เกษตรกรยุคใหม่ ยกระดับมะพร้าวน้ำหอม เป็นของฝากสุดพรีเมี่ยม

ที่แปดริ้วมะพร้าวน้ำหอม เป็นไม้ยืนต้น มีลำต้นเดี่ยวตั้งตรง ลำต้นมีลักษณะกลมๆ แข็งและเหนียว ผลมีลักษณะทรงกลมหรือทรงรี เปลือกมีสีเขียว ข้างในจะมีกะลาแข็ง มีเนื้อนุ่มสีขาว รสชาติหวานมัน ข้างในมีน้ำใสๆ รสชาติหวานหอม มีกลิ่นหอม มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนในทวีปเอเชีย ในหมู่เกาะมหาสมุทรแปซิฟิก และต่อมาได้มีปลูกในหลายประเทศทั่วโลก ประเทศไทยนั้นจะปลูกมะพร้าวทั่วทุกภาคและปลูกได้ทุกฤดู มีประโยชน์และสรรพคุณทางยาหลายอย่าง นำมาเป็นเครื่องดื่ม นำมาประกอบอาหารได้หลายเมนู

คุณยอดหญิง พรชัยสิทธิ์ หรือ คุณส้ม อายุ 26 ปี อาศัยอยู่ที่ 17 หมู่ที่ 1 ตำบลบางตลาด อำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา ปัจจุบันประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรปลูกมะพร้าวน้ำหอม เจ้าของ Cococowboy สวนมะพร้าวน้ำหอมแปดริ้ว

คุณยอดหญิง กล่าวว่า สวนของเราตั้งอยู่บนพื้นที่ลุ่มแม่น้ำบางปะกง พื้นที่แห่งความอุดมสมบูรณ์ ผ่านประสบการณ์มา 40 กว่าปี ในการผลิตมะพร้าวน้ำหอมเชิงพาณิชย์และสินค้าแปรรูปจากมะพร้าวที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและชุมชนรอบข้าง ทำให้เรามีผลผลิตที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานผลผลิตจาก “เกษตรกร” และทางสวนมีมาตรฐาน GAP รองรับแก่ผู้บริโภค มะพร้าวน้ำหอมของทางสวนมีเอกลักษณ์ของรสชาติที่หอม หวาน เนื้อนุ่ม ไม่เหมือนใคร เป็นเอกลักษณ์ ทุกขั้นตอนที่เราเลือกคัดสรรตั้งแต่ต้นพันธุ์จนถึงสินค้าสู่มือผู้บริโภค

คุณยอดหญิงเป็นคนแปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยกำเนิด เกิดในครอบครัวเกษตรกรปลูกมะพร้าวน้ำหอม ทำให้มีประสบการณ์ในทุกๆ ด้านของเรื่องมะพร้าวน้ำหอม จึงทำให้คุณยอดหญิงเกิดคำถามว่า ทำไมราคามะพร้าวน้ำหอมนั้นมีราคาที่ต่ำ ไม่คุ้มค่ากับความเหนื่อยล้าของพ่อแม่และครอบครัว จึงมีความตั้งใจที่อยากจะยกระดับมะพร้าวน้ำหอมให้เป็นผลไม้ที่มีราคาที่ดีขึ้น เพื่อมาต่อยอดธุรกิจครอบครัว

จึงได้เข้าศึกษาต่อทางด้านเกษตร ที่คณะทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างเรียนก็คิดวางแผนร่วมกับครอบครัวเพื่อพัฒนาธุรกิจมะพร้าวน้ำหอม จึงทำให้เกิดแบรนด์ Cococowboy ขึ้นมา โดยยึดหลักดูแลใส่ใจตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง สวนมะพร้าวแห่งนี้ได้รับรองจากมาตรฐาน GAP คัดต้นพันธุ์ที่ดีที่สุดก่อนนำมาปลูก ดูแลและใส่ใจในทุกต้นจนถึงมือผู้บริโภค

คุณยอดหญิง กล่าวว่า สวนมะพร้าวน้ำหอม Cococowboy เน้นการแปรรูปภายในสวน เพื่อสร้างรายได้ในทุกๆ วัน และการขายผลสดมะพร้าวน้ำหอม สำหรับลูกค้าหน้าสวนและลูกค้าตลาดออนไลน์ ก่อนโควิด-19 ทางสวนได้เปิดสวนเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับมะพร้าวน้ำหอม และมีกิจกรรมต่างๆ ภายในสวนมะพร้าวน้ำหอมในทุกๆ เดือน แต่เมื่อมีโรคระบาดโควิด-19 ก็ต้องหยุดกิจกรรมตรงนี้ลงชั่วคราว

Cococowboy สวนมะพร้าวน้ำหอมแปดริ้ว ไม่เพียงแต่สนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกน้ำหอมในพื้นที่ แต่ยังสนับสนุนการสร้างอาชีพให้แก่ชุมชน อย่างเช่น การสนับสนุนชุมชนที่ทำชะลอม เพื่อนำมาใส่ผลสดมะพร้าว เพิ่มมูลค่าเป็นฝากที่แปลกใหม่

คุณยอดหญิงอธิบายถึงการจัดการดูแลภายในสวน โดยยึดหลักมาตรฐาน GAP เริ่มจากการคัดสายพันธุ์ที่ดีที่สุดเพื่อนำมาปลูก จากนั้นทำการยกร่องสวน ช่วง 3 ปีเเรกที่ยังไม่ให้ผลผลิตช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ดูเเลเรื่องการรดน้ำสม่ำเสมอ มะพร้าวจะออกผลผลิตตั้งเเต่อายุ 3 ปี ตั้งเเต่ต้นยังเตี้ยติดพื้น เป็นที่มาของคำว่า มะพร้าวน้ำหอมเตี้ย การบำรุงสวนทางสวนจะใส่ปุ๋ยบำรุงปีละ 3 ครั้ง มีทั้งปุ๋ยสูตรและปุ๋ยขี้ไก่ และที่สำคัญที่สุดคือการดูแลเรื่องการรดน้ำให้เพียงพออย่างสม่ำเสมอ

โรคที่เกิดขึ้นสำหรับเกษตรกรปลูกมะพร้าวคงหนีไม่พ้นโรคจากแมลง แต่ทางสวนจะเน้นเรื่องการไม่ใช้สารเคมีในการกำจัด เพราะอยากใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด อย่างเช่นโรคแมลงที่มาจาก ด้วง ทางสวนจะตัดต้นนั้นทิ้งให้หมดและหาตัวแมลงให้เจอ เพื่อไม่ให้ด้วงไปเกาะต้นอื่นและเกิดความเสียหายแบบลุกลาม

โรคแมลงจาก ไร 4 ขา การกำจัดแมลงนี้จะมีการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรในพื้นที่เป็นกลุ่มแปลงใหญ่ มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาร่วมด้วย เพื่อช่วยกันดูแลและกำจัดไร 4 ขา ทำให้ผิวมะพร้าวไม่สวย แต่ไม่มีผลต่อด้านในของลูกมะพร้าว

โรคแมลงจาก หนอนปลอกเล็ก ทำให้ใบของต้นมะพร้าวไม่สวย ต้องพยายามตัดแต่งใบให้ดีเพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยการเกิดโรคแมลงจากหนอนปลอกได้

“อาชีพเกษตรเป็นอาชีพอิสระ เกษตรกรยุคใหม่ที่เข้ามาต่อยอดธุรกิจครอบครัวเกิดขึ้นเยอะมาก ปัจจุบันสวนมะพร้าวน้ำหอม Cococowboy สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างหลากหลาย ยกระดับมะพร้าวน้ำหอมที่เพิ่มมูลค่า สามารถกำหนดราคาได้เอง ผู้บริโภคสามารถเห็นได้เลยถึงกระบวนการผลิต จึงทำให้เกิดความเชื่อมั่น”

สำหรับท่านใดที่สนใจต้นพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวน้ำหอมผลสด มะพร้าวน้ำหอมแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวน้ำหอม ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณยอดหญิง พรชัยสิทธิ์ หรือ คุณส้ม อายุ 26 ปี อาศัยอยู่ที่ 17 หมู่ที่ 1 ตำบลบางตลาด อำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา 24110 โทรศัพท์ 099-275-7425 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ทางเฟซบุ๊ก Cococowboy สวนมะพร้าวน้ำหอมแปดริ้ว

จังหวัดปทุมธานี นับเป็นหนึ่งในทำเลทองของการเพาะปลูกพืชในพื้นที่ภาคกลาง เพราะมีแหล่งน้ำชลประทานที่อุดมสมบูรณ์มากถึง 683,124 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 72 ของพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัด พื้นที่การเกษตรทั้งหมดของจังหวัดปทุมธานี มีเนื้อที่ประมาณ 343,601 ไร่ ซึ่งข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญ มีเนื้อที่เพาะปลูกมากที่สุด 311,184 ไร่ รองลงมาเป็นการปลูกพืชอื่นๆ ผสมผสานกัน ได้แก่ หญ้าปูสนาม ตะไคร้ กล้วยหอม มะระจีน ถั่วฝักยาว ฯลฯ

จากสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินและมีระบบชลประทานที่เพียงพอสำหรับเพาะปลูกพืช ทำให้มีผลผลิตเข้าสู่ตลาดตลอดทั้งปี แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังประสบปัญหาด้านการผลิต เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้นและความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร จังหวัดปทุมธานีจึงส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและเหมาะสม ลดต้นทุนการผลิตพืชได้แบบครบวงจร ให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานสู่ตลาดโลก

วิสาหกิจชุมชนเพราะรักกสิกรรม

“วิสาหกิจชุมชนเพราะรักกสิกรรม” เป็นหนึ่งในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จด้านการผลิตและจำหน่ายข้าวแบบครบวงจร ปัจจุบัน วิสาหกิจชุมชนเพราะรักกสิกรรม ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 17 หมู่ที่ 2 ตำบลลำลูกกา อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เดิมทีเกษตรกรกลุ่มนี้ทำนาโดยใช้สารเคมีต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทำให้มีผลกระทบต่อสุขภาพ รวมทั้งระบบนิเวศ ปุ๋ยและสารเคมีมีราคาสูง ทำให้มีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น รวมทั้งประสบปัญหาดินขาดสารอินทรียวัตถุ

คุณชาตรี ระดมเล็ก เป็นแกนนำชักชวนญาติพี่น้อง และเพื่อนสนิทจัดตั้งกลุ่มขึ้น โดยหาความรู้และวิธีการ การทำเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมี จากการเข้ารับการอบรมตามโครงการต่างๆ ที่หน่วยงานภาคการเกษตรจัดขึ้น รวมทั้งศึกษาหาความรู้ด้านเกษตรด้วยตัวเองผ่านสื่อโซเชียลและศึกษาดูงานความสำเร็จของการทำนาอินทรีย์ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้จากผู้มีประสบการณ์จริง และนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้กับการทำนาของกลุ่ม

วิสาหกิจชุมชนเพราะรักกสิกรรม พยายามลดต้นทุนการผลิตควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตโดยเริ่มจากการปลูกพืชตระกูลถั่ว ประเภทปอเทือง เพื่อบำรุงดิน ทำปุ๋ยหมักสลับกับการปลูกถั่วเขียว และเลือกใช้พันธุ์ข้าวตามความต้องการของตลาด นอกจากนี้ ทางกลุ่มฯ เลือกใช้น้ำส้มควันไม้และสารชีวภัณฑ์ เช่น บิวเวอเรีย ฮอร์โมนไข่ จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง จุลินทรีย์หน่อกล้วย ฯลฯ แทนการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชและแมลง ทำให้สามารถลดต้นทุน 30-70% และส่งผลต่อความปลอดภัยต่อตัวเกษตรกรและผู้บริโภค รวมถึงระบบนิเวศในชุมชน ขณะเดียวกันทางกลุ่มปลูกข้าวอินทรีย์บรรจุถุงขายตรงถึงผู้บริโภค ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพ่อค้าคนกลาง

ข้าวอินทรีย์ ปลูกเอง ขายเอง

ปัจจุบัน คุณชาตรี ระดมเล็ก รับหน้าที่เป็นประธานกลุ่ม มีสมาชิกจำนวน 37 ราย มีพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด 910 ไร่ โดยสายพันธุ์ข้าวที่ปลูก ได้แก่ ข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว เดือนกันยายน ข้าวพันธุ์ กข 43 ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว เดือนกันยายน ข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว เดือนพฤศจิกายน ข้าวพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว เดือนกันยายน ข้าวพันธุ์สินเหล็ก ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว เดือนพฤศจิกายน

ปัจจุบัน กลุ่มวิสาหกิจฯ แห่งนี้ เข้าสู่ระบบนาแปลงใหญ่ของจังหวัดปทุมธานี เน้นปลูกข้าวอินทรีย์ ด้วยระบบการจัดการด้านการเกษตรแบบองค์รวม ที่เกื้อหนุนต่อระบบนิเวศ วงจรชีวภาพ และความหลากหลายทางชีวภาพ เน้นการใช้วัสดุธรรมชาติ หลีกเลี่ยงวัตถุดิบที่ได้จากการสังเคราะห์ และไม่ใช้พืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ที่ได้มาจากการดัดแปรพันธุกรรม หรือพันธุวิศวกรรม มีการจัดการกับผลิตภัณฑ์โดยเน้นการแปรรูปด้วยความระมัดระวังเพื่อรักษาสภาพการเป็นเกษตรอินทรีย์ และคุณภาพที่สำคัญของผลิตภัณฑ์ในทุกขั้นตอน จึงปลอดภัยและมีคุณภาพดี ผ่านการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand หากใครสนใจอยากซื้อสินค้าหรืออยากเยี่ยมชมกิจการข้าวอินทรีย์ ของวิสาหกิจชุมชนเพราะรักกสิกรรม สามารถติดต่อกับ คุณชาตรี ระดมเล็ก บ้านเลขที่ 17 หมู่ที่ 2 ตำบลลำลูกกา อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โทรศัพท์ 086-614-2800

ปรับพื้นที่นา ด้วยเลเซอร์ช่วยลดต้นทุนการผลิต

ปัจจุบัน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพราะรักกสิกรรม เข้าร่วมโครงการ นาแปลงใหญ่ ของกรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี สนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ และการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรม เพื่อช่วยลดต้นทุนสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับคุณภาพสินค้าไปพร้อมๆ กัน เช่น การใช้ปุ๋ยสั่งตัด การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ รวมทั้งโครงการปรับพื้นที่ด้วยเลเซอร์ (Laser Land Levelling : LLL) เป็นต้น

เนื่องจากการทำนาข้าวเป็นกิจกรรมการเกษตรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 55% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย ซึ่งมากเป็นอันดับ 4 ของโลก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ การขังน้ำในนาข้าวในพื้นที่เขตนาชลประทาน ส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งมีศักยภาพการก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ถึง 28 เท่า

ดังนั้น กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) จึงร่วมกันดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากการทำนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ไทย ไรซ์ นามา) โดยสนับสนุนให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อยเข้าถึงเทคโนโลยีการทำนาลดโลกร้อน ชูมาตรการทางการเงิน “คน-ละ-ครึ่ง” ช่วยเหลือเกษตรกรเข้าถึงการปรับระดับพื้นที่นา ด้วยระบบเลเซอร์ และการจัดการฟางข้าวและตอซังข้าว เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการผลิตข้าวของไทย

กรมการข้าว แนะนำให้เกษตรกรทำนาแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีหลักการสำคัญ ประกอบด้วย เทคโนโลยี 4 ป. คือ ปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ เปียกสลับแห้ง ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และแปรสภาพฟางและตอซังข้าว ทั้งนี้ การปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ จะเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อเกษตรกรใช้เทคโนโลยีอื่นเข้าร่วมด้วย เช่น ลดการใช้น้ำและค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้สูบน้ำด้วยการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง ลดอัตราการสูญเสียปุ๋ย และข้าวได้รับปุ๋ยสม่ำเสมอทั่วกันทั้งแปลงนาจากการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

กรมการข้าว ดำเนินโครงการไทย ไรซ์ นามา นำร่องในพื้นที่ 6 จังหวัด คือ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี เเละสุพรรณบุรี โดย GIZ สนับสนุนเงินทุน จำนวน 300 กว่าล้านบาท และธนาคารเพื่อการเกษตรเเละสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการเงินทุน โดยสนับสนุนการเงิน 2 รูปแบบ สำหรับเกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินอุดหนุน 50% และเงินทุนหมุนเวียนอีก 50% รวมสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท ต่อไร่

ส่วนผู้ให้บริการทางการเกษตรที่ต้องการจัดซื้อชุดอุปกรณ์ปรับหน้าดินด้วยระบบเลเซอร์ ( LLL) จะได้รับเงินอุดหนุนถึง 50% ของราคาชุดอุปกรณ์ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ต่อราย นอกจากนี้ ผู้ที่สนใจร่วมเป็นผู้ให้บริการปรับ LLL ยังสามารถขอรับการอบรมที่โครงการฯ ได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

หากใครสนใจเข้าร่วมโครงการนี้ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เจ้าหน้าที่กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร ธ.ก.ส.ในพื้นที่ใกล้บ้านท่าน ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงเดือนสิงหาคม 2566

หลังจากกระทรวงสาธารณสุขปลดล็อกกัญชา กัญชง ออกจากบัญชีสารเสพติด นับตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2565 เป็นต้นมา ทำให้กัญชากลายเป็นพืชสมุนไพรทางเลือกที่คนไทยสามารถปลูกได้อย่างเสรีเพื่อใช้ดูแลสุขภาพ ภายใต้การควบคุมปริมาณการใช้งานตามที่กฎหมายกำหนด

ปัจจุบันมีคนไทยจำนวนมากสนใจอยากปลูกกัญชาเป็นพืชสมุนไพรประจำบ้าน แต่ไม่รู้ว่า ควรปลูกดูแลอย่างไรให้ได้ผลผลิตที่ดี จึงขอแนะนำเทคนิคการปลูกกัญชาให้ได้ผลผลิตที่ดีของ “โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร” ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกปลูกกัญชาเพื่อการแพทย์ จนกลายเป็นต้นแบบเรื่องการปลูกกัญชาให้แก่โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งเกษตรกรผู้สนใจ ซึ่งเคล็ดลับการปลูกดูแลกัญชาเหล่านี้ มือใหม่ที่หัดปลูกกัญชาสามารถนำไปปฏิบัติได้ไม่ยาก

หัวใจของการปลูกกัญชา

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า การปลูกกัญชาให้ประสบความสำเร็จ มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การจัดการดิน น้ำ ธาตุอาหารประเภท N P K ธาตุเหล็ก (Fe) สังกะสี หรือซิงก์ (ZINC) รวมทั้งดูแลจัดการศัตรูพืชอย่างเหมาะสม

ดินปลูกต้องมีความโปร่ง ระบายน้ำและอากาศได้ดี หากปลูกในดินแข็งแน่นหรือดินแฉะเกินไป จะทำให้รากกัญชาเจริญเติบโตได้ไม่ดี เสี่ยงต่อการเกิดโรครากเน่าโคนเน่าได้ง่าย ดูแลป้องกันโดยใช้สารไตรโคเดอร์มา กำจัดเชื้อรากเน่า โคนเน่า ประการต่อมา เลือกวัสดุปลูกคุณภาพดี ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ขุยมะพร้าว แกลบเผา กาบมะพร้าวสับ หินเพอร์ไลต์ อภัยภูเบศร นิยมใช้วัสดุปลูกประเภทกาบมะพร้าว ขุยมะพร้าว เป็นหลัก โดยนำวัสดุไปหมักก่อน เพื่อลดความร้อนจากวัสดุปลูกที่ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการย่อย เติมจุลินทรีย์กับน้ำตาลลงไป ใช้เวลาประมาณ 15-30 วัน จึงค่อยนำไปใช้งาน

อภัยภูเบศร แบ่งธาตุอาหารเป็น 2 ส่วน สำหรับแปลงเพาะปลูกของเกษตรกรเครือข่ายที่ปลูกระบบเกษตรอินทรีย์ จะใช้ปุ๋ยหมักที่ผ่านการรับรองธาตุอาหารแล้วว่า มีปริมาณโลหะหนักไม่เกินค่ามาตรฐาน ผลิตจากวัสดุในท้องถิ่น เช่น แกลบ ฟางข้าว ขุยมะพร้าว กากมะพร้าว ฯลฯ

ส่วนโรงเรือนกรีนเฮ้าส์ ที่ปลูกกัญชาในระบบน้ำ (Hydroponics) อภัยภูเบศรได้พัฒนาสูตรปุ๋ย AB ขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยปรับสูตรให้เหมาะสำหรับปลูกกัญชามากยิ่งขึ้น เนื่องจากปุ๋ยบางชนิดหากใส่มากเกินไป จะทำให้ต้นกัญชาดูดซึมธาตุอาหารได้น้อยลง หรืออาจส่งผลต่อการสังเคราะห์แสงของต้นกัญชา

อภัยภูเบศรเติมธาตุอาหารให้ต้นกัญชาในสัดส่วนความเข้มข้นที่เหมาะสม โดยวัดจากค่าการนำไฟฟ้า (EC : Electrical Conductivity) เป็นตัวกำหนดปริมาณธาตุอาหารของต้นกัญชา มีการควบคุมธาตุอาหารและน้ำ ไม่ให้ค่า pH เกินค่ามาตรฐาน หากมีค่า pH สูงหรือต่ำกว่าค่ามาตรฐาน จะทำให้ต้นกัญชาดูดซับธาตุอาหารไปใช้ได้ไม่ดีพอ ทำให้ปุ๋ยที่เติมเข้าไปไม่เกิดประโยชน์และอาจเป็นพิษต่อต้นกัญชาได้

อภัยภูเบศรคอยตรวจวัดค่า pH ในน้ำอยู่ในอัตราที่เหมาะสม รดน้ำแค่พอชุ่มชื้น น้ำไม่ขัง น้ำที่นำไปใช้งานแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ น้ำที่ใช้ละลายธาตุอาหาร คือน้ำ RO ซึ่งมีค่าความเสถียรเรื่องความสะอาดของธาตุอาหาร ไม่มีเชื้อโรคเจือปน และอุณหภูมิน้ำนิ่งกว่าน้ำปกติ ส่วนน้ำที่ใช้รดต้นกัญชา มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่ผ่านการตรวจวิเคราะห์หาปริมาณโลหะหนักและเชื้อจุลินทรีย์ เพื่อความปลอดภัยก่อนนำไปใช้งาน

ศัตรูพืช

โดยธรรมชาติ ต้นกัญชามีศัตรูพืชและแมลงหลายชนิด ได้แก่ เพลี้ยแป้ง แมลงหวี่ขาว ไรแดง หนอน และผีเสื้อ ดูแลกำจัดโดยใช้สารชีวภัณฑ์ ประเภทสารบีที สารบิวเวอเรีย เมตาไรเซียม หรือกาวดักแมลง จากการปลูกทดสอบในแต่ละฤดูพบว่า มีการแพร่ระบาดของศัตรูพืชแตกต่างกันออกไป ที่ผ่านมาอภัยภูเบศรเน้นป้องกันมากกว่ากำจัด โดยฉีดพ่นสารชีวภัณฑ์ทุกสัปดาห์

ปัญหาเชื้อราบริเวณช่อดอก มักเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ 6 เป็นต้นไป โดยมีสาเหตุสำคัญคือความชื้นสะสมภายในช่อดอก ทำให้ไม่สามารถนำไปผลิตยาได้ ต้องทำลายทิ้งอย่างเดียว จึงต้องคอยดูแลควบคุมความชื้นในพื้นที่ปลูกและใช้สารชีวภัณฑ์ฉีดร่วมด้วย

กัญชา เป็นพืชที่ไวต่อแสงในช่วงออกดอก จึงต้องปรับแสงให้เหมาะสม เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว แสงมักสั้นกว่า 8 ถ้าเกินกว่า 8 ต้องสร้างกำแพงบังเอา เช่น สมัยโบราณ หากอยากปลูกกัญชาในฤดูร้อน ต้องปลูกกัญชาบริเวณหุบเขา เพื่อให้หน้าผาบังแสง ส่วนกัญชาสายพันธุ์ต่างประเทศ เช่น เชอร์เล็ต แองเจิล เป็นสายพันธุ์เมืองหนาว แสงต้องไม่ต่ำกว่า 12 หากแสงต่ำกว่า 12 จะเริ่มออกดอก หากนำไปปลูกกลางแจ้ง จะทำให้กัญชาออกดอกเร็ว ได้ผลผลิตน้อย ต้องติดไฟเพื่อขยายเวลากลางวันให้มากขึ้น

เมื่อเกษตรกรเข้าใจธรรมชาติและการเติบโตของต้นกัญชา ในลักษณะ “หัวร้อนตีนเย็น” คือได้แสงพอสำหรับกระตุ้นให้สร้างสาร ส่วนตีนเย็นคือ มีความเย็นระดับหนึ่งที่เพียงพอสำหรับดูดออกซิเจน (ออกซิเจนในดินต้องไม่ร้อนเกินไป ในน้ำก็เช่นกัน) ต้นกัญชามีรากเยอะมาก จึงต้องการออกซิเจนจำนวนมาก หากให้น้ำมากเกินไป ต้นกัญชาสำลักน้ำได้ง่าย จึงต้องใช้ดินปลูกที่มีสภาพร่วนซุย ต้นกัญชากินจุมาก หากปลูกในกระถางเล็ก ไม่ทันออกดอกก็ตายเสียแล้ว เกษตรกรต้องคอยหมั่นสังเกตการเติบโตของต้นกัญชา เมื่อเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของต้นกัญชา มีการดูแลจัดการแปลงเพาะปลูกอย่างเหมาะสม การปลูกกัญชาให้ได้ผลผลิตคุณภาพดีก็เป็นเรื่องง่าย ที่ใครๆ ก็ทำได้ไม่ยาก

เชื่อว่าหลายคนที่มีโอกาสเดินเลือกซื้อสินค้าเกษตรในร้านโครงการหลวง อาจจะเคยเห็นมะละกอผลเล็ก ขนาดอ้วนๆ ป้อมๆ วางขายอยู่บนชั้นวางสินค้า มะละกอลูกผสมพันธุ์ดีนี้ เรียกว่า “มะละกอปากช่อง 2” ซึ่งโครงการหลวงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกได้ปลูกในเชิงการค้ามานานหลายปีแล้ว เพราะมะละกอพันธุ์นี้ปลูกดูแลง่าย ค่อนข้างทนต่อโรคใบจุดวงแหวน ที่สำคัญ ให้ผลผลิตสูงและมีรสชาติอร่อยถูกใจผู้บริโภคอีกต่างหาก

สายพันธุ์มะละกอโดยทั่วไป hillchords.com หากไม่มีการรักษาสายพันธุ์ที่ดี มักมีการผสมข้ามพันธุ์ ทำให้เกิดปัญหาการกลายพันธุ์ได้ แต่มะละกอปากช่อง 2 ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใช้เวลาเกือบ 10 ปี ในการวิจัยปรับปรุงพันธุ์มะละกอชนิดนี้ ก่อนแนะนำเข้าสู่ตลาดเมื่อ 10 กว่าปีก่อน จนถึงทุกวันนี้ มะละกอลูกผสมปากช่อง 2 ยังคงให้ผลผลิตที่ดีเป็นที่นิยมปลูกของเกษตรกรและผู้บริโภค

นักวิจัย มก. พัฒนาสายพันธุ์มะละกอลูกผสม
มะละกอเป็นไม้ผลที่นิยมรับประทานผลสุกอย่างแพร่หลายทั่วโลก แต่ในต่างประเทศนิยมรับประทานมะละกอที่มีผลขนาดเล็ก มีน้ำหนักต่อผลไม่เกิน 600 กรัม ซึ่งแหล่งผลิตและส่งออกมะละกอรายใหญ่ของโลก ได้แก่ เม็กซิโก มาเลเซีย บราซิล และอเมริกา ส่วนประเทศไทยแม้ปลูกมะละกอจำนวนมาก แต่ส่งออกไม่มาก เนื่องจากสายพันธุ์มะละกอที่ปลูก ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ผลใหญ่ ไม่เป็นที่นิยมในตลาดต่างประเทศ

สถานีวิจัยปากช่อง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้พัฒนาสายพันธุ์มะละกอมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 โดยเริ่มต้นจากนำเข้ามะละกอสายพันธุ์ซันไลท์ จากประเทศไต้หวันมาปลูกและคัดเลือกต้นพันธุ์ที่ต้องการ ทำการผสมตัวเองและปลูกคัดเลือกอยู่ 5 ชั่วอายุ จนได้สายพันธุ์ที่ไม่กระจายตัว แล้วปลูกขยายเมล็ดโดยวิธีผสมเปิดในหมู่เดียวกันอีก 2 ครั้งจนได้สายพันธุ์มะละกอที่ให้ผลผลิตดี เหมาะสำหรับปลูกเชิงการค้าเรียกว่า “มะละกอพันธุ์ปากช่อง 1”

ลักษณะประจำพันธุ์ของมะละกอปากช่อง 1 คือ มีลำต้นสีเขียวปนม่วงเล็กน้อย ใบมี 7 แฉกใหญ่ กว้าง 50-60 เซนติเมตร ยาว 45-50 เซนติเมตร ก้านใบสีเขียวปนม่วงยาว 70-75 เซนติเมตร อายุ 8 เดือน ก็เริ่มเก็บผลได้ มีน้ำหนักผล 350 กรัม เนื้อสีส้มหนา 1.8 เซนติเมตร เมื่อสุกเนื้อไม่เละ มีรสหวาน กลิ่นหอม เปอร์เซ็นต์ความหวาน 12-14 องศาบริกซ์ ในระยะเวลา 18 เดือน จะให้ผลผลิตต้นละ 30-40 กิโลกรัม ค่อนข้างทนต่อโรคใบด่าง เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ได้เอง

มะละกอปากช่อง 2
ระหว่างปี พ.ศ. 2540-2549 ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ร่วมมือกันพัฒนาปรับปรุงพันธุ์มะละกออย่างต่อเนื่อง จนได้มะละกอพันธุ์ใหม่ที่คุณภาพและผลผลิตดีกว่าพันธุ์การค้าเดิม เรียกว่า มะละกอปากช่อง 2 ที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์แขกดำ เป็นพันธุ์แม่ และพันธุ์ปากช่อง 1 เป็นพันธุ์พ่อ โดยวิธีการผสมด้วยมือ หลังจากนั้น เก็บผลผลิตเอาเมล็ดมาเพาะในถุงพลาสติกดำ ขนาด 3×5 นิ้ว คัดเลือกต้นกล้าที่แข็งแรงปลูกลงแปลงได้ 26 แถว แถวละ 21 ต้น จำนวน 3 ต้น ต่อหลุม หลังจากปลูก 4 เดือน คัดต้นที่เป็นดอกสมบูรณ์เพศเหลือเพียง 1 ต้น ศึกษาลักษณะลูกผสมเพื่อคัดเลือกลักษณะดีได้ตามต้องการ ที่ออกดอกและติดผล หลังจากปลูก 8 เดือน ทีมนักวิจัยได้คัดเลือกคู่ผสมพันธุ์ดีไว้ 3 สายพันธุ์ ที่มีขนาดผลใหญ่กว่าพันธุ์ปากช่อง 1 คุณภาพผลดี เนื้อหนา สีส้มและรสชาติดี