ที่สอนภาษาญี่ปุ่น ท่านก็มีความรู้ความเข้าใจและค่อนข้างสนใจเรื่องของสหกรณ์การเกษตร ท่านก็มักจะพาไปดูการทำเกษตรในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่น ทำให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขามีความคิดที่จะกลับมาทำการเกษตรที่บ้านเกิดจังหวัดนครราชสีมานั่นเอง เพราะมองว่าอุตสาหกรรมการเกษตรที่ประเทศไทยดีกว่าประเทศญี่ปุ่นค่อนข้างมาก ก็ตัดสินใจที่จะกลับมาจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อกลับมาทำการเกษตรที่บ้านทันที

และเนื่องด้วยความที่จังหวัดนครราชสีมา มีพื้นที่เป็นจำนวนมากใช้ในการทำการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ จึงกลายเป็นแรงสนับสนุนชั้นดีที่ทำให้คุณอภิศักดิ์ กล้าที่จะเดินหน้าทำการเกษตรอย่างเต็มที่

“พอดีที่บ้านทำนากันเยอะ ก็เลยจัดตั้งโรงสีข้าวขึ้นมา พอมีโรงสีเราก็มีรำมีปลายข้าว เราก็เอาสิ่งเหล่านี้ไปเลี้ยงสัตว์ ก็จะเป็นเป็ดไข่ แล้วก็เลี้ยงค่อนข้างเยอะ ก็เลยทำให้หาอาหารไม่ทัน แรกๆ ลำบากหน่อย พอเลี้ยงมาได้ 6 ปีแล้ว ก็เริ่มรู้แนวทาง และก็ประคองมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้” คุณอภิศักดิ์ กล่าว

พอหลังจากที่เขาได้เทคนิคต่างๆ มากมายจากการเลี้ยงเป็ดไข่ จึงทำให้เขามีเวลาว่างมากพอที่จะมีไอเดียว่า จะปลูกพืชผักสวนครัวต่อทันที แล้วก็ได้หาข้อมูลการปลูกผักสวนครัวจากโลกโซเชียลต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูป เพื่อใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติ

หลังจากที่ลงมือปลูกผัก พืชชนิดแรกที่คุณอภิศักดิ์ปลูกก็คือ ถั่วฝักยาว ซึ่งในช่วงแรก คุณอภิศักดิ์ ได้บอกว่า ผลจากการที่ปลูกถั่วฝักยาวเพียงอย่างเดียว ทำให้ทุกครั้งเวลาจะนำไปขาย จะทำให้ขายไม่ออก เนื่องจากถั่วฝักยาวที่ผลิตมีจำนวนเยอะเกินความต้องการ ตลาดทั่วไปจึงไม่สามารถรับซื้อได้ทั้งหมด

คุณอภิศักดิ์ จึงเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ด้วยการใช้พื้นที่ที่ตนเองมีเพียง 2 ไร่นั้น ในการจัดทำการเกษตรแบบผสมผสาน

ในอีกด้านคุณอภิศักดิ์ ยังบอกอีกว่า เขาได้ใช้เกษตรประณีตในการปลูกในพื้นที่จำกัด จะมีพืชที่ใช้ปลูกคือ แคบ้าน เพกา กะเพรา โหระพา และแมงลัก โดยให้เหตุผลถึงการเลือกปลูกพืชเหล่านี้ว่า เนื่องจากช่วงหลังๆ ประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้งในหลายพื้นที่บ่อยมาก นั่นรวมถึงที่โคราชด้วยเช่นกัน จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เกษตรกรหนุ่มคนนี้ เลือกที่จะปลูกพืชที่ทนแล้ง เพราะนอกจากจะสู้ภัยแล้งได้แล้ว ยังเป็นพืชที่ดูแลง่ายและก็สามารถจำหน่ายได้ง่ายด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ คุณอภิศักดิ์ ยังบอกถึงวิธีการจัดตำแหน่งพื้นที่ที่ใช้ทำการเกษตรอีกว่า

“ผมมีพื้นที่อยู่ 2 ไร่ ในส่วนของไร่ที่หนึ่ง ผมก็จะแบ่งไว้เลี้ยงสัตว์ ส่วนอีกไร่ก็จะใช้ปลูกพืช…พอดีว่ามันจะมีคลองอยู่ทางด้านหน้าที่ติดถนน ผมก็เลยใช้เป็นพื้นที่ในการเลี้ยงปลาไป พอมาปีนี้ก็แล้งอีกแล้ว น้ำก็ไม่มี เลยหยุดการเลี้ยงปลาไปก่อน”

จากปัญหาภัยแล้งตรงนี้ทำให้คุณอภิศักดิ์ ต้องทำการเกษตรเพียง 2 อย่างเท่านั้น คือ การเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชผักสวนครัว วิธีการป้องกันศัตรูพืช แบบประหยัด

แน่นอนว่าอุปสรรคอันดับต้นๆ ของการทำการเกษตรคือ เรื่องของศัตรูพืชที่พร้อมจะสร้างความเสียหายให้กับพืชผลไร่นา ของเกษตรกรทุกๆ ครัวเรือน ซึ่งถ้าหากเป็นคนทั่วไปอาจจะยังใช้สารเคมีต่างๆ ในการกำจัดศัตรูพืชต่างๆ แต่สำหรับคุณอภิศักดิ์แล้ว เลือกที่จะกำจัดศัตรูพืชเหล่านี้ด้วยการใช้พริกแกงในการป้องกันแมลง ซึ่งเขาก็ได้บอกว่า ได้แนวคิดที่จะใช้พริกแกงในการกำจัดศัตรูพืชมาจากโลกโซเชียล นั่นก็คือ ยูทูป เขาได้ศึกษาวิธีการต่างๆ ในยูทูปอย่างละเอียด ก่อนที่จะลงมือผสมพริกแกงตามสูตร (อัตราส่วน พริกแกง 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หมักทิ้งไว้ 1 คืน)

โดยเขาบอกว่า ส่วนผสมของเครื่องพริกแกงจะมีสมุนไพร ซึ่งได้แก่ ขิง ข่า จะคอยช่วยป้องกันเชื้อราไม่ให้ขึ้นพืชและตัวพริกจะใช้ป้องกันแมลงได้ไปในตัว ส่วนโรคพืชจะใช้แต่ไตรโคเดอร์มา และเขายังบอกอีกว่ามีรายการหนึ่งของญี่ปุ่น เขาก็บอกว่าพวกน้ำยาล้างจาน หรือที่เรียกว่า สารจับใบ มันจะไปทำลายผิวของแมลงศัตรูพืช ก็เลยใช้ผสมไปในพริกแกงประมาณ 1 ช้อน เมื่อผสมได้แล้วจะใช้ฉีดทุกอาทิตย์ และที่สำคัญพืชผักที่ได้จะปลอดสารพิษอย่างแน่นอน

ในส่วนของปุ๋ยก็ใช้สิ่งของที่ตนเองมี โดยจะเป็นการใช้แกลบที่มีอยู่ในโรงสีอยู่แล้ว นำไปหมักกับอุจจาระของหมูและอุจจาระของเป็ดที่ได้เลี้ยงเอาไว้ เพื่อนำไปแปรรูปเป็นปุ๋ย นี่เท่ากับว่าสามารถประหยัดได้ทั้งค่าใช้จ่ายในส่วนของพริกแกงกำจัดแมลง ที่ต้องจ่ายให้กับพริกแกงเพียง กิโลกรัมละ 30 บาทเท่านั้น และในส่วนของค่าปุ๋ยก็ไม่ต้องเสียเงินเลยแม้แต่บาทเดียว หรือถ้าเสียจริงๆ ก็ดูจะน้อยมาก

โดยผลผลิตส่วนใหญ่จะขายได้ดีเกือบทั้งหมด ซึ่งสินค้าที่สร้างรายได้ดีหลักๆ ให้กับคุณอภิศักดิ์ ก็จะเป็นไข่เป็ด แต่ก็จะมีอุปสรรคอยู่ที่หน้าฝน เพราะจะทำให้ผลผลิตไม่สามารถออกได้มากตามที่ต้องการ ส่วนของพืชผักสวนครัวก็สามารถจำหน่ายสู่ตลาดได้เรื่อยๆ นั่นเป็นเพราะการปลูกผักที่หลากหลาย จึงสามารถขายออกได้ทั้งหมด

คุณอภิศักดิ์ บอกว่า ตอนนี้ตัวเขาเองก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของยังสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ เมื่อในสมาชิกกลุ่มได้พืชผักหรือผลผลิตต่างๆ ก็นำมารวมกัน เพื่อไปขายสู่ตลาดกลางในเมืองโคราชอีกที ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพื้นที่ 2 ไร่ ที่มีอยู่ไม่พอกับความต้องการของตลาด นอกจากนี้ ยังมีห้างสรรพสินค้าชั้นนำในจังหวัด ที่ติดต่อให้นำผลผลิตทางการเกษตรไปจำหน่ายให้กับห้างสรรพสินค้า รวมถึงตามตลาดต่างๆ ในจังหวัดนครราชสีมาด้วยเช่นกัน

เกษตรแบบผสมผสาน ทางเลือกที่ดีกว่า

แต่ก่อนคุณอภิศักดิ์ เคยเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่เลือกทำการเกษตรแบบเดี่ยว ด้วยปัจจัยในเรื่องของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น รวมถึงการขาดแคลนของอาหารสัตว์ที่หามาได้ไม่พอกับจำนวนที่เลี้ยงไว้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณอภิศักดิ์ หันมาทำเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อจะได้ใช้ต้นทุนในการซื้ออาหารสัตว์ได้หลากหลาย ไม่ประสบปัญหาอาหารไม่พอเลี้ยง

“เราก็สามารถใช้ต้นทุนเรา หาอาหารสัตว์ที่แตกต่างกันได้ ตอนนี้เราก็มีหมูป่าอยู่ 14 ตัว ก็จะได้เศษอาหารมาจากโรงเรียนบ้าง ปั๊มน้ำมันบ้าง หรือว่ามีงานตามที่ต่างๆ เราก็สามารถหาเศษอาหารจากจุดๆ นั้นมาได้ เราก็ถือคติที่ว่า ด้านได้อายอดนะ สมัยก่อนเลี้ยงหมูบ้าน 4-5 รุ่น ก็เลยเลิกเลี้ยง มาเลี้ยงหมูป่าแทน เอาเศษอาหารให้อย่างเดียว วันไหนที่โรงเรียนปิดเราก็เอาต้นกล้วยหรือว่าผักบุ้งมาเป็นอาหารแทนได้”

เลี้ยงหมูป่า ควบคู่กับการทำเกษตรแบบผสมผสาน

หมูป่า เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่เลี้ยงง่าย สามารถใช้อาหารท้องถิ่นที่มีอยู่ได้ ปัจจุบันความต้องการในการบริโภคเนื้อหมูมีค่อนข้างมาก แต่มีผู้เลี้ยงน้อย ทำให้ผลผลิตเนื้อหมูป่ามีไม่เพียงพอ ดังนั้น ราคาเนื้อหมูป่าจึงแพงกว่าเนื้อหมูปกติทั่วไป จึงเป็นเหตุที่ทำให้คุณอภิศักดิ์ เลือกเลี้ยงหมูป่าเพิ่มจากเดิมทีที่เลี้ยงเป็ดและไก่ไว้อยู่แล้ว

คุณอภิศักดิ์ บอกว่า เริ่มนำหมูป่ามาเลี้ยงครั้งแรกจากโรงเรียนบุญเหลือ

“ช่วงแรกที่นำมาเลี้ยงมีอยู่ 8 ตัว ในส่วนของตัวผู้เราจะเก็บเอาไว้แค่ตัวเดียว ส่วนตัวเมียจะเก็บไว้เยอะหน่อย สาเหตุที่เราชำแหละตัวผู้ไปเยอะ เพราะจะได้เก็บตัวเมียไว้ทำพันธุ์”

กำไรส่วนใหญ่ที่ได้มาจากการเลี้ยงหมูป่าคือ การขายเนื้อหมูแบบแยกขายเป็นกอง

“แต่ก่อนเคยมีคนมาซื้อตัวเล็กๆ ตัวละ 1,500 บาท แต่มาคำนวณดูแล้วผมว่ามันไม่คุ้มนะ ถ้าเลือกที่จะเลี้ยงให้โตแล้วชำแหละและแยกขายเป็นกอง ก็จะทำให้มีรายได้ที่ต่างกันออกไป ถ้าขายให้ชาวบ้านก็จะขายกองละ 500 บาท ขายสัก 10 กอง ก็ได้ละประมาณ 5,000 บาท แต่ถ้าเป็นบางกอง นี่กองละพันเลย” คุณอภิศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ ข้อดีที่เห็นได้ชัดคือ กำไรที่ได้จากการเลี้ยงสัตว์เชิงเศรษฐกิจแล้ว ยังมีพืชผักสวนครัวอีกมากมายที่ปลูกไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม การเอาตัวรอด ในยุคที่เกษตรมีการแข่งขันสูง

ณ จุดนี้ ประเทศไทยของเราได้ก้าวสู่ AEC แบบเต็มตัวแล้ว แน่นอนว่าเราจะต้องเจอกับการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมากมาย โดยเฉพาะสินค้าประเภทเกษตรที่ตอนนี้ได้มีการนำเข้ามาเป็นอย่างมาก เช่น กระเทียมจีน หอมจีน กะหล่ำปลี เป็นต้น ถ้าเรามองอีกมุมหนึ่งเราจะได้ความคิดที่ว่า ทำไมเราถึงลองปลูกหรือสร้างพันธุ์พืชต่างๆ ด้วยตัวเอง และอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้อยู่รอดได้เช่นกัน การเรียนรู้การแปรรูปจากผลผลิตที่เรามีอยู่ ให้เกิดเป็นอาหารหรือสินค้าที่น่าสนใจ จะกลายเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเราได้ทันที

“ตอนนี้ถ้าเรามีสมุนไพรอะไรที่อยู่ในสวน เราก็เอาไปทำน้ำสมุนไพรด้วย และตอนนี้ที่กำลังจะคิดในปีนี้ก็น้ำสมุนไพรที่ใส่หญ้าหวาน ไม่ใส่น้ำตาล ก็กำลังจะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ไปเลย” คุณอภิศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ หากท่านผู้อ่านมีความสนใจที่จะทำการเกษตรแบบผสมผสาน แต่ต้องการข้อมูลต่างๆ ก็สามารถปรึกษาได้ที่ คุณอภิศักดิ์ พันธุ์ไชย ที่หมายเลขโทรศัพท์ (090) 669-7859

ที่บ้านต๊ำพระแล อำเภอเมืองพะเยา มีเกษตรกรได้นำเงาะพันธุ์โรงเรียนมาปลูก เพราะผลผลิตที่ออกมามีความอร่อย เนื้อล่อนแห้ง ไม่แฉะ หวานกรอบ อาจจะเป็นเพราะดินแถวบ้านต๊ำพระแล มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่ทำการเกษตร มีคนบอกว่าดินแถวนี้เคยเป็นพื้นที่ภูเขาไฟเก่า ประกอบกับพื้นที่ของบ้านต๊ำพระแล อยู่บริเวณ เชิงเขาหลวงยังมีความอุดมสมบูรณ์ น้ำที่ใช้รดต้นเงาะและทำการเกษตรจะไม่มีสารเคมีตกค้าง เนื่องจากเป็นต้นน้ำ และตอนนี้ที่ดินเขตพื้นที่บ้านต๊ำพระแลนอกจากจะเลี้ยงปลานิล ยังสามารถปลูกมังคุด ทุเรียน และลองกอง ที่มีรสชาติอร่อยมาก

โดยเฉพาะ คุณอดุลย์ อ้อยหวาน อายุ 35 ปี ผู้ใหญ่บ้านต๊ำพระแล บ้านเลขที่ 309/1 หมู่ที่ 11 ตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมืองพะเยา มีพื้นที่เพาะปลูกเงาะ จำนวน 4 ไร่ จำนวน 60 ต้น และมีเกษตรกรรายอื่นๆ ปลูกอีก รวมพื้นที่ประมาณ 50 ไร่ การจำหน่าย จะจำหน่ายให้กับผู้ที่เคยชิมก็สั่งซื้อจากเกษตรกรชาวสวนโดยตรง ในส่วนของผู้ใหญ่อดุลย์จะขายส่งให้กับผู้ค้าตลาดมณีรัตน์ ตำบลบ้านต๋อม อำเภอเมืองพะเยา

อันที่จริงแล้วเงาะก็มีอยู่หลายสายพันธุ์ และหารับประทานได้ไม่ยาก แต่ถ้าพูดถึงเงาะที่อร่อย หลายๆ คนถูกปาก และเป็นเงาะที่เนื้อหวาน กรอบ อร่อยแล้ว ทุกคนก็ต้องนึกถึง “เงาะโรงเรียน” เป็นอันดับแรก

เงาะ เป็นไม้ผลเมืองร้อน มีอายุนานหลายปี เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอุณหภูมิ ระหว่าง 22-35 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝน 2,000-3,000 มิลลิเมตร/ปี มีการกระจายตัวของฝนสม่ำเสมอ สภาพพื้นที่มีความชื้นสูง 75-85 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องการสภาพแห้งแล้งก่อนออกดอกติดต่อกัน 21-30 วัน แหล่งปลูกไม่ควรสูงจากระดับน้ำทะเลเกิน 650 เมตร ไม่ชอบสภาพพื้นที่หนาวเย็น โดยเฉพาะบริเวณที่มีหิมะตก เงาะชอบดินร่วนเหนียว มีความอุดมสมบูรณ์สูง ความลึกของหน้าดินไม่ควรน้อยกว่า 1 เมตร ค่าความเป็นกรด-เป็นด่างของดิน 5.0-6.5 มีการระบายน้ำดี ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มปลูกจนเริ่มให้ผลผลิตมีอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป

เงาะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่ออกดอกจนผลแก่ ใช้เวลาประมาณ 130-160 วัน และเงาะสามารถนำมาทำประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น รับประทานผลสด ทำเงาะแช่น้ำเชื่อมบรรจุกระป๋อง ทำแยม ไขของเงาะสามารถนำมาทำเป็นสบู่และเทียนไขได้ นอกจากนี้ รากและเปลือกของเงาะยังสามารถนำมาทำยาสมุนไพรได้ด้วย

ที่มาของเงาะโรงเรียน เป็นผลไม้ของดีขึ้นชื่อของบ้านนาสาร อำเภอนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี

อำเภอบ้านนาสาร เป็นพื้นที่ที่มี “ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ” ใต้พื้นดินประกอบด้วยแร่บนดิน มีผลไม้เงาะพันธุ์ต้นแรกของประเทศไทย ประวัติความเป็นมาของเงาะพันธุ์อร่อยเลื่องชื่อนี้ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2480 นายเคหว่อง เป็นชาวปีนัง ได้เดินทางมาทำกิจการเหมืองแร่ดีบุก ที่อำเภอบ้านนาสาร โดยทำเหมืองที่บ้านเหมืองแกะและที่บ้านขุนทองหลาง พักอาศัยอยู่ริมทางรถไฟ (ซึ่งปัจจุบัน เป็นโรงเรียนนาสาร) นายเคหว่อง ได้นำเงาะพันธุ์พื้นเมืองของปีนังมานั่งรับประทานแล้วได้ทิ้งเมล็ดไว้ (เงาะปีนัง ผลใหญ่ ลักษณะทรงรี เปลือกหนา มีผลสีแดงเข้ม ไม่หวาน) ด้วยเหตุของดินที่ดีและมีความชุ่มชื้น อุณหภูมิพอเหมาะ ทำให้เมล็ดที่ถูกทิ้งไว้ งอกขึ้นมาประมาณ 3 ต้น

เมื่อนายเคหว่อง เลิกกิจการเหมืองแร่ ได้ขายบ้านพักพร้อมที่ดินให้กับทางราชการ สมัยนั้นราคาประมาณ 1,200 บาท ต่อมาทางราชการได้ตั้งเป็นโรงเรียน ชื่อโรงเรียน “นาสาร” โดยมี ครูแย้ม พวงทิพย์ เป็นครูใหญ่ ต้นเงาะทั้ง 3 ต้น ได้เจริญงอกงาม ใหญ่โตขึ้นจากดินที่อุดมสมบูรณ์และต่อมาได้ออกดอกติดผล จำนวนต้นเงาะทั้ง 3 ต้น มีอยู่ต้นหนึ่ง ผลของเงาะมีรสชาติหวาน กรอบ อร่อย ซึ่งแตกต่างจากพันธุ์ดั้งเดิม ต่อมาได้มีการนำไปให้กับพี่น้องชาวนาสารปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ และได้ขยายพันธุ์ไปยังจังหวัดต่างๆ โดยตั้งชื่อจากแหล่งกำเนิด คือโรงเรียนนาสาร จึงใช้ชื่อว่า “เงาะโรงเรียน”

ในปี พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จฯ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายชัช อุตตมางกูร ผู้นำชาวสวนเงาะได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายผลเงาะโรงเรียน และขอพระราชทานชื่อพันธุ์เงาะนี้เสียใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสว่า “ชื่อเงาะโรงเรียนดีอยู่แล้ว” ตั้งแต่นั้นมา เงาะพันธุ์นี้จึงได้ชื่อว่า เงาะโรงเรียน อย่างเป็นทางการ

สนใจ อยากชิมรสชาติเงาะโรงเรียนของจังหวัดพะเยา เชิญได้ที่ตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา แล้วท่านจะติดใจ เพื่อเทิดพระเกียรติและร่วมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “กษัตริย์เกษตร” นักพัฒนาผู้ทรงงานเพื่อปวงชนชาวไทยมากว่า 70 ปีแห่งการครองราชย์

บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) โดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้ร่วมกับองค์กรหน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรธุรกิจภาคเอกชน กำหนดจัดงาน “มหัศจรรย์พันธุ์ข้าวมงคล พืชผลของพ่อ” ระหว่างวันที่ 24-27 พฤศจิกายน 2559 ณ เอ็มซีซีฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ

พานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณานิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เล่าถึงที่มาของงานว่า นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ก่อตั้งตั้งแต่ปี 2531 จนถึงวันนี้ก็อายุ 29 ปีแล้ว

กระทั่งปี 2536 ได้เข้าไปทำสารคดีในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา รู้สึกประหลาดใจมากที่เจอสวนยางนา เป็นป่ายางที่พระองค์ทรงปลูก ในนั้นยังมีโรงนา โรงนม โรงเห็ด นาข้าว หลังจากนั้นนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านก็เสนอเรื่องราวจากโครงการพระราชดำริต่างๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ เมื่อไปที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส ก็ทราบเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ หลังจากนั้นเราก็นำเสนอเป็นประจำ ทั้งหลักการและเรื่องราวของเกษตรกรที่น้อมนำไปปฏิบัติแล้วมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น และจะสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ต่อไป

“เช่น ลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งแต่ก่อนเจอปัญหาน้ำท่วม-น้ำเค็ม เพาะปลูกไม่ได้ เมื่อในหลวงมีพระราชดำริเรื่องการปรับปรุงพื้นที่แล้วชาวบ้านในพื้นที่สามารถปลูกพืชได้ดีมาก สิ่งที่เป็นรูปธรรมและมีชื่อเสียงมาก คือส้มโอทับทิมสยาม ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 2 พันไร่ เกษตรกรมีรายได้อย่างต่ำไร่ละ 1 แสนบาท เราจะสั่งเกรดเอมาขายในงาน ผลละ 300 บาทเท่านั้น” พานิชย์อธิบาย

ไฮไลต์ของงานได้แก่ นิทรรศการ “พันธุ์ข้าวมงคล” โดยจะจัดแสดง 9 พันธุ์ข้าวทรงปลูกที่พระราชทานในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

“พันธุ์ข้าวมงคล เป็นเรื่องของ 9 พันธุ์ข้าวมงคลทรงปลูกที่พระราชทานในพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” “ข้าวทรงปลูกจะอยู่ในแปลงนาทดลองภายในวังสวนจิตรลดา จากนั้นนำมาทำพิธีและแจกจ่ายแก่เกษตรกรเพื่อความเป็นมงคลแก่พันธุ์ที่เรานำมา เช่น พันธุ์ข้าวปทุมธานี 1, ข้าวสังข์หยดพัทลุง, ขาวดอกมะลิ 105, กข 49, กข 41, กข 31, กข 47, กข 6 และดอกพะยอม จะมีพันธุ์อื่นๆ อีก ในงานจะมีแจกข้าวเปลือก 3 พันธุ์สำหรับคนที่เข้าไปร่วมงาน คือ ขาวอกมะลิ 105, สังข์หยด, ข้าวหอมปทุม”

นอกจากนี้ยังมีในส่วนของนิทรรศการ “9 เรื่องราวข้าวของพ่อ” 9 เรื่องราวที่บอกเล่าพระราชจริยวัตรในด้านต่างๆ ที่คนไทยควรรู้ โดยอัญเชิญพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสที่สำคัญเกี่ยวกับข้าวมาให้ประชาชนที่เข้าร่วมงานได้รำลึกและตระหนักถึงความห่วงใยที่ทรงมีต่อเกษตรกรและชาวนาไทย นิทรรศการ “พืชผลของพ่อ” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ในโอกาสที่นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ซึ่งดำเนินงานมาครบรอบ 29 ปี จึงได้จัดนิทรรศการ อาลัย “กษัตริย์เกษตร” 29 ปีเทคโนโลยีชาวบ้าน สืบสานปณิธานของพ่อ นำเสนอพระราชดำรัส และบอกเล่าเรื่องราวพระมหากรุณาธิคุณด้านการเกษตร เช่น การชลประทาน การแก้ปัญหาเรื่องดิน หญ้าแฝก เศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ เป็นต้น

พร้อมทั้งรวบรวม 15 พันธุ์พืชของพ่อ ที่นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านร่วมถ่ายทอดเรื่องราว จนในปัจจุบันเกษตรกรประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ ทั้งยังนำเสนอเรื่องราวโครงการหลวง พร้อมทั้งจัดแสดงพืชผลนานาชนิดมากกว่า 70 สายพันธุ์ ที่เกิดจากน้ำพระราชหฤทัยของพ่อแห่งแผ่นดินที่ได้พระราชทานพืชพันธุ์ให้แก่เกษตรกร นำไปปลูกเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตด้านต่างๆ ของพสกนิกรในชนบทให้ดีขึ้น
คัดสรร 3 เกษตรกรผู้เดินตามรอยพ่อ หรือเกษตรกรดีเด่นแห่งปี (Farmers of The Year) มานำเสนอเป็นแบบอย่าง เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ของความสำเร็จให้ผู้ร่วมงานได้ชมอีกด้วย

พานิชย์อธิบายว่า พิธีเปิดงานในวันที่ 25 พ.ย. จะมี ฯพณฯ อำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี เป็นประธาน ทั้งยังจะกล่าวปาฐกถาเรื่องข้าว และจะมีการมอบรางวัลให้กับเกษตรกรตามรอยพ่อผู้มีผลงานดีเด่น เกณฑ์คือ เป็นเกษตรกรที่ลงมือปฏิบัติจริงในเรื่องของการทำไร่ทำนา ซึ่งน้อมนำพระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติและพิสูจน์ได้ คนนำไปเป็นแบบอย่างได้อย่างดี มีคนไปดูงาน ซึ่งถ้าทำไม่ได้ผลจริงคงไม่มีคนเข้าไป เราคัดเลือกมา

ณรงค์ สังขะโห เกษตรกรชาวหันคา จ.ชัยนาท ที่น้อมนำพระราชดำริเรื่องป่าไม้/ยางนามาใช้ เขาศึกษาเรื่องยางนา การปลูกยางนาในที่นา เขาบอกว่าปลูกในคันนาก็ได้ผล ประมาณ 80 ต้นต่อไร่ นอกจากจะปลูกเองแล้วเขายังแนะนำให้ชาวบ้านที่มาเยี่ยมปลูกด้วย จนทุกวันนี้เขาทำและเผยแพร่เรื่องยางนาให้คนอื่นรวมแล้วปลูกมากกว่า 10 ล้านต้นแล้ว

สุธรรม จันทร์อ่อน เกษตรกรชาวกำแพงแสน จ.นครปฐม เขาจัดการไร่นาสวนผสม นำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่มาปฏิบัติอย่างได้ผลดีมาก มีคนไปเรียน เข้าค่าย ไปฝึกงานกับเขา นอกจากเกษตรกรแล้วยังมีเยาวชนคนรุ่นใหม่ไปกันมาก ผมลองตามดูแล้ว มีคนเข้ามาเรียนกันมาก สามารถเป็นตัวเชื่อมของคนรุ่นใหม่ในการรักษาอาชีพเกษตรจากพ่อแม่บรรพบุรุษได้ โดยที่เขามีการถ่ายทอดให้อย่างได้ผล

ขวัญชัย รักษาพันธ์ ชาวนาจากฉะเชิงเทรา ที่โดดเด่นเรื่องการผลิตข้าวอินทรีย์ จบที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เมื่อ 2512 ตอนแรกก็ทำเกษตรเชิงเดี่ยว แต่ตอนหลังเรียนรู้กระทั่งมีแนวทางของตัวเอง ผลิตข้าวอินทรีย์แล้วน้อมนำแนวพระราชดำริมาใช้อย่างได้ผล เป็นเกษตรกรที่น่าเอาตัวอย่าง

“เราจะเชิญทั้ง 3 ท่านมาพูดที่เวทีกลางในงานวันที่ 25 พฤศจิกายน” พานิชย์ย้ำ

งานนี้ยังเป็นครั้งแรกที่มีการระดมพันธุ์ข้าวหายากของไทยจากทั่วประเทศกว่า 199 สายพันธุ์ มาจัดแสดงให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อประโยชน์ด้านการอนุรักษ์สนองพระราชดำรัสของในหลวง รัชกาลที่ 9 “พระบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย”

ด้วยพระราชประสงค์ให้คนไทยช่วยกันอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองของไทยให้คงอยู่สืบต่อไปถึงลูกหลาน และป้องกันชาติอื่นนำไปจดสิทธิบัตรรับรองเป็นพันธุ์ข้าวของตัวเอง ในนิทรรศการ “มหัศจรรย์พันธุ์ข้าวทั่วไทย”

กิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ อาทิ ทดลองชิมข้าว 6 สายพันธุ์, SBOBET การแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวมงคล, แจกพระบรมฉายาลักษณ์ที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเกี่ยวข้าว, กิจกรรมสาธิตเมนูอร่อยจาก “ข้าว” เป็นต้น เสริมด้วยเรื่องราวอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องอีกมากมาย อาทิ เมนูพระราชทาน และเมนูทรงโปรด เป็นต้น นอกจากนี้ในงานยังมีการจำหน่ายพันธุ์พืช ไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ คัดสรรของดีจากสวนดังทั่วไทย อาทิ ชมพู่มะเหมี่ยวโบราณ, แก้วมังกรสีเหลือง, ต้นฟิกส์ (มะเดื่อฝรั่ง), ส้มโอแดงเวียดนาม, มะไฟทองสยาม, มะม่วงมันยักษ์ “เขียว 3 รส”, มะขามป้อมยักษ์ทวาย, ทับทิมเมล็ดนิ่มแดงเจ้าพระยา, สะเดารวยดอก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสินค้ากลุ่มเกษตรและอุปกรณ์ตกแต่งสวน ของกินของใช้ระดับ 5 ดาว จากผู้ประกอบการ SMEs ทั่วประเทศ และอาหารดังอาหารเด็ด รวมแล้วกว่า 150 ร้านค้า พร้อมกับนำพระบรมฉายาลักษณ์ที่ทรงงานด้านการเกษตรหายาก และเมล็ดพืชผัก “พอเพียง” คนเมืองปลูกง่าย เช่น บวบงู แตงกวา พริก เป็นต้น มาแจกฟรีทุกวันให้แก่ผู้ร่วมงาน