เกษตรกรสามารถตรวจสอบราคารับซื้อข้าวโพดได้ทุกวัน

และยังจะช่วยสนับสนุน การบริหารจัดการกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ การจัดสรรเครื่องจักรและรถเก็บเกี่ยวภายในกลุ่มได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น “การนำแอพพลิเคชั่น “ช่วยปลูก” มาใช้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรในตำบลบัลลังก์ มีความทันสมัยมากขึ้น สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย และเท่าเทียมกัน ช่วยสนับสนุนให้การรวมกลุ่มของเกษตรกรมีความเข้มแข็งขึ้น มองว่า ฤดูกาลนี้ผลผลิตของบัลลังก์น่าจะดีขึ้น ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับทั้งตัวเกษตรกรและอาชีพ” นายกเทศมนตรีตำบลบัลลังก์กล่าว.

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้จัดคณะลงพื้นที่เพื่อรับฟังความเห็นในการบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก รวมไปถึงการทบทวนการกำหนดขอบเขตพื้นที่ลุ่มน้ำประเทศไทย 25 ลุ่มน้ำใหม่

โดยเริ่มต้นลงพื้นที่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของจังหวัดเป้าหมายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดย นายสิริวิชญ กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการกองบริหารจัดการลุ่มน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติน้ำ (สทนช.) กล่าวว่า ภาวะน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำในภาคตะวันออก ทำให้ สทนช.ต้องทำโครงการศึกษาทบทวนแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำที่เหมาะสมสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและผลกระทบจากการแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำ (ภาคตะวันออก) และได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ จ.ฉะเชิงเทรา

ลุ่มน้ำปราจีนฯ-บางปะกง

พื้นที่ภาคตะวันออกมีลุ่มน้ำเดิม อาทิ ลุ่มน้ำปราจีนบุรีกับลุ่มน้ำบางปะกง มีอ่างห้วยโสมงอยู่ที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรี ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นเป็นต้นน้ำของลุ่มน้ำบางปะกง ดังนั้นเมื่อจะกักน้ำเค็มจากบางปะกงจึงไม่สอดรับกัน เป็นไปได้หรือไม่ว่า อาจจะยุบเป็นลุ่มน้ำเดียว เพราะตอนบนและตอนล่างเป็นคนละลุ่มน้ำ หรือบางลุ่มน้ำมีขนาดเล็ก ห่างไกลกัน เมื่อต้องหารือก็เกิดปัญหา ทั้งหมดจะนำมาสู่การทบทวนเพื่อแบ่งลุ่มน้ำใหม่ รวมถึงลำน้ำบางพื้นที่ไม่เข้มแข็ง ต่อไปเมื่อมีกฎหมายรองรับจะทำให้ทุกพื้นที่มีแหล่งน้ำใช้เท่าเทียมกัน

“การแบ่งลุ่มน้ำอาจกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบ้าง เพราะจะควบรวมกลุ่มผู้ใช้น้ำ 3 ประเภท เช่น ลุ่มเจ้าพระยามี 6 ลุ่มน้ำ อาจให้เหลือลุ่มน้ำประธานหรือคลัสเตอร์เพียงลุ่มน้ำเดียว ส่วนภาคตะวันออกต่อไปหากขยายและพัฒนาพื้นที่ EEC ก็จะต้องเป็นลุ่มน้ำประธานแห่งเดียวเพื่อง่ายต่อการบริหารจัดการ แม้ภาคตะวันออกจะเป็นลุ่มน้ำเล็ก แต่ค่อนข้างจะมีผลสืบเนื่องต่อกันหลายแหล่งน้ำ” นายสิริวิชญกล่าว

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีการแบ่งลุ่มน้ำเพื่อการบริหารจัดการน้ำเป็น 25 ลุ่มน้ำหลัก กับ 254 ลุ่มน้ำสาขา แต่ยังมีลุ่มน้ำหลักและลุ่มน้ำย่อยบางส่วนที่ยังไม่เชื่อมโยงสอดคล้องกับสภาพภูมิสังคม นอกจากนี้ยังพบว่า ลุ่มน้ำหลักหลายลุ่มน้ำมีขนาดเล็ก บางลุ่มน้ำหลักมีความสัมพันธ์เชิงอุทกวิทยา และการบริหารจัดการที่คาบเกี่ยวกับลุ่มน้ำหลักอื่น ๆ ทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเบ็ดเสร็จในแต่ละลุ่มน้ำ จึงจำเป็นต้องทบทวนการกำหนดขอบเขตพื้นที่ลุ่มน้ำใหม่ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อการเปลี่ยนแปลง

ที่ผ่านมา สทนช.ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินโครงการศึกษาทบทวนการกำหนดขอบเขตพื้นที่ลุ่มน้ำที่เหมาะสมกับการนำมาใช้ในการสนับสนุนงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งในกรณีภาวะน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำ ซึ่งจะมีลุ่มน้ำประธานทั้งหมด 10 กลุ่มลุ่มน้ำ หรือ “คลัสเตอร์ลุ่มน้ำ” และจะมีการจับกลุ่มลุ่มน้ำหลักจากเดิม 25 ลุ่มน้ำใหม่

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า หนึ่งในปัญหาการบริหารจัดการน้ำของไทย คือ การขาดเอกภาพ และมีลุ่มน้ำมากเกินไปกว่า 25 ลุ่มน้ำ ดังนั้นหลังจากทบทวนลุ่มน้ำหลักจะต้องตราเป็น “พระราชกฤษฎีกา” เพื่อกำหนดขอบเขตลุ่มน้ำใหม่ โดยจะพิจารณาทั้งขอบเขตการปกครอง-วัฒนธรรม “ไม่ใช่ดูด้านกายภาพอย่างเดียว” ทาง สทนช.ต้องลงพื้นที่เพราะมีหลายมิติ ต้องดูการทำงานของคณะกรรมการลุ่มน้ำที่ผ่านมาด้วยว่าทำงานอย่างไร เพื่อนำมาจัดให้เป็นระบบมากขึ้น

สำหรับหลักการในการแบ่งลุ่มน้ำใหม่ สทนช.จะพิจารณาจากจุดออกของลุ่มน้ำที่ไหลลงสู่ทะเล หรือออกจากประเทศสภาพภูมิศาสตร์พื้นที่ หรือจากความสูงต่ำ ซึ่งเป็นตัวกำหนดทิศทางการไหลของน้ำ วัฒนธรรม องค์กร ที่มีความคล้ายคลึงกันในพื้นที่

การแบ่งเขตการปกครอง อาจใช้เส้นแบ่งระดับจังหวัดเป็นเส้นแบ่งลุ่มน้ำในพื้นที่ เพื่อกำหนดกลุ่มผู้ใช้น้ำ 3 ประเภทตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ กล่าวคือ ประเภทที่ 1 น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค เกษตรกรรายย่อย ประเภทที่ 2 เพื่อการเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อพาณิชย์ การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาและกิจการอื่น และประเภทที่ 3 การใช้ทรัพยากรนํ้าสาธารณะเพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้นํ้าปริมาณมาก หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามลุ่มนํ้าให้ชัดเจน

“ถ้าหากมีการใช้น้ำหรือมีการบริหารจัดการน้ำร่วมกันของลุ่มน้ำ และมีพื้นที่ลุ่มน้ำไม่ใหญ่มากนัก ควรรวมกลุ่มลุ่มน้ำเข้าด้วยกันเพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวมเป็นเนื้อเดียวกัน พูดง่าย ๆ ว่าพื้นที่ลุ่มน้ำไม่ควรแบ่งออกเป็นหลายส่วนแยกออกจากกันอยู่ต่างพื้นที่หรือต่างภูมิภาค และถ้าพื้นที่ลุ่มน้ำแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ควรแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำนั้นออกเป็นส่วน ๆ ซึ่งอาจจะควบรวมกับพื้นที่ลุ่มน้ำข้างเคียง โดยมีการแบ่งร่างใหม่เป็น 10 คลัสเตอร์ลุ่มน้ำ” นายสมเกียรติกล่าว

10 คลัสเตอร์ลุ่มน้ำทำยากแต่ต้องทำ

แม้ว่าจะมีการศึกษาเพื่อจัดกลุ่มลุ่มน้ำหลักใหม่ แต่ยังคงมีลุ่มน้ำหลักบางลุ่มน้ำที่ต้องมีการบริหารจัดการร่วมกันอยู่ เช่น ลุ่มน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ ทั้งลุ่มน้ำปิง-วัง-ยม-น่าน-สะแกกรัง-ท่าจีน-ป่าสัก และเจ้าพระยาใหญ่

ดังนั้นเพื่อการบริหารจัดการน้ำได้ดี จึงมีแนวคิดจัดกลุ่มลุ่มน้ำเรียกว่า “คลัสเตอร์ลุ่มน้ำ” ขึ้นมาแบ่งออกเป็น 10 คลัสเตอร์ (ตามภาพ) และในอนาคตจำเป็นต้องมีแผนสำรองเพื่อรองรับการขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จากลุ่มน้ำแม่น้ำปราจีนบุรี ซึ่งเป็นต้นน้ำของลุ่มน้ำบางปะกง ทั้งสองลุ่มน้ำมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำแม่น้ำบางปะกงจำเป็นต้องอาศัยน้ำต้นทุนจากแม่น้ำปราจีนบุรี เพื่อการบริหารจัดการน้ำเป็นเนื้อเดียวกัน “จะเห็นว่าเราสามารถพัฒนาแหล่งน้ำหรือผันน้ำลุ่มน้ำตะวันตก โดยมีคณะกรรมการลุ่มน้ำโดยตรงโดยที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยน้ำจากต่างประเทศ”

อย่างไรก็ตาม การจัดแบ่งลุ่มน้ำใหม่ถือเป็น “โจทย์ใหญ่” ที่ สทนช.ต้องสรุปรายละเอียดผลการศึกษาทั้งลุ่มน้ำประธาน ลุ่มน้ำหลัก ลุ่มน้ำย่อย และลุ่มน้ำสาขาย่อย โดยจะต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจของทุกภาคส่วนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ทาง สทนช.มั่นใจว่าการแบ่งลุ่มน้ำใหม่จะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวมมีเอกภาพ รวดเร็ว และทันต่อสถานการณ์

นายศุภเดช พูนพิพัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาสับปะรดตกต่ำ ส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดทั่วประเทศได้รับความเดือดร้อน ดังนั้นเพื่อช่วยบรรเทาวิกฤตดังกล่าว ธนาคารธนชาต ร่วมมือกับพันธมิตร ได้แก่ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ และโรงแรมปทุมวันปริ๊นเซส รับซื้อสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียน้ำผึ้ง ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าหอม หวาน อร่อย จากไร่ของเกษตรกรใน ต.บ้านเสด็จ อ.เมืองจ.ลำปาง จำนวน 16,000 กิโลกรัม นำมาแจกฟรีแก่ลูกค้า ชุมชนละแวกใกล้เคียง และประชาชนทั่วไป ในวันที่ 13 ก.ค. พร้อมกันนี้ยังร่วมรณรงค์เรื่องลดการใช้ถุงพลาสติก โดยเชิญชวนให้ผู้สนใจรับสับปะรดนำถุงผ้ามาเอง

ภายในงานนอกจากจะแจกสับปะรดเป็นผล ยังมีเนื้อสับปะรด น้ำสับปะรดคั้นสด/ปั่น สับปะรดฟรุตสลัด และไอศกรีมแท่งรสสับปะรด ด้วย นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่มารับสับปะรดร่วมทำบุญตอบแทนสังคม โดยบริจาคเงินตามศรัทธาเพื่อมอบแก่โรงเรียนพระดาบสด้วย

“เกษตรกรที่ธนชาต รับซื้อสับปะรดมานี้ประสบปัญหาอย่างมาก เพราะราคาตกต่ำเหลือเพียงกิโลกรัมละ 1 บาท โดยที่ผ่านมาแก้ปัญหาด้วยการนำไปวางจำหน่ายริมถนนทางหลวงเพื่อระบายไม่ให้เน่าเสียคาสวน ซึ่งเราหวังว่าการจัดงานครั้งนี้จะช่วยระบายสับปะรด และบรรเทาปัญหาของเกษตรกรไทยให้สามารถประกอบอาชีพต่อไปได้ โดยกิจกรรมช่วยชาวไร่สับปะรดครั้งนี้ คาดว่าจะแจกสับปะรดให้แก่ลูกค้า ชุมชนละแวกใกล้เคียง และประชาชนทั่วไปได้กว่า 10,000 ราย” นายศุภเดช กล่าว

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 14 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ต.บึงโขงหลง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ มีพายุฝนตกหนักและฟ้าคะนอง หลังจากฝนหยุดตกพบว่าฟ้าได้ผ่าคอกหมูของชาวบ้านได้รับความเสียหาย หมูตายเกือบ 10 ตัว ที่บ้านเลขที่ 1 บ้านคำสมบูรณ์ ม.3 ต.บึงโขงหลง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ

นางทองแดง ปีประเสริฐ อายุ 62 ปี เจ้าของบ้าน เล่าว่า ตนมีเงินอยู่ 30,000 บาท หลังจากเก็บหอมรอมริบมานาน ได้นำเงินดังกล่าวไปซื้อลูกหมูมาเลี้ยง จำนวน 15 ตัว ตัวละ 1,200 บาท เป็นเงิน 18,000 บาท และเงินส่วนที่เหลือก็นำมาทำโรงเรือน เลี้ยงมาจนกระทั่งใกล้จะจับขาย วันนี้ฝนตกแรงมาก สักพักได้ยินเสียงฟ้าร้องดังสนั่นเหมือนเสียงฟ้าผ่าบริเวณคอกหมู จึงเดินออกไปดูพบว่าคอกหมูโดนฟ้าผ่า วินาทีนั้นตนได้แต่ร้องไห้เพราะความสงสารหมู พบว่าหมูถูกฟ้าผ่าตายจำนวน 7 ตัว ขาหัก 5 ตัว หมูที่ตายขายให้ชาวบ้านตัวละ 700 -1,500 บาท คาดว่าค่าเสียหายราว 3-4 หมื่นบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 16 กรกฎาคมนี้ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะแถลงข่าวถึงการใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้ากับประเทศระงับการนำเข้าลำไยจากไทย เช่น อินโดนีเซีย รวมถึงผลกระทบด้านส่งออกของไทยกับสงครามการขึ้นภาษีและตอบโต้ระหว่างสหรัฐกับจีน รวมถึงประเทศอื่นๆที่สหรัฐฯขึ้นภาษีนำเข้า หลังจากสั่งการให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบและประเมินผลกระทบด้านบวกและลบ

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวระหว่างลงพื้นที่พบปะเกษตรกรชาวสวนลำไยมัดปุ๊ก บ้านร้องขุด อำเภอสันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกลำไยแปลงใหญ่ และมีการบริหารจัดการแบบกลุ่ม เป็นผู้รวบรวมรับซื้อลำไยในพื้นที่ เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปประเทศมาเลเซียและจีน ในวันที่ 14 กรกฎาคม ว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ร่วมมือกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตและการส่งออกลำไยภาคเหนือ และป้องกันลำไยล้นตลาดในปี 2561

ซึ่งกระทรวงฯได้เตรียมมาตรการบริหารจัดการลำไยสดปีนี้ ดังนี้ 1. ผลักดันลำไยผลสดออกสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะ อินเดีย จีน และตลาดที่มีคนเอเชียอาศัยอยู่ 2. กระจายลำไยออกนอกจังหวัดแหล่งผลิต เป้าหมาย 5,000 ตัน ผ่านตลาดประชารัฐ โมเดิร์นเทรด สถานีบริการน้ำมัน และไปรษณีย์ไทย

3. สนับสนุนการแปรรูปลำไยเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยต่อยอดการใช้นวัตกรรม และ 4. รณรงค์และประชาสัมพันธ์การบริโภคลำไย เช่น การจัดเทศกาลผลไม้ โดยกระทรวงฯ ได้ทำงานเชิงรุก และเร่งดำเนินมาตรการหลายส่วนไปแล้ว เชื่อมั่นว่า ปีนี้ กระทรวงฯ จะบริหารจัดการลำไยสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งไม่มีความกังวลต่อผลกระทบจากมาตรการห้ามนำเข้าลำไยของอินโดนีเซียในช่วงกรกฎาคมถึงสิงหาคม

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ไทยสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลง FTA มองหาตลาดส่งออกศักยภาพอื่นๆ นอกเหนือจากอินโดนีเซีย โดยกระทรวงฯ ได้มอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นแนวหน้าเจรจาผลักดันให้คู่ค้าเปิดตลาดและลดภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย เพื่อเป็นการขยายโอกาสในการส่งออก โดยในช่วงที่ผ่านมา ไทยประสบความสำเร็จในการจัดทำ FTA

ซึ่งปัจจุบัน ไทยมี FTA รวม 12 ฉบับ กับคู่ภาคีรวม 17 ประเทศ และทุกฉบับได้มีการลดภาษีสินค้าลำไยและผลิตภัณฑ์ให้ไทยแล้ว มีเพียงความตกลงไทย-อินเดีย ที่อินเดียมีการยกเลิกภาษีให้แค่สินค้าลำไยสดเท่านั้น ในขณะที่ผลิตภัณฑ์จากลำไย อาทิ ลำไยแช่แข็ง ลำไยอบแห้ง และลำไยกระป๋อง ยังถูกเก็บภาษี MFN(ให้การปฏิบัติต่อสินค้าจากประเทศสมาชิกอย่างเท่าเทียมกัน) อัตรา 30 %

ซึ่งสำหรับคู่ภาคีส่วนใหญ่ ได้มีการยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าลำไยและผลิตภัณฑ์ให้ไทยแล้ว อาทิ ประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างจีนและญี่ปุ่น ที่มีการยกเลิกภาษีสินค้าลำไยสด ลำไยแช่แข็ง และลำไยอบแห้งให้ไทยภายใต้ความตกลงอาเซียน-จีน และความตกลงไทย-ญี่ปุ่น

สำหรับความตกลงอาเซียน สมาชิกอาเซียนได้ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าลำไยสด ลำไยแช่แข็ง ลำไยกระป๋อง และลำไยอบแห้งให้ไทยหมดแล้วเช่นกัน ยกเว้น ลาว ที่มีการเก็บภาษีลำไยอบแห้ง 5 % ดังนั้น ตอนนี้ไทยสามารถส่งลำไยไปขายในประเทศอาเซียน จีน และญี่ปุ่น โดยไม่ต้องเสียภาษีแล้ว

พร้อมกันนี้ ได้มีการสัมมนาให้ความรู้แก่เกษตรกรชาวสวนลำไย และผู้ประกอบการ เรื่อง“การค้าเสรีเพื่อยกระดับเกษตรกรไทยก้าวสู่ Smart Enterprise 4.0” ระหว่างวันที่ 15 – 16 กรกฎาคม 2561 ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยเน้นให้ความรู้ความเข้าใจในการใช้ประโยชน์จาก FTA การบริหารจัดการตลาด การพัฒนามาตรฐานและคุณภาพ ตลอดจนการเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยนวัตกรรม

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาใช้มาตรการกับประเทศที่ใช้มาตรการไม่เป็นธรรมต่อไทย จนกระทบต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมในประเทศ ว่า ในส่วนของลำไยส่งออก ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ จะได้ข้อสรุปว่าไทยจะประกาศใช้มาตรการปกป้องทางการค้า โดยกำลังหารือกับคณะกรรมการดูแลสินค้าเกษตรในแต่ละชนิด เพื่อดูว่าได้รับความเดือดร้อนอย่างไร

และรวมพิจารณาประกาศใช้มาตรการใด อย่าง อินโดนีเซีย ได้จำกัดนำเข้าพืช จนหลายประเทศยื่นร้ององค์การการค้าโลก (WTO) และชนะคดี ทำให้อินโดนีเซียต้องแก้ไขมาตรการ ในส่วนของไทยจะกระทบต่อการส่งออกลำไยไปอินโดนีเซีย ที่ผ่านมาก็ได้ทำเรื่องร้องถึงรัฐบาลอินโดนีเซียมาตลอด และหากยังเพิกเฉยไทยก็อาจต้องใช้มาตรการกับสินค้านำเข้าจากอินโดนีเซียด้วย ทั้งนี้ ในแต่ละปีลำไยไทย ส่งออกไปเวียดนามเป็นสัดส่วนมากสุด 55% ตามด้วยจีน 25% อินโดนีเซีย 13% ฮ่องกง 3.6% และมาเลเซีย 1%

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายฉันทวัฒน์ สมนาม ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองแวง ต.หนองค่าย อ.ประทาย จ.นครราชสีมา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ในพื้นที่ได้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงนานนับเดือน ซึ่งถ้าฝนไม่ตกภายใน 1-2 อาทิตย์ต่อจากนี้ ต้นข้าวที่ปลูกไว้ก็ขาดน้ำหล่อเลี้ยงจะพากันเหี่ยวเฉายืนต้นตาย ครั้นจะสูบน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติก็มีไม่เพียงพอต่อการทำเกษตรสำหรับที่นาของใครที่ติดกับริมคลองก็ถือว่าโชคดี ยังพอมีน้ำให้ผันเข้าที่นาได้ แต่สำหรับใครที่ไม่มีแหล่งน้ำให้สูบเข้าที่นาคงต้องทำใจรอน้ำฝนจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว

ต่อมานายอำนวย ปองนาน นายอำเภอประทายได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้น พบว่าพื้นที่เพาะปลูกข้าวกว่า 80% เริ่มประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ ต้นข้าวเหี่ยวแห้ง แหล่งน้ำตามธรรมชาติเริ่มตื้นเขิน สำหรับการแก้ปัญหาในเบื้องต้นได้มีการทำหนังสือขอความช่วยเหลือไปที่นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าฯนครราชสีมา เพื่อประสานหน่วยงานฝนหลวงให้มาดำเนินการทำฝนเทียมเพื่อแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งให้ผู้นำหมู่บ้านสำรวจพื้นที่ความเสียหายที่ได้รับทั้งหมดและให้ทางเกษตรอำเภอลงพื้นที่ติดตามให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด คาดว่าหลังจากนี้จะสามารถผ่านวิกฤตฝนทิ้งช่วงไปได้

เนื่องจากวันที่ 14 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันรู้จักฉลาม หรือ Shark Awareness Day องค์กรไวลด์เอด (Wildaid) จึงจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ให้คนไทยเลิกบริโภคเมนูจากฉลามในสื่อโครงการรณรงค์ “ฉลองไม่ฉลาม” ขึ้น พร้อมกับเปิดตัว ป้อง ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ นักแสดงชื่อดัง ในฐานะทูตด้านฉลามคนแรกของประเทศไทย รวมถึงเปิดตัวโฆษณารณรงค์ และการเสวนาภายใต้หัวข้อ “พูดแทนฉลาม”

เมื่อวันที่14 กรกฎาคม นายโสภณ ทองดี รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์ให้คนไทยเลิกบริโภคเมนูจากฉลามในสื่อโครงการรณรงค์ “ฉลองไม่ฉลาม” และได้รับเกียรติให้ขึ้นพูดแทนฉลาม เพื่อเป็นตัวแทนในการบอกกล่าวให้ทุกคนเห็นถึงความสำคัญของฉลามที่มีต่อท้องทะเลมากขึ้น

โดยมี มร. จอห์น เบเกอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายโครงการรณรงค์องค์กรไวล์ดเอด พร้อมด้วยดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล นายณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ นักแสดง ในฐานะทูตด้านฉลาม และคุณเพชร มโนปวิตร ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทางทะเล เข้าร่วมกิจกรรม ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิล์ด CentralWorld ลาน Atrium 3 ชั้น 3 กรุงเทพฯ

นายโสภณ กล่าวว่า ในแต่ละปีจะมีฉลามมากว่า 73 ล้านตัวถูกฆ่าเพื่อนำครีบและชิ้นส่วนต่างๆ มาทำซุปหูฉลาม ซึ่งเป็นอาหารภัตตคารที่มีราคาแพงมาก รู้หรือไม่ว่าไข่ไก่ราคาฟองละ 2 บาทมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าซุปหูฉลามราคาชามละหลายพันบาทเสียอีก นอกจากจะเป็นอาหารที่หาประโยชน์ใดๆ ไม่ได้แล้ว ยังมีสารพิษแรงกับระบบประสาทของมนุษย์ โดยมันจะไปทำให้เชลประสาทเกิดการเสื่อม จนนำไปสู่โรคสมองเสื่อมและโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงขึ้นได้ เพราะมีสารพิษที่ชื่อว่าบีต้าเอนเมททิลอยู่เป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำให้ทุกคนช่วยกันกระตุ้นจิตสำนึกให้สังคมไทยและสังคมโลกหันมาปลูกฝั่งค่านิยมให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ตลอดจนบรรพชนคนรุ่นเก่าที่มีค่านิยมผิดๆ หลงยึดติดว่าหูฉลามคือสุดยอดเมนูของอาหาร เพื่อเป็นการอนุรักษ์ฉลามและรักษาความสมดุลแห่งท้องทะเลไทยสืบไป

นายโสภณ กล่าวต่อว่า สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับฉลาม ตลอดจนตระหนักให้คนไทยเห็นความสำคัญของฉลามและโน้มน้าวให้คนไทยเลิกบริโภคเมนูจากฉลาม ที่เป็นผู้รักษาความสมดุลในทะเล รับรู้ถึงภัยคุกคามฉลามจากการบริโภคเมนูจากฉลาม และสร้างค่านิยมใหม่ให้ประเทศไทยไม่มีเมนูจากฉลามไม่ว่าจะเป็นงานแต่ง งานรวมญาติ และงานเลี้ยงธุรกิจ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในแต่ละปีครีบจากฉลาม 73 ล้านตัวถูกนำไปทำเป็นซุปหูฉลาม ซึ่งการบริโภคเมนูฉลามกำลังทำให้ฉลามหลายสายพันธุ์ลดจำนวนลงอย่างน่าเป็นห่วงและบางชนิดกำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร กรมปศุสัตว์ได้น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จัดทำโครงการป้องกันกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ประจำปี 2561 เพื่อควบคุมประชากรสัตว์พาหะนำโรคพิษสุนัขบ้าและป้องกันการเกิดโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ ในพื้นที่ของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัด ระหว่างวันที่ 15-31 กรกฎาคม โดยกำหนดจัดพิธีเปิดโครงการในพื้นที่ของสำนักงานปศุสัตว์เขตทุกเขต ในวันที่ 16 กรกฎาคม

น.สพ.สรวิศ กล่าวว่า สำหรับการดำเนินงานเร่งรัดกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าตามแผนยุทธศาสตร์การดำเนินโครงการสัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เพื่อเร่งรัดกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปจากประเทศไทยภายในปี 2562 นั้น มีความคืบหน้าสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ ปี 2561มีการประกาศเขตโรคระบาดสัตว์ในพื้นที่ 53 จังหวัด ปัจจุบันยังคงเหลือพื้นที่ที่มีการประกาศเขตโรค ระบาดสัตว์เพียง 27 จังหวัด มีส่งตัวอย่างทั้งหมด 6,908 ตัว พบผลบวก 1,140 ตัว คิดเป็นร้อยละ 16.5 พบสูงสุด 5 ลำดับ จังหวัดสุรินทร์ คิดเป็นร้อยละ 12.37 จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดสงขลา และจังหวัดยโสธร ตามลำดับ อัตราการพบโรคพิษสุนัขบ้าเฉลี่ยในช่วง 14 วันที่ผ่านมา ลดลงเหลือ 1.0 ครั้ง/วัน

น.สพ.สรวิศกล่าวว่า ผลการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า โดยรวมของกรมปศุสัตว์และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการได้ 7,652, 953 ตัว จากเป้าหมาย 8, 240,000 ตัวคิดเป็นร้อยละ 92.88 ฝึกอบรมอาสาปศุสัตว์ จำนวน 62,959 คน จากเป้าหมาย จากเป้าหมาย 17,500 คน คิดเป็นร้อยละ 360 ทำหมันสุนัขและแมว ได้ 266,045 ตัว จากเป้าหมาย 300,00 ตัวคิดเป็นร้อยละ 88.68

“ในเดือนกรกฎาคม กรมปศุสัตว์ได้จัดทำโครงการป้องกันกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร และโครงการปศุสัตว์ร่วมใจกำจัดภัยโรคพิษสุนัขบ้าเพื่อเฉลิมพระเกียรติ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ประจำปีงบประมาณ 2561และโดยเน้นกิจกรรมออกหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่เพื่อให้บริการผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ฝึกอบรมและให้ความรู้เจ้าของสัตว์เลี้ยงและประชาชนทั่วไป โดยผลการดำนินงานระหว่างวันที่ 1-11 กรกฎาคมผ่าตัดทำหมันได้ 11,675 ตัว และฉีดวัคซีนได้ 419,505 ตัว”น.สพ.สรวิศกล่าว

น.สพ.สรวิศกล่าวว่า ได้ร่วมต้อนรับผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญ จากองค์การอนามัยโลก (WHO) เยี่ยมชมโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี โดยได้พาเยี่ยมชมสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติเพื่อศึกษาดูงาน โครงสร้างห้องปฏิบัติการทางไวรัสวิทยาและห้องพยาธิวิทยา ประสานความร่วมมือกับองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เพื่อสร้างต้นแบบการควบคุม ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าภายใต้แนวความคิดสุขภาพหนึ่งเดียว โดยมีพื้นที่ต้นแบบคือ เทศบาลทุ่งสง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม กลุ่มด่านกักกันสัตว์ที่ 9 นำโดย. นายสรยุทธ สีขาว หัวหน้ากลุ่มด่านกักกันสัตว์ที่ 9 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสารวัตร ด่านกักกันสัตว์สงขลา ด่านกักกันสัตว์สตูล ด่านกักกันสัตว์นราธิวาส เจ้าหน้าที่ ส.รฟ. หาดใหญ่ และเจ้าหน้าที่ บก.สส.ภ.9 ร่วมกันตรวจยึดซากสัตว์(หมูป่า) จำนวน 550 กิโลกรัม

ด้วยรับแจ้งจากสายข่าวจะมีการลักลอบเคลื่อนย้ายซากสัตว์ โดยรถไฟขบวน รถเร็วที่ 172(สุไหงโกลก – กรุงเทพมหานคร) หัวหน้ากลุ่มด่านกักกันสัตว์ที่ 9 พร้อมเจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าตรวจสอบ ณ สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่

ผลการตรวจสอบ พบซากสัตว์(หมูป่า) วางอยู่บริเวณตู้สัมภาระ สอบถามไม่มีผู้แสดงตนเป็นเจ้าของ ซึ่งมีความผิดตามมาตรา 34 พรบ.โรคระบาดสัตว์ 2558 บทกำหนดโทษมาตรา 71 จึงทำการตรวจยึด พร้อมทำบันทึกตรวจยึด ส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

จีนเผชิญจักจั่นล้นเมือง พืชผักเสียหาย ขอประชาชนจับ “จักจั่น” กิน แก้ปัญหา

จับจักจั่นกิน – วันที่ 14 ก.ค. เน็กซ์ชาร์ก รายงานว่า องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง ทางตอนใต้ของประเทศจีน ได้ร้องขอให้ประชาชนช่วยกันลดจำนวนประชากร จักจั่น บนถนนที่เพิ่มจำนวนมากจนทำพืชผลทางการเกษตรเสียหาย โดยการจับพวกมันและนำมาทำเป็นอาหาร

“มีจักจั่นจำนวนมากเกินไป คนที่ชอบกินแมลง ได้โปรดมาจับไปด้วย” องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นกล่าวขอความร่วมมือกับประชาชนแม้จะมีประชาชนบางกลุ่มแสดงออกว่าไม่ชอบกินจักจั่น แต่ประชาชนอีกกลุ่มก็ให้ความร่วมมือทันทีโดยเริ่มจับจักจั่นและนำมาทำเป็นอาหาร ทั้งยังมีวิดีโอการปรุงจักจั่นยังถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ของจีนอีกด้วย