เกษตรพอเพียง วิถียั่งยืน ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว พิสูจน์แล้วทำได้

เดิมทีพื้นที่ตรงนี้ถือว่าเป็นดินชั้นดี เพราะใช้น้ำจากชลประทานอ่างเก็บน้ำบางพระ เป็นพื้นที่ที่ดีที่สุด แต่ก่อนมีพื้นที่หมื่นกว่าไร่ทำการเกษตร ในปัจจุบันเหลือเพียง 1,000 กว่าไร่ ช่วงแรกที่เริ่มทำเกษตรอินทรีย์ ผมเริ่มจากการทำนา ปลูกข้าวปทุมธานีและข้าวไรซ์เบอร์รี่ ผ่านมาช่วงหนึ่งต้องประสบกับปัญหาเรื่องน้ำ ตนจึงเริ่มปรับพื้นที่ใหม่จากทำนาเยอะๆ ก็เริ่มเปลี่ยนพื้นที่โดยยึดหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ แบ่งพื้นที่เป็น 30 : 30 : 30 : 10 มีน้ำ มีข้าวไว้กิน เลี้ยงปลาดุก ปลานิล ปลาทับทิมไปด้วย มีพืชอื่นเยอะแยะ ได้ความสุขและไม่ต้องเสียเงินไปซื้อ ได้สุขภาพที่ดีด้วย

นอกจากปลูกข้าวและพืชผักสวนครัวไว้กินเองแล้ว ที่สวนของคุณพีระพงษ์ยังได้มีการปลูกพืชอุตสาหกรรมหายากในปัจจุบัน อย่างเท้ายายม่อม ในปัจจุบันการทำแป้งเท้ายายม่อมเกือบจะไม่มีแล้ว เพราะถูกแป้งอุตสาหกรรมเข้ามาแทน ที่จังหวัดชลบุรีพื้นที่ที่ปลูกเท้ายายม่อมเป็นชายทะเล อ่างศิลา เหล่านี้ก็ถูกเมืองเข้ามารุกหมดแล้ว ผมจึงสนใจเอามาปลูกเพื่อศึกษา แปรรูปทำอาหาร เท้ายายม่อมขายในกิโลกรัมละ 300-400 บาท

สำหรับปุ๋ยที่ใช้ดูแลพืชผักภายในสวนจะเป็นปุ๋ยอินทรีย์หาได้เองตามธรรมชาติ อาศัยหาของตามตลาดมาหมักเอง ใบไม้ เศษไม้ กากถั่วเหลือง แกลบ คลุกไว้ไม่ให้เน่า เวลาจะใช้ก็มาตักเอาไปใช้ได้เลย คุณพีระพงษ์ กล่าว

เท้ายายม่อมเป็นพืชที่มีหัว มีใบ 1-3 ใบ แต่ละใบจักเป็น 3 แฉก เว้าแบบขนนก ดอกเป็นช่อยาว แต่ละช่อมีดอกย่อย 20-40 ดอก ผลกลม หัวของพืชชนิดนี้นำไปทำแป้ง ที่เรียกแป้งเท้ายายม่อมเป็นพืชในฤดู พอถึงช่วงฤดูฝนต้นจะงอก แล้วสะสมอาหาร ถึงฤดูหนาวจะยุบ ใบจะเหลือง เราก็เลือกขุดหัวใหญ่ไปใช้ เหลือหัวเล็กเอาไว้สะสมอาหารในหน้าร้อน

เมื่อวนกลับมาฤดูฝนหัวที่เล็กมีการสะสมอาหารมาแล้วจะพร้อมขุดไปทำแป้งแปรรูปอาหารอีกครั้ง วันนี้เราต้องรู้ว่าพืชที่เราปลูกทำอะไรได้บ้าง ทำเป็นอะไรคนถึงจะชอบ ซึ่งที่นี่ก็มีนักศึกษามาดูงานเป็นประจำ ผมก็สอนเด็กทำอาหารจากแป้ง เขาได้ฝึกทำแป้ง ทำอาหารจากแป้งเท้ายายม่อม ลักษณะพิเศษของเท้ายายม่อมจะใสและอยู่ตัว เทียบง่ายๆ ตามท้องตลาดเป็นแป้งจากโรงงานจะอ้างสรรพคุณว่านี่คือแป้งเท้ายายม่อม แต่เมื่อไปดูส่วนประกอบไม่ใช่แป้งท้าวยายม่อมเป็นแป้งที่ทำมาจากมันสำปะหลัง วิธีสังเกตง่ายๆ คือ ละลายน้ำง่าย

ถ้าเป็นแป้งมันสำปะหลังจะมันๆ เมื่อนำไปทำอาหารคืนตัวเร็ว แต่ถ้าเป็นแป้งเท้ายายม่อมแท้จะคืนตัวช้า หลายท่านคงสงสัยว่าทำไมเกษตรกรไม่นิยมปลูก เพราะสรรพคุณดีขนาดนี้ คำตอบคือมันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องดูโรงงาน เพราะสมัยนี้มันสำปะหลังเยอะ พืชหัวไม่ได้มีเท้ายายม่อมอย่างเดียว มีหลายพืช เช่น สาคู มันนก มันเสา มากมาย แต่ก็ลดน้อยหายไปเรื่อยๆ เพราะอุตสาหกรรมเข้ามา แป้งก็ราคาถูก และกระบวนการทำที่ยาก วิธีที่ดีที่สุด ควรปลูกและหาวิธีแปรรูปเอง

คุณพีระพงษ์ พูดทิ้งท้ายอีกว่า การทำเกษตรอินทรีย์นอกจากจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตได้แล้ว สิ่งสำคัญคือเรื่องของสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างผมมีบทพิสูจน์ว่าถ้าอยากให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงต้องหันมาบริโภคผัก-ผลไม้เยอะๆ พยายามเลือกจากแหล่งหรือร้านที่ขายผลผลิตที่ปลอดสารเคมี เพราะผมเองตอนที่ออกจากงานมา ผมมากับยาลดความดัน ยาลดไขมัน ยาลดน้ำตาล แก้โรคเบาหวาน 3 ปีที่ผ่านมา ผมหันมาดูแลตัวเองมากขึ้นด้วยการทำงานออกกำลังกายทำเกษตร ขุดดิน รดน้ำ ดูแลใส่ใจเรื่องอาหารการกิน กินผักที่ตัวเองปลูก ตอนนี้ไม่ต้องพึ่งยาแล้ว พึ่งธรรมชาติดีที่สุด แค่นี้ก็คุ้มแล้วสำหรับทำเกษตรอินทรีย์ เทียบเป็นตัวเงินไม่ได้เลย

กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวเฝ้าระวังด้วงแรดมะพร้าว สามารถพบได้ทั้งในระยะที่ต้นมะพร้าวยังไม่ให้ผลผลิตและให้ผลผลิตแล้ว ให้สังเกตการเข้าทำลายของด้วงแรดมะพร้าว จะพบตัวเต็มวัยบินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบหรือยอดอ่อนของมะพร้าว โดยเจาะทำลายยอดอ่อนที่ใบยังไม่คลี่ ทำให้ใบใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้วๆ คล้ายหางปลาหรือรูปพัด กรณีถูกทำลายมาก ใบใหม่แคระแกร็น รอยแผลตรงบริเวณเนื้อเยื่ออ่อนที่ถูกด้วงแรดมะพร้าวกัดเป็นช่องทางให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ หรือเกิดยอดเน่าจนถึงต้นตายได้ในที่สุด

หากพบการเข้าทำลายของด้วงแรดมะพร้าว เกษตรกรควรใช้วิธีป้องกันกำจัดแบบผสมผสาน คือ วิธีเขตกรรม ชีววิธี และการใช้สารเคมี สำหรับวิธีเขตกรรม ให้เกษตรกรหมั่นรักษาความสะอาดและกำจัดเศษวัสดุต้นมะพร้าวบริเวณสวนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ กรณีมีกองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก กองขยะ กองขี้เลื่อย กองแกลบ ควรกำจัดออกไปจากสวนมะพร้าว

กรณีต้นมะพร้าวที่ถูกตัดแล้วยังสดอยู่ ให้นำมาทำกับดักล่อให้ด้วงแรดมะพร้าวมาวางไข่ โดยให้ตัดทอนออกเป็นท่อนสั้นๆ นำมาวางเรียงรวมกันไว้ให้เปลือกมะพร้าวติดกับพื้นดิน เพราะด้วงแรดมะพร้าวจะวางไข่บริเวณที่ชุ่มชื้นสูงและผุเร็ว จากนั้นให้เกษตรกรเผาทำลายท่อนกับดักเพื่อกำจัดทั้งไข่ หนอน และดักแด้ของด้วงแรดมะพร้าว สำหรับตอมะพร้าวที่เหลือให้ใช้น้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วราดให้ทั่วตอ เพื่อป้องกันการวางไข่ได้

การใช้ชีววิธีในการกำจัด ให้เกษตรกรใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียมใส่ตามกองขยะ กองปุ๋ยคอก หรือกับดักท่อนมะพร้าวที่มีหนอนด้วงแรดมะพร้าวอาศัยอยู่ และเกลี่ยเชื้อให้กระจายทั่วกอง เพื่อให้เชื้อมีโอกาสสัมผัสกับตัวหนอนให้มากที่สุด จากนั้นรดน้ำให้ความชื้นและหาวัสดุใบมะพร้าวมาคลุมกองไว้ เพื่อรักษาความชื้นและป้องกันแสงแดด ซึ่งเชื้อราเขียวเมตาไรเซียมจะเข้าทำลายในทุกระยะการเจริญเติบโตของด้วงแรดมะพร้าว

ส่วนการใช้สารเคมีในต้นมะพร้าวอายุ 3-5 ปี ที่ยังไม่สูงมากนัก ให้ใช้ลูกเหม็นใส่บริเวณคอมะพร้าวที่โคนทางใบรอบๆ ยอดอ่อน ทางละ 2 ลูก ต้นละ 6-8 ลูก กลิ่นของลูกเหม็นจะไล่ไม่ให้ด้วงแรดมะพร้าวบินเข้าไปทำลายคอมะพร้าว กรณีระบาดมาก ให้ใช้สารฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี หรือสารไดอะซินอน 60% อีซี หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี ชนิดใดชนิดหนึ่ง อัตรา 80 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ราดบริเวณคอมะพร้าวให้เปียกตั้งแต่โคนยอดอ่อนลงมา โดยใช้ปริมาณ 1-1.5 ลิตร ต่อต้น ทุก 15-20 วัน และควรใช้ 1-2 ครั้ง ในช่วงระบาด

จำปีด่างศรีเกษม น้อยคนนักที่จะรู้จัก คงสงสัยว่าเป็นยังไง แตกต่างจากจำปีทั่วไปไหม ลักษณะสีของใบจะต่างกันมากน้อยแค่ไหน แต่สวนของลุงจ้อยไม่ได้มีแค่นี้ ยังมีมะกรูดหวาน ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

ทางเทคโนโลยีชาวบ้านของเราได้รับความกรุณาจาก คุณสุชิน ศรีเกษม (ลุงจ้อย) จากจังหวัดฉะเชิงเทรา มาแนะนำจำปีด่าง ให้เราได้รู้จักกัน คุณสุชิน ศรีเกษม เกิดปี พ.ศ. 2491 อยู่บ้านหนองหว้า เลขที่ 2/1 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อมาในปี 2517 ได้แต่งงานกับ คุณวันทอง พึ่งเกษม จากนั้นประกอบอาชีพทำไร่มันสำปะหลังต่อจากแม่ภรรยาที่แบ่งที่ดินให้

แต่พบว่าพืชไร่รายได้ไม่ดี จึงเริ่มปลูกไม้ผลประเภท มะม่วง ขนุน กล้วย และไม้ผลพื้นเมืองต่างๆ ซึ่งช่วงแรกทำเงินไม่ได้เลย

อยู่มาระยะหนึ่ง ได้รู้จักกับคนบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เขาบอกว่าต้นไม้สามารถขยายพันธุ์ได้โดยไม่ต้องอาศัยเมล็ด และได้แนะนำการทาบกิ่งมะม่วง หลังจากนั้นก็ลองทำเอง ผิดบ้างถูกบ้าง พอมีกิ่งพันธุ์ไม้ก็นำมาขาย แต่ไม่ค่อยมีคนซื้อเพราะตอนนั้นยังขายไม่เก่ง

มะม่วงที่ปลูกอยู่มีไม่ต่ำกว่า 30 พันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น ฟ้าลั่น เขียวเสวย โชคอนันต์ อาร์ทูอีทู จักรพรรดิ งาช้างแดง ซานหลิน ราคาประมาณต้นละ 50 บาทขึ้นไป แล้วแต่ขนาดต้น มะม่วงที่ขอแนะนำเป็นกรณีพิเศษจริงๆ คือมะม่วง “ขายตึก” มะม่วงยอดนิยมของจังหวัดฉะเชิงเทรา

ที่สวนยังมีไม้ประดับด้วย…ที่ขายดีที่สุด ก็จะเป็นพวกว่าน คือว่านเสน่ห์จันทน์ขาว แล้วก็มีไม้ด่าง อย่าง ส้มเช้งด่าง กล้วยด่าง จั๋งด่าง ละมุดด่าง จันทน์ผาด่าง แล้วก็มีใบจามจุรีขาย ปลูกในพื้นที่ 20 ไร่

จามจุรีที่ครอบครัวนี้ปลูก เก็บใบขายได้ต่อเนื่อง โดยที่การจัดการไม่มีอะไรมาก ปีแรกๆ อาจจะต้องกำจัดวัชพืชให้ แต่เมื่ออายุของต้นมากขึ้น ไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องกำจัดวัชพืช ผลผลิตใบก้ามปูมีคนมาซื้อไปเป็นวัสดุปลูกต้นไม้ ถึงแม้ราคาขายไม่แพง แต่ต้นทุนการผลิตต่ำ

ดาวเด่นตอนนี้คือ จำปีด่าง และมะกรูดหวาน

จำปีด่าง “ศรีเกษม” ไม้สุดสวย

ลุงจ้อย บอกว่า ตนเริ่มขยายพันธุ์ไม้ประดับ พวกจำปี-จำปา แล้วบังเอิญมีต้นจำปีเกิดการกลายพันธุ์ออกมากิ่งหนึ่ง เป็นจำปีด่างใบเหลือง หลังจากนั้นก็นำมาทดลองขยายพันธุ์ ทาบกิ่งบ้าง ติดตาบ้าง ทดลองไปมาอยู่ไม่ต่ำกว่า 15 ปี ไม่กล้าขายกลัวมันกลายกลับมาเป็นใบสีเขียว ทำจนแน่ใจว่าใบจะไม่กลายกลับไปเป็นสีเขียวอีกแล้ว จึงเริ่มเผยแพร่

“แน่นอนรับรองได้เลย ไม่กลับเป็นใบเขียวแล้ว สีของดอกจะเป็นสีขาว แต่ช่วงที่กำลังโตดอกจะมีลายเป็นสีเขียวตามกลีบ แล้วหลังจากโตก็กลายมาเป็นสีขาวเหมือนเดิม ดอกมีทั้งปี ช่วงที่ออกดอกมาก อยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม แล้วได้ตั้งชื่อว่า จำปีศรีเกษม ตั้งตามนามสกุล” ลุงจ้อย บอก

วิธีการขยายพันธุ์…ใช้การทาบกิ่ง ติดตา แต่วิธีพวกนี้จะทำยากกว่าไม้ใบเขียวนิดหน่อย

ดินที่ใช้ปลูก…ดินร่วนปนทราย ที่แฉะน้ำหรือชุ่มจะไม่ดี…ปุ๋ยก็ใส่ไม่มาก ส่วนใหญ่ปล่อยตามธรรมชาติ

“จำปีด่างของผมมี 2 เบอร์ ตัวแรก เบอร์ 1 จำหน่ายมานานแล้ว ความด่างนั้นมีสีเขียวแซมปนที่ใบ ราคาต้นนละ 100 บาท ส่วนเบอร์ 2 ด่างเหลืองชัดเจน…ยังไม่ได้นำออกจำหน่าย อีกทั้งยังไม่ได้ตั้งราคา เมื่อหนังสือที่มาสัมภาษณ์นี่ออกวางแผง โทร.มาถามได้” ลุงจ้อย บอก

ของดีของเด่น

ลุงจ้อย ยังบอกอีกว่า ที่สวนของลุงไม่ได้มีแค่จำปีด่างอย่างเดียว ที่น่าสนใจยังมีมะกรูดหวาน

ในช่วงปี 2547 ที่ลุงเริ่มปลูกมะกรูดเพื่อจะเพาะพันธุ์ไว้ขายตั้งเป็นพันต้น บังเอิญปีนั้นมันแห้งแล้งจัดมะกรูดที่เพาะไว้ตาย

“บังเอิญว่ามะกรูดต้นที่มันกลายพันธุ์มันไปอยู่ใกล้กับต้นมังคุด ซึ่งคนงานเขารดน้ำต้นมังคุดมันเลยรอดอยู่ เมื่อไปดูปรากฏว่าหนามมันยาวและมากผิดปกติ หนามมันยาวมาก ก็เลยรู้ว่ามันกลายแต่ไม่รู้ว่ามันจะกลายเป็นดีหรือเสีย เลยบอกให้คนงานดูแลไม้ต้นนี้หน่อยมันกลายพันธุ์แล้ว รอดูลูกอีกทีว่ามันเป็นแบบไหน อยู่มานานจนออกลูก ผมเองก็ไม่ได้ไปดูจนคนงานเข้ามาบอก มะกรูดของลุงมันหวานนะ จึงได้รู้ว่ามันออกลูกมาได้ 2-3 ปีแล้ว ถึงได้รู้ว่ามันมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ผลก็ไม่ได้ใหญ่มาก จึงตั้งชื่อพันธุ์ว่า มะกรูดพันธุ์…หวานแปดริ้ว”

วิธีการขยายพันธุ์…มีทั้งติดตา ทาบกิ่ง

วิธีการเตรียมดินปลูก…ลุงจ้อย แนะนำว่า อย่างแรกเลยคือขุดหลุมเอาหน้าดินมากองไว้แถบหนึ่ง แล้วเอาดินก้นหลุมมากองไว้อีกด้านหนึ่ง พอเสร็จแล้วก็ตากดินไว้ให้แห้งดี ประมาณ 1 เดือน แล้วพอดินแห้งดีก็เอาดินข้างบนที่ตากไว้ลงไปในหลุม พอเสร็จแล้วก็นำต้นไม้มาลง ตามด้วยเอาดินจากก้นหลุมกลบข้างบน เพราะดินข้างบนมีปุ๋ยและวัชพืชอยู่แล้วต้นไม้ชอบ ส่วนดินก้นหลุมไม่ค่อยมีปุ๋ยและวัชพืชก็เลยเอามาไว้ข้างบนและจะทำให้หญ้าขึ้นช้าด้วย

การเตรียมดินในลักษณะอย่างนี้ ใช้กับไม้ชนิดอื่นได้

ลุงจ้อย บอกว่า มะกรูดหวาน ใบกลิ่นไม่หอมเหมือนมะกรูดทั่วไป แต่รสชาติเด่น กินเป็นผลไม้ อย่างพืชตระกูลส้ม “มะกรูดออกผลทั้งปี มากบ้างน้อยบ้าง เริ่มทำกิ่งพันธุ์แล้ว เพราะมีผู้สนใจ” ลุงจ้อย บอก

หากใครสนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือซื้อต้นพันธุ์ สอบถามได้ที่เบอร์โทร. (081) 855-0654 (ลุงจ้อย) วิธีการตัดแต่งกิ่งเป็นการบังคับให้ฝรั่งออกดอก… โดยทั่วไปฝรั่งจะให้ผลเร็ว ถ้าเป็นฝรั่งที่ได้จากกิ่งตอนจะให้เก็บผลครั้งแรกเมื่ออายุได้ประมาณ 6-12 เดือน การบังคับให้ฝรั่งออกดอกนั้นทำได้ไม่ยากนัก ถ้าต้นฝรั่งสมบูรณ์ แข็งแรง และปลูกในที่ที่มีแสงแดดตลอดทั้งวัน แต่ควรคำนึงถึงว่าการให้ฝรั่งมีผลมาก ผลก็จะเล็กลง ดังนั้น จึงควรให้ปุ๋ยและน้ำแก่ต้นฝรั่งที่บังคับการออกดอกให้มากกว่าปกติ การบังคับให้ฝรั่งออกดอกติดผลนั้นมีหลายวิธี แต่ที่นิยมกันก็คือ การตัดแต่งกิ่ง

โดยการตัดแต่งกิ่งฝรั่งถ้าตัดแต่งกิ่งหนักเหมือนการทำสาว คือตัดแต่งกิ่งออกหมดทั้งต้นให้เหลือโครงสร้างกิ่งหลักๆ เอาไว้ เพื่อให้ต้นฝรั่งสร้างกิ่งและใบออกมาใหม่ทั้งต้น ซึ่งจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน แต่ต้นที่ตัดแต่งกิ่งหมดทั้งต้นจนใบและกิ่งใหม่มีความสมบูรณ์ทั้งต้น ช่วงเวลาที่สร้างกิ่งและใบใหม่เราต้องบำรุงให้ต้นและใบฝรั่งมีความสมบูรณ์มากที่สุด เพื่อเป็นการเตรียมต้นให้พร้อมในการตัดแต่งปลายใบอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการตัดแต่ง ครั้งที่ 2 ให้ต้นฝรั่งแตกใบมาพร้อมกับการออกดอก เมื่อต้นและใบฝรั่งมีความพร้อมก็จะตัดปลายใบฝรั่ง ครั้งที่ 2 การตัดปลายใบฝรั่งจะประมาณคู่ใบที่ 3-5 โดยนับจากปลายยอดเข้ามาก็ใช้กรรไกรตัด

การตัดแต่ง ครั้งที่ 2 นี้จะใช้เวลาประมาณ 30-45 วัน ที่เราจำได้เห็นใบฝรั่งออกมาพร้อมกับดอกระยะตูม แล้วจากระยะที่ดอกฝรั่งบานไปจนระยะติดผลอ่อน ผลมีขนาดประมาณเหรียญ 5-10 บาท (ระยะห่อผลฝรั่งได้) จะใช้เวลารวมประมาณ 40-50 วัน แล้วหลังจากที่ห่อผลไปแล้ว ก็จะนับไปอีก 50-60 วัน ก็จะเริ่มเก็บผลผลิตได้ ซึ่งหากเราทราบระยะการเปลี่ยนแปลงคร่าวๆ เหล่านี้ ในการผลิตฝรั่งจะสามารถทำให้เราคาดคะเนให้ผลผลิตฝรั่งออกสู่ช่วงที่เราต้องการหรือมีราคาได้ การตัดแต่งกิ่งเพื่อบังคับให้ต้นฝรั่งออกดอกติดผลนั้น หากท่านที่มีต้นและใบสมบูรณ์พร้อมอยู่แล้ว ก็ข้ามขั้นตอนการตัดแต่งหนักแบบตัดทั้งต้นได้เลย สามารถตัดแต่งแค่ปลายใบให้ต้นฝรั่งออกดอกติดผลได้เลย หรือต้องการให้ต้นฝรั่งมีการออกดอกติดผลหลายชุด ก็ค่อยๆ ทยอยตัดแต่งปลายใบตามความชอบ จะเห็นว่าฝรั่งมีจุดเด่นที่สามารถกำหนดวันเก็บเกี่ยวได้

การห่อผลฝรั่งพันธุ์ พิจิตร 1 และ พิจิตร 2 ประโยชน์ของการห่อผลนอกจากจะช่วยป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูฝรั่งแล้ว ยังทำให้ผลฝรั่งมีผิวสวยน่ารับประทาน รวมถึงให้ผลผลิตปลอดภัยจากสารเคมีตกค้างได้เป็นอย่างดี วิธีการห่อผลฝรั่งโดยส่วนใหญ่จะใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วหรือถุงสีขาวขุ่นสำหรับห่อผลฝรั่งโดยเฉพาะ (เจาะรูมาให้แล้ว) แล้วใช้กระดาษหนังสือพิมพ์หรือกระดาษจากสมุดหน้าเหลืองห่อบังแดดอีกชั้น แต่ที่ “สวนคุณลี” นั้น จะใช้ถุงห่อคาร์บอนของบริษัทชุนฟงมาห่อแทนกระดาษหนังสือพิมพ์ ซึ่งจะทำให้ผลฝรั่งผิวสวยมาก (เนื่องจากสวนคุณลีเป็นแหล่งผลิตมะม่วงที่มีการใช้ถุงห่อคาร์บอนจำนวนมากในแต่ละปีทำให้ถุงห่อคาร์บอนที่ใช้แล้วจากการห่อผลมะม่วงในแต่ละปีมีจำนวนมาก จึงประยุกต์นำถุงห่อเหล่านี้มาใช้ห่อผลฝรั่งอีก

ซึ่งเป็นการใช้ถุงห่อคาร์บอนเหล่านี้อย่างคุ้มค่าที่สุด จากการใช้ถุงห่อคาร์บอนมาห่อผลฝรั่ง พบว่า ทำให้ผิวฝรั่งสวย สีผิวขาวสวยเป็นที่ต้องการของตลาด และสามารถใช้ซ้ำได้อีกหลายครั้งมากจนกว่าถุงห่อคาร์บอนเสื่อมสภาพ โดยจะเริ่มห่อผลฝรั่งเมื่อมีขนาดเท่าลูกมะนาว หรือหลังดอกบานแล้ว 1 เดือน ก่อนห่อผลควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราและแมลงที่ผลฝรั่งก่อน 1 วัน ก่อนจะห่อ แต่ที่สวนคุณลีจะค่อยๆ ทยอยห่อผลฝรั่ง

ก่อนการห่อผลจะผสมสารป้องกันเชื้อรา-แมลงและฮอร์โมน สารป้องกันกำจัดแมลงและฮอร์โมน เช่น สารป้องกันกำจัดแมลง (ไซเพอร์เมทริน อัตรา 2 ซีซี) + สารป้องกันกำจัดเชื้อรา (อะซอกซีสโตรบิน อัตรา 1 ซีซี) + ฮอร์โมน (แคลเซียม-โบรอน อัตรา 5 ซีซี) + ฮอร์โมน (จิบเบอเรลลิน 2 ซีซี) + ปุ๋ย [ไฮโปส (สูตร 10-4-36) อัตรา 5 กรัม] ต่อน้ำ 5 ลิตร แล้วแบ่งใส่กระบอกฉีดน้ำ (ฟ็อกกี้) หลังจากเลือกผลที่ดีที่สุด 1 ผล ใช้มือเด็ดกลีบเลี้ยงที่ก้นผลฝรั่งออกให้หมด เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งหลบซ่อนของแมลง ก็ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรค-แมลง และฮอร์โมนที่ผสมไว้ให้ทั่วผลฝรั่ง

จากนั้นก็จะห่อด้วยถุงหูหิ้ว (เจาะหรือกรีดก้นถุง) มัดปากถุงให้แน่น 1-2 รอบ เพื่อไม่ให้แมลงเข้าไปได้ แล้วห่อตามด้วยถุงห่อคาร์บอนหรือกระดาษหนังสือพิมพ์เป็นอันเสร็จ แล้วรอเวลาอีกประมาณ 1 เดือน ผลฝรั่งก็จะพร้อมเก็บเกี่ยว สำหรับท่านที่ห่อผลไว้รับประทานเองที่บ้าน ไม่ได้ปลูกเชิงการค้าก็ข้ามขั้นตอนการฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรค-แมลง ไปเลย เพียงแต่เลือกผลห่อ 1-2 ผล ต่อกิ่ง ก็สามารถมีฝรั่งรสอร่อย ผิวสวย ไว้รับประทานที่บ้านแล้ว

ฮอร์โมนที่ฉีดพ่นเป็นประจำ ช่วงก่อนการออกดอกจนถึงดอกบานจะฉีดพ่นฮอร์โมนโบรอนเดี่ยวหรือแคลเซียมโบรอนเป็นประจำ เพื่อช่วยส่งเสริมการออกดอกได้ดี ดอกสมบูรณ์หรือช่วงติดผลอ่อนจนผลโต จะช่วยเรื่องการสร้างเนื้อ เนื้อแน่น มีน้ำหนักดี

การเก็บเกี่ยวฝรั่ง ถ้านับจากดอกบานจนถึงผลแก่พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้ จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน หรือถ้านับจากการห่อผล (ผลขนาดเหรียญ 10 บาท หรือผลมะนาวเล็ก) ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน การเก็บเกี่ยวควรใช้กรรไกรตัดขั้วผลมา โดยไม่ต้องเอาถุงพลาสติกที่หุ้มผลฝรั่งออก เพื่อประหยัดเวลาและรักษาความชื้นให้ผิวฝรั่งไม่เหี่ยวแห้งเร็ว อีกอย่างถ้าหากไม่มีขั้วติดผลจะทำให้ฝรั่งเสียคุณภาพเร็วกว่าปกติ

ซึ่งตอนนี้ “สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. 081-886-7398 ปลูกฝรั่งทั้ง 2 สายพันธุ์นี้เป็นหลัก เนื่องจากมั่นใจในคุณภาพในเรื่องของรสชาติที่หวาน กรอบ รับประทานอร่อย ถูกใจผู้บริโภค และจำหน่ายได้ราคา กิโลกรัมละ 50 บาท ออกจากสวน หรือท่านที่สนใจศึกษาดูงานสามารถเยี่ยมชมได้ทุกวัน

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 49/3 หมู่ 5 ต.ตะเสะ อ.หาดสำราญ จ.ตรัง นางภัชรวดี เจริญฤทธิ์ อายุ 43 ปี หันมาใช้พื้นที่ว่างข้างบ้าน ประมาณ 2 งาน เพื่อปลูกขึ้นฉ่ายจีนแบบไร้ดินจำนวนหลายพันต้น โดยใช้ระบบน้ำไหลเวียนให้ปุ๋ยอินทรีย์ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ใช้เวลาปลูกประมาณ 50 วัน ก็สามารถเก็บขายได้ ในราคากิโลกรัมละ 60-70 บาท แต่หากเป็นหน้าฝนขึ้นฉ่ายก็จะมีราคาสูงขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 160-180 บาท หรือกว่า 1 เท่าตัว

ซึ่งหลังทดลองปลูกเป็นรายแรกใน อ.หาดสำราญ จ.ตรัง จนประสบความสำเร็จ จึงได้ขยายโรงเรือนเพิ่มอีกจำนวนหลายหลังในพื้นที่ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง เพื่อให้ผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการของตลาด ซึ่งปลูกขายมาแล้วกว่า 1 ปี สามารถเก็บขายได้วันละไม่ต่ำกว่า 50-100 กิโลกรัม สร้างรายได้กว่า 5,000 บาท ต่อวัน

นางภัชรวดี เป็นภรรยาของ พ.ต.ท.นายหนึ่ง สังกัด สภ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช แต่หันมาคิดต่างด้วยการใช้ที่ดินของตน ปลูกขึ้นฉ่าย ซึ่งเกษตรกรรายอื่นใน อ.หาดสำราญ ยังไม่มีใครปลูก เพราะคิดว่าการปลูกแบบไร้ดินจะดูแลยุ่งยาก และเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า แต่ความจริงแล้ว เป็นการลงทุนแค่ครั้งเดียว สำหรับค่าวัสดุอุปกรณ์

ส่วนระยะเวลาการปลูกแบบไร้ดินก็สั้นกว่าการปลูกแบบลงดินถึงเท่าตัว สมัคร Royal Online ทั้งยังไม่มีปัญหาเรื่องหน้าฝนหรือน้ำค้าง เก็บเกี่ยวง่ายกว่า สามารถเลือกถอนขึ้นมาทั้งต้นได้โดยไม่บอบช้ำ ไม่มีโรคและแมลงรบกวน และยังเก็บขายได้ตลอดทั้งปี เป็นพืชสมุนไพรที่ยังเป็นที่ต้องการของตลาด

ส่วนลูกค้ามีหลายจังหวัดในภาคใต้ ทำให้ตอนนี้ไม่ต้องง้อเงินเดือนของสามีแล้ว ส่วนใครที่สนใจสามารถติดต่อขอดูงานหรือสั่งซื้อขึ้นฉ่ายได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-2179-7987 นางภัชรวดี กล่าวว่า ใน อ.หาดสำราญ ส่วนมากจะปลูกแตงกวา ถั่วฝักยาว ตนจึงเปลี่ยนวิธีคิดให้แตกต่างจากคนอื่น โดยปลูกมาปีกว่าแล้ว เก็บขายได้วันละ 50-100 กิโลกรัม ราคาขายกิโลกรัมละ 60-70 บาท และตั้งใจจะขยายพื้นที่ไปอีกใน อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล รอยต่อพื้นที่ จ.ตรัง ด้วย

จำปีด่างศรีเกษม น้อยคนนักที่จะรู้จัก คงสงสัยว่าเป็นยังไง แตกต่างจากจำปีทั่วไปไหม ลักษณะสีของใบจะต่างกันมากน้อยแค่ไหน แต่สวนของลุงจ้อยไม่ได้มีแค่นี้ ยังมีมะกรูดหวาน ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

ทางเทคโนโลยีชาวบ้านของเราได้รับความกรุณาจาก คุณสุชิน ศรีเกษม (ลุงจ้อย) จากจังหวัดฉะเชิงเทรา มาแนะนำจำปีด่าง ให้เราได้รู้จักกัน คุณสุชิน ศรีเกษม เกิดปี พ.ศ. 2491 อยู่บ้านหนองหว้า เลขที่ 2/1 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อมาในปี 2517 ได้แต่งงานกับ คุณวันทอง พึ่งเกษม จากนั้นประกอบอาชีพทำไร่มันสำปะหลังต่อจากแม่ภรรยาที่แบ่งที่ดินให้

แต่พบว่าพืชไร่รายได้ไม่ดี จึงเริ่มปลูกไม้ผลประเภท มะม่วง ขนุน กล้วย และไม้ผลพื้นเมืองต่างๆ ซึ่งช่วงแรกทำเงินไม่ได้เลย อยู่มาระยะหนึ่ง ได้รู้จักกับคนบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เขาบอกว่าต้นไม้สามารถขยายพันธุ์ได้โดยไม่ต้องอาศัยเมล็ด และได้แนะนำการทาบกิ่งมะม่วง หลังจากนั้นก็ลองทำเอง ผิดบ้างถูกบ้าง พอมีกิ่งพันธุ์ไม้ก็นำมาขาย แต่ไม่ค่อยมีคนซื้อเพราะตอนนั้นยังขายไม่เก่ง