เกษตรกรพิจิตรเดือดร้อนหนัก ชลประทานส่งน้ำมา2เดือนยังไม่ถึง

ปลายคลอง หวั่นขาดน้ำพืชผลเสียหายวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดพิจิตรว่ามี เกษตรกรชาวนา และชาวสวนในพื้นที่ตำบลทุ่งน้อย และตำบลท่าบัว อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร กว่า 100คน ได้รวมตัวทำการปิดลำคลองชลประทาน ซี 40 และซี 59 บริเวณประตูน้ำ หมู่ที่ 6 ตำบลท่าบัว และบริเวณประตูน้ำ หมู่ที่ 2 ตำบลทุ้งน้อย อำเภอโพทะเล หลังจากได้รับความเดือดร้อนจากโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดงเศรษฐี ทำการส่งน้ำมาให้ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม2559 ตามแผนจัดการส่งน้ำที่ทำประชาคมกับกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำในพื้นที่ดังกล่าว

แต่จนถึงปัจจุบันน้ำที่ส่งตรงมาจากเขื่อนนเรศวร ยังส่งไปไม่ถึงปลายลำคลองซี 40 และซี 59 ในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากลำคลองมีวัชพืชขึ้นปกคลุมขวางทางน้ำตลอดลำคลอง อีกทั้งประตูน้ำแยกลำคลองจาก ซี 40 แยกไป ซี 59 บานประตูสูงกว่าลำคลองมาก ทำให้เกษตรกรที่ใช้น้ำคลองซี 59ไม่ได้ใช้น้ำ ซึ่งปัญหาดังกล่าวทำให้เกษตรกรชาวนา และชาวสวน ที่ใช้น้ำจากคลองชลประทานดังกล่าวรวมกว่า 3-4 หมื่นไร่เดือดร้อนหนัก เนื่องจากไม่ได้รับน้ำตามที่ประชุมจัดแผนบริหารจัดการส่งน้ำให้กับกลุ่มผู้ใช้น้ำ ซึ่งขณะนี้ทำให้นาข้าวที่ปลูกตามอัตราส่วนที่รัฐบาลให้ทำ 33 เปอร์เซ็นต์ และพืชผักใช้น้ำน้อย รวมทั้งไม้ผลยืนต้นเริ่มขาดแคลนน้ำทำให้เกษตรกรมารวมตัวร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน เนื่องจากร้องเรียนไปยังจังหวัดพิจิตร และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดงเศรษฐีต้นสังกัด แต่เรื่องเงียบหาย หวั่นขาดน้ำต่อเนื่องยาวนาน

โดยนายบุญส่ง ขาวเอี่ยม อายุ 62 ปี เกษตรกรผู้ใช้น้ำตำบลท่าบัว อำเภอโพทะเล กล่าวว่า ตนเป็นตัวแทนชาวบ้านตำบลท่าบัว ได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากลำคลองซี 40 มีสภาพแห้งขอดมีวัชพืชขึ้นปกคลุม และน้ำที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดงเศรษฐี ส่งมาให้ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2559 จนถึงปัจจุบันเกษตรกรยังไม่ได้รับน้ำเลย ทำให้เกษตรกรที่ปลูกข้าว และปลูกพืชใช้น้ำน้อย รวมทั้งไม้ผลยืนต้น และสัตว์เลี้ยงที่เกษตรกรต้องใช้น้ำจากลำคลอง ได้รับความเดือดร้อน โดยก่อนหน้านี้ได้ร้องเรียนไปยังจังหวัดพิจิตรและโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดงเศรษฐี แต่เรื่องก็เงียบหายไป หากเกษตรกรไม่ได้รับน้ำจากชลประทานในอีกไม่ช้านี้จะทำให้พืชผลทางการเกษตรเสียหายได้

นายเสน่ห์ อ่อนเนียม อายุ 74 ปี ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำคลองซี 59 ต.บ้านน้อย กล่าวว่าชาวนาได้รับความเดือดร้อนมากระยะทางกว่า 4 กม. เกษตรกรไม่ได้รับน้ำจากคลองส่งน้ำของชลประทาน เนื่องจากประตูน้ำที่แยกจากลำคลองซี 40 แยกไปลำคลองซี 59 สูงมากทำให้น้ำไม่ไหลเข้าคลองซี 59 อีกทั้งลำคลองรกมีวัชพืชขึ้นปกคลุมขวางทางน้ำตลอดเส้นทางโดยเจ้าหน้าที่ชลประทาน ได้ประชาคมกลุ่มผู้ใช้น้ำว่าจะส่งน้ำมาให้ช่วง 5 ธันวาคม 2559 ถึง 25 มีนาคม 2560 แต่ปัจจุบันเกษตรกรยังไม่ได้รับน้ำจากชลประทานเลย ซึ่งได้ร้องเรียนให้แก้ไขเรื่องประตูน้ำก็ร้องมาตั้งนานและรับปากว่าจะแก้ไขให้แต่ก็ยังไม่มาแก้ไขให้จึงขอหน่วยงานราชการช่วยเกษตรกรด้วย

นายวีระพงษ์ แต่งเนตร ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดงเศรษฐี จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดงเศรษฐี ได้รับน้ำจากกรมชลประทานจัดสรรมาให้ ตามนโยบายรัฐบาลคือ 33 เปอร์เซ็นต์เพื่อส่งน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่ส่งน้ำตามแผน โดยเริ่มต้นส่งน้ำมาตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 17 มกราคม 60 ในคลองส่งน้ำซี 40 แต่ด้วยปริมาณน้ำที่มีจำกัดทำให้ปลายน้ำรับน้ำอาจจะไม่เต็มจำนวน จากนั้นได้ขยายระยะเวลาการส่งเพิ่มให้เกษตรกรอีก 7 วัน เนื่องจาก ตรวจพบลำคลองมีการรั่วซึมชำรุดเป็นช่วงๆ ซึ่งทางโครการฯจะต้องเริ่มดำเนินการซ่อมแซมอย่างเร่งด่วนภายในระยะเวลา 90 วัน แต่ด้วยความเห็นใจเกษตรกรในพื้นที่จึงได้เร่งให้ผู้รับจ้างซ่อมแซมคันคลองให้ระดมเครื่องจักรและแรงงานให้มากขึ้นเพื่อย่นระยะเวลาให้เสร็จเร็วขึ้น โดยคาดว่าจะไม่เกิน 60 วันจะแล้วเสร็จก็จะส่งน้ำให้เกษตรกรตามปริมาณน้ำที่ได้รับจัดสรรมา

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศประจำวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 ดังนี้
ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อยกับมีหมอกในตอนเช้า แต่ยังคงมีอากาศหนาวเย็นโดยทั่วไปในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น และระมัดระวังสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกไว้ด้วย ส่วนภาคใต้มีฝนเล็กน้อยบางแห่งในระยะนี้

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน และทะเลจีนใต้มีกำลังอ่อนลง ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าว มีอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้มีกำลังอ่อน ทำให้ภาคใต้มีฝนเล็กน้อยบางแห่งในระยะนี้

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้.

ภาคเหนือ อากาศเย็นถึงหนาวกับมีหมอกในตอนเช้า
อุณหภูมิต่ำสุด 12-18 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส
บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 3-10 องศาเซลเซียส
ลมเหนือ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นถึงหนาวกับมีหมอกบางในตอนเช้า อุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อย
อุณหภูมิต่ำสุด 12-20 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส
บริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 8-13 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็นกับมีหมอกบางในตอนเช้า อุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อย
อุณหภูมิต่ำสุด 20-22 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 35-37 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศเย็นกับมีหมอกบางในตอนเช้า อุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อย
อุณหภูมิต่ำสุด 20-23 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) อากาศเย็น โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง
อุณหภูมิต่ำสุด 20-22 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร
บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วนกับมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง
อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็นกับมีหมอกบางในตอนเช้า อุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อย
อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 35-36 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. เกษตรกรชาวนาอำเภอสามง่าม 2 ตำบล เดือดร้อนหนักร้องศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพิจิตร หลังจากที่ผ่านมาถูกบริษัทแห่งหนึ่งนำปุ๋ยมาแจกให้ทดลองใช้ฟรี ต่อมา 2-3 เดือนถูกหมายศาลให้ชำระเงิน

จากกรณีที่เกษตรกรชาวนา 2 ตำบล ในอำเภอสามง่าม ได้เข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมอำเภอสามง่าม จ.พิจิตร เพื่อเรียกร้องให้ทางเจ้าหน้าที่รัฐเข้าช่วยเหลือ หลังจากที่บริษัทพีทีไอ ชีวะอินทรีย์ จำกัด หลอกให้ทดลองใช้ปุ๋ยฟรี แล้วมีการเซ็นชื่อรับของ ก่อนที่จะมีการเรียกเก็บเงินในภายหลัง

ล่าสุด เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ได้มีเกษตรกรชาวนา 2 ตำบล คือ ตำบลรังนก และตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ได้เดินทางมาที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพิจิตร เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียน เนื่องจากเกษตรกรชาวนาได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากตัวแทนบริษัท พีทีไอ ชีวะอินทรีย์ จำกัด นำปุ๋ยมาให้กับเกษตรกรชาวนาทั้ง 2 ตำบล ทดลองในการหว่านปุ๋ยทำนา

ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากกลุ่มเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ตำบลกำแพงดิน และตำบลรังนก ของอำเภอสามง่าม จำนวน 200 คน หลังจากกลุ่มเกษตรกรชาวนาดังกล่าว ได้รับความเดือดร้อนจากกรณีที่ก่อนหน้านี้ มีบริษัทปุ๋ยแห่งหนึ่ง (บริษัท พีทีไอ ชีวะอินทรีย์ จำกัด) ได้มีตัวแทน นำปุ๋ยของบริษัทดังกล่าว มาแจกจ่ายให้กับกลุ่มเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ ตำบลกำแพงดิน และ ตำบลรังนก ได้ทดลองใช้ฟรีโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ แต่ได้ให้เกษตรกรชาวนาดังกล่าวทำการเซ็นลายมือชื่อไว้ เพื่อรับของและเป็นหลักฐานแจ้งกับบริษัทเท่านั้น จากนั้นระยะเวลาผ่านไปประมาณ 2-3 เดือน เกษตรกรชาวนาดังกล่าวทุกรายจำนวนกว่า 200 ราย ได้มีหมายศาลมาแจ้งให้ชำระหนี้สินค่าปุ๋ยกับทางบริษัท จึงทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์และถูกหลอกจากกลุ่มตัวแทนปุ๋ย จึงมาร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพิจิตร เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นธรรมในกรณีดังกล่าว

นางบุญชู คงภู เกษตรกรในตำบลรังนก อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า ได้มีตัวแทนมาบอกให้ทดลองใช้ปุ๋ยดังกล่าว ถ้าใช้ไม่ดีไม่เอาเงิน ปรากฏว่าปุ๋ยที่ได้รับดังกล่าวเป็นปุ๋ยที่ไม่มีคุณภาพ พร้อมทั้งมีป้ายกำกับว่าห้ามจำหน่าย จึงได้เอาคืน ทางผู้จัดส่งก็ไม่รับคืน พอเก็บไว้นานปุ๋ยก็ระเบิดส่งกลิ่นเหม็น หลังจากนั้นก็มีใบเสร็จเรียกเก็บเงินจำนวนกว่า 20,000 บาท พร้อมหมายศาล ว่ามีการสั่งซื้อปุ๋ยจำนวน 50 ลูก ทั้งที่ได้รับปุ๋ยไม่ได้คุณภาพเพียงแค่ 25 ลูก

นายพิษณุ เสนาวิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ได้รับเรื่องเอาไว้ และรับปากว่าจะหาทนายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาที่ได้รับความเดือดร้อนในครั้งนี้ โดยจะประสานไปยังกระทรวงยุติธรรมให้ทราบถึงข้อปัญหาความเดือดร้อนของชาวนา เพื่อขยายเวลาการขึ้นศาล

ศาสตราจารย์(ศ.) นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวตอนหนึ่งในพิธีร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการสนับสนุนโครงการวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพสำหรับนักวิจัยระดับปริญญาโทและปริญญาเอก จำนวน10 ทุน ระหว่างสกว.กับบริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด เมื่อเร็วๆนี้ว่า เป็นการยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยด้วยงานวิจัย เพื่อตอบสนองนโยบายของประเทศที่จะก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ โดยเริ่มตั้งแต่การพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตรสมัยใหม่ ที่ใช้การผสมผสานระหว่างความรู้ดั้งเดิมและเครื่องจักรกลอัจฉริยะเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ ตลอดจนการสร้างฐานเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) และเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ให้อุตสาหกรรมไทยมีความเข้มแข็งและอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันในตลาดสากล

นายกฤษฎา มนเทียรวิเชียรฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า วิสัยทัศน์ใหม่ของกลุ่มมิตรผลกำลังมุ่งสู่การขับเคลื่อนธุรกิจฐานชีวภาพ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตแบบก้าวกระโดด สอดรับนโยบายประเทศไทย 4.0

ทั้งนี้ โครงการวิจัยของนักวิจัยจากกลุ่มมิตรผลในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกนี้ มี 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ การพัฒนาปรับปรุงพันธุ์อ้อย การพัฒนาเทคโนโลยีในด้านการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์อ้อยและน้ำตาล การพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าของวัสดุเหลือทิ้งด้วยกระบวนการ Bio-Refinery และการสร้างเสริมระบบการจัดส่งและจัดเก็บวัตถุดิบ

ด้านนายนาวิน วิริยะเอี่ยมพิกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการโครงการ พวอ. กล่าวว่า สำหรับผลงานระดับปริญญาเอกนั้นจะเน้นในด้านการเพิ่มมูลค่าและนำกลับมาใช้ใหม่ โดยการเพิ่มมูลค่าของวัสดุเหลือทิ้งไปเป็นคาร์บอนที่มีพื้นที่ผิวสูงรูพรุนที่เหมาะสมในการดูดจับสีที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตน้ำตาล ทำให้ตัวกรองระดับนาโนที่ใช้ในโรงงานอุดตันช้าลงใช้งานได้นานขึ้น การปรับปรุงคุณภาพน้ำเพื่อนำมากลับมาใช้ในกระบวนการผลิต โดยจะหาสาเหตุ วิธีการป้องกัน และบำบัดน้ำทิ้งในระบบกระบวนการผลิตน้ำตาลที่มักเกิดสารอะคริลามายด์ (acrylamide) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง จึงไม่สามารถนำกลับเข้ามาใช้งานในกระบวนการผลิตได้อีก หากโครงการสำเร็จจะสามารถทำให้ประหยัดน้ำ และลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิตลงได้มากถึงวันละ 400,000 บาท

นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยว่า การประชุมและแสดงนิทรรศการเทคโนโลยีนวัตกรรมด้านเกษตรและอาหาร (International Conference Sustainable Agriculture and Bioeconomy 2017 : AGBIO2017) หรืองานแอ็กไบโอ จะจัดระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคมนี้ ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (บางนา) โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี จะทรงเป็นองค์ประธานเปิด ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพและโอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ โดยใช้จุดแข็งที่มีอยู่ ได้แก่ ความพร้อมของวัตถุดิบทางการเกษตร ความหลากหลายทางชีวภาพ และความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่พร้อมต่อยอดสู่การนำไปใช้ประโยชน์

ที่ผ่านมาสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มีการนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาพัฒนาต่อยอดสู่การทำการเกษตรสมัยใหม่ เช่น การพัฒนาพันธุ์พืชให้มีลักษณะดีเด่นตามความต้องการของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ได้แก่ พันธุ์อ้อยต้านทานโรคแมลงที่ให้ผลผลิตน้ำตาลสูง หรือพันธุ์มันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตแป้งสูง ตลอดจนการพัฒนาใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์และเอนไซม์จากจุลินทรีย์เพื่อเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบและของเหลือทิ้งทางการเกษตรให้เป็นสารชีวภาพมูลค่าสูง

นางอรรชกากล่าวว่า ภายในงานจะมีตัวอย่างนวัตกรรมอาหารและเกษตรจำนวนมาก เช่น From Lab to Market: ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวโพดข้าวก่ำ, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสกัดจากข้าวโพดม่วงต้านทานมะเร็งและชะลอวัย, ขนมอบกรอบที่ผลิตจากข้าว, มะระหัวใจ, แตงหอมอโรม่า และ พริกทนแล้ง, อาหารแปรรูปจากเห็ด (โครงการศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ) และ มะเขือเทศความหวานสูง, เทคโนโลยีเพื่อตรวจวัดรังผึ้ง เป็นต้น

สถานการณ์ราคายางโลกที่ปรับขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน 2559 จนถึงขณะนี้ แม้จะส่งผลดีทำให้ยางไทยที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำมานานขยับขึ้นตามด้วย แต่เผอิญอยู่ในช่วงที่ชาวสวนยางทั่วประเทศกำลังทยอยปิดกรีดยางตามฤดูกาล ทำให้ชาวสวนยางส่วนใหญ่ที่ไม่มียางเก็บไว้ในมือไม่ได้อานิสงส์ ประกอบกับพื้นที่ภาคใต้ซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่เจอภัยน้ำท่วม ราคายางที่ปรับขึ้นจึงไม่ได้ช่วยให้ชาวสวนยางรายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าใดนัก

ขณะเดียวกัน กำลังประสบปัญหาพ่อค้ากดราคารับซื้อน้ำยางสด กับราคายางปรับลดลงจากที่การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) อาศัยช่วงจังหวะปริมาณซัพพลายยางในตลาดลดน้อยทยอยระบายยางในสต๊อกของรัฐ ทำให้ตัวแทนชาวสวนยางออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเร่งหาทางแก้ พร้อมให้ทบทวนนโยบายเทขายยางในสต๊อกออก

ทั้งนี้ ล่าสุดวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ราคาประมูลยางที่ตลาดกลางสงขลา ยางแผ่นดิบ 88.88 บาท/กก. ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ที่ 90.29 บาท/กก. น้ำยางสด ณ โรงงาน 83.00 บาท/กก. เศษยาง 100% ณ โรงงาน 76.00 บาท/กก. จากก่อนหน้านี้ราคายางขยับขึ้นสูงสุดเมื่อ 31 มกราคม 2560 ยางแผ่นดิบ 92.27 บาท/กก. ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ที่ 97.89 บาท/กก. และราคา FOB 104.10 บาท/กก.

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) และประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สยยท.) กล่าวว่า การประมูลยางค้างสต๊อก 3.1 แสนตันในรูปแบบอีออกชั่นที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อราคายางพาราไทยในช่วงปลายเดือนมกราคมร่วงลงมากว่า 20 บาท/กก. โดยเฉพาะน้ำยางสด ซึ่งผู้รับซื้อน้ำยางอ้างว่ายางเต็มสต๊อกไม่สามารถรับซื้อน้ำยางสดได้ อีกทั้งมีการส่งมอบยางได้ตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และตอนนี้ยังรอประมูลลอตที่ 3 ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ จึงไม่จำเป็นต้องแข่งกันซื้อยางอีกต่อไป

ขณะที่ปัญหาน้ำท่วมทั่วภาคใต้ทำให้ปริมาณยางหายไปจากตลาดกว่า16,000ตัน/วันแต่ราคาน้ำยางสดกลับตกต่ำมาก จากเคยปรับขึ้นสูงสุด 93 บาท/กก. และเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2560 ราคาหล่นมาอยู่ที่ 71 บาท/กก. (ภายในวันเดียวลดลงถึง 10 บาท) ซึ่งสถานการณ์น่าเป็นห่วงเพราะในช่วงระยะเวลา 6 วัน ราคาวูบลงมาถึง 20-21 บาท/กก. เกษตรกรชาวสวนยางสูญเสียเงินไปวันละนับร้อยล้านบาท จึงขอให้รัฐบาล กยท. และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนการผลิตน้ำยางสดให้เป็นยางก้อนถ้วย เพราะสามารถเก็บไว้ขายและได้ราคาที่ดีกว่าน้ำยางสด โดยนำยางก้อนถ้วยเข้าโครงการจำนำไว้ก่อน

โรงงานอ้างมาเลย์/จีนปิดรับซื้อ ด้านนายประทบสุขสนานประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า ราคายางพาราที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในขณะนี้ โดยเฉพาะราคาน้ำยางสดที่เพิ่มสูงขึ้นไปแตะที่ กก.ละ 90 บาท ระยะเวลาเพียงวันเดียวแล้วราคาก็ตกลงมา ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 เหลือ กก.ละ 63-65 บาทนั้น ทางผู้ประกอบการโรงงานผลิตน้ำยางข้นให้เหตุผลว่านำยางสดไปผลิตเป็นน้ำยางข้นไม่ทัน ประกอบกับตลาดมาเลเซีย และจีนปิดรับซื้อ จึงไม่สามารถระบายน้ำยางข้นไปยังทั้ง 2 ประเทศได้ โดยเฉพาะมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดส่งออกน้ำยางข้นรายใหญ่ของไทย

นอกจากนี้ เกษตรกรประสบปัญหาฝนตกน้ำท่วมตั้งแต่ปลายปี 2559 จนถึงเกือบสิ้นเดือนมกราคม 2560 ไม่สามารถกรีดยางได้เกือบทั้งจังหวัด เมื่อน้ำท่วมเริ่มคลี่คลายและฝนหยุดตก เกษตรกรจึงเปิดกรีดยางเป็นจำนวนมาก เนื่องจากต้องการใช้เงินอย่างเร่งด่วน ทำให้น้ำยางสดออกสู่ตลาดในปริมาณที่มาก และนิยมขายน้ำยางสดมากกว่าทำยางแผ่น เพราะส่วนต่างราคายางแผ่นกับน้ำยางสดไม่มากนัก แต่ตนคิดว่าน่าจะมาจากสาเหตุอื่น

นายดำรง ธรรมเพชร ผู้อำนวยการสำนักงาน กยท.จังหวัดตรังระบุว่า ก่อนหน้านี้ภาคใต้เกิดปัญหาน้ำท่วมทำให้น้ำยางสดออกสู่ตลาดน้อย หรือหายไปจากตลาดหลายแสนตัน หรือสัดส่วนประมาณ 10% ราคาจึงปรับตัวขึ้น แต่เมื่อฝนหยุดตกเกษตรกรกรีดน้ำยางออกสู่ตลาดในปริมาณที่มาก และตลาดที่รับซื้อหลักทั้งจีนและมาเลเซียปิดการรับซื้อ จึงทำให้ราคาตกลงมาอย่างฮวบฮาบ อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 เดือนจากนี้ไปราคายางน่าจะดีขึ้นอาจถึง กก.ละ 100 บาท เนื่องจากเข้าสู่ฤดูแล้ง ผลผลิตยางออกสู่ตลาดน้อย และตลาดต่างประเทศก็เปิดรับซื้อ

ผู้ว่าฯตรังลั่นหนุนแปรรูป

ขณะที่ นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังกล่าวว่า ปัญหาราคายางที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากการระบายสต๊อกออกสู่ตลาดในช่วงที่ผ่านมา เมื่อระบายยางออกมากก็หันมาซื้อน้ำยางสดเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาน้ำยางสดปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อตลาดอิ่มตัวประกอบกับน้ำยางสดออกมามากเกินความต้องการ จึงทำให้ราคาลดลง ซึ่งก็เป็นไปตามกลไกตลาด

ทั้งนี้ ทางจังหวัดก็วางแผนที่จะแก้ปัญหาราคายางอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยหันมาแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากยางพารา เช่น หมอน ที่นอน สนามกีฬา และนำไปผสมกับถนนทุกสายที่อยู่ในอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของจังหวัดให้มากขึ้น ซึ่งจะสามารถสร้างมูลค่าให้กับยางพาราได้เป็นอย่างดี

พ่อค้ายางระบุรายใหญ่ฮั้วกัน

แหล่งข่าวจากผู้รับซื้อน้ำยางสดรายย่อยจ.ตรังเปิดเผยว่าปีนี้ราคายางพาราขึ้น-ลงเร็วมาก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาขึ้นไปสูงสุดที่ กก.ละ 90 บาท จากนั้นก็ลดลงรายวันเหลือ 87 บาท 80 บาท 70 บาท และล่าสุดวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 กก.ละ 62-65 บาทเท่านั้น ขณะที่ราคายางแผ่นดิบและขี้ยางยังทรงตัว โดยราคายางแผ่นดิบอยู่ที่ 84-97 บาท/กก. ขี้ยาง 42-47 บาท/กก.

“สาเหตุที่ราคายางขึ้น-ลงรวดเร็วเช่นนี้ ufabetsix.com เนื่องจากโรงงานหรือพ่อค้ารายใหญ่มีการฮั้วกัน ซึ่งราคาจะยืนอยู่ในระดับนี้ไปสักระยะหนึ่ง และจากนี้ไป 2 เดือนจะเข้าสู่ช่วงการหยุดกรีดยาง น้ำยางจะออกสู่ตลาดน้อย ราคาก็จะกลับมาสูงขึ้นอีก ซึ่งก็จะมีเกษตรกรส่วนหนึ่งกรีดยางผ่าแล้ง เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว แม้ว่าจะเสี่ยงต่อยางหน้าตาย หรืออายุการใช้งานสั้นลงก็ตาม”

ผู้ว่าการ กยท.หารือชาวสวน-เอกชน

ขณะที่ นายสมพงศ์ ราชสุวรรณ ประธานกรรมการกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง สกย. อ.นาทวี จ.สงขลา เปิดเผยว่า ทางกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง สกย. อ.นาทวี จ.สงขลา ได้เดินทางเข้าพบสมาคมน้ำยางข้นไทย ได้รับการชี้แจงจากตัวแทนผู้ประกอบการเอกชนว่า กรณีน้ำยางสดราคาได้ตกมาจากปัจจัยสำคัญบริษัทอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย เป็นต้น บางแห่ง ได้หยุดทำการผลิตเพราะเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน จึงไม่มีเงินซื้อน้ำยางสด บวกกับบริษัทอุตสาหกรรมแปรรูปยางบางแห่ง แม้ไม่ถึงกับหยุดทำการผลิต แต่ผลิตในปริมาณจำกัด เช่น ต้องการซื้อวันละ 100 ตัน แต่มีน้ำยางสดไปขายถึงวันละ 300 ตัน เป็นต้น

“เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ มีการพูดคุยกันระหว่างชาวสวนยาง ผู้ผลิตน้ำยางสดจากหลายพื้นที่ กับสมาคมน้ำยางข้นไทย โดยนายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท. เข้าร่วมหารือด้วย เพื่อหาข้อสรุปแก้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น หาทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีกในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีหน้า” นายสมพงศ์กล่าว

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่สวนธนายุทธ ม.1 ต.บ้านใหม่ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นสวนดาวเรืองขนาดใหญ่ในพื้นที่ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ขณะนี้กำลังเร่งเก็บเกี่ยวดอกดาวเรือง ส่งขายตามออเดอร์ที่ถูกสั่งจองจากกรุงเทพมหานคร ให้ทันช่วงใกล้วันมาฆบูชา ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้

นางลำพูน ไพรฤทธิ์ อายุ 40 ปี เกษตรกรผู้ปลูกดอกดาวเรืองใน ม.3 ต.วัดพริก อ.เมือง จ.พิษณุโลก กล่าวว่า แต่เดิมตนและสามี ทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทแห่งหนึ่งที่กรุงเทพมหานคร แต่ด้วยค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้รายรับแทบไม่พอกับรายจ่าย ประกอบกับต้องอยู่ไกลพ่อแม่ จึงตัดสินใจลาออกจากงานกลับมาค้าขายข้าวโพดต้มที่บ้านแต่ก็ต้องประสบปัญหาพิษเศรษฐกิจ ขายไม่ค่อยดี จึงตัดสินใจหาช่องทางที่จะประกอบอาชีพเพราะครอบครัวยังพอมีที่นาอยู่ แต่จะกลับไปปลูกข้าวเหมือนแต่ก่อนก็กลัวจะขาดทุน จึงเริ่มศึกษาว่ามีพืชชนิดใดบ้างที่จะมาทดแทนการทำนาได้ จนเห็นว่าน่าจะเป็นดาวเรืองเหมาะสมที่สุดเพราะขั้นตอนในการดูแลไม่ยาก ทนกับสภาพอากาศได้ทุกฤดู

นางลำพูน เล่าต่อว่า ตนจึงนำเงินเก็บที่มีประมาณ 2 หมื่นบาท ลงทุนซื้อเมล็ดพันธุ์ ในราคาเม็ดล่ะ 1 บาท มาปลูก จนถึงปัจจุบันผ่านมา 1 ปี สามารถเก็บเกี่ยวได้ 3 รุ่น โดยจะใช้ที่นาแบ่งเป็นแปลง แปลงละประมาณ 2 ไร่ หรือ 10,000 ต้น พอครบ 1 รุ่น หรือ 3 เดือน ก็จะย้ายแปลงไปปลูกแปลงอื่น ส่วนแปลงเดิมก็จะทิ้งให้ต้นดาวเรืองเหี่ยวแห้งกลายเป็นปุ๋ยหรือเรียกว่าการพักหน้าดิน ส่วนราคาตอนนี้ที่สวนดาวเรืองของตนจะขายส่งอย่างเดียว โดยจะมีออเดอร์ที่รับซื้อตลอดอยู่ที่ปากคลองตลาด กรุงเทพมหานครมีเท่าไหร่รับซื้อหมดถึงสวน ส่วนราคาก็จะแบ่งเป็นตามขนาดของดอกดาวเรือง ประมาณ 4 ขนาด โดยขายเป็นร้อยละ 30-80 บาท แต่ในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา ราคาพุ่งสูงถึง ร้อยละ 140 บาท ยิ่งช่วงนี้ใกล้วันพระใหญ่อย่างวันมาฆบูชา ออเดอร์ตอนนี้ต้องเร่งเก็บเกี่ยวทุกวันคาดว่าราคาอาจจะขยับตัวสูงพอๆ กับเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน