เกษตรถก 7 สมาคมปุ๋ยลดราคา 20 บ. ยาฆ่าแมลงลงด้วยขู่ถ้าดื้อ

ให้ปตท.ผลิตขายเองกระทรวงเกษตรฯ ดึง 7 สมาคมผู้ขายปุ๋ย และยาปราบศัตรูพืช ปตท. บางจาก ธ.ก.ส. ถกลดต้นทุนการผลิตช่วยเกษตรกร 25 เม.ย.นี้ คาดใช้คูปองเป็นส่วนลดปุ๋ย 20 บาท/กระสอบ ยาปราบศัตรูพืชลิตรละ 10-40 บาท ถ้าตกลงไม่ได้ให้ ปตท. นำวัตถุดิบจากน้ำมันมาผลิตปุ๋ยสั่งตัดแทน

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิด เผยว่า วันที่ 25 เมษายนนี้ กระทรวงเกษตรฯ เชิญ 7 สมาคม ผู้ขายปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช ได้แก่ สมาคมปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย สมาคมธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพไทย สมาคมคนไทยธุรกิจ สมาคมอารักขาพืชไทย สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย และสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ประกอบด้วยสมาชิก 254 ราย รวมถึง บริษัท บางจาก คอปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หารือถึงแนวทางในการลดราคาปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช และน้ำมันเพื่อการเกษตรเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรลดต้นทุน

เบื้องต้นขอความร่วมมือลดราคาปัจจัยการผลิต ทั้งปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช และน้ำมัน โดยปุ๋ยจะขอลดราคาลงอีก 20 บาท/กระสอบ ส่วนยาฆ่าแมลง และน้ำมัน ต้องหารือกันในที่ประชุม โดยครั้งนี้ เนื่องจาก นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงเกษตรฯ ช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิต

“คาดว่าจะขอให้มีการลดราคาปุ๋ยลงประมาณ 20 บาทต่อกระสอบ ยาปราบศัตรูพืชอาจจะลดลงลิตรละ 10-40 บาท วิธีการลดจะเป็นแบบแจกคูปอง หรือให้เกษตรกรมาลงทะเบียนซื้อปุ๋ยราคาถูก ต้องหารืออีกครั้ง ทั้งขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการว่าจะหาทางออกในการลดต้นทุนให้เกษตรกรอย่างไร”

อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถเจรจาให้ผู้ขายปุ๋ยลดราคาได้ จะหารือกับปตท. ซึ่งมีวัตถุดิบเหลือจากการผลิตน้ำมันมาใช้ทำแม่ปุ๋ยได้ โดยให้กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับปตท.ผลิตปุ๋ยสั่งตัดให้ตรงกับความต้องการของเกษตรกร จะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้จำนวนหนึ่ง

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า หลังหารือกับ 7 สมาคมผู้ขายปัจจัยการผลิต เมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา เตรียมสรุปวิธีการปฏิบัติในวันที่ 25 เมษายนนี้ เบื้องต้นสมาคมอาจร่วมกันทำคูปองส่วนลดพิเศษ ผู้ผลิตรับผิดชอบส่วนลดผ่านร้านค้าในเครือข่าย และร่วมกันจัดตลาดนัดปัจจัยการผลิต เพื่อควบคุมให้สินค้ามีคุณภาพตามกฎหมายกำหนด

สตูล – นายเจตกร หวันสู ประธานสภาการท่องเที่ยว อบจ.สตูล กล่าวว่า สภาการท่องเที่ยว อบจ.สตูล ร่วมกับกลุ่มนักดำน้ำ Reef Guardian Thailand และอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา จัดกิจกรรมอนุรักษ์ปะการังทะเลใต้ (Marine Camp) บริเวณหาดหน้าโรงเรียนบ้านเกาะบุโหลน อำเภอละงู พื้นที่ประมาณ 3,000 ตารางเมตร ระหว่างวันที่ 23-25 เมษายน มีประชาชนและอาสาสมัคร บริษัท หาดทิพย์ กว่า 200 คน ร่วมกิจกรรม

นายวิเชียร เลิศพงศ์พิรุณ ผู้ประกอบการรับซื้อยางพารา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เปิดเผยว่า หลังจากราคายางพาราตกต่ำ ตนหันมารับซื้อหมากเพิ่มขึ้น เพราะช่วงนี้มีหมากมากขึ้น รวมทั้งราคาดีขึ้นเรื่อยๆ โดยมีชาวบ้านนำมาขายเพิ่มขึ้น ขณะที่ยังมีผู้รับซื้อน้อย เพราะไม่มีใครกำหนดราคา และไม่มีราคากลางในแต่ละวัน เช่นเมื่อวานราคากิโลกรัมละ 47 บาท แต่วันนี้ราคากิโลกรัมละ 40 บาท หรือบางรายรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 42 บาท ซึ่งต้องไปสอบถามคนรับซื้อรายใหญ่ ส่วนใหญ่พ่อค้าที่มารับซื้อจะนำไปขายต่อ ส่วนตนจะขายให้ผู้ซื้อที่ให้ราคาสูงกว่า

“ช่วงนี้ตลาดมีความต้องการหมากค่อนข้างมาก ขณะที่ราคาดีกว่ายางพารา เพราะราคายางคงจะไม่เกิน 42 บาท แต่หมากราคาสูงกว่า พ่อค้ามารับซื้อเพื่อส่งออกไปขายเมียนมา ปากีสถาน บังกลาเทศ ซึ่งยังกินหมาก โดยหมากไทยได้รับความนิยมมากกว่าหมากประเทศอื่น เนื่องจากมีเม็ดโต รสชาติดีกว่า ทุกวันนี้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ปลูกหมากกันตามรั้วบ้าน บางทีไม่อยากให้รัฐส่งเสริม เพราะเมื่อส่งเสริมให้คนปลูกมาก แต่ไม่หาตลาดให้ ก็จะเกิดปัญหาอีก”

นครราชสีมา – นางสาวปาณิศา คุมไข่น้ำ ผู้ประกอบการผลิตจานกาบหมาก แบรนด์สินค้าชุมชนของ อำเภอสูงเนิน เผยว่า ดีใจต่อข่าวการเข้ามาลงทุนของนายแจ๊ก หม่า แห่งอาลีบาบา จะเป็นอีกช่องทางที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์จานกาบหมากส่งออกไปสู่ตลาดจีน และตลาดโลกได้อย่างง่ายดาย ผลิตภัณฑ์จานกาบหมากนั้นถือว่าเป็นสินค้าที่มีความ โดดเด่นในเรื่องของเอกลักษณ์ และการนำวัสดุธรรมชาติ มาใช้เป็นวัตถุดิบ ซึ่งเป็นจุดแข็งทำให้จานกาบหมากเป็นที่ต้องการของลูกค้าที่รักสิ่งแวดล้อม รักโลก ดังนั้นลูกค้าส่วนใหญ่ ร้อยละ 80 จึงเป็นกลุ่มโรงแรม และรีสอร์ตต่างๆ ส่วนที่เหลือ ร้อยละ 20 จะเป็นกลุ่มจัดงานอีเว้นต์ทั่วไป ซึ่งปัจจุบันทางโรงงานได้ทำการตลาดผ่านสื่อโซเชียลเป็นหลัก โดยเฉพาะทางเฟซบุ๊กและไลน์ ภายใต้แบรนด์ชื่อว่า “วีรษา” จดทะเบียนโรงงานเป็น บริษัท ภิญโญวานิช จำกัด

“การมาลงทุนของนายแจ๊ก หม่า เจ้าของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ อาลีบาบา เห็นว่าเป็นโอกาสดีของบรรดา ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี และสินค้าชุมชนของไทย ซึ่งสินค้าหลายอย่างมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น และเป็นที่ต้องการของตลาดโลกอย่างมาก เพียงแต่ว่ายังขาดเงินทุนในการพัฒนาสินค้าให้มีมาตรฐานส่งออก รวมทั้งรัฐบาลต้องส่งเสริมด้านเงินทุน เรื่องภาษี และระบบขนส่ง เพื่อให้สามารถส่งออกไปขายได้ทั่วโลกในต้นทุนที่ต่ำ โดยมีระบบการขนส่งของอาลีบาบาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์ระดับชุมชนไปสู่ระดับโลกต่อไป”

โรงงานแห่งนี้เริ่มต้นเมื่อปี 2547 หลังจากเห็นว่าในพื้นที่ อ.สูงเนิน ปลูกต้นหมากจำนวนมาก ทดลองนำกาบหมากมาทำเป็นวัสดุใส่อาหารรับประทาน และนำไปโชว์ในงานเทศกาล “กินเข่าค่ำ” ซึ่งเป็นเทศกาลประจำ อำเภอสูงเนิน มีผู้สนใจสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก จึงพัฒนาเครื่องจักรทำจานกาบหมากเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ส่งขายไปทั่วประเทศ

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ดูจะกลายเป็น “แดนสนธยา” อย่างแท้จริง หลังจากแค่ไม่ถึงเดือนมีการเปลี่ยนตัว “ผู้ว่าการ” ปาเข้าไปถึง 3 คน ตั้งแต่ นายธีธัช สุขสะอาด ถูกคำสั่งนายกรัฐมนตรีอาศัยอำนาจคำสั่ง คสช.ที่ 68/2559 สั่งย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตามมาด้วยการยื่น “ใบลาออก” ของ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทั้งๆ ที่เพิ่งเข้ามารักษาการผู้ว่าการ กยท.เพียง 14 วัน

ล่าสุด คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ได้มีมติให้ นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ อดีตประธานผู้บริหาร บริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด (International Rubber ConsortiumLimited หรือ IRCo) เข้ามารับตำแหน่งแทน ดร.ธนวรรธน์ จนกลายเป็นคำถามของผู้เกี่ยวข้องในวงการยางที่ว่า ทำไม ดร.ธนวรรธน์ จึงอยู่ กยท.ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ 14 วันของ ดร.ท่านนี้ก็ได้เริ่มวางนโยบายเร่งด่วน 3 แนวทางเพื่อผลักดันราคายางพาราให้แตะ 50 บาท/กก.ภายใน 3 เดือนไว้แล้ว

แน่นอนว่า การลาออกของ ดร.ธนวรรธน์ ย่อมต้องเกี่ยวพันกับการนำนโยบายของนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ไอเดีย” ในการลดกรีดยาง 3 เดือน การเพิ่มรายได้ให้กับชาวสวนยาง การปลดล็อก พ.ร.บ.การยาง มาตรา 49 (3) การเข้าถึง แหล่งเงินทุน จนกลายเป็นปัญหาขึ้นมาว่า “ใคร” จะเป็นผู้เหมาะสมในการนำไอเดียเหล่านี้ให้มีผลในทางปฏิบัติ

ในประเด็นเหล่านี้ นายเพิก เลิศวังพง อดีตประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย มีความเห็นว่า แม้ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย จะเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจจากทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้ความเชื่อที่ว่า ดร.ธนวรรธน์ จะสามารถแก้ปัญหาได้ แต่สภาพภายในของ กยท.กลับมีปัญหาด้านเอกภาพในการทำงาน เนื่องจาก กยท.เกิดมาจาก 3 องค์กร (องค์การสวนยาง-สถาบันวิจัยยาง-กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง) ตำแหน่งผู้บริหารจึงไม่ค่อยลงตัว ประกอบกับมีการเปลี่ยนกรรมการ กยท.ที่มาจากภาคราชการที่ส่วนใหญ่มาจากกระทรวงเกษตรฯ โดยนายกฤษฎาต้องการจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการใน กยท.เพื่อแก้ต้นตอปัญหาราคายางที่ไม่คืบหน้าอีก 5 ท่าน “ดร.ธนวรรธน์ จึงรู้สึกโดดเดี่ยวและจะแก้ปัญหาลำบากจึงต้องถอนตัวไป” นายเพิกกล่าว

อย่างไรก็ตามการเข้ามาของนายเยี่ยม รักษาการผู้ว่าการ กยท.คนล่าสุดนั้น นายเพิกเชื่อว่า “จะทำงานได้ลื่นขึ้น” เพราะมาจากสถาบันวิจัยยางและบริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ (IRCO) ที่สำคัญก็คือ นายเยี่ยมมีความสนิทสนมกับทีมงานกรมวิชาการเกษตรที่นายกฤษฎาส่งมาแก้ปัญหายาง

ทว่าแตกต่างจากความเห็นของ นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรสวนยางแห่งประเทศไทย (สยยท.) ที่ค่อนข้าง “ไม่สบายใจเป็นอย่างมาก” ที่บอร์ด กยท.ได้มีการแต่งตั้งคนใหม่ ทั้งๆ ที่คนเก่ายังไม่ได้ทำงาน มีเพียงแต่ออกมาให้ข่าวกับสื่อว่าจะปฏิรูปยางอย่างไรให้ราคายางดีขึ้นเท่านั้น การเปลี่ยนรักษาการผู้ว่าการในครั้งนี้ กยท.ควรแถลงให้ทุกคนสบายใจ ไม่ควรเป็นความลับ เพราะจะได้ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นใน กยท. ที่มีหลายคนวิจารณ์ว่า เหมือนผู้บริหารซ้ำเติมราคายางที่ขายอยู่ในตลาดล่วงหน้า เพราะ “ขาดความน่าเชื่อถือ” ในการบริหารงานของบอร์ด กยท. ถ้าภาวะขาดความเชื่อมั่นราคายางก็จะตกลงมาอีก “ผมจึงข้องใจว่า สาเหตุมาจากอะไรกันแน่ เนื่องจากเพิ่งแต่งตั้ง ดร.ธนวรรธน์เข้ามา มายังไม่ถึงเดือน”

ขณะที่ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังคงยืนยันที่จะดำเนินโครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางต่อไปแม้จะได้รับเสียงคัดค้าน โดยมีมาตรการหยุดกรีดยาง 3 ล้านไร่ ช่วง 3 เดือน ชดเชยให้ 1,000/1,500 บาทต่อไร่ การได้ตัว นายเยี่ยม รักษาการผู้ว่าการ กยท.คนใหม่จะเข้ามาช่วยผลักดันโครงการต่างๆ วิธีการนำเงินมาชดเชยเกษตรกรที่หยุดกรีดยาง การพิจารณาว่าจะหยุดวันเว้นวันหรือต่อเนื่องดี ซึ่ง กยท.มีระเบียบให้สามารถดำเนินธุรกิจได้เอง จัดตั้งหน่วยธุรกิจการยาง และเปิดให้เกษตรกรมาสมัคร มาเข้าร่วมหุ้นหยุดกรีดยาง โดย กยท.เป็นผู้รับซื้อยาง เมื่อดันยางราคาขึ้นได้ เกษตรกรจะได้ส่วนต่างเป็นค่าชดเชย ซึ่งไม่จำเป็นต้องของบฯ จากรัฐบาล รวมถึงแนวทางออกพันธบัตรให้เกษตรกรถือหุ้นผ่านสหกรณ์ด้วย

“ผมมั่นใจว่า นายเยี่ยมจะมาบริหาร กยท.ได้เป็นอย่างดี เพราะเคยบริหารบริษัทร่วมทุนยางระหว่างประเทศ แน่นอนว่า เราจะร่วมกันหารือผลักดันให้ราคายางขึ้นไปถึง 60 บาทให้ได้” นายกฤษฎากล่าว

นายนิรันดร์ ด่านไพบูลย์ นายก อบจ.ลำพูน เผยว่า ได้ร่วมกับสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) นำ “Muse Mobile มิวเซียมติดล้อ” หรือนิทรรศการเคลื่อนที่ในรูปแบบตู้คอนเทนเนอร์ มาจัดแสดงที่สนามกีฬากลาง อบจ.ลำพูน จนถึง 30 มิถุนายน ผู้สนใจเข้าชมได้ฟรี โดยนิทรรศการมีชื่อว่า “เรียงความประเทศไทย” เล่าถึงประวัติศาสตร์ของประเทศไทยและคนไทย มี 5 หัวเรื่องสำคัญ แสดงอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ใหญ่ 5 ตู้ ได้แก่ ตู้ที่ 1 ไทยแท้ แสดงเรื่องราวถึง “ไทยแท้” คืออะไร มีจริงหรือไม่

ตู้ที่ 2 เปิดตำนานสุวรรณภูมิ แสดงถึงวิวัฒนาการ “สุวรรณภูมิ” เมื่อประมาณ 3,000 ปี ดินแดนแห่งความมั่งคั่ง และความเชื่อ (ผี-พราหมณ์-พุทธ) ตู้ที่ 3 สยามประเทศ สยามยุทธ์ แสดงเรื่องราวความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมการเมืองสมัยกรุงศรีอยุธยา และสยามยุทธ์การแสดงถึงภูมิปัญญาการรบ กลุ่มชาติพันธุ์ และศิลปกรรม

ตู้ที่ 4 กรุงเทพฯ ภายใต้ฉากอยุธยา เป็นเรื่องราวเริ่มสร้างกรุงใหม่ การเกณฑ์ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติมาเป็นแรงงาน การลงหลักปักฐานกลายเป็นชาวกรุงเทพฯ ในที่สุด
ตู้ที่ 5 กำเนิดประเทศไทย, เมืองไทย วันนี้, “ความเป็นไทยที่แท้จริง” และ “วันพรุ่งนี้ของประเทศไทยจะเป็นเช่นไร คนรุ่นปัจจุบันเท่านั้นที่จะให้คำตอบได้”

ตลาดอาหารทะเลโตต่อเนื่อง “ธรรมชาติซีฟู้ด” สบโอกาสเดินหน้าสร้างการรับรู้ผ่านทุกช่องทางโซเชียลมีเดีย ย้ำจุดแข็ง “อาหารทะเลสด ได้มาตรฐาน” หวังสร้างความเชื่อมั่น คาดสิ้นปีรายได้รวมโตแน่

นายจอน อิริค สทีนสลิด ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจอาหารทะเลในประเทศไทยมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี และคาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นในอนาคต เนื่องจากตลาดอาหารทะเลในไทยเน้นเรื่องคุณภาพเป็นหลัก ซึ่งสอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคปัจจุบัน

สอดรับกับนายจูเลี่ยน จี เดวีส์ กรรมการบริหาร บริษัท ธรรมชาติซีฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้ค้าปลีกอาหารทะเล กล่าวว่า ตลาดอาหารทะเลโดยรวมเติบโตขึ้นต่อเนื่องทุกๆ ปี โดยปีที่ผ่านมาเติบโต 8% และปีนี้คาดว่าตลาดอาหารทะเลโดยรวมจะเติบโตได้ถึง 10-15% จากปีก่อน เนื่องจากแนวโน้มการบริโภคอาหารทะเลของคนไทยเพิ่มสูงขึ้น โดยปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 28-30 กิโลกรัมต่อคนต่อปี

ด้วยโอกาสที่เกิดขึ้น ปีนี้บริษัทจึงเดินหน้าสร้างการรับรู้ให้แก่ผู้บริโภค โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องมาตรฐานอาหารทะเลภายใต้ตราสัญลักษณ์ “Seafood From Norway” ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพอาหารทะเล หวังสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค เน้นการสื่อสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียเป็นหลักในทุกแพลตฟอร์ม เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูบ ไลน์ เป็นต้น เพราะเจาะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ยังรุกจัดกิจกรรมต่าง ๆ พร้อมทั้งการโปรโมตสินค้าผ่านช่องทางจัดจำหน่ายในทุกช่องทาง เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมี่ยม ร้านอาหารซีฟู้ดเอาต์เลต เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำกว่า 155 แห่งทั่วประเทศ เช่น เซ็นทรัล เดอะมอลล์ วิลล่ามาร์เก็ต บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เทสโก้ โลตัส เป็นต้น โดยแบ่งสัดส่วนเป็นกรุงเทพฯ 80% และต่างจังหวัด 20%

“แต่ละปีแนวโน้มการบริโภคอาหารทะเลของคนไทยเติบโตขึ้น ทำให้ตลาดรวมโตตามไปด้วย ซึ่งบริษัทมีธุรกิจที่รองรับความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้ ทั้งธุรกิจอาหารแช่แข็งพร้อมทาน ธุรกิจร้านอาหาร”

นายจูเลี่ยนกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ด้วยแนวทางการตลาดที่วางไว้ในปีนี้ คาดว่าจะทำให้ภาพรวมบริษัทเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 23 – วันพุธที่ 25 เมษายน 2561 จากกรณีที่ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) ลงนามความร่วมมือกับสถาบันดาราศาสตร์วิทยุมักซ์พลังค์ ณ กรุงบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อพัฒนาชุดอุปกรณ์เครื่องรับสัญญาณวิทยุและซอฟต์แวร์ในการรับและประมวลผลสัญญาณวิทยุสำหรับกล้องโทรทรรศน์วิทยุขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 เมตร ที่ สดร. เตรียมก่อสร้าง ณ บริเวณศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ในพระราชดำริ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ ดร. มาณพ สิทธิเดช อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่าย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อเร็วๆ นี้

ดร. ศรัณย์ โปษยะจินดา ผอ.สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อร่วมกันพัฒนาชุดอุปกรณ์เครื่องรับสัญญาณวิทยุและซอฟต์แวร์ในการรับและประมวลผลสัญญาณวิทยุ สำหรับกล้องโทรทรรศน์วิทยุขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 เมตร ของหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุแห่งชาติ โดยการพัฒนาอุปกรณ์เครื่องรับสัญญาณในย่านความถี่แอลแบนด์ (1.0-1.8 กิกะเฮิร์ตซ์) และ เคแบนด์ (18.0-26.0 กิกะเฮิร์ตซ์) รวมทั้งการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อการรับและประมวลผลสัญญาณวิทยุอเนกประสงค์ ที่ใช้งานได้ทั้งโหมดการใช้งานแบบจานเดี่ยว และแบบเชื่อมต่อกับเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุจากทั่วโลก

ดร. ศรัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สดร. มีแผนดำเนินการสร้าง “กล้องโทรทรรศน์วิทยุแห่งชาติ” ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 เมตร และ 13 เมตร ภายใต้โครงการพัฒนาเครือข่ายดาราศาสตร์วิทยุและยีออเดซี่ เพื่อ ส่งเสริมการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานและเทคโนโลยีวิศวกรรมขั้นสูง ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานดาราศาสตร์ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจาก พระราชดำริ กำหนดแผนดำเนินการระหว่างปี 2560-2563 คาดว่าจะติดตั้งแล้วเสร็จ เริ่มใช้งานประมาณปี 2564

ด้าน ดร. สุวิทย์ กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ต่อการวิจัยดาราศาสตร์และฟิสิกส์ระดับรากฐาน เป็นเทคโนโลยีต้นน้ำ ที่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสูง ที่จะพัฒนาต่อยอดไปสู่ภาคอุตสาหกรรม โทรคมนาคม วิศวกรรม การแพทย์ และ วิทยาศาสตร์สาขาอื่นๆ สอดรับนโยบายการพัฒนากำลังคนด้านสะเต็มของประเทศ และตอบโจทย์ ไทยแลนด์ 4.0 ในอนาคต

สถาบันราชานุกูล เผยผลวิจัย ‘กระซิบ’ ด้วยข้อความเชิงบวกสั้นๆ ที่หูซ้าย 1 นาที ขณะหลับทุกคืน ติดต่อกัน 3 เดือน ช่วยลดพฤติกรรมก้าวร้าวของ ‘เด็กออทิสติก’ อายุ 6-18 ปี เตรียมถ่ายทอดผ่าน ยูทูปให้พ่อแม่นำไปใช้

เมื่อวันที่ 22 เมษายน น.ต.นพ. บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมสถาบันราชานุกูล ศูนย์เชี่ยวชาญรักษาโรคจิตเวชในเด็กทุกชนิด เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายในปี 2561 ว่า แต่ละปีมีเด็กในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดเข้ารักษาเฉลี่ยเดือนละ 4,600 ครั้ง หรือประมาณ 50,000 ครั้ง ต่อปี โรค 3 อันดับแรกที่พบมากที่สุด อันดับ 1 คือ โรคออทิสติก พบได้ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยทั้งหมด รองลงมาคือ เด็กสติปัญญาบกพร่อง และพัฒนาการล่าช้า

น.ต.นพ. บุญเรือง กล่าวว่า ในปี 2560 สถาบันราชานุกูลได้ทำการศึกษาเพื่อแก้ไขเด็กออทิสติกที่มีพฤติกรรมต่อต้านการฝึกทักษะของผู้ปกครอง ซึ่งพบได้ประมาณ ร้อยละ 30 ของเด็กออทิสติกอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่มีประมาณ 82,000 คน ทั่วประเทศ ที่ทำให้ผู้ปกครองส่วนใหญ่หนักใจ ท้อใจ จากการนำวิธีการกระซิบที่หูเด็กด้วยถ้อยคำเชิงบวกมาใช้ระหว่างที่เด็กหลับ พบว่าได้ผลดีมากอย่างน่าพอใจ พฤติกรรมต่อต้านการฝึกของเด็กลดลง ส่วนผู้ปกครองมีความสุขเพิ่มขึ้น ล่าสุดได้ให้สถาบันถ่ายทอดผลการศึกษานี้เข้าสู่ระบบบริการสาธารณสุข เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลเด็กออทิสติกและเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศสามารถนำไปใช้ได้

ทางด้าน พญ. มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กล่าวว่า ปัญหาของเด็กออทิสติกที่เข้ารับบริการที่สถาบันมีหลายรูปแบบ เช่น อยู่ไม่นิ่ง ก้าวร้าว มีพฤติกรรมต่อต้านการฝึกทักษะ บางคน ทำร้ายผู้ปกครอง พฤติกรรมเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กขาดโอกาสเรียนรู้สิ่งจำเป็นในชีวิต ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เป็นภาระผู้ปกครอง ทำให้ผู้ปกครองมีความเครียดสูง บางรายใช้อารมณ์และความรุนแรงกับเด็กโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่งผลให้เด็กมีปัญหาพฤติกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมาก