เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวหญ้าครั้งแรกเมื่ออายุ 75 วัน

จากนั้นตัดใช้ประโยชน์ได้ทุกๆ 60 วัน การปลูกหญ้าในพื้นที่ชลประทาน หรือให้น้ำโดยใช้น้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วจากโรงงานอุตสาหกรรม จะสามารถผลิตหญ้าสดได้ตลอดปี ตัดเกี่ยวหญ้าได้ 5-6 ครั้ง ต่อปี มีผลผลิตน้ำหนักสด ประมาณ 70-80 ตัน ต่อไร่ หรือคิดเป็นน้ำหนักแห้ง ประมาณ 10-12 ตัน ต่อไร่ ต่อปี เพียงพอสำหรับการเลี้ยงโค 5-6 ตัว สามารถลดพื้นที่เลี้ยงสัตว์ เหมาะสำหรับผู้มีพื้นที่ปลูกพืชอาหารสัตว์น้อย แต่มีจำนวนสัตว์มาก

คุณภาพทางอาหารสัตว์ หญ้าอายุ 60 วัน มีวัตถุแห้งเฉลี่ย 17.3 เปอร์เซ็นต์ มีโปรตีนเฉลี่ย 10.6 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใยรวม 42.6 เปอร์เซ็นต์ และมีคาร์โบไฮเดรตละลายได้ 33.3 เปอร์เซ็นต์ จึงถือว่าเป็นพืชอาหารสัตว์คุณภาพดี มีคุณค่าอาหารสัตว์สูง เหมาะสำหรับการใช้เลี้ยงสัตว์ที่ให้ผลผลิตสูง เช่น โคนม และสามารถนำไปผลิตเป็นพืชหมักได้ดี เนื่องจากมีคาร์โบไฮเดรตที่ละลายได้สูง

ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกหญ้าเนเปียร์ โดยพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ 1 ไร่ จะใช้เป็นอาหารเลี้ยงโคได้ไม่น้อยกว่า 5 ตัว ตั้งแต่ ปี 2554 เป็นต้นมา กรมปศุสัตว์จึงเร่งรัดกระจายท่อนพันธุ์หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศ เน้นส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกร และฟาร์มปศุสัตว์ ร่วมกันผลิตหญ้าเชิงบูรณาการ โดยนำน้ำเสียจากอุตสาหกรรมมาปลูกหญ้า ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้ง 5 ด้าน คือ ลดมลภาวะ ลดโลกร้อน ผลิตพืชอาหารสัตว์คุณภาพดี เพิ่มผลผลิตเนื้อและนม และเพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร

หญ้าเนเปียร์ เป็นพืชที่ตอบสนองต่อการให้น้ำและปุ๋ย หากวันนี้เกษตรกรตัดหญ้าเนเปียร์ออกขาย พรุ่งนี้ ต้นหญ้าที่ถูกตัดจะงอกขึ้นมาใหม่ทันที เกษตรกรสามารถตัดต้นหญ้าเนเปียร์ออกขายได้ทุกๆ 2 เดือน แค่ลงทุนปลูกเนเปียร์เพียงครั้งเดียว หากเกษตรกรดูแลจัดการแปลงปลูกอย่างดี สามารถเก็บเกี่ยวหญ้าเนเปียร์ออกขายได้ยาวนานถึง 10 ปี เรียกว่า ให้ผลตอบแทนนานกว่าการทำไร่อ้อยเสียอีก เพราะอ้อยปลูกแค่ 3 ปี ก็ต้องรื้อแปลงทิ้งเพื่อปลูกใหม่ จึงอยากให้เกษตรกรหันมาสนใจปลูกหญ้าเนเปียร์เป็นพืชเศรษฐกิจตัวเลือกใหม่ในอนาคต

ขนมเทียนหญ้านางนวล – ข่าวสดอิ่มอร่อย พาไปที่บ้านหัวแรต หมู่ 5 ต.ตรึม อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ ขณะ นายยนต์ ดัชถุยาวัฒน์ ผู้ใหญ่บ้านบ้านหัวแรต นำกลุ่มแม่บ้าน สาธิตการทำขนมเทียนสูตรโบราณ ที่ผสมกับต้นหญ้านางนวล ให้ชม

ขนมเทียนสูตรนี้ทำกันมานานตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด และถ่ายทอดวิธีการทำจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้ชุมชนทำขาย มีรายได้เข้าครอบครัวอีกด้วย ต้นหญ้านางนวลนี้ เป็นส่วนผสมขนมเทียนสูตรโบราณ ช่วงเวลานี้ เป็นช่วงที่ยังเก็บได้ในท้องทุ่งนา เพราะมันจะขึ้นหลังจากที่เก็บเกี่ยวข้าวช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์เท่านั้น ถ้าพ้นช่วงนี้ไปแล้ว ต้นหญ้านางนวลก็จะแก่และแห้ง

ดังนั้น ชาวบ้านนิยมเก็บให้ได้เยอะๆ เพื่อนำไปตากให้แห้ง เพื่อจะใช้ได้เป็นปี ด้วยวิธีการเก็บรักษาเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม หญ้าชนิดนี้หาได้บางพื้นที่เท่านั้น และบางที่อาจเก็บไม่ทัน เพราะวัวควายกินหมดก่อน

ลำต้นของต้นหญ้านางนวลไม่ใหญ่มากมีสีเขียวอ่อน ใบอวบๆ ลักษณะเรียว มีดอกสีเทาอ่อนปนน้ำตาลความสูงประมาณ 20 เซนติเมตร รสชาติจะออกขมนิดๆ หวานหน่อยๆ รากนำไปต้มกินได้เหมือนน้ำชา

เมื่อเก็บหญ้านานวลมาแล้ว กลุ่มแม่บ้านจึงช่วยกันคัดแยกเอารากออกจะเอาเฉพาะลำต้น ใบ และดอกจากนั้นก็นำไปล้างน้ำให้สะอาด 2-3 น้ำ เมื่อเห็นว่าล้างสะอาดแล้วก็ใส่ตะกร้าให้สะเด็ดน้ำ แล้วใส่กระด้งตากให้แห้ง ใช้เวลาในการตากประมาณ 7 วัน ก่อนเก็บใส่ถุงไว้ แต่ละถุงต้องระบายอากาศได้ดี ไม่ให้อับชื้น

เมื่อจะทำขนมก็จะเอามาตามอัตราส่วน ใส่กระทะคั่วโดยใช้ไฟอ่อนพอดี คั่วให้แห้งกรอบและสุกจะมีความหอม จากนั้นก็นำมาใส่ครกหินตำ แล้วนำไปล้างน้ำ กรองเอาเฉพาะกากของต้นหญ้านางนวล แต่ละครั้งต้องกรองถึงสามน้ำ

หากอยากให้ขนมมีความเขียวอ่อนนวลๆ ไม่ต้องใส่เยอะ และหากอยากให้ขนมออกเขียวจนดำก็ใส่ลงไปเยอะหน่อยเมื่อกรองได้แล้วก็จะนำมาผสมกับกะทิใส่เกลือ น้ำตาล ลงไป ผสมคลุกให้เข้ากันกับแป้งข้าวเหนียวที่เตรียมไว้ตามอัตราส่วน เมื่อคลุกเคล้าให้เข้ากันดีแล้วก็หมักทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อขนมจะได้นุ่มและมีกลิ่นหอม ไม่แข็งเมื่อนึ่งสุกแล้ว ซึ่งสรรพคุณของหญ้าทำให้ขนมมีความนุ่มนิ่มพอดี หอมแบบธรรมชาติ

สำหรับขั้นตอนการห่อขนมเทียนสมุนไพรหญ้านางนวล จะตัดใบกล้วยทำเป็นแบบกลม ห่อ 2 ชั้น ทำเป็นสามเหลี่ยม ไม่ใหญ่มากนักประมาณพอดีคำ เสร็จแล้วนำไปนึ่งด้วยเตาถ่าน

การนึ่งโดยใช้เตาถ่านจะทำให้ขนมมีรสชาติหอมอร่อย แตกต่างกับการนึ่งใช้นึ่งด้วยเตาแก๊ส เมื่อนึ่งสุกแล้วยกลงจากเตา พอขนมเย็นก็รับประทานได้ถ้ามีคนสั่งชื้อมามากก็จะแพ็กใส่กล่องพลาสติก กล่องละ 5 ก้อน ขายกล่องละ 20 บาท เก็บไว้ได้นาน 3 วัน หากว่าเราอยากเอาไว้กินนานก็เก็บใส่ในตู้เย็นแซ่ไว้ได้ พอจะกินก็นำออกมาอุ่นกินได้ รสชาติความอร่อยความนุ่มความหอมก็ยังเหมือนเดิม

ขนมเทียนสมุนไพรหญ้านางนวล ของกลุ่มแม่บ้านหัวแรต ต.ตรึม มีผู้สั่งชื้อมากในช่วงเทศกาลบุญข้าวสารท สารทเล็ก สารทใหญ่ ช่วงตรุษจีน คนสั่งชื้อเยอะไม่ต่ำกว่า 500 ก้อน

สำหรับแรงผลักดันการทำขนมเทียนสมุนไพรผสมหญ้านางนวลของกลุ่มแม่บ้านหัวแรต มาจาก นายยนต์ ผู้ใหญ่บ้าน ที่คอยสนับสนุนให้แม่บ้านจับกลุ่มกันทำขนมเทียนสูตรโบราณ และช่วยหาตลาดขาย

ช่วงแรกๆ ให้ลูกค้าชิมฟรีก่อน ซึ่งส่วนมากพอได้ชิมแล้วก็จะสั่งให้เอามาส่งทีละหลายกล่อง เพื่อนำไปฝากญาติพี่น้อง แต่ละคนต่างถามว่า ทำไมขนมนุ่มจัง ไม่แข็งเหมือนขนมเทียนทั่วๆ ไป บอกได้เลยว่าที่นิ่มเพราะเป็นส่วนผสมของต้นหญ้านางนวล

สำหรับขนมเทียนหญ้านางนวล มี 2 ไส้ ไส้เค็มกับไส้หวาน จะไม่เค็มมาก ไม่หวานมาก ไส้เค็มมีถั่วเหลือง กระเทียม รากผักชี เม็ดพริกไทย ส่วนไส้หวานจะเป็นมะพร้าวขูดเป็นเส้น น้ำตาลทราย น้ำตาลปี๊บ

ผู้ที่สนใจสั่งได้ที่ นางลัดดา วังสันต์ หัวหน้ากลุ่มเลขที่ 137 ม.5 บ.หัวแรต ต.ตรึม อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ โทรศัพท์ 088-703-3431 หรือที่ นายยนต์ ดัชถุยาวัฒน์ ผู้ใหญ่บ้าน โทร, 081-873-9806

ไก่ชน หรือ ไก่พื้นเมือง ไม่ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานกี่ศตวรรษ ก็ยังเป็นที่นิยมเลี้ยงและเป็นเกมกีฬามาตั้งแต่สมัยโบราณ ทำให้ไก่ชนยังไม่จางหายไปจากสังคมไทย ซึ่งเด็กตามต่างจังหวัดก็ยังได้ใช้เวลาในช่วงว่างจากเรียนหนังสือมาเลี้ยงไก่ชนและดูแลในสิ่งที่รักยามว่าง จึงเกิดเป็นอาชีพเพาะพันธุ์ไก่ชนสร้างสายพันธุ์ใหม่ๆ เกิดเป็นรายได้ให้กับผู้ที่รักและชื่นชอบดีไม่น้อยทีเดียว

คุณชำนาญ ช่วยชูเชิด อยู่บ้านเลขที่ 77/143 หมู่ที่ 12 แขวงลาดยาว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร เป็นผู้ที่ชื่นชอบการเลี้ยงไก่ชนมาตั้งแต่เด็ก จึงใช้เวลาว่างจากงานประจำในช่วงเช้า เย็น และช่วงวันหยุด เพาะพันธุ์ไก่ชนให้มีความหลากหลายสามารถทำเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ยามว่างให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

ที่อยู่ในสายเลือด

คุณชำนาญ เล่าให้ฟังว่า มีความชื่นชอบการเลี้ยงไก่ชนตั้งแต่เด็ก ซึ่งเขาเองมีบ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาเมื่อจบการศึกษาจึงได้เดินทางเข้ามาทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งทำให้ในระยะนั้นยังไม่ได้มีเวลามาเลี้ยงไก่ชนมากนัก แต่เมื่อมีโอกาสได้กลับบ้านเกิดยังต่างจังหวัด ก็จะแวะเวียนไปดูการชนไก่และดูสายพันธุ์ต่างๆ อยู่บ้าง เพราะไก่ชนเป็นสัตว์เลี้ยงที่รู้สึกผูกพันเหมือนแทรกอยู่ในใจเขาตลอดเวลา

“พองานประจำผมเริ่มลงตัว เหมือนเราจัดสรรเวลาได้มากขึ้น พอมีเวลาช่วงเช้าและวันหยุดต่างๆ เลยทำให้ตัดสินใจที่อยากจะนำไก่ชนมาเลี้ยงอย่างจริงจัง เพราะช่วงนั้นมันก็เหมือนเรากลับบ้านต่างจังหวัดที ก็ไปดูทีไม่ได้ทุ่มเทอย่างจริงจัง พอไก่ที่เรารวบรวมเริ่มมีมากขึ้น มีพ่อแม่พันธุ์ลูกพันธุ์ขยายเรื่อยๆ ทีนี้ก็รู้สึกว่าอยากจะนำมาเลี้ยงในพื้นที่บริเวณบ้านที่กรุงเทพฯ จึงตัดสินใจมาทำฟาร์มอย่างเต็มรูปแบบในช่วงปี 2558” คุณชำนาญ เล่าถึงที่มาของการทำฟาร์มไก่ชน

ในช่วงแรกที่เริ่มทำฟาร์มใหม่ๆ คุณชำนาญ บอกว่า ยังไม่ได้คิดที่จะทำเป็นการค้ามากนัก ทำเป็นงานยามว่างไว้เลี้ยงเพลิดเพลินเพื่อเป็นสิ่งคลายเครียดจากการทำงานประจำ ต่อมาเมื่อได้นำไก่ออกไปชนตามสนามต่างๆ มีลูกค้าที่เห็นและชื่นชอบในเชิงการตีไก่ของเขา จึงได้มีติดต่อขอซื้อเข้ามาเรื่อยๆ ทำให้มีการเพาะพันธุ์และพัฒนาสายพันธุ์จนเกิดเป็นรายได้เสริมมาถึงทุกวันนี้

อายุพ่อแม่พันธุ์มีความสำคัญ

ในขั้นตอนของการเพาะพันธุ์ให้ได้ลูกไก่ชนที่มีลักษณะดี คุณชำนาญ บอกว่า จะคัดเลือกดูตามความเหมาะสมโดยการเพาะพันธุ์ไก่ชนก็เหมือนการเสี่ยงโชค บางคอกได้ลูกไก่ที่มีลักษณะดีหลายตัว ดังนั้น การเพาะพันธุ์แต่ละครั้งจะมีการลุ้นอยู่เสมอ ซึ่งพ่อพันธุ์ที่ใช้ผสมพันธุ์จะเลือกให้มีอายุ 1 ปี ผ่านการชนและลงสนามแข่งขันจนได้รับรางวัลมาบ้าง ส่วนแม่พันธุ์ใช้ไก่สาวที่มีอายุ 8 เดือนขึ้นไป

“การเพาะพันธุ์ไก่ชน บางครั้งก็ต้องใช้จินตนาการ ว่าเราจะใช้แม่พันธุ์สายพันธุ์แบบนี้ แล้วเราต้องการนำพ่อพันธุ์แบบไหนมาผสมเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ลูกไก่ออกมาแบบนี้ ก่อนที่จะจับคู่ผสมพันธุ์ 1 สัปดาห์ จะทำการบำรุงพ่อแม่พันธุ์ให้มีโครงสร้างที่สมบูรณ์ก่อน ให้กินอาหารพร้อมกับฉีดยาบำรุง หลังจากจับคู่แล้วแม่พันธุ์ก็จะให้ไข่ออกมา ใช้เวลาฟักประมาณ 21 วัน พอได้ลูกไก่ออกมาเป็นตัว จะปล่อยให้แม่ไก่เลี้ยงลูกประมาณ 1 เดือน จากนั้นก็แยกแม่ไก่ออกมาทำการบำรุงและจับคู่ผสมพันธุ์เหมือนเดิม ส่วนลูกไก่ก็มาเลี้ยงในที่ที่เตรียมไว้” คุณชำนาญ บอก

ลูกไก่ที่แยกออกจากแม่เมื่อได้อายุ 1 เดือน คุณชำนาญ บอกว่า นำมาทำวัคซีนทั้งหมด จากนั้นนำไปเลี้ยงภายในกรง โดยในช่วงนี้ให้กินอาหารหมูนมเม็ดเล็กเลี้ยงอยู่อย่างนี้ประมาณ 2 เดือน เท่ากับว่าลูกไก่จะมีอายุในระยะนี้อยู่ที่ 3 เดือน

จากนั้นนำลูกไก่ทั้งหมดไปปล่อยเลี้ยงในพื้นที่กว้าง ให้อยู่กันเป็นฝูงและหากินเองตามธรรมชาติในพื้นที่บ้านเกิดในจังหวัดสุพรรณบุรี โดยปล่อยเลี้ยงให้อยู่ภายในฝูงอีก 4 เดือน จากนั้นเมื่อเห็นว่าไก่ที่ปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติมีลักษณะที่สมบูรณ์ดีแล้ว จึงนำมาคัดรูปทรงและลักษณะเด่นต่างๆ ต่อไป

“พอเราเห็นแววของไก่แต่ละตัว ว่ามีลักษณะที่ดีสามารถฝึกนำไปชนได้ จะนำมาคัดเลี้ยงใส่สุ่มไว้ พร้อมทั้งฝึกสอนในเรื่องการชนต่างๆ เป็นการเตรียมความพร้อมให้กับไก่ เพื่อดูชั้นเชิงว่าได้แบบที่เราตั้งใจไว้หรือไม่ ถ้ามีแววก็นำมาพัฒนาต่อไปจนสามารถเข้าสู่สนามชนได้ โดยไก่ที่ใหญ่เต็มที่แล้ว จะเน้นให้กินข้าวเปลือกเป็นหลัก เพื่อให้ไก่ชนไม่อ้วนจนเกินไป มีตัวที่สมส่วน มีความคล่องแคล่วในการชน” คุณชำนาญ บอก

ในเรื่องของการป้องกันโรคที่จะเกิดภายในฟาร์ม คุณชำนาญ บอกว่า จะมีการดูแลใส่ใจอยู่ตลอดเวลา จะทำวัคซีนต่างๆ ให้กับไก่ 2 ครั้ง ต่อ 1 ปี ก็จะช่วยป้องกันโรคระบาดในแต่ละฤดูกาลได้เป็นอย่างดี รางวัลที่ได้รับจากไก่ลงสนามเป็นสิ่งการันตีคุณภาพ

ในเรื่องของการทำตลาดเพื่อขายไก่ชนนั้น คุณชำนาญ บอกว่า ในช่วงแรกไม่ได้คาดหวังในเรื่องการขายมากนัก เพราะเริ่มแรกที่เลี้ยงก็เพียงเพื่อเป็นการใช้เวลาว่างหลังจากเลิกงานมาทำในสิ่งที่รักนั้นก็คือเลี้ยงไก่ชน แต่เมื่อนำไก่ชนที่ฝึกเองกับมือไปผ่านลงในสนามต่างๆ และได้รับรางวัลกลับมา จึงช่วยเป็นสิ่งการันตีว่าไก่ภายในฟาร์มมีคุณภาพ มีลูกค้าตามมาชมไก่ถึงภายในฟาร์มเพื่อติดต่อขอซื้อ

“การที่ไก่ชนจะขายได้ ระยะเวลาถือว่าสำคัญเพราะเราต้องพาไก่ไปหลายสนาม เพื่อไปลองเชิงฝึกประสบการณ์ต่างๆ เมื่อรางวัลที่ได้กลับมามันก็จะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เราตั้งใจทำ เพราะเราทำด้วยใจรักจริงๆ อย่างพอเริ่มเป็นที่รู้จักก็เริ่มมีลูกค้าเข้ามาติดต่อซื้อไก่ชนจากฟาร์มเรื่อยๆ อย่างลูกไก่อายุ 3 เดือน 1 คู่ ขายอยู่ที่ 1,000-1,500 บาท ส่วนไก่หนุ่มอายุ 8 เดือน ผ่านการคัดและฝึกจนมีแววในการชนการตี ราคาต่อตัวก็อยู่ที่ 2,000-2,500 บาท ซึ่งโดยส่วนมากลูกค้าที่ซื้อจะชอบไก่ชนที่ผ่านการคัดแล้วมากกว่า เพราะเหมือนซื้อไปแล้วไม่ต้องมาลุ้นแววเหมือนไก่ไซซ์เล็ก” คุณชำนาญ บอก

การตั้งเป้าหมายของการเลี้ยงไก่ชนภายในฟาร์ม คุณชำนาญ บอกว่า ไม่ได้เน้นในเรื่องของเงินทองที่จะได้รับ แต่เน้นถึงความสุขที่ได้ลงมือทำในสิ่งที่เขารักมากกว่า เพราะในทุกขั้นตอนตั้งแต่การผสมพันธุ์ไปจนถึงการคัดไก่แต่ละรุ่น และเมื่อนำไปสู่สนามชนไก่แล้วได้รางวัลกลับมา สิ่งนั้นคือความภูมิใจและความสุข ที่ตอกย้ำให้ได้รู้ว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดทุกขั้นตอนถูกทางและมีผลสำเร็จคือรางวัลที่ได้รับกลับมา

สำหรับใครที่ชื่นชอบไก่ชนอยากจะเลี้ยงแต่ยังไม่ได้กล้าลงมือทำ เพราะอาจจะมีงานประจำที่ทำอยู่ เลยมองว่าไม่มีเวลา คุณชำนาญ แนะนำว่า หากถามใจตนเองว่ามีความชอบที่จะเลี้ยงไก่ชนอยู่แล้ว ก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง จากนั้นให้ลงมือทำด้วยใจรักยังไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องผลตอบแทน เพราะการเพาะพันธุ์ไก่ชนไม่ได้ใช้เวลาระยะสั้นๆ แต่ต้องใช้ความพยายามและความอดทนในระยะยาว ดังนั้น หากมีใจรักและพร้อมที่จะลงมือทำอย่างจริงจัง ความสำเร็จ ความสุข สุดท้ายในเมื่อทุกอย่างทำด้วยใจ ผลออกมามีคุณภาพ การตลาดก็จะเป็นผลตอบแทนให้กับผู้เลี้ยงได้อย่างแน่นอน

ถั่วลิสง เป็นพืชพื้นเมืองของอเมริกาใต้ พ่อค้าชาวโปรตุเกสได้นำถั่วลิสงเข้ามาในจีน เมื่อศตวรรษที่17 หลังจากนั้นคณะหมอสอนศาสนาชาวอเมริกันได้นำถั่วลิสงสายพันธุ์ต่างๆ เข้ามาอีกในศตวรรษที่ 19

ถั่วลิสง ที่ยังไม่กะเทาะเปลือกส่วนใหญ่มีสีเปลือกฝักสีน้ำตาลอ่อน ไม่พบเปลือกฝักถั่วลิสงเป็นสีอื่น เช่น สีแดง สีดำ เป็นต้น สำหรับถั่วลิสงผิวดำแล้ว จึงไม่ใช่ถั่วลิสงที่มีฝักสีดำ ส่วนที่เป็นสีดำอยู่ที่เยื่อหุ้มเมล็ด โดยทั่วไปแล้วเยื่อหุ้มเมล็ดของถั่วลิสงที่พบมักเป็นสีน้ำตาลอ่อน สีแดง สีชมพู หรือสีขาวและเป็นลายแต้ม เช่น พันธุ์ไทนาน 9 มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีชมพู พันธุ์ลำปางเยื่อหุ้มเมล็ดมีสีชมพู พันธุ์ขอนแก่น 60-3 เยื่อหุ้มเมล็ดสีชมพูและส้มอ่อน พันธุ์สุโขทัย 38 เยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง เป็นต้น

ถั่วลิสงผิวดำ (black peanuts) หรือเรียกอีกชื่อว่า “selenium-rich black peanuts” ถั่วลิสงผิวดำนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า เป็นถั่วที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นสีดำทั้งหมด แต่มีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นสีม่วงเข้มหรือสีม่วงดำ มองเหมือนสีดำมากกว่า จึงเรียกเป็นถั่วลิสงผิวดำแทนที่จะเรียกถั่วลิสงเยื่อหุ้มเมล็ดสีม่วง หรือถั่วลิสงสีม่วง

ประโยชน์และคุณค่า ทางอาหารของถั่วลิสงผิวดำมีรายงานของสถาบันโภชนาการในจีนแห่งหนึ่งรายงานว่า ถั่วลิสงผิวดำ มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนสูงถึง 30.68% สูงกว่าถั่วลิสงสีอื่นทั่วไป 5% โดยมีกรดอะมิโน 18 ชนิด ที่ร่างกายต้องการอยู่ประมาณ 27.57% และมีกรดอะมิโนในปริมาณที่สูงและสูงกว่าข้าวโพดสีดำ 215.69% พบวิตามิน 8 ชนิด เช่น บี1 บี2 และ บี6 มีวิตามินอีสูงกว่าถั่วลิสงทั่วไป ทั้งยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุอีก 26 ชนิด ที่เป็นประโยชน์ เช่น ซีลีเนียม แคลเซียม โพแทสเซียม ทองแดง สังกระสี แมงกานีส เป็นต้น

ต้นกำเนิดสีม่วงดำในเยื่อหุ้มเมล็ดก็เพราะเยื่อหุ้มเมล็ดมีสารแอนโทไซยานินที่ละลายน้ำได้ (water-soluble anthocyanin) อยู่มาก เม็ดสีจะละลายได้ในน้ำเย็นภายใน 1 นาที ถ้าในน้ำร้อนจะแค่ 2-3 วินาที สารสกัดแอนโทไซยานินมีสมบัติเป็นโภชนะเภสัช (nutraceutical) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ(antioxidant) ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันในสมอง ยับยั้งไม่ให้เลือดจับตัวเป็นก้อน ชะลอความเสื่อมของดวงตา ช่วยยับยั้งจุลินทรีย์อีโคไล (Escherichia coli) ในระบบทางเดินอาหาร ช่วยป้องกันผนังหลอดเลือดหรือโรคเส้นเลือด เพิ่มการหมุนเวียนของโลหิต ช่วยชะลอการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง โรคท่อเลือดแดงและหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) มีเปอร์เซ็นต์การออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Radical Scavenging) 50 เท่า มากกว่าวิตามินอี

ถั่วลิสงผิวดำ ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างมาก เนื่องจากมีประโยชน์ ประกอบด้วยคุณค่าทางอาหารหลายอย่าง โดยเฉพาะมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มาก ดังนั้น ถั่วลิสงผิวดำ จึงถูกนำไปแปรรูปเป็นอาหารว่าง ขนมขบเคี้ยว และเป็นอาหารอื่นๆ ได้อีกหลายชนิด เมื่อนำเมล็ดถั่วลิสงผิวดำแช่ในน้ำร้อน 3 นาที น้ำในแก้วจะกลายเป็นสีม่วง ดื่มแทนน้ำชาเพื่อบำรุงสุขภาพ กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ เนื่องจากถั่วลิสงผิวดำมีราคาสูงกว่า จึงมีการย้อมสีถั่วลิสงทั่วไปให้เป็นสีดำ ซึ่งสีดำจะซึมเข้าไปในเนื้อถั่ว ทำให้ถั่วมีสีดำไปด้วย ถั่วลิสงเยื่อหุ้มเมล็ดสีดำนั้นจะเกิดเป็นสีม่วงเข้มเฉพาะเยื่อหุ้มเมล็ด เมื่อลอกผิวออกแล้วสีเหมือนถั่วลิสงทั่วไป เนื้อถั่วไม่ได้เป็นสีดำ เปลือกฝักถั่วเหมือนถั่วลิสงทั่วไปเช่นกัน

ถั่วลิสงผิวดำไต้หวัน

ถั่วลิสงผิวดำ หรือ ถั่วลิสงเยื่อหุ้มเมล็ดสีดำ (เฮย ฮวา เชิง黑花生) ได้รับการคัดเลือกสายพันธุ์มาจากเมล็ดที่มีผิวหุ้มเมล็ดสีม่วงเข้ม เริ่มมีการเพาะปลูกกันในปี พ.ศ. 2543 มีแหล่งกำเนิดที่เมืองอวิ๋หลิน (Yunlin : มักอ่านว่า หยุนหลิน) ของไต้หวัน 关于黑花生的由来,众说纷纭,但是一些资料报道,估计是河北省农科院马占元教授引进和培育的,而不是很多人谬传的转基因食品。ถั่วลิสงผิวดำที่เกษตรกรไต้หวันปลูกกันมีสายพันธุ์เฮยจินกัง กับสายพันธุ์ไถหนาน 16

ถั่วลิสงผิวดำสายพันธุ์เฮยจินกังที่รู้จักในนาม ถั่วลิสงคิงคองดำ, ถั่วลิสงดำ, ถั่วลิสงเพชรดำ เป็นพันธุ์ที่เกษตรกรปลูกกันมาก่อน มีเปลือกขรุขระเป็นร่องลึก ผิวเยื่อหุ้มเมล็ดมีสีดำเหมือนถ่าน ที่เรียกว่า คิงคองดำ ก็เพราะหมายถึง ความแข็งแรงเหมือนคิงคอง เนื่องจากเปลือกของมันมีความแข็ง ถั่วลิสงสายพันธุ์เฮยจินกังมีปริมาณน้ำมันต่ำ แต่รสชาติอร่อยมาก หวานมันกรอบ มีกลิ่นหอม เป็นที่ชื่นชอบจากผู้บริโภคอย่างมาก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ถั่วอบแห้งทั้งฝัก ราคาแพงกว่าถั่วลิสงสีอื่นทั่วไป

ถั่วลิสงผิวดำสายพันธุ์ไถหนาน 16 ได้รับการปรับปรุงพันธุ์จากสถานีส่งเสริมและวิจัยการเกษตรไถหนาน (Tainan District Agricultural Research and Extension Station) เมืองไถหนาน เมื่อปี พ.ศ. 2553 มีเยื่อหุ้มสีดำ ให้ผลผลิตสูงกว่าสายพันธุ์เฮยจินกังถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ไถหนาน 16 มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ไถหนาน 16 เป็นถั่วValencia type ลำต้นสูงประมาณ 46 เซนติเมตร ลำต้นไม่ล้มง่าย เหมาะกับการใช้รถเกี่ยว ฝักและเมล็ดมีขนาดใหญ่กว่าสายพันธุ์เฮยจินกัง เมล็ดมีระยะพักตัวสั้น

แหล่งเพาะปลูกถั่วลิสงดำที่ไต้หวัน

ถั่วลิสงผิวดำ เพาะปลูกกันมากในพื้นที่เมืองอวิ๋หลิน (Yunlin), ที่จังฮว่า (Changhua) และที่เจี่ยยี (Chiayi) พื้นที่ปลูกประมาณ 1,200 เฮกตาร์ ผลผลิตประมาณ 3,600 ตัน เฉพาะที่เมืองอวิ๋หลินมีพื้นที่ปลูก ประมาณ 70เปอร์เซ็นต์ อยู่ทางตอนใต้ของเกาะ

การพิสูจน์เป็นถั่วลิสงผิวดำหรือเป็นถั่วลิสงดำย้อมสี

การพิสูจน์ว่าจะเป็นถั่วลิสงผิวดำจริงหรือไม่ ให้ลองทำ ดังนี้

ขยี้เมล็ดถั่วแรงๆ ในน้ำ สีจะไม่ติดมือ
ผิวหุ้มที่เป็นสีดำเมื่อลอกผิวหุ้มออก เนื้อสีเป็นปกติ มีสีขาวหรือสีน้ำตาลอ่อน และเมื่อผ่าหรือแกะเมล็ดถั่วออก เนื้อจะเป็นสีขาวชัดเจน
นำเมล็ดถั่วละลายในน้ำ บีบมะนาวหรือเยาะน้ำส้มสายชูใส่ในน้ำที่ละลายแอนโทไซยานิน น้ำจะเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีชมพู เมื่อแอนโทไซยานินถูกกรดจะกลายเป็นสีแดง

หลายคนเกิดความสงสัย จึงมีคำถามตามมาว่า “ถั่วลิสงผิวดำ ใช่พืชดัดแปลงพันธุกรรมหรือไม่” คำตอบที่ยืนยันก็คือ

ถั่วลิสงผิวดำ ไม่ใช่พืชดัดแปลงพันธุกรรม พืชที่นิยมบริโภคจะไม่ใช่พืชดัดแปลงพันธุกรรมแน่นอน
ผิวสีดำ เกิดจากยีนที่ให้กำเนิดเม็ดสีเอง ไม่ต่างจากสีดำม่วงของข้าวเหนียวดำ

พันธุ์ถั่วลิสงไต้หวันที่ปลูกในประเทศไทย

เกษตรกรไทยรู้จักและเพาะปลูกถั่วลิสงจากไต้หวันมานาน เป็นถั่วลิสงพันธุ์ไถหนาน (ไทนาน) 9 ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์จากสถานีส่งเสริมและวิจัยการเกษตรไถหนาน (Tainan District Agricultural Research and Extension Station) เมื่อปี พ.ศ. 2509 ใน ปี พ.ศ. 2515 นำเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงพันธุ์ไถหนาน (ไทนาน) 9 เข้ามาในประเทศไทย จากนั้น ปี พ.ศ. 2529 ถั่วลิสงพันธุ์ไถหนาน (ไทนาน) 11 จึงออกสู่แปลงของเกษตรกร ปี พ.ศ. 2541 ถั่วลิสงพันธุ์ไถหนาน (ไทนาน) 13 เริ่มมีมา จนพัฒนามาถึงถั่วลิสงพันธุ์ไถหนาน (ไทนาน) 14 แต่สำหรับถั่วลิสงพันธุ์ไถหนาน 16 หรือถั่วลิสงผิวดำแล้ว ยังพบกันน้อยไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายในบ้านเรา

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของถั่วลิสงผิวดำ

ลำต้นถั่วลิสง มีลำต้นแบบ Valencia type ปกติมีลำต้นสูง ตั้งแต่ 15-70 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5-0.8 เซนติเมตร จากการสังเกต (ผู้เขียน) เมื่อปล่อยให้ลำต้นทอดเลื้อยยาวไปตามผิวดิน วัดความยาวของลำต้นได้ 120 เซนติเมตร มีขนเกิดขึ้นตามลำต้น กิ่งก้านใบ หูใบ ใบประดับ ริ้วประดับ และกลีบรองดอก มีทั้งกิ่งที่ตั้งขึ้นและที่ทอดยาวปลายยอดตั้งขึ้น จะเจริญเติบโตตามแนวนอนทอดไปตามพื้นผิวดิน มีลักษณะเป็นพุ่มเลื้อยเตี้ย ลำต้นเมื่อเริ่มแก่ส่วนที่โดนแดดมีสีม่วงอ่อน

ใบถั่วลิสง เมื่อเริ่มงอก ใต้ใบอ่อนเป็นสีน้ำตาลจางๆ มีใบเป็นใบรวม ใบเกิดสลับกันอยู่บนข้อลำต้นหลัก ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก แต่ละชุดใบมีใบย่อย 2 คู่ แบบ pinnate ออกตามข้อ ข้อละก้านใบอยู่ตรงข้ามกัน ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปยาวรี ใบปลายใบมน มีขนาดกว้างประมาณ 3-3.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-9 เซนติเมตร ขอบใบมีขนอยู่โดยรอบ ก้านใบรวมยาว 4-9 เซนติเมตร ที่โคนก้านใบรวมมีหูใบอยู่ 2 อัน มีขนาดใหญ่ ปลายแหลมคล้ายใบธง ยาวประมาณ 3.5-4 เซนติเมตร ส่วนก้านใบย่อยจะสั้นมาก ที่โคนไม่มีหูใบ

ดอกถั่วลิสง ดอกจะเกิดจากมุมใบของลำต้นหรือกิ่ง บริเวณส่วนโคนของลำต้น ออกเป็นช่อ แต่ละช่อดอกจะทยอยบานทีละดอก ดอกมีขนาดเล็ก ดอกมีสีเหลืองส้ม เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ดอกเป็นแบบผีเสื้อ กลีบดอกมี 5 กลีบ ประกอบด้วยกลีบดอกชั้นนอก 1 กลีบ ชั้นกลาง 2 กลีบ และชั้นในสุด 2 กลีบ ภายในกลีบดอกชั้นในสุด โคนกลีบดอกมีสีส้ม ส่วนก้านดอกจะสั้นมาก หลังจากดอกได้รับการผสมแล้ว จะพัฒนาเป็นรูปร่างยาวเป็นก้านยาวนี้มีปลายแข็ง เรียกว่า เข็ม (peg) แทงลงในดินเจริญเป็นฝักต่อไป

รากถั่วลิสง มีรากเป็นแบบระบบรากแก้ว มีราก 3 ชนิด เรียกรากแรกว่า รากแก้ว ส่วนรากที่แตกออกมาจากรากแก้วเรียกว่ารากแขนงและรากที่แตกออกมาจากรากแขนงคือ รากฝอย หรือรากขนอ่อน แต่มีน้อยมาก บางสายพันธุ์อาจจะไม่มีเลย มีปมเกิดขึ้นบนรากแก้วและรากแขนง ปมมีสีน้ำตาล ปมเหล่านี้เกิดจากแบคทีเรียพวกไรโซเบียม เข้าไปอาศัยอยู่ภายใน

ฝักถั่วลิสง ฝักของถั่วลิสงเกิดอยู่ใต้ดิน ลักษณะการเกิดอาจจะแพร่กระจายตามข้อลำต้น เปลือกฝักมีลักษณะแข็งและเปราะ ฝักมีสีขาวนวลหรือสีน้ำตาลอ่อน เปลือกค่อนข้างหนาและขรุขระ เป็นร่องลายเส้นเด่นชัด เส้นปลายฝักจะงอยปากงุ้ม ฝักยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร ถั่วลิสงต้นหนึ่งเมื่อถอนออกมามีฝักที่สมบูรณ์อยู่จำนวน 8-20 ฝัก