เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวหญ้าครั้งแรกเมื่ออายุ 75 วัน จากนั้นตัด

ใช้ประโยชน์ได้ทุกๆ 60 วัน การปลูกหญ้าในพื้นที่ชลประทาน หรือให้น้ำโดยใช้น้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วจากโรงงานอุตสาหกรรม จะสามารถผลิตหญ้าสดได้ตลอดปี ตัดเกี่ยวหญ้าได้ 5-6 ครั้ง ต่อปี มีผลผลิตน้ำหนักสด ประมาณ 70-80 ตัน ต่อไร่ หรือคิดเป็นน้ำหนักแห้ง ประมาณ 10-12 ตัน ต่อไร่ ต่อปี เพียงพอสำหรับการเลี้ยงโค 5-6 ตัว สามารถลดพื้นที่เลี้ยงสัตว์ เหมาะสำหรับผู้มีพื้นที่ปลูกพืชอาหารสัตว์น้อย แต่มีจำนวนสัตว์มาก

คุณภาพทางอาหารสัตว์ หญ้าอายุ 60 วัน มีวัตถุแห้งเฉลี่ย 17.3 เปอร์เซ็นต์ มีโปรตีนเฉลี่ย 10.6 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใยรวม 42.6 เปอร์เซ็นต์ และมีคาร์โบไฮเดรตละลายได้ 33.3 เปอร์เซ็นต์ จึงถือว่าเป็นพืชอาหารสัตว์คุณภาพดี มีคุณค่าอาหารสัตว์สูง เหมาะสำหรับการใช้เลี้ยงสัตว์ที่ให้ผลผลิตสูง เช่น โคนม และสามารถนำไปผลิตเป็นพืชหมักได้ดี เนื่องจากมีคาร์โบไฮเดรตที่ละลายได้สูง

ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกหญ้าเนเปียร์ โดยพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ 1 ไร่ จะใช้เป็นอาหารเลี้ยงโคได้ไม่น้อยกว่า 5 ตัว ตั้งแต่ ปี 2554 เป็นต้นมา กรมปศุสัตว์จึงเร่งรัดกระจายท่อนพันธุ์หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศ เน้นส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกร และฟาร์มปศุสัตว์ ร่วมกันผลิตหญ้าเชิงบูรณาการ โดยนำน้ำเสียจากอุตสาหกรรมมาปลูกหญ้า ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้ง 5 ด้าน คือ ลดมลภาวะ ลดโลกร้อน ผลิตพืชอาหารสัตว์คุณภาพดี เพิ่มผลผลิตเนื้อและนม และเพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร

หญ้าเนเปียร์ เป็นพืชที่ตอบสนองต่อการให้น้ำและปุ๋ย หากวันนี้เกษตรกรตัดหญ้าเนเปียร์ออกขาย พรุ่งนี้ ต้นหญ้าที่ถูกตัดจะงอกขึ้นมาใหม่ทันที เกษตรกรสามารถตัดต้นหญ้าเนเปียร์ออกขายได้ทุกๆ 2 เดือน แค่ลงทุนปลูกเนเปียร์เพียงครั้งเดียว หากเกษตรกรดูแลจัดการแปลงปลูกอย่างดี สามารถเก็บเกี่ยวหญ้าเนเปียร์ออกขายได้ยาวนานถึง 10 ปี เรียกว่า ให้ผลตอบแทนนานกว่าการทำไร่อ้อยเสียอีก เพราะอ้อยปลูกแค่ 3 ปี ก็ต้องรื้อแปลงทิ้งเพื่อปลูกใหม่ จึงอยากให้เกษตรกรหันมาสนใจปลูกหญ้าเนเปียร์เป็นพืชเศรษฐกิจตัวเลือกใหม่ในอนาคต

ถั่วลิสง เป็นพืชพื้นเมืองของอเมริกาใต้ พ่อค้าชาวโปรตุเกสได้นำถั่วลิสงเข้ามาในจีน เมื่อศตวรรษที่17 หลังจากนั้นคณะหมอสอนศาสนาชาวอเมริกันได้นำถั่วลิสงสายพันธุ์ต่างๆ เข้ามาอีกในศตวรรษที่ 19

ถั่วลิสง ที่ยังไม่กะเทาะเปลือกส่วนใหญ่มีสีเปลือกฝักสีน้ำตาลอ่อน ไม่พบเปลือกฝักถั่วลิสงเป็นสีอื่น เช่น สีแดง สีดำ เป็นต้น สำหรับถั่วลิสงผิวดำแล้ว จึงไม่ใช่ถั่วลิสงที่มีฝักสีดำ ส่วนที่เป็นสีดำอยู่ที่เยื่อหุ้มเมล็ด โดยทั่วไปแล้วเยื่อหุ้มเมล็ดของถั่วลิสงที่พบมักเป็นสีน้ำตาลอ่อน สีแดง สีชมพู หรือสีขาวและเป็นลายแต้ม เช่น พันธุ์ไทนาน 9 มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีชมพู พันธุ์ลำปางเยื่อหุ้มเมล็ดมีสีชมพู พันธุ์ขอนแก่น 60-3 เยื่อหุ้มเมล็ดสีชมพูและส้มอ่อน พันธุ์สุโขทัย 38 เยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง เป็นต้น

ถั่วลิสงผิวดำ (black peanuts) หรือเรียกอีกชื่อว่า “selenium-rich black peanuts” ถั่วลิสงผิวดำนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า เป็นถั่วที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นสีดำทั้งหมด แต่มีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นสีม่วงเข้มหรือสีม่วงดำ มองเหมือนสีดำมากกว่า จึงเรียกเป็นถั่วลิสงผิวดำแทนที่จะเรียกถั่วลิสงเยื่อหุ้มเมล็ดสีม่วง หรือถั่วลิสงสีม่วง

มีรายงานของสถาบันโภชนาการในจีนแห่งหนึ่งรายงานว่า ถั่วลิสงผิวดำ มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนสูงถึง 30.68% สูงกว่าถั่วลิสงสีอื่นทั่วไป 5% โดยมีกรดอะมิโน 18 ชนิด ที่ร่างกายต้องการอยู่ประมาณ 27.57% และมีกรดอะมิโนในปริมาณที่สูงและสูงกว่าข้าวโพดสีดำ 215.69% พบวิตามิน 8 ชนิด เช่น บี1 บี2 และ บี6 มีวิตามินอีสูงกว่าถั่วลิสงทั่วไป ทั้งยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุอีก 26 ชนิด ที่เป็นประโยชน์ เช่น ซีลีเนียม แคลเซียม โพแทสเซียม ทองแดง สังกระสี แมงกานีส เป็นต้น

ต้นกำเนิดสีม่วงดำในเยื่อหุ้มเมล็ดก็เพราะเยื่อหุ้มเมล็ดมีสารแอนโทไซยานินที่ละลายน้ำได้ (water-soluble anthocyanin) อยู่มาก เม็ดสีจะละลายได้ในน้ำเย็นภายใน 1 นาที ถ้าในน้ำร้อนจะแค่ 2-3 วินาที สารสกัดแอนโทไซยานินมีสมบัติเป็นโภชนะเภสัช (nutraceutical) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ(antioxidant) ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันในสมอง ยับยั้งไม่ให้เลือดจับตัวเป็นก้อน ชะลอความเสื่อมของดวงตา ช่วยยับยั้งจุลินทรีย์อีโคไล (Escherichia coli) ในระบบทางเดินอาหาร ช่วยป้องกันผนังหลอดเลือดหรือโรคเส้นเลือด เพิ่มการหมุนเวียนของโลหิต ช่วยชะลอการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง โรคท่อเลือดแดงและหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) มีเปอร์เซ็นต์การออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Radical Scavenging) 50 เท่า มากกว่าวิตามินอี

ถั่วลิสงผิวดำ ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างมาก เนื่องจากมีประโยชน์ ประกอบด้วยคุณค่าทางอาหารหลายอย่าง โดยเฉพาะมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มาก ดังนั้น ถั่วลิสงผิวดำ จึงถูกนำไปแปรรูปเป็นอาหารว่าง ขนมขบเคี้ยว และเป็นอาหารอื่นๆ ได้อีกหลายชนิด เมื่อนำเมล็ดถั่วลิสงผิวดำแช่ในน้ำร้อน 3 นาที น้ำในแก้วจะกลายเป็นสีม่วง ดื่มแทนน้ำชาเพื่อบำรุงสุขภาพ กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ เนื่องจากถั่วลิสงผิวดำมีราคาสูงกว่า จึงมีการย้อมสีถั่วลิสงทั่วไปให้เป็นสีดำ ซึ่งสีดำจะซึมเข้าไปในเนื้อถั่ว ทำให้ถั่วมีสีดำไปด้วย ถั่วลิสงเยื่อหุ้มเมล็ดสีดำนั้นจะเกิดเป็นสีม่วงเข้มเฉพาะเยื่อหุ้มเมล็ด เมื่อลอกผิวออกแล้วสีเหมือนถั่วลิสงทั่วไป เนื้อถั่วไม่ได้เป็นสีดำ เปลือกฝักถั่วเหมือนถั่วลิสงทั่วไปเช่นกัน

ถั่วลิสงผิวดำไต้หวัน

ถั่วลิสงผิวดำ หรือ ถั่วลิสงเยื่อหุ้มเมล็ดสีดำ (เฮย ฮวา เชิง黑花生) ได้รับการคัดเลือกสายพันธุ์มาจากเมล็ดที่มีผิวหุ้มเมล็ดสีม่วงเข้ม เริ่มมีการเพาะปลูกกันในปี พ.ศ. 2543 มีแหล่งกำเนิดที่เมืองอวิ๋หลิน (Yunlin : มักอ่านว่า หยุนหลิน) ของไต้หวัน 关于黑花生的由来,众说纷纭,但是一些资料报道,估计是河北省农科院马占元教授引进和培育的,而不是很多人谬传的转基因食品。ถั่วลิสงผิวดำที่เกษตรกรไต้หวันปลูกกันมีสายพันธุ์เฮยจินกัง กับสายพันธุ์ไถหนาน 16

ถั่วลิสงผิวดำสายพันธุ์เฮยจินกังที่รู้จักในนาม ถั่วลิสงคิงคองดำ, ถั่วลิสงดำ, ถั่วลิสงเพชรดำ เป็นพันธุ์ที่เกษตรกรปลูกกันมาก่อน มีเปลือกขรุขระเป็นร่องลึก ผิวเยื่อหุ้มเมล็ดมีสีดำเหมือนถ่าน ที่เรียกว่า คิงคองดำ ก็เพราะหมายถึง ความแข็งแรงเหมือนคิงคอง เนื่องจากเปลือกของมันมีความแข็ง ถั่วลิสงสายพันธุ์เฮยจินกังมีปริมาณน้ำมันต่ำ แต่รสชาติอร่อยมาก หวานมันกรอบ มีกลิ่นหอม เป็นที่ชื่นชอบจากผู้บริโภคอย่างมาก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ถั่วอบแห้งทั้งฝัก ราคาแพงกว่าถั่วลิสงสีอื่นทั่วไป

ถั่วลิสงผิวดำสายพันธุ์ไถหนาน 16 ได้รับการปรับปรุงพันธุ์จากสถานีส่งเสริมและวิจัยการเกษตรไถหนาน (Tainan District Agricultural Research and Extension Station) เมืองไถหนาน เมื่อปี พ.ศ. 2553 มีเยื่อหุ้มสีดำ ให้ผลผลิตสูงกว่าสายพันธุ์เฮยจินกังถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ไถหนาน 16 มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ไถหนาน 16 เป็นถั่วValencia type ลำต้นสูงประมาณ 46 เซนติเมตร ลำต้นไม่ล้มง่าย เหมาะกับการใช้รถเกี่ยว ฝักและเมล็ดมีขนาดใหญ่กว่าสายพันธุ์เฮยจินกัง เมล็ดมีระยะพักตัวสั้น

แหล่งเพาะปลูกถั่วลิสงดำที่ไต้หวัน

ถั่วลิสงผิวดำ เพาะปลูกกันมากในพื้นที่เมืองอวิ๋หลิน (Yunlin), ที่จังฮว่า (Changhua) และที่เจี่ยยี (Chiayi) พื้นที่ปลูกประมาณ 1,200 เฮกตาร์ ผลผลิตประมาณ 3,600 ตัน เฉพาะที่เมืองอวิ๋หลินมีพื้นที่ปลูก ประมาณ 70เปอร์เซ็นต์ อยู่ทางตอนใต้ของเกาะ

การพิสูจน์เป็นถั่วลิสงผิวดำหรือเป็นถั่วลิสงดำย้อมสี

การพิสูจน์ว่าจะเป็นถั่วลิสงผิวดำจริงหรือไม่ ให้ลองทำ ดังนี้

ขยี้เมล็ดถั่วแรงๆ ในน้ำ สีจะไม่ติดมือ
ผิวหุ้มที่เป็นสีดำเมื่อลอกผิวหุ้มออก เนื้อสีเป็นปกติ มีสีขาวหรือสีน้ำตาลอ่อน และเมื่อผ่าหรือแกะเมล็ดถั่วออก เนื้อจะเป็นสีขาวชัดเจน
นำเมล็ดถั่วละลายในน้ำ บีบมะนาวหรือเยาะน้ำส้มสายชูใส่ในน้ำที่ละลายแอนโทไซยานิน น้ำจะเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีชมพู เมื่อแอนโทไซยานินถูกกรดจะกลายเป็นสีแดง

หลายคนเกิดความสงสัย จึงมีคำถามตามมาว่า “ถั่วลิสงผิวดำ ใช่พืชดัดแปลงพันธุกรรมหรือไม่” คำตอบที่ยืนยันก็คือ

ถั่วลิสงผิวดำ ไม่ใช่พืชดัดแปลงพันธุกรรม พืชที่นิยมบริโภคจะไม่ใช่พืชดัดแปลงพันธุกรรมแน่นอน
ผิวสีดำ เกิดจากยีนที่ให้กำเนิดเม็ดสีเอง ไม่ต่างจากสีดำม่วงของข้าวเหนียวดำ พันธุ์ถั่วลิสงไต้หวันที่ปลูกในประเทศไทย

เกษตรกรไทยรู้จักและเพาะปลูกถั่วลิสงจากไต้หวันมานาน เป็นถั่วลิสงพันธุ์ไถหนาน (ไทนาน) 9 ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์จากสถานีส่งเสริมและวิจัยการเกษตรไถหนาน (Tainan District Agricultural Research and Extension Station) เมื่อปี พ.ศ. 2509 ใน ปี พ.ศ. 2515 นำเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงพันธุ์ไถหนาน (ไทนาน) 9 เข้ามาในประเทศไทย จากนั้น ปี พ.ศ. 2529 ถั่วลิสงพันธุ์ไถหนาน (ไทนาน) 11 จึงออกสู่แปลงของเกษตรกร ปี พ.ศ. 2541 ถั่วลิสงพันธุ์ไถหนาน (ไทนาน) 13 เริ่มมีมา จนพัฒนามาถึงถั่วลิสงพันธุ์ไถหนาน (ไทนาน) 14 แต่สำหรับถั่วลิสงพันธุ์ไถหนาน 16 หรือถั่วลิสงผิวดำแล้ว ยังพบกันน้อยไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายในบ้านเรา

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของถั่วลิสงผิวดำ

ลำต้นถั่วลิสง มีลำต้นแบบ Valencia type ปกติมีลำต้นสูง ตั้งแต่ 15-70 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5-0.8 เซนติเมตร จากการสังเกต (ผู้เขียน) เมื่อปล่อยให้ลำต้นทอดเลื้อยยาวไปตามผิวดิน วัดความยาวของลำต้นได้ 120 เซนติเมตร มีขนเกิดขึ้นตามลำต้น กิ่งก้านใบ หูใบ ใบประดับ ริ้วประดับ และกลีบรองดอก มีทั้งกิ่งที่ตั้งขึ้นและที่ทอดยาวปลายยอดตั้งขึ้น จะเจริญเติบโตตามแนวนอนทอดไปตามพื้นผิวดิน มีลักษณะเป็นพุ่มเลื้อยเตี้ย ลำต้นเมื่อเริ่มแก่ส่วนที่โดนแดดมีสีม่วงอ่อน

ใบถั่วลิสง เมื่อเริ่มงอก ใต้ใบอ่อนเป็นสีน้ำตาลจางๆ มีใบเป็นใบรวม ใบเกิดสลับกันอยู่บนข้อลำต้นหลัก ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก แต่ละชุดใบมีใบย่อย 2 คู่ แบบ pinnate ออกตามข้อ ข้อละก้านใบอยู่ตรงข้ามกัน ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปยาวรี ใบปลายใบมน มีขนาดกว้างประมาณ 3-3.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-9 เซนติเมตร ขอบใบมีขนอยู่โดยรอบ ก้านใบรวมยาว 4-9 เซนติเมตร ที่โคนก้านใบรวมมีหูใบอยู่ 2 อัน มีขนาดใหญ่ ปลายแหลมคล้ายใบธง ยาวประมาณ 3.5-4 เซนติเมตร ส่วนก้านใบย่อยจะสั้นมาก ที่โคนไม่มีหูใบ

ดอกถั่วลิสง ดอกจะเกิดจากมุมใบของลำต้นหรือกิ่ง บริเวณส่วนโคนของลำต้น ออกเป็นช่อ แต่ละช่อดอกจะทยอยบานทีละดอก ดอกมีขนาดเล็ก ดอกมีสีเหลืองส้ม เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ดอกเป็นแบบผีเสื้อ กลีบดอกมี 5 กลีบ ประกอบด้วยกลีบดอกชั้นนอก 1 กลีบ ชั้นกลาง 2 กลีบ และชั้นในสุด 2 กลีบ ภายในกลีบดอกชั้นในสุด โคนกลีบดอกมีสีส้ม ส่วนก้านดอกจะสั้นมาก หลังจากดอกได้รับการผสมแล้ว จะพัฒนาเป็นรูปร่างยาวเป็นก้านยาวนี้มีปลายแข็ง เรียกว่า เข็ม (peg) แทงลงในดินเจริญเป็นฝักต่อไป

รากถั่วลิสง มีรากเป็นแบบระบบรากแก้ว มีราก 3 ชนิด เรียกรากแรกว่า รากแก้ว ส่วนรากที่แตกออกมาจากรากแก้วเรียกว่ารากแขนงและรากที่แตกออกมาจากรากแขนงคือ รากฝอย หรือรากขนอ่อน แต่มีน้อยมาก บางสายพันธุ์อาจจะไม่มีเลย มีปมเกิดขึ้นบนรากแก้วและรากแขนง ปมมีสีน้ำตาล ปมเหล่านี้เกิดจากแบคทีเรียพวกไรโซเบียม เข้าไปอาศัยอยู่ภายใน

ฝักถั่วลิสง ฝักของถั่วลิสงเกิดอยู่ใต้ดิน ลักษณะการเกิดอาจจะแพร่กระจายตามข้อลำต้น เปลือกฝักมีลักษณะแข็งและเปราะ ฝักมีสีขาวนวลหรือสีน้ำตาลอ่อน เปลือกค่อนข้างหนาและขรุขระ เป็นร่องลายเส้นเด่นชัด เส้นปลายฝักจะงอยปากงุ้ม ฝักยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร ถั่วลิสงต้นหนึ่งเมื่อถอนออกมามีฝักที่สมบูรณ์อยู่จำนวน 8-20 ฝัก

เมล็ดถั่วลิสง ฝักค่อนข้างเล็ก เมล็ดถั่วอยู่ในฝักหนึ่งมีประมาณ 1-4 เมล็ด ส่วนใหญ่มี 2-3 เมล็ด เมล็ดค่อนข้างยาว เมล็ดมีเยื่อหุ้มสีม่วงเข้มจัดเกือบดำ ฝักแก่เมล็ดมีสีม่วงเข้ม ฝักที่ยังอ่อนเมล็ดเป็นสีม่วงอ่อน ถัดจากเยื่อหุ้มเมล็ดจะพบใบเลี้ยงขนาดใหญ่และหนาประกบกัน 1 คู่ เปลือกบาง มี 2 เมล็ด ต่อฝัก เก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 110-120 วัน หากปล่อยฝักจนเลยระยะเวลาเก็บเกี่ยวเกิน 4 เดือน เมล็ดจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล จากนั้นเมล็ดจะงอกเอง

เมล็ดพันธุ์ข้าวดี มีคุณภาพ เป็นปัจจัยสำคัญในการทำนา การใช้ต้องเลือกพันธุ์ที่มีความงอกสม่ำเสมอ ทนทานต่อโรคและแมลง สะอาดปราศจากสิ่งเจือปน มีความแข็งแรง ให้ผลผลิตสูงหรือตรงกับที่ตลาดต้องการ และที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ตำบลโคกจาน อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เกษตรกรได้รวมกลุ่มทำนาแปลงใหญ่ ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อนำไปเป็นพันธุ์ปลูก นำออกขายก็ได้ราคาสูง ทำให้เกษตรกรมีรายได้และมีการยังชีพมั่นคง

คุณสว่าง กาลพัฒน์ เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมาเกษตรกรจะทำนาในลักษณะต่างคนต่างทำ เมล็ดพันธุ์ข้าวที่นำมาปลูกก็คุณภาพต่ำ ไม่ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาการผลิต จึงได้ผลผลิตข้าวคุณภาพต่ำ หรือไม่สามารถกำหนดราคาซื้อขายข้าวเปลือกได้ ล้วนเป็นปัญหา ทำให้มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ

สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ จึงได้ดำเนินงานส่งเสริมตามแนวนโยบายรัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ กรมการข้าว และนโยบายจังหวัด ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มทำนาแปลงใหญ่ เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกและขาย จัดให้เป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อเป็นศูนย์กลางรองรับองค์ความรู้จากภาครัฐและเอกชน ให้ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อลดต้นทุนการผลิตที่ได้ผลตอบแทนมากขึ้น ให้เกษตรกรก้าวเดินไปสู่การมีรายได้พอเพียงและมั่นคง

การส่งเสริมทำนาเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกนั้น เป็นหนึ่งทางเลือกให้เกษตรกรมีเมล็ดพันธุ์ข้าวดี มีคุณภาพ นำไปปลูก เป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตเมื่อนำไปขายให้กับตลาดและเกษตรกร ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ เกษตรกรต้องใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการทำนาเพื่อพัฒนาการผลิตตามขั้นตอนด้วยความประณีต

คุณยุพาพิน ศรียงยศ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ตำบลโคกจาน เล่าให้ฟังว่า ปัญหาการทำนาที่ผ่านมาของเกษตรกรคือ ด้านการผลิต ที่ไม่ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิต หรือด้านการตลาด ไม่มีอำนาจต่อรองการซื้อขายข้าว ทำให้เกษตรกรมีรายได้ไม่พอเพียงและไม่มั่นคงในการยังชีพ

จากปัญหาดังกล่าว เกษตรกรบ้านโคกจึงเปลี่ยนวิถีด้วยการรวมกลุ่มเข้าร่วมในโครงการทำนาแปลงใหญ่ ที่ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากสำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ กรมการข้าว อบต. สำนักงานเกษตรอำเภออุทุมพรพิสัย หรือหน่วยงานจังหวัดศรีสะเกษ ด้วยการให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมพัฒนาการผลิต สนับสนุนให้มีโรงสีข้าวขนาดเล็กของชุมชนเพื่อสีข้าวเป็นข้าวกล้องหรือข้าวไรซ์เบอร์รี่ ส่งเสริมลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น จัดให้เป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ด้านการตลาดได้สนับสนุนให้มีแหล่งจำหน่ายผลผลิตข้าวราคาเหมาะสม หรือเพื่อยกระดับรายได้ครัวเรือนของเกษตรกร

คุณยุพาพิน เล่าให้ฟังอีกว่า การเปลี่ยนวิถีสู่อนาคตที่มั่นคงด้านหนึ่งคือการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวดี มีคุณภาพ ไว้ปลูก จำหน่ายให้กับตลาดและเกษตรกร ซึ่งสมาชิกได้ดำเนินการ ดังนี้

การทำนาเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ได้เลือกพื้นที่นาให้อยู่เป็นกลุ่ม ติดต่อกันหรืออยู่ใกล้กันเพื่อสะดวกในการดูแล อยู่ใกล้แหล่งรับซื้อและโรงงานปรับปรุงสภาพ

การเตรียมดิน ได้กำจัดข้าวเรื้อก่อนเริ่มทำแปลง ตากหน้าดินหลังเก็บเกี่ยวข้าวอย่างน้อย 14 วัน จากนั้นใช้โรตารี่ย่ำกลบตอซัง ทำเทือกปลูก ปรับพื้นนาให้เรียบสม่ำเสมอ ทำร่องระบายน้ำทุกระยะ 4 เมตร

การเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว ได้เลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ ต้านทานโรคและแมลงได้ดี ถ้าปลูกแบบนาหยอดหรือปักดำ จะใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว 5-12 กิโลกรัม ต่อไร่ ก่อนปลูกได้กำจัดข้าวเรื้อในแปลงที่ใช้ตกกล้า เมื่อต้นกล้าอายุ 20-30 วัน จึงถอนต้นกล้าไปปลูก

การควบคุมหอยเชอรี่ ในช่วงเตรียมแปลงได้ปล่อยเป็ดลงไปกำจัด หรือใช้ตาข่ายดักจับ หรือใช้สมุนไพรควบคุมกำจัดหอยเชอรี่ การควบคุมวัชพืช ได้หมั่นถอนวัชพืชออกทิ้งอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดการใช้สารเคมีในการควบคุมและกำจัดวัชพืช

การรักษาระดับน้ำ ได้รักษาระดับน้ำในแปลงนาให้เหมาะสมกับอายุข้าว เช่น ระยะกล้า 5 เซนติเมตร ระยะแตกกอ 5-10 เซนติเมตร และระยะตั้งท้อง-ออกดอก 10 เซนติเมตร

การใส่ปุ๋ย ได้กำจัดวัชพืชออกก่อนแล้วจึงจัดการใส่ปุ๋ยให้เหมาะกับชนิดของดินและระยะการเจริญเติบโตข้าว

การจัดการข้าวปน ทั้งในช่วงระยะแตกกอ ระยะโน้มรวง และระยะพลับพลึง ได้จัดการข้าวปนออกหมด

การป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูข้าว ได้เลือกใช้สารสมุนไพรควบคุมและกำจัด

การเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ข้าว สมัครเล่น UFABET ก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน ได้ระบายน้ำออก ได้ทำความสะอาดรถเกี่ยวนวด เกี่ยวข้าวขอบแปลงแยกออกเพื่อทำความสะอาดรถเกี่ยวนวดอีกครั้ง ทำความสะอาดภาชนะบรรจุ จากนั้นจัดการเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ข้าวที่สุกแก่พอดี เฉลี่ยจะได้ผลผลิตข้าว 450-500 กิโลกรัม ต่อไร่ นำเมล็ดพันธุ์ไปเข้ากระบวนการทำแห้ง ปรับลดความชื้นและเก็บรักษา สรุปก็คือ เป็นการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต

คุณยุพาพิน เล่าให้ฟังตอนท้ายว่า นอกจากสมาชิกจะเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวดีมีคุณภาพไว้ปลูกแล้ว ก็ได้ขายให้กับตลาดหรือเกษตรกรทั่วไป ราคา 25 บาท ต่อกิโลกรัม และสมาชิกก็ได้จัดข้าวหอมมะลิ 105 ข้าวหอมมะลิแดง และข้าวไรซ์เบอร์รี่ บรรจุในถุงสุญญากาศ เป็น “ข้าวสามกษัตริย์” ขายส่ง 90 บาท หรือขายปลีก 100 บาท ต่อกิโลกรัม และ “ข้าวสามกษัตริย์” เป็นหนึ่งผลิตภัณฑ์ขายดีที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูงต่อสุขภาพ ในเทศกาลปีใหม่ 2562 นี้ ก็ขอเชิญชวนทุกท่านได้เลือกจัดเป็นของฝากเป็นของขวัญมอบให้กับคนที่ท่านรักด้วยนะคะ

ต้องขอขอบคุณ คุณสุริยา บุตรจินดา นายอำเภออุทุมพรพิสัย คุณเจริญ โมงขุนทด เกษตรอำเภออุทุมพรพิสัย และผู้เกี่ยวข้องที่ช่วยผลักดันส่งเสริมให้ เกษตรกร ศพก. ตำบลโคกจาน… ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกขาย รายได้ดีวิถีมั่นคง กระทั่งดำเนินงานประสบความสำเร็จและส่งผลให้สมาชิกมีรายได้และมั่นคงในการยังชีพ

ชื่ออื่นๆ มะเขือปู่ มะปู หมากขน (เหนือ) หมากอึก หมักอึก บักอึก (อีสาน) ลูกอึก (ภาคใต้)

หนูเป็นสาวลูกครึ่ง ในสวนครัวมีญาติๆ อยู่ทั่วไปทุกภาค แต่มักจะมีกลุ่มอยู่แต่ละกลุ่มไม่มากต้น เพราะไม่ค่อยมีคนปลูกเป็นการค้า ที่ว่าเป็นสาวลูกครึ่ง เพราะมักจะอยู่รวมกลุ่มกับ “มะแว้ง” และ “มะเขือพวง” หนูจึงถูกคนมองว่าเป็นสาวทึนทึก เพราะเนื้อตัวมีขนอุยเต็ม บางคนไม่กล้าจับกลัวว่าจะคัน คนที่อยากกินหนูก็หยิบไปโกน ไปขูด จนเกลี้ยง แล้วก็ใส่ในครกไปโขลกไปตำอีก ทำจนเนื้อตัว “ปริแตก” ไม่เหมือนพี่มะแว้ง หรือพี่มะเขือพวง เขาเด็ดเบาะๆ แช่น้ำไว้

เด็กวัยรุ่นสมัยนี้ ไม่ค่อยรู้จักหนู เพราะเขายังกินน้ำพริกไม่เป็น เขารู้จักแต่ ลูกกีวี ลูกพรุน แครอต หรือ บร็อกโคลี่ และอาจจะเห็นพี่มะเขือพวงมากกว่า สำหรับพี่มะแว้ง เขาก็ดังที่ไปอยู่ในยาอมสมุนไพรแก้ไอ ทั้งๆ ที่หนูเองก็อยู่ในแกงเผ็ดเป็ดย่าง ในผัดเผ็ด ไม่ใช่ต้องใส่ในน้ำพริกอย่างเดียว หนูชอบใจที่คนใต้เรียกหนูว่า “ลูกอึก” ฟังดูเหมือนเขาเอ็นดูหนู แต่พอหนูอยู่ในน้ำพริกที่เขาตำ หรือฝานหั่นเป็นแผ่นบางๆ ใส่ในน้ำพริก เขากลับเรียกหนูว่า “น้ำชุบลูกอึก” ผู้ใหญ่ หรือคนแก่ๆ ที่กินน้ำชุบลูกอึก เห็นกินกันอร่อยจนลืมสะอึกเลย