เกษตรสตูลหนุนปลูกข้าวกล้อง “ขอบคุณพระเจ้า” เจาะตลาดมาเลเซีย

ส่งเสริมพึ่งพาตนเอง เปิดตลาดข้าวกล้องพื้นเมือง “อัลฮัมดุลิลลาฮ” หลังเกษตรกรปลูก-ขายเอง จนประสบความสำเร็จมุ่งเจาะตลาดมาเลเซีย

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 เกษตรจังหวัดสตูลส่งเสริมการปลูกข้าวกล้อง “อัลฮัมดุลิลลาฮ” อ่านว่า (อัน-ฮัม-ดุ-ลิน-ละ) แปลว่า ขอบคุณพระเจ้า ซึ่งเป็นข้าวพื้นเมือง มีคุณสมบัติพิเศษตอบโจทย์ ผู้ที่ชื่นชอบข้าวแข็ง ทานกับน้ำแกง ซึ่งจะเหมาะในกลุ่มพี่น้องมุสลิม ในประเทศเพื่อนบ้านมาเลเซีย เพื่อเปิดตลาดให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมผลักดันให้เกษตรกรรู้จักการพึ่งพาตนเอง

ด้วยรวมกลุ่มเหมือนเช่น กลุ่มเพิ่มประสิทธ์ภาพสินค้าเกษตร ม.12 ต.ทุ่งนุ้ย บ้านโคกโดน อ.ควนกาหลง ซึ่งมีสมาชิกกลุ่ม 121 ราย พื้นที่ปลูกข้าวจำนวน 570 ไร่ ซึ่งให้ผลผลิตข้าวปีละ285 ตัน/ปี จากอดีตจะนำข้าวเปลือกมาขายให้กับโรงสี ในกิโลกรัมละ 8-12 บาท หลังสำนักงานเกษตร จ.สตูล ส่งเสริมด้วยการจัดหาโรงสีขนาดเล็กให้ ทำให้เกษตรกรกลุ่มนี้ สามารถสีข้าวขายในราคากิโลกรัมละ 50 บาทบรรจุถุงในแพคเกจที่สวยงาม และประสานให้มีการพบกับเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้า กับ จ.พัทลุง ข้าวสังหยด ภาคอีสาน ข้าวไรเบอร์รี่ และออกบูธขายตามงานต่างๆ จนประสบความสำเร็จ

นายอาแมน สาและ เจ้าของศูนย์เพิ่มประสิทธ์ภาพสินค้าเกษตร ม.12 ต.ทุ่งนุ้ย กล่าวว่า ได้เริ่มทำนาตั้งแต่ปี 2525 จำนวน 10 ไร่เศษ จนมาถึงปี 2554 ได้ประสบปัญหาการทำนาได้ผลผลิตน้อย เนื่องจากดินเสื่อมสภาพ จนทำให้เกิดปัญหาได้ผลผลิตน้อยกว่าเดิม จึงได้ขอความร่วมมือไปยัง พัฒนาที่ดิน จ.สตูล ในการให้คำแนะนำการปรับหน้าดิน ให้ดินมีความสมบูรณ์กลับมาเช่นเดิมโดยทางศูนย์พัฒนาที่ดิน จ.สตูล ได้เข้ามาดูแล และนำเครื่องจักรเข้ามาไถนา ทั้งหมดแล้วปลูกต้นปอเทือง เพื่อปรับสภาพดินให้มีความสมบูรณ์ตามเดิม พร้อมทั้งได้ให้ความรู้ในเรื่องของการใช้ปุ๋ยเพื่อปรับปรุงดิน

“จากเดิมที่ทำนาได้ 300 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มมาเป็น 500 กิโลกรัมต่อไร่ และได้รับพันธุ์ข้าวอัลฮัมดุลิลลาฮุ ซึ่งเป็นข้าวสายพันธุ์พื้นเมืองของ จ.สตูล มาปลูก เป็นข้าวที่ให้ผลผลิตจำนวนมาก ทำให้เกษตรกร ได้รับผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น จนปี 2556 ได้มีการประกวดผลผลิตข้าวและได้รางวันอันดับ 1 กลับมา จึงได้ทำการเปิดศูนย์แห่งนี้และในปี 2558 จึงได้ ทำเรื่องไปยังสำนักงานเกษตรกรจังหวัดสตูล เพื่อมาจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้ พร้อมทั้งได้มอบเครื่องสีข้าวและอุปกรณ์บรรจุถุงข้าวให้ในปีงบประมาณ 2559 โดยทางกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นผู้มามอบให้ เพื่อแก้ปัญหาราคาข้าวซึ่งเดิมจะขายเป็นข้าวเปลือกในราคา กก.ละ 10 บาท แต่พอได้เครื่องสีข้าวและเครื่องบรรจุภัณฑ์ข้าวมา จากเดิมขาย 10 บาท เป็นตอนนี้ กก.ละ 50 บาท โดยจัดส่งขายในพื้นที่ใกล้เคียง และออกบู๊ท ร่วมกับทางจังหวัดบ้าง ทำให้ราคาข้าวของเกษตรกรไม่ตกต่ำ และไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางอีกต่อไป ซึ่งศูนย์แห่งนี้ มีสมาชิกทั้งหมด 121 คน มีพื้นที่นาทั้งสิ้น 570 ไร่” นายอาแมน กล่าว

ประเทศไทย อยู่ในบริเวณของศูนย์กลางแหล่งกำเนิดและการแพร่กระจายของพันธุ์ข้าว จึงมีความหลากหลายทางพันธุกรรม ทั้งในข้าวปลูกพันธุ์พื้นเมืองและข้าวป่า แต่ในปัจจุบันพันธุ์ข้าวจำนวนมากได้เสื่อมพันธุ์หรือสูญพันธุ์ไป เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ๆ ที่ให้ผลผลิตสูงแทนข้าวพันธุ์พื้นเมือง และจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมการสูญหายของพันธุ์ข้าวเป็นการสูญเสียแหล่งพันธุกรรมไปโดยไม่สามารถนำกลับคืนมาได้อีก ความหลากหลายของพันธุ์ข้าวนั้นมีความสำคัญอย่างมากต่อการปรับปรุงพันธุ์ข้าวและการผลิตข้าวทั้งในปัจจุบันและอนาคต ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องรวบรวมและอนุรักษ์พันธุ์ข้าวไว้ในที่ปลอดภัย เพื่อรักษาทรัพยากรพันธุกรรมข้าวให้คงอยู่ และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ตลอดไป

การรวบรวมพันธุ์ข้าวในประเทศไทยเริ่มต้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้มีการประกวดพันธุ์ข้าวเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2450 ที่เมืองธัญบุรี ต่อมาในปี พ.ศ. 2451 2453 และ 2454 ได้มีการจัดการประกวดพันธุ์ข้าวจากทั่วประเทศ ผลที่ได้จากการประกวดพันธุ์ข้าว คือ ทางราชการสามารถรวบรวมพันธุ์ข้าว แล้วนำมาปลูกคัดเลือกจนได้พันธุ์ที่ดี แนะนำสู่เกษตรกร

ดร. อภิชาติ ลาวัณย์ประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ให้ข้อมูลว่า ในปี พ.ศ. 2524 ประเทศไทยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่น สร้างอาคารศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ (ตึกเย็น) ขึ้นที่สถานีทดลองข้าวรังสิต (ปัจจุบัน คือ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี) เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมและอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรมข้าวไว้มิให้เสื่อมหรือสูญพันธุ์ไป และได้มีการรวบรวมอนุรักษ์เชื้อพันธุ์ข้าวเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 เป็นต้นมา

“ก่อนที่ผมจะเริ่มมาทำงานที่นี่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตอนนั้นตึกเย็นก่อตั้งมา 2-3 ปีแล้ว เหตุที่เรียกกันว่าตึกเย็น เพราะภายในห้องนั้นจะมีอุณหภูมิที่เย็น เพื่อให้เมล็ดพันธุ์ข้าวมีอายุได้ยืนยาว ซึ่งภายในห้องนี้ก็จะเก็บข้าวประมาณ 24,000 ตัวอย่าง ซึ่งรวมทั้งสายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองและสายพันธุ์ที่รัฐบาลรับรอง ซึ่งตัวอย่างข้าวที่เราเก็บรักษาไว้ เมื่อเทียบกับภูมิภาคเอเชีย ประเทศเราถือว่ายังติด 1 ใน 10 โดยปัจจุบันนี้ในเมืองไทยเราแบ่งข้าวออกเป็น 5 กลุ่ม คือ ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมปทุม ข้าวขาว ข้าวเหนียว และข้าวสี ซึ่งข้าวหอมมะลิถือว่าเป็นข้าวที่มีมูลค่าดี ถึงแม้กำลังผลิตจะน้อย แต่มูลค่าก็ยังสูงอยู่ ส่วนข้าวหอมปทุม ข้าวขาว ข้าวเหนียว ราคาคงที่ ส่วนข้าวสีถือได้ว่าเป็นข้าวเพื่อสุขภาพ จะมีมูลค่าสูง ก็จะมีการจัดจำหน่ายเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้บริโภค และก็ทำให้เกษตรกรที่ปลูกสามารถมีทางเลือก เพื่อปลูกข้าวที่ได้มูลค่าสูง” ดร. อภิชาติ กล่าว

ซึ่งข้าวแต่ละสายพันธุ์ถือว่ามีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป การที่จะนำเมล็ดข้าวออกมาส่งเสริมให้เกษตรกรนั้น จะต้องรู้ถึงปัญหาและสภาพแวดล้อมของที่นั้นๆ เสียก่อน เพื่อที่จะได้นำข้าวที่ทนต่อสภาพแวดล้อมมาให้กับเกษตรกรได้ปลูกให้มีอาชีพทำนาที่มั่นคงและยั่งยืน ซึ่งข้าวที่เก็บไว้ทั้งหมดเรียกว่า สามารถนำออกมาใช้ได้กับทุกปัญหาและเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า

โดยศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ (ตึกเย็น) อยู่ในสังกัดศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี สำนักวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว เป็นอาคารชั้นเดียว มีพื้นที่ใช้สอย 1,285 ตารางเมตร แบ่งออกเป็นห้องเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์และห้องปฏิบัติการเมล็ดเชื้อพันธุ์

ห้องเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ ประกอบด้วยห้องอนุรักษ์เชื้อพันธุ์ 3 แบบ คือ

ห้องอนุรักษ์ระยะสั้น (ประมาณ 3-5 ปี) เป็นห้องขนาด 315 และ 592 ลูกบาศก์เมตร ควบคุมอุณหภูมิที่ 15 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ระหว่าง 50-60 เปอร์เซ็นต์ สามารถอนุรักษ์เชื้อพันธุ์ข้าวได้มากกว่า 30,000 ตัวอย่าง
ห้องอนุรักษ์ระยะปานกลาง (ประมาณ 20 ปี) เป็นห้องขนาด 250 ลูกบาศก์เมตร ควบคุมอุณหภูมิที่ 5 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ระหว่าง 50-60 เปอร์เซ็นต์ สามารถอนุรักษ์เชื้อพันธุ์ข้าวได้ประมาณ 30,000 ตัวอย่าง
ห้องอนุรักษ์ระยะยาว (ประมาณ 50 ปี) เป็นห้องขนาด 187.5 ลูกบาศก์เมตร ควบคุมอุณหภูมิ -10 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ระหว่าง 50-60 เปอร์เซ็นต์ สามารถอนุรักษ์เชื้อพันธุ์ข้าวได้ประมาณ 25,000 ตัวอย่าง
นับได้ว่าเป็นความโชคดีของพสกนิกรไทยที่มีพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ทรงห่วงใยในเรื่องเกษตรกรรม เพื่อให้พสกนิกรได้อยู่เย็นเป็นสุข ให้สมกับคำที่ว่า “เมืองไทยเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ” เหมือนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเล็งเห็นและมีพระราชดำริมากมายในทางเกษตรกรรมสู่พสกนิกรไทยทุกหมู่เหล่า ตลอดแห่งการครองราชย์ 70 ปี

จึงขอเชิญพสกนิกรไทยร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ “พระราชบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย” ในงาน มหัศจรรย์พันธุ์ข้าวมงคล พืชผลของพ่อ

พบกับไฮไลต์ที่น่าสนใจ

– 9 เรื่องราวข้าวกับพระเจ้าอยู่หัว

– 9 พันธุ์ข้าวพระราชทาน ในพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

– การสาธิตเมนูพระราชทานจากข้าวและพืชผลในโครงการหลวง

– แจกเมล็ดพันธุ์ข้าวมงคลของพ่อ

– การจัดแสดงพันธุ์ข้าวหายากจากทั่วประเทศ กว่า 199 สายพันธุ์

ในวันที่ 24-27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10.00-20.00 น. ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ “ICID” เป็นองค์กรระหว่างประเทศด้านการชลประทานและการระบายน้ำ ในปีนี้ไทยรับไม้ต่อจากตุรกีจัดประชุม World Irrigation forum ครั้งที่ 2 ที่เชียงใหม่ น่าสนใจว่า หัวข้อหลักครั้งนี้จะเน้นหารือ “การบริหารจัดการน้ำภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก” นับเป็นปรากฏการณ์อันท้าทายต่อการพัฒนาทุกมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งเเวดล้อม เพื่อลดความยากจนเเละความหิวโหยและโดยเฉพาะภาคการเกษตร น้ำกับภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ได้หารือใน 3 หัวข้อ 1.การแสวงหาแนวทางการบริหารจัดการเพื่อสร้างความสมดุลระหว่าง น้ำ อาหาร พลังงานและระบบนิเวศ 2.การร่วมกำหนดวิธีการรับมือที่เหมาะสมกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่มีผลต่อปริมาณน้ำ ทั้งอุทกภัย และภัยแล้ง และ 3.เป็นการใช้ระบบชลประทานและการระบายน้ำเพื่อลดความยากจน และความหิวโหยโดยร่วมวางแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำ ซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานให้เพียงพอที่จะสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยใช้ทำการเกษตร

ซึ่งแนวทางของไทยมีการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ คือ ดำเนินการพื้นที่ทำกินขนาดเล็กด้วยการจัดการระดับไร่นาอย่างเหมาะสม การทำแก้มลิงในการชะลอน้ำ เก็บน้ำ เพื่อลดปัญหาน้ำท่วม รวมถึงอ่างเก็บน้ำเขื่อนต่าง ๆ ทั่วประเทศและที่ประชุมเห็นว่าประชากรมากกว่าร้อยละ 75 อยู่ชนบทกับการเกษตรหลัก จึงได้สรุปว่าการดำเนินงานจากนี้ให้ส่งเสริมเกษตรกรรวมกลุ่มรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ ให้มีอำนาจการต่อรอง เพื่อยกระดับเครือข่ายชนบทควบคู่กับการพัฒนาเมืองรวมถึงการส่งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันครัวเรือนที่มีรายได้น้อยในชนบท

ทางด้าน ดร.ซาอีด ไนรีซี ประธาน ICID กล่าวว่า การชลประทานและการระบายน้ำเป็นกุญแจสำคัญต่อความมั่นคงทางน้ำและอาหารที่ต้องเผชิญธรรมชาติที่มีอย่างจำกัด เราได้ตระหนักถึงการเติบโตที่มีความจำเป็นต่อการปรับปรุงการผลิตน้ำเพื่อการเกษตรและการแข่งขันเรื่องน้ำที่ทวีความรุนแรง ซึ่งที่ผ่านมา การประชุมสภาพภูมิอากาศ Paris Climate Conference (COP21) ได้มีการเรียกร้องระดับโลกร่วมกันเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง และแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันและอนาคต

กูรูน้ำฮอนแลนด์ชี้หลักบริหารน้ำ ศาสตราจารย์บาร์ธ ชูลทส์ ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านการระบายน้ำและการพัฒนาที่ลุ่ม ประเทศเนเธอร์แลนด์ กล่าวว่าความท้าทายที่มนุษย์ต้องเผชิญในการบริหารจัดการน้ำ ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของโลก มี 2 ประเด็นหลัก คือ 1.หลักการบริหารจัดการน้ำกับการเติบโตของจำนวนประชากร 2.บทบาทน้ำกับความยั่งยืนด้านอาหาร

ในอนาคตการเติบโตของจำนวนประชากรจะเป็นสิ่งชี้วัดการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทโดยส่วนมากเป็นพื้นที่เกษตรกรรมจะมีอัตราการเติบโตของประชากรเพิ่มขึ้นเท่าตัว แน่นอนว่าพื้นที่เหล่านี้การติดตั้งระบบชลประทานจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเกษตร ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นคือความไม่เพียงพอของอาหาร จะสังเกตเห็นได้ว่า ประเทศที่มีศักยภาพเเละพัฒนาแล้วจะเป็นแหล่งผลิตเเละส่งออก ตรงกันข้ามกับประเทศที่ด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาจะต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารและสินค้าทดแทน อาทิ ข้าวโพดสาลี มันฝรั่ง นั่นคือความท้าทายด้านชลประทาน ชูลทส์ได้ยกตัวอย่างพัฒนาการด้านการเกษตรประเทศฝรั่งเศสระยะหลังจะผลิตอาหารเพื่อป้อนชุมชนเมืองโดย ที่ราคาข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี หรืออาหารจำพวกธัญพืชเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 2008 นับเป็นโชคดีของผู้บริโภคแต่กลับเป็นโชคร้ายของเกษตรกรรวมถึงโจทย์บริหารน้ำที่รัฐบาลต้องจัดการให้เพียงพอ

ดังนั้น รัฐบาล องค์กร เกษตรกรต้องหันหน้าเข้าหากันบริหารจัดการไม่ใช่เฉพาะหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง จึงเป็นความท้าทายการบริหารน้ำในประเทศนั้น ๆ ขณะเดียวกันยังมีผลกระทบความเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินของมนุษย์โดยเฉพาะแถบชายฝั่ง นานาประเทศประเมินความเสี่ยงดินทรุดถี่ขึ้น แต่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์แม้จะมีความเสี่ยง 1 ใน 1,000 ปีข้างหน้า แต่ไม่นิ่งนอนใจด้วยสภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลกเเล้ว ต้องให้ความใส่ใจความปลอดภัยเรื่องของที่ดินตลอดเวลาและมีการวางแผน อนุสัญญาปารีสจะเป็นสิ่งสะท้อนความตื่นตัวด้านทรัพยากรบนโลก

ดังนั้น ที่ดินจึงเป็นปัจจัยหลักอีกประการของปัญหาการจัดการทรัพยากรน้ำ ส่วนปัจจุบันทั่วโลกอาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท 3,400 ล้านคน หรือร้อยละ 45 และภายในปี 2050 ประชากรจะลดลงเหลือร้อยละ 34

ในทางกลับกันประเทศที่กำลังพัฒนาร้อยละ 75 อยู่ในพื้นที่ชนบท ส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาเกษตรกรรมและเผชิญความยากจน ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงชนบทจะเป็นพลังสำคัญต่อการพัฒนา

สอดคล้องกับ Ms.Kundhavi Kadiresan (Director General FAO) กล่าวว่า เอฟเอโอได้ประเมินว่าอนาคตเอเชียจะมีน้ำจืดลดลง บริบทต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลงไปทั้งการชลประทานเพื่อเป็นแหล่งผลิตอาหารจะเริ่มเป็นปัญหารวมถึงสิ่งแวดล้อมจะเข้ามาท้าทายระบบนิเวศ การจัดการด้านทรัพยากรต้องถูกวางอย่างเป็นระบบเพราะแต่ละประเทศต้องอาศัยการลงทุน พัฒนาขีดความสามารถ

“เราจะไม่สามารถแก้ปัญหาอื่นได้หากไม่บริหารจัดการน้ำก่อน” ข้อได้เปรียบของรถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยางกับรถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบเหล็ก

การสั่นสะเทือนของรถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยางเกิดขึ้นน้อยกว่าจึงให้ความนุ่มนวลในการขับขี่
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยางกดอัดกับพื้นดินมีน้อยกว่า
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยางสามารถขับขี่บนถนนหลวงได้ โดยไม่ทำลายผิวจราจร
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยางเกิดเสียงดังในการทำงานน้อยกว่า
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยางสามารถใช้ความเร็วในการขับขี่ได้สูง
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยางให้กำลังฉุดลากที่สูงกว่า
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยางมีน้ำหนักที่เบากว่า

ข้อได้เปรียบของรถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบเหล็ก กับรถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยาง

รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบเหล็กมีความแข็งแรงทนทานกว่า
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบเหล็กเหมาะกับงานบุกเบิกป่าเขา สภาพพื้นที่มีหินมาก
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบเหล็กสามารถติดใบมีดดันดินด้านหน้า
ข้อได้เปรียบของรถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยาง กับรถแทรกเตอร์ล้อยาง

รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยางมีสมรรถนะในการทรงตัวดีเมื่อทำงานตามพื้นที่ลาดเท ตามไหล่เขา
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยางให้การลอยตัวที่ดีกว่าในพื้นที่เปียกแฉะ
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยางให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ เมื่อขับบนพื้นที่ขรุขระ เช่น การขับตัดขวางแนวไถเดิมในไร่นา
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยางประสิทธิภาพในการฉุดลากสูงกว่า ไม่ว่าจะใช้กับสภาพพื้นที่ใดก็ตาม
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยางให้ความคล่องตัวในการเลี้ยว สามารถหมุนเป็นวงเลี้ยวแคบ
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยาง มีการใช้น้ำหนักถ่วงน้อยมากหรือไม่ต้องใช้น้ำหนักถ่วง จึงไม่ต้องออกแบบรถให้มีน้ำหนักมากเกินไป
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยางไม่ต้องกังวลกับการคอยตรวจวัดแรงดันลมยางเป็นประจำ
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยางให้กำลังเครื่องยนต์สม่ำเสมอตลอดการทำงาน กำลังเครื่องยนต์คงที่ไม่ตกในสภาพการทำงานต่างๆ
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยาง ลดการลื่นไถ เปอร์เซ็นต์การลื่นไถลเกิดขึ้น 3-5%
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยางสมรรถนะในการทรงตัวบนพื้นที่ลาดเอียงตามเนินเขาดี
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยางวงเลี้ยวแคบ สามารถตีวงเลี้ยวเป็นวงกลมโดยรถไม่ต้องเคลื่อนที่ออก
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยาง ต่อเครื่องพ่วงได้ง่ายกว่า
การบำรุงดูแลรักษาน้อยกว่า

ข้อเสียเปรียบของรถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยาง กับรถแทรกเตอร์ล้อยาง

รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยาง การเดินทางจะช้ากว่ารถแทรกเตอร์ล้อยาง
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยาง ต้องคอยระมัดระวังการใช้เพลาอำนวยขณะทำการเลี้ยว
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยาง การหันเลี้ยวยากกว่าเมื่อต้องใช้กำลังฉุดลากสูง (เช่น ทำงานตามเส้นชั้นความสูง)
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยาง ไม่สามารถจะติดตั้งปุ้งกี๋ตักดินหน้าและใบมีดดันดินหน้าได้
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยาง ปรับความกว้างของล้อได้ยากกว่า
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยาง เกิดแรงสั่นสะเทือนมากกว่าเมื่อแล่นพื้นผิวแข็ง
รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยาง ทำลายต้นพืชได้มากกว่า

ข้อได้เปรียบของรถแทรกเตอร์ชุดล้อตีนตะขาบยาง (Soucy Track System) ทั้ง 4 ล้อ

น้ำหนักกดลงดินน้อยกว่า หากต้องการให้รถแทรกเตอร์ล้อยางมีน้ำหนักกดตัวลดลงจะต้องเพิ่มล้อข้างละ 3 ล้อ ด้านหน้า ใช้ยาง 6 เส้น ด้านหลังใช้ยาง 6 เส้น รวมใช้ยางทั้งหมด 12 เส้น
ให้กำลังฉุดลากที่ดีกว่าตลอดเวลา ต่างจากรถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยาง 2 ข้าง จะหยุดหรือช้าลงเมื่อทำการเลี้ยว
ให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ เมื่อขับบนพื้นที่เนิน เมื่อขับลงเนินจะไม่กระแทกตัวลงของด้านหน้า
ให้การทรงตัวดีเมื่อใช้กับเครื่องพ่นสารเคมี จะไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่งบนพื้นที่ไม่ราบเรียบ ถ้าเป็นรถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยางจะเอียงข้างได้
ให้ความคล่องตัวในการทำงานดีกว่าเมื่อต่อพ่วงกับเครื่องมือพ่วงท้าย

ถึงแม้ว่าเกษตรกรต่างทราบข้อดีหลายอย่างของรถแทรกเตอร์ตีนตะขาบยาง แต่การซื้อขายในตลาดรถแทรกเตอร์ตีนตะขาบยางก็เติบโตเป็นไปอย่างเชื่องช้า ในความคิดเห็นของผู้บริหารของบริษัทผลิตรถแทรกเตอร์จาก 3 ค่าย ได้แก่ Deere&Co., Case Corp. และ Caterpillar Agricultural Products Inc. คาดว่าตลาดรถแทรกเตอร์ตีนตะขาบยางจะต้องโตขึ้นในเร็วๆ นี้ ปี พ.ศ. 2557 รถแทรกเตอร์ตีนตะขาบยางมีส่วนแบ่งในตลาดเพียง 10% โดยเฉพาะรถขนาดตั้งแต่ 300 แรงม้า เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงใช้รถแทรกเตอร์ล้อยางกันอยู่

ในสถานการณ์ปัจจุบัน รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยางยังไม่มีความจำเป็นสำหรับพื้นที่เกษตรกรรมในประเทศไทย ทั้งนี้ เนื่องจากเกษตรกรไทยมีพื้นที่ถือครองกันน้อย พื้นที่ทำการเกษตรกรรมจำนวนมากเป็นของบริษัทหรือฟาร์มขนาดใหญ่ และพื้นที่ส่วนใหญ่กลายเป็นของนายทุนให้เกษตรกรเช่า การให้เกษตรกรตระหนักถึงปัญหาการอัดตัวแน่นของดินแล้วหันมาใช้รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยางหรือจ้างรถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยางเตรียมดินในพื้นที่นั้นยิ่งเป็นไปได้ยาก และสิ่งที่สำคัญเป็นองค์ประกอบหลักในการตัดสินใจซื้อรถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยางนั้นต้องพิจารณาถึงจุดคุ้มทุนเพราะรถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยาง

มีราคาแพงกว่ารถแทรกเตอร์ล้อยางอย่างมาก คงอีกนานกว่าจะได้เห็นการใช้รถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยางในประเทศไทย แต่จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์พบว่า ชั้นดินดานของประเทศไทยมีพื้นที่ทั้งหมด 14,185,423 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 4.4 ของพื้นที่ประเทศ ชั้นดินดานมีอยู่ทุกภาค พบมากที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่ 5,433,878 ไร่ รองลงมาคือ ภาคกลางมีพื้นที่ 2,918,669 ไร่ ภาคเหนือมีพื้นที่ 2,539,191 ไร่ ภาคใต้มีพื้นที่ 2,508,548 ไร่ และภาคตะวันออกมีพื้นที่ 785,137 ไร่ คงลืมกันไปแล้วประเทศไทยมีการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรน้ำหนักมากอยู่ชนิดหนึ่งคือ

รถเกี่ยวนวดข้าวผลิตในประเทศ ซึ่งบางโรงงานผลิตออกมาเมื่อรวมกับข้าวที่เก็บในถังพักของเครื่องแล้วมากกว่า 10 ตันก็มี แต่ใช้กันในบางพื้นที่ และใช้ซ้ำกันทุกปี โอกาสเกิดการอัดตัวแน่นของดินย่อมมีขึ้นได้อย่างแน่นอน และชั้นดินดานก็จะเกิดขึ้นตามมา ถึงแม้ว่ารถแทรกเตอร์ล้อตีนตะขาบยางยังไม่ถึงเวลาและยังไม่มีความจำเป็นสำหรับพื้นที่เกษตรกรรมในประเทศไทยในขณะนี้ก็ตาม แต่ก็อย่ามองข้ามปัญหาการเกิดชั้นดินจากการใช้เครื่องจักรการเกษตรน้ำหนักมากด้วย

นับย้อนหลังไปสัก 10 ปี เวียดนามไม่เคยเป็นคู่แข่งของไทยในเรื่องการค้าหรือส่งออกข้าว แม้จะผลิตข้าวเหมือนกัน แต่เป็นที่รู้กันว่าผลผลิตข้าวเวียดนาม ทั้งปริมาณและคุณภาพ ยังห่างไกลข้าวจากไทยอีกมาก

ข้อเท็จจริงเมื่อ 20 ปีก่อนนั้นทำให้พี่ไทยลืมไปว่า ทุกอย่างพัฒนาการได้ วันนี้เวียดนามกลายเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายใหญ่ คุณภาพข้าวของเวียดนามพัฒนาไปไกล และแม้จะยังไม่มีข้าวคุณภาพระดับเทพอย่างข้าวหอมมะลิจากไทย แต่เวียดนามมีข้าวหอมมะลิของตัวเอง ส่งไปขายทั่วโลก ภายใต้ชื่อ Jasmine Rice เหมือนกัน และก็ขายดิบขายดี โดยพี่ไทยทำอะไรได้ไม่มาก นอกจากโวยว่าเขาเลียนแบบ แต่กระนั้นก็ทำอะไรตลาดข้าวเวียดนามไม่ได้ ข้าวสารที่ขายในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา มาจากเวียดนามเสียเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าคนไทยจะโวยต่ออีกว่าที่จริงก็ข้าวไทยนั่นแหละ แต่เอาไปใส่ตราเวียดนาม

แต่ก็นั่นแหละ คนเขารู้จักว่าข้าวสารที่ขายดีในสหรัฐอเมริกา คือ ข้าวเวียดนาม (เหมือนซอสพริกศรีราชา ที่เริ่มจากไทย แต่ตอนนี้กลายเป็นยี่ห้อของซอสพริกเวียดนามไปแล้ว)

เวียดนาม มีพื้นที่ 3 แสนกว่าตารางกิโลเมตร เป็นป่าเสีย 1 ใน 3 และราว ร้อยละ 20 ใช้เพาะปลูกพืชตามฤดูกาล มีประชากร 87 ล้านคน เรียกว่าทั้งขนาดทั้งคนไม่ได้ไกลเกินกว่าไทยสักเท่าไหร่

โครงสร้างประชากรของไทยกับเวียดนามก็ไม่ต่างกันมาก คนเวียดนาม ร้อยละ 70 ของประชากรอาศัยอยู่นอกเมือง ประชากรในวัยทำงาน มีราว 50 ล้านคน เกินครึ่งอยู่ในภาคเกษตร

2-3 ปีมานี่ เวียดนามเป็นประเทศส่งออกข้าวรายใหญ่ อันดับ 5 ของโลก ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จาก 25 ล้านตัน ในปี 2538 มาเป็น 40 ล้านตัน ในปี 2553 ที่เพิ่มนี่มาจากทั้งการเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าว และการพัฒนาคุณภาพข้าว ทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น คือเพิ่มจาก 3.7 ตัน ต่อเฮกตาร์ ในปี 2538 (1 เฮกตาร์ เท่ากับ 6.25 ไร่) เป็น 5.3 ตัน ในปี 2553

เขาพัฒนาทั้งพันธุ์ การใช้ปุ๋ย และกระบวนการเพาะปลูกที่เหมาะสม พื้นที่ในเขตชลประทานกว่าร้อยละ 90 ถูกนำมาปลูกข้าว ปัจจุบัน เวียดนาม มีพื้นที่ปลูกข้าวเกือบ 50 ล้านไร่

ราว 10 ปีก่อน ข้าวจากเวียดนามลดลงไปพักใหญ่ เพราะพื้นที่เพาะปลูกถูกนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมมาก และปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนั้น ผู้รู้วงการข้าวเวียดนามบอกว่าหากยังขยายพื้นที่อุตสาหกรรมเบียดบังพื้นที่ปลูกข้าวอย่างนี้ต่อไป เวียดนามจะมีปัญหาในการส่งออก ตั้งแต่ ปี 2563 เป็นต้นไป

นอกจากผลิตเพื่อส่งออกแล้ว ข้าวยังเป็นอาหารหลักของคนเวียดนาม คนเวียดนามกินข้าว เฉลี่ยคนละ 141.2กิโลกรัม ต่อปี นี่รวมทั้งที่แปลงกายเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยว กวยจั๊บ และแผ่นเปาะเปี๊ยะแล้วนะ

ปัญหาของชาวนาเวียดนามก็ไม่ต่างจากชาวนาไทย นอกจากพื้นที่เพาะปลูกถูกเปลี่ยนเป็นโรงงานอุตสาหกรรมเสียเยอะต่อเยอะแล้ว ความยากจนและการเข้าถึงเงินทุนจำกัด ยังทำให้พวกเขาไม่สามารถเงยหน้าอ้าปากได้ สถาบันการเงินทั้งของรัฐและเอกชน ยังให้การสนับสนุนชาวนาน้อยมาก

นอกจากนั้น ก็มีปัญหาน้ำไม่เพียงพอในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่ดอน และยังเจอน้ำท่วมในฤดูมรสุมหรือยามไต้ฝุ่นอาละวาด และที่เหมือนยิ่งกว่าเหมือนกับเมืองไทยคือ ชาวนาเวียดนามเป็นเจ้าของที่ดินแปลงเล็ก และมีศักยภาพจำกัดในการพัฒนาอาชีพของตนเอง

เวียดนามมีลมมรสุมพัดผ่านปีละ 2 ครั้ง ทั้งในหน้าร้อนและหน้าหนาว และมีไต้ฝุ่นมาอาละวาดในหน้าร้อนอยู่เนืองๆ มีฝนปีละ 1,300 ถึง 2,300 มิลลิเมตร นับว่ามากน่าชื่นชม ฝนส่วนใหญ่มาช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคมหรือไปจนถึงพฤศจิกายน แต่ถ้าเป็นแถวสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ฝนจะอยู่ยาวปีละ 5-6 เดือน แต่ละเดือนมากกว่า 100 มิลลิเมตร ตกหนักสุดน่าจะเป็นเดือนตุลาคม

พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงจึงเป็นพื้นที่ปลูกข้าวที่สำคัญที่สุด ปลูกได้ปีละ 3 ครั้งทีเดียว ส่วนพื้นที่ปากแม่น้ำแดงรองลงมาปลูกได้ปีละ 2 ครั้ง เฉพาะ 2 พื้นที่นี้ปลูกข้าวได้เกือบ ร้อยละ 20 ของประเทศ

เวียดนามพยายามจะขยายตลาดตัวเองทุกวิถีทาง เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก หรือ World Trade Organization เมื่อมกราคม 2550 เป็นคู่เจรจาวง Trans-Pacific Partnership เป็นสมาชิกเอเปค และลงนามการค้าระดับทวิภาคีกับอีกมากมายหลายประเทศทั่วโลก

รัฐบาลเวียดนามควบคุมตลาดค้าข้าวในประเทศ ผ่านรัฐวิสาหกิจที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือผ่านสมาคมการค้าอาหาร (the Vietnam Food Association : VFA) ที่รัฐมีบทบาทสูงมาก และไม่เป็นเรื่องแปลกสำหรับประเทศสังคมนิยมพรรคเดียว

VFA จะเป็นตัวกลางซื้อข้าวจากชาวนาเพื่อพยุงราคาไม่ให้ต่ำเกินไป และไม่ให้พ่อค้าส่งออกเอาเปรียบชาวนาโดยการกดราคารับซื้อ เรียกว่ารัฐเป็นผู้กำหนดราคาผ่านกลไกที่มีในมือนั่นเอง

ราคาข้าวของเวียดนามจึงถูกกว่าข้าวไทยในตลาดโลกเสมอมา และอาจตลอดไป

ถ้าโรงงานอุตสาหกรรมไม่ขย้ำนาข้าวไปหมดเสียก่อน “ทีมอล” (www.Tmall.com) เป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซแบบ B2C (Business to Customer) เป็นตลาดออนไลน์ที่ได้รับความนิยมระดับต้นๆ ของประเทศจีน ซึ่งเป็นเว็บในเครือของอาลีบาบากรุ๊ป และมีผลไม้ไทยไปขายในนั้นด้วย นั่นคือ บริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด ผู้ทำธุรกิจซื้อ-ขายผลไม้ไทยส่งออกประเทศจีน ที่มี คุณนพพร สวัสดิ์ธนพิศุทธิ์ นั่งเก้าอี้ประธานกรรมการ บริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด โดยร่วมมือกับบริษัท สยามกวางสีเทคโนโลยีการเกษตร จำกัด ประเทศจีน

คุณนพพรเกริ่นให้ฟังว่า เดิมทำธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์สินค้าไอทีพวกโทรศัพท์มือถือ แต่เมื่อเห็นช่องทางการทำธุรกิจส่งออกผลไม้ไทยผ่านการขายในออนไลน์ จึงมาเน้นธุรกิจนี้เพราะมองว่าตลาดจีนเป็นตลาดใหญ่และมีความต้องการมาก ซึ่งจากการส่งออกมาเกือบ 2 ปีแล้วผลตอบรับดีมาก โดยในช่วง 3 เดือนแรกที่ขายผ่านช่องทางทีมอล บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 50,000-100,000 หยวน และตอนนี้รายได้เฉลี่ยเดือนละ 600,000 หยวน อย่างเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาขายได้ถึง 700,000 หยวน ถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด ประมาณปีละ 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ปีที่แล้วบริษัทมีรายได้ถึง 48 ล้านบาท

คุณนพพรเล่าว่า ปัจจุบันบริษัทมีพื้นที่ปลูกผลไม้เพื่อส่งออกประมาณ 3,000 ไร่ อยู่ที่จังหวัดจันทบุรี พิษณุโลก และเชียงใหม่ มีเครือข่ายพื้นที่ปลูกผลไม้อีก 10,000 ไร่ ทั่วทุกภาคของประเทศ พร้อมทั้งมีการทำเอ็มโอยูในการรับซื้อผลไม้จากเกษตรกรอีก 300,000 ไร่ เพื่อนำผลไม้ที่ได้มาตรฐานไปจำหน่ายต่อเนื่องตลอดทั้งปี นอกจากนี้ บริษัทมีโกดังเก็บผลไม้ในจีนอีก 2 แห่งด้วย โดยใช้เวลาขนส่งจากไทยไปจีนแค่ 2-3 วันเท่านั้น

“ช่วงไม่กี่ปีมานี้มีกลุ่มพ่อค้าทั้งในและต่างประเทศเข้ามาแย่งซื้อผลไม้จากเกษตรกร เพื่อนำไปจำหน่ายในตลาดจีนมาก โดยเฉพาะทุเรียนและมะม่วง ส่วนใหญ่แข่งขันด้วยการให้ราคาแพงแก่เกษตรกร ส่วนการซื้อผลไม้ของบริษัทก็เข้าไปซื้อล่วงหน้า 1 เดือนแบบเหมาสวนก่อนที่จะมารับสินค้า ซึ่งผลไม้ของบริษัทได้รับเครื่องหมาย GAP เป็นเกษตรปลอดภัย แต่ไม่ใช่ออร์แกนิก ในบรรดาผลไม้จากต่างประเทศ พูดได้ว่าคนจีนชื่นชอบผลไม้ไทยเป็นอันดับ 1”

สำหรับผลไม้ที่ชาวจีนนิยมซื้อคือ มะม่วงน้ำดอกไม้สุกเป็นหลัก รองลงมาคือ ทุเรียน มังคุด และลำไย ตามลำดับ นอกจากนั้น ยังมีผลไม้อื่นๆ ตามฤดูกาล ซึ่งหากผลไม้เกิดความเสียหายทางบริษัทจะมีการบริการเปลี่ยนหรือคืนเงินให้ด้วย โดยจะมีปัญหาผลไม้ที่ต้องส่งคืนแค่ 5-10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่มาก ส่วนมากเป็นมะม่วงสุก

คนจีนนิยมซื้อผ่านออนไลน์

ประธานกรรมการ บริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด ระบุว่า เทรนด์การซื้อสินค้าออนไลน์ของคนจีนบูมมาก แบ่งเป็นการสั่งผ่านมือถือ 80 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก 20 เปอร์เซ็นต์ สั่งผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (พีซี) โดยมียอดการสั่งซื้อมากถึง 10,000 ชิ้นต่อวัน และมีลูกค้าใช้บริการผ่านระบบออนไลน์ 150 ล้านคนต่อวัน ในเว็บทีมอลมีคนเข้าดูกว่า 60 ล้านคน คาดว่าจะมีลูกค้าเข้าชมเทศกาลผลไม้ไทยเฉลี่ย 500,000-800,000 คนต่อวัน ซึ่งในส่วนของผลไม้สดนั้น บริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด กับบริษัท สยามกวางสีเทคโนโลยีการเกษตร จำกัด อยู่อันดับ 1 ใน 5 ของตลาดออนไลน์ประเทศจีน โดยเป็นบริษัทคนไทยรายแรกที่มีการจำหน่ายผลไม้ผ่านตลาดออนไลน์ในทีมอล

อย่างไรก็ตาม ปัญหาภูมิอากาศปีนี้ค่อนข้างแล้ง ทำให้บริษัทตั้งเป้ารักษายอดเดิมไว้ก่อนจนถึงสิ้นปี เพราะสินค้ามีน้อยทำให้ต้นทุนค่อนข้างสูง แต่ดีที่ว่าการขายออนไลน์ต้นทุนจะถูกกว่าประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากไม่มีหน้าร้าน แค่ต้องระวังเรื่องการจัดส่งสินค้า ไม่ให้มีปัญหา เพราะการขายในออนไลน์แบบนี้ลูกค้าสามารถเคลมได้ลูกต่อลูก ไม่เหมือนกับการขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป

เมื่อถามว่า ในอนาคตกลัวจะมีคู่แข่งไหม คุณนพพรแจงว่า การที่จะเข้าไปขายในทีมอลได้จะต้องเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในจีนเท่านั้น และการค้าขายออนไลน์จะต้องมีกระบวนการ นั่นคือมีสินค้าและมีคนทำตลาด ในขณะที่ผลไม้ไทยก็มีจำนวนจำกัด หากเข้ามาทำธุรกิจในตอนนี้จะเหนื่อย เพราะบริษัททำมาก่อนเป็นเจ้าแรก และยังไม่คิดที่จะนำผลไม้ไทยไปขายออนไลน์ในประเทศอื่นๆ อีก เพราะแค่ประเทศจีนตลาดก็ใหญ่มาก

ส่วนเรื่องกระแสผลไม้ออร์แกนิกนั้น คุณนพพรระบุว่า เริ่มมีความต้องการบ้างแต่ยังไม่มากนัก ซึ่งเมื่อปริมาณยังน้อยอยู่ก็ไม่คุ้มกับค่าขนส่ง

ปีนี้เจอภัยแล้ง กำไรลดลง

ทีนี้มาฟังเสียงเกษตรกรตัวจริงกันบ้าง “คุณวาสนา กุลชนะรงค์” สมาชิกโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลหนองหิน อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ เล่าว่า ในพื้นที่ตำบลหนองหินมีเกษตรกรปลูกมะม่วงมหาชนกกว่าพันไร่ ตนเองมีพื้นที่ปลูกมะม่วงมหาชนก 20 ไร่ ในปีนี้ผลผลิตออกไม่เยอะเพราะแล้งจัด โดยส่งขายโรงงานแปรรูปผลไม้ที่จังหวัดจันทบุรี 120 ตัน ขายได้ตันละ 26,000 บาท ขนาดไซซ์ใหญ่ ส่วนอีก 60 ตัน ส่งบริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด ขายได้ตันละ 23,000 บาท ไซซ์เล็กกว่า ปีนี้รายได้จึงน้อยกว่าปีที่แล้ว

เกษตรกรหญิงรายนี้บอกอีกว่า หลังจากเก็บมะม่วงแล้ว ช่วงนี้จะใส่ปุ๋ยและจะตกแต่งกิ่ง นอกจากนี้ ในช่วงระยะแตกใบอ่อนก็ฉีดฮอร์โมนและให้อาหารเสริมทางใบ ซึ่งการปลูกมะม่วงมหาชนกไม่ต้องดูแลมาก และเมื่อออกลูกก็ไม่ต้องห่อ ไม่เหมือนมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ต้องห่อลูก

“การปลูกมะม่วงมหาชนกส่งโรงงานและบริษัทส่งออกดีมาก สมัคร GClub เพราะสามารถรับซื้อได้จำนวนเยอะ และส่งออกได้มาก เพราะมะม่วงชนิดนี้เปลือกหนา ส่งออกเสียหายน้อย รสชาติดี อมเปรี้ยวหวาน ไม่หวานจัดเหมือนมะม่วงน้ำดอกไม้ ทุกวันนี้เกษตรกรที่หนองหินมีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้นเพราะปลูกมะม่วงมหาชนกกัน ซึ่งแต่ละปีเกษตรกรต่างก็เพิ่มพื้นที่ปลูกมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะทางโรงงานยังต้องการอีกเยอะ”

ด้าน “คุณรอง จิตจักร” เกษตรกรจากตำบลหนองหินอีกราย ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ส่งมะม่วงให้กับบริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด ให้ข้อมูลว่า มีที่ดิน 22 ไร่ แบ่งเป็นปลูกมันสำปะหลังกับอ้อยส่วนหนึ่ง และปลูกมะม่วงมหาชนกมา 8 ปีแล้ว โดยส่งให้บริษัทนี้เป็นปีแรก ผลผลิตเพิ่งหมดไป ปีนี้เก็บได้ 22 ตัน เพราะเจอปัญหาฝนแล้ง ขายได้ตันละ 18,000 บาท แล้วแต่ขนาด ถ้าเป็นลูกเล็ก กิโลกรัมละ 18 บาท ขนาดกลาง กิโลกรัมละ 25 บาท ส่วนลูกใหญ่ กิโลกรัมละ 45 บาท รวมแล้วปีนี้ขายได้กำไร 500,000 กว่าบาท ส่วนปีที่แล้วเก็บได้ 82 ตัน ขายแล้วหักค่าใช้จ่ายเหลือ 800,000 กว่าบาท