เกษตรฯเฝ้าระวังตั๊กแตนไผ่ระบาดหลังพบกระจายที่ลาว

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการเฝ้าระวังการระบาด “ตั๊กแตนไผ่” (Yellow-spined bamboo locust) : Ceracris kiangsu ซึ่งเป็นตั๊กแตนที่สร้างความเสียหายให้แก่พืชเกษตร อาทิ พืชตระกูลไผ่ พืชตระกูลหญ้า พืชตระกูลปาล์ม ข้าว และข้าวโพด ซึ่งขณะนี้พบการระบาดอยู่ที่แขวงหลวงพระบาง สปป.ลาว ซึ่งห่างจากไทยประมาณ 114 กม. โดยลักษณะการแพร่กระจายของตั๊กแตนไผ่ จะพบในบริเวณพื้นที่ป่าไผ่ทางตอนใต้ของจีนที่ระดับสูงกว่าระดับน้ำทะเล 300-400 ม. จนถึง 780 ม. มีการวางไข่จำนวนมากใต้ผิวดิน ไข่ฟักในบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึง หรืออุณหภูมิสูงกว่า 32 องศาเซลเซียส

โดยตัวเต็มวัยจะอาศัยในพื้นที่ที่มีอากาศค่อนข้างเย็น และสร้างความเสียหายได้กว้างขวางและรุนแรง ส่วนพืชที่มักกัดกินเป็นอาหาร ได้แก่ พืชกลุ่มไผ่ พืชในตระกูลหญ้า พืชตระกูลปาล์ม และพืชล้มลุกบางชนิด มีวงจรชีวิตแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะวางไข่ใต้ผิวดิน ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ระยะตัวอ่อน(46-69 วัน) ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ระยะตัวเต็มวัย (40 วัน) ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน และระยะไข่ ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า สำหรับแนวทางการป้องกันการระบาดของตั๊กแตนไผ่ ทางกรมได้เตรียมแนวทางการดำเนินการป้องกันเป็น 6 ด้าน ดังนี้ 1.การเฝ้าระวัง โดยเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยงซึ่งเป็นจังหวัดแนวชายแดน สปป.ลาว ในภูมิอากาศและพืชอาหารเหมาะสม อาทิ จังหวัดเชียงราย พะเยา และน่าน 2.วิธีการป้องกัน โดยการติดตั้งกับดักตลอดแนวพื้นที่เสี่ยงในพืชเป้าหมาย อาทิ ข้าวโพด ข้าวไร่ และไผ่ พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างจำแนกในห้องปฏิบัติการ และ 3.ระยะเวลาดำเนินการ โดยดำเนินการในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งเป็นระยะตัวเต็มวัยของตั๊กแตนไผ่ 4.ขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวัง 5.เตรียมการรองรับหากเกิดการแพร่ระบาด และ 6.ติดตามข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของศัตรูพืชอันเนื่องมาจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

“กระทรวงได้เฝ้าระวัง และพยายามยับยั้งไม่ให้ตั๊กแตนไผ่เข้ามายังไทย โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดที่มีความเสี่ยง เช่น จังหวัดน่าน พะเยา และเชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดมาก หากสังเกตทิศทางจะพบว่า ตั๊กแตนไผ่จะมาตามลมที่พัดมาจากทางตะวันออกเฉียงใต้เข้าสู่ไทย จึงต้องป้องกันล่วงหน้าโดยการติดตั้งกับดักตลอดแนวพื้นที่เสี่ยงในพืชเป้าหมาย ตลอดทั้งเก็บตัวอย่างมาวิเคราะห์ รวมทั้งให้ความร่วมมือด้านข้อมูลทางวิชาการกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) และ สปป.ลาว ในการป้องการระบาด โดยจะเริ่มดำเนินการในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งเป็นระยะตัวเต็มวัย ทั้งนี้ หากประชาชนพบลักษณะที่คล้ายตั๊กแตนไผ่ ขอความร่วมมือให้รีบแจ้งมายังเกษตรอำเภอในพื้นที่ ศูนย์วิจัยพืชผลของกรมวิชาการเกษตร หรือหน่วยงานอื่นๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ด้วย” นายสมชายกล่าว

‘สมาคมผู้เลี้ยงสัตว์ปีก’ ร้องนายกฯ ทบทวนการออก พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์ฯ หวั่นกระทบเกษตรกร-ปชช.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 มิถุนายน ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) สมาคมผู้เลี้ยงสัตว์ปีก (ไก่ และเป็ด) จำนวน 15 คน นำโดย นายวีระพงษ์ ปัญจวัฒนกุล นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอคัดค้านพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. …เนื่องจากมีความกังวลว่าหากมีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะการกำหนดอัตราค่าอากรการฆ่า และค่าธรรมเนียมการรับรองให้จำหน่ายเนื้อไก่ เป็ด ห่าน ที่กำหนดไว้สูง อัตราละ 2 บาทต่อตัว เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภค กระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกและการส่งออกเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ และเพื่อให้ผู้บริโภคหรือประชาชนได้บริโภคเนื้อสัตว์ปีกที่สะอาด ปลอดโรค ปลอดภัย อีกทั้งไม่เป็นการเพิ่มภาระค่าครองชีพให้ประชาชน เพื่อให้อุตสาหกรรมการผลิตเนื้อสัตว์ปีกส่งออกของไทยสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดโลกได้ จึงขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาทบทวนร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ใหม่อย่างรอบคอบ เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นางสาวเยาวนิตย์ บุรีรักษา ปศุสัตว์สกลนคร กล่าวว่า ได้นำทีมปศุสัตว์ลงพื้นที่พบปะกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือ หมู่บ้านคำผักแพว ต.โนนหอม อ.เมืองสกลนคร พร้อมนำอุปกรณ์ฝังไมโครชิปกระบือเพศเมียที่เข้าร่วมโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อขึ้นทะเบียนผ่านบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ ควบคุมการเคลื่อนย้าย จำหน่าย หรือนำเข้าโรงฆ่าสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตลอดจนคัดกรองป้องกันโรคระบาด

“กรมปศุสัตว์มีความเป็นห่วงประชากรกระบือ หวั่นว่าจะสูญพันธุ์อย่างน่าใจหาย เนื่องจากมีข้อมูลจากการสำรวจทั้งประเทศ พบเหลือประชากรกระบือไม่ถึง 1 ล้านตัว จึงต้องขึ้นทะเบียนฝังไมโครชิป
กระบือเพศเมียและเร่งขยายพันธุ์ หากไม่เร่งดำเนินการตั้งแต่ตอนนี้ จะเกิดปัญหาใหญ่ในอนาคต ที่สำคัญการขึ้นทะเบียนไมโครชิป ยังเป็นการสำรวจประชากรกระบือในพื้นที่ และป้องกันโรคระบาด สำหรับจังหวัดสกลนคร ปศุสัตว์พยายามส่งเสริมการเลี้ยงกระบืออย่างเต็มที่ โดยจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ให้คำปรึกษาอย่างสม่ำเสมอ สามารถฝังไมโครชิปกระบือตัวเมียได้มากกว่าร้อยละ 90 แล้ว จะเริ่มขยายผลฝังไมโครชิปโคต่อไป ซึ่งประชากรโคยังไม่น่าเป็นห่วง เพราะส่วนใหญ่เกษตรกรยังคงเลี้ยงกันจำนวนมาก”

“เวียดนาม” จัดเป็นหนึ่งในประเทศที่เลื่องลือในเรื่องแก้วมังกรที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะในจังหวัดบิ่ญถ่วน ที่มีพื้นที่เพาะปลูกแก้วมังกรมากที่สุดในประเทศถึง 22,000 เฮกตาร์ ผลผลิตแก้วมังกร 80-85% ถูกส่งออกไปขายต่างชาติ และบริโภคภายในประเทศเพียง 15-20% เท่านั้น

ตลาดส่งออกหลักคือ จีน เพราะผู้บริโภคมีความเชื่อว่า แก้วมังกรเป็นหนึ่งในผลไม้มงคล ด้วยลักษณะภายนอกสีแดงสด และมีเปลือกคล้ายเกล็ดมังกร นอกจากนี้เวียดนามยังส่งออกไปเกาหลีใต้ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี สหรัฐ และแคนาดา โดยแต่ละปีส่งออกแก้วมังกรเฉลี่ยที่ 35,000 ตันต่อปี

ด้วยศักยภาพในการเพาะปลูกของเวียดนาม ทำให้นักธุรกิจจีนเข้ามากว้านซื้อผลไม้จากเจ้าของสวน ปัจจุบันพบว่านักธุรกิจจีนเข้ามาควบคุมจัดการทั้งราคาและซัพพลายกิจการผลไม้ในท้องถิ่น ต่วยแจ๋

สื่อท้องถิ่นเวียดนามรายงานเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา นักธุรกิจชาวจีนจำนวน 12 คน ถูกจับกุมด้วยข้อหาดำเนินธุรกิจอย่างผิดกฎหมาย โดยเฉพาะธุรกิจการซื้อขายแก้วมังกร

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันชาวจีนจำนวนมากยังคงเข้าควบคุมตลาดผลไม้เช่นเคย โดยเจ้าหน้าที่บริหารท้องถิ่นในเขตฮามถ่วนนาม

มองว่า “เป็นเรื่องยากที่จะตรวจสอบว่าชาวจีนอยู่เบื้องหลังการจดทะเบียนธุรกิจที่ทำโดยคนเวียดนามหรือไม่ ซึ่งผู้ประกอบการบางรายถูกล่อด้วยผลกำไร และอนุญาตให้จีนเข้ามาครอบงำกิจการได้สำเร็จ”

จากการลงพื้นที่ในเมืองฮามถ่วนนามของสื่อท้องถิ่นเวียดนาม เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยขอให้จัดส่งแก้วมังกรไปยังเมืองดานัง แต่คนท้องถิ่นปฏิเสธและยืนยันเพียงว่า “แก้วมังกรเหล่านี้จะจัดส่งไปยังประเทศจีนเท่านั้น”

เช่นเดียวกับตลาดแก้วมังกร 2 แห่งที่อยู่ในละแวกใกล้ ๆ กันคือ ตลาดตามฮวา และซวนดินห์ ที่ถูกกล่าวหาว่าไม่ได้ขายผลไม้ให้ตลาดเวียดนาม แต่กลับส่งออกผลไม้ไปตลาดจีนเป็นการเฉพาะ ซึ่งตลาดค้าผลไม้เหล่านี้ล้วนมีเบื้องหลังที่คล้ายกัน คือแรงงานเป็นชาวเวียดนาม แต่เจ้าของตัวจริงคือ พ่อลูกชาวจีน

ส่วนใหญ่ทั้งผู้ประกอบการท้องถิ่นและเจ้าของกิจการชาวจีน จะใช้วิธีติดต่อซื้อขายแก้วมังกรราคาต่ำจากเจ้าของสวนโดยตรง เหงียน ถิ ฟ้วก เกษตรกรที่เคยตกเป็นเหยื่อ เล่าว่า “พวกเขาจะมาติดต่อซื้อในตอนเช้าและเสนอซื้อในราคาหนึ่ง ก่อนจะกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมราคาใหม่ที่ต่ำกว่าครั้งแรก”

“ผู้ค้าที่มาติดต่อซื้อผลไม้จะใช้วิธีตำหนิสินค้า เพื่อบังคับให้เกษตรกรยอมจำนนขายในราคาที่ต่ำ หากเราปฏิเสธข้อเสนอนั้น พวกเขาจะกลับมาในวันรุ่งขึ้น พร้อมราคาซื้อที่ต่ำกว่าเดิม”

เกษตรกรรายหนึ่งกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เราต้องการขายแก้วมังกรในราคา 7,000 ด่องต่อกิโลกรัม แต่พ่อค้าคนกลางกลับยื่นข้อเสนอที่ถูกกว่า เพียงกิโลกรัมละ 6,000 ด่อง พร้อมตำหนิว่าผลไม้มีคุณภาพต่ำ และถ้าไม่ยอมขายก็ต้องขนแก้วมังกรกลับสวนและทนดูผลไม้เน่าเสียไปเปล่า ๆ”

ธาน หนึ่งในนายหน้ารับซื้อผลไม้คนเวียดนาม เผยว่า “คุณไม่สามารถขายให้กับผู้ประกอบการคนอื่นได้นอกจากชาวจีน” แม้ธานจะไม่เต็มใจที่จะทำงานให้กับคนจีนนัก แต่นายหน้ารับซื้อผลไม้ท้องถิ่นก็ไม่สามารถแข่งขันกับคนจีนได้

ไม่เพียงแต่ธาน แต่ยังหมายถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น และพ่อค้าขายส่งคนอื่น ๆ ที่ล้มเหลวและไม่สามารถแข่งขันกับนักธุรกิจที่เข้ามาได้ ทั้งยังต้องปิดกิจการของตัวเอง และหันไปทำงานให้กับคนจีนแทน

แม้สมาคมแก้วมังกรเวียดนามมีแนวทางปรับเปลี่ยนวิธีการปลูก เพื่อช่วยต่อยอดรายได้เกษตรกร แต่หากนโยบายช่วยเหลือยังไม่ครอบคลุมความมั่นคงของกิจการคนท้องถิ่น อนาคตของเศรษฐกิจเวียดนามคงชวนให้หนักใจมากกว่า เพราะผู้กุมอำนาจทางการซื้อและผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงกลับไม่ใช่พลเมืองของตนเอง

เส้นรอบเอวของคนเรา นอกจากจะบ่งบอกถึงสัดส่วน โดยคะเนด้วยสายตาแล้ว ผลการศึกษายังพบว่า ปริมาณไขมันในช่องท้อง จะมีความสัมพันธ์กับขนาดเส้นรอบเอว และยังมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดหัวใจ เพราะฉะนั้น คนที่มีรอบเอวใหญ่จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมองอุดตันหรือแตก และโรคหัวใจ การที่จะรู้ว่า เรามีไขมันสะสมในอวัยวะช่องท้องมากแค่ไหน รู้ได้จากการวัดเส้นรอบเอว สำหรับผู้ชายที่มีรอบเอวมากกว่า 36 นิ้ว และผู้หญิงที่มีรอบเอวมากกว่า 32 นิ้ว ถือว่า “อันตราย” แล้ว
ควบคุมน้ำหนัก ควบคุมรอบเอว

กินอาหารสมดุล ควบคุมสัดส่วนปริมาณอาหาร กลุ่มข้าวแป้ง ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง นม ผลิตภัณฑ์นม และไขมัน ให้พอเหมาะในแต่ละวัน โดยผู้หญิง ควรได้รับพลังงานวันละ 1,600 แคลอรี ส่วนผู้ชาย วันละ 2,000 แคลอรี
กินอาหารเช้าทุกวัน เพราะมื้อเช้าเป็นมื้อหลัก เพื่อกระจายปริมาณพลังงานอาหารให้พอเหมาะกับความต้องการของร่างกาย นอกจากนั้น จะช่วยให้ร่างกายไม่หิวมากในช่วงบ่าย และควบคุมอาหารมื้อเย็นให้กินได้น้อยลงได้
กินอาหารแต่พออิ่มในแต่ละมื้อ ไม่ควรบริโภคจนอิ่มมากเกินไป
กินอาหารธรรมชาติ ไม่แปรรูป เช่น เมล็ดธัญพืช กลุ่มข้าวแป้ง ได้แก่ ข้าวกล้อง เผือก มัน ข้าวโพด กลุ่มน้ำมัน ได้แก่ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง ถั่ว งา เป็นต้น เพราะมีวิตามิน เกลือแร่ และใยอาหารสูง
กินผักและผลไม้ไม่หวานให้มากพอ และครบ 5 สี คือ สีน้ำเงิน ม่วง แดง เขียว ขาว เหลืองส้ม และแดง เพื่อเพิ่มวิตามิน เกลือแร่ และเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันโรคจากสารเม็ดสีในผัก ผลไม้
กินอาหารมื้อเย็นแต่วัน เวลา สำหรับอาหารมื้อเย็นควรห่างจาหเวลานอนไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง เพราะในช่วงเวลานอนหลับ ระบบประสาทสั่งงานให้ร่างกายพักผ่อน เกิดการสะสมไขมันในอวัยวะช่องปากมากขึ้น
กินเป็น คือ รู้จักหลีกเลี่ยงอาหารมันจัด หวานจัด และเค็มจัด อาหารในรูปไขมัน น้ำมัน มาการีน น้ำตาล แป้ง และเกลือ เช่น เค้ก คุ้กกี้ มันฝรั่งทอด โรตี และของดอง เป็นต้น
นอกจากควบคุมการกินอาหารแล้ว การออกกำลังกายยังเป็นการลดไขมันหน้าท้องได้เป็นอย่างดี โดยควรออกกำลังกายที่ชื่นชอบ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละไม่น้อยกว่า 30 นาที หากเราสามารถลดน้ำหนักตัวได้ 5-10% ของน้ำหนักไขมันในช่องท้อง จะลดลงไปได้ถึง 30% แต่ทั้งนี้ ต้องอาศัยความมุ่งมั่น และตั้งใจจริง นอกจากจะต่อสุขภาพแล้ว ยังทำให้บุคลิกของเราดูดีขึ้นอีกด้วย

การวัดเส้นรอบเอว

อยู่ในท่ายืน หายใจเบาๆ ใช้สายวัดรอบเอว ผ่านสะดือ ให้สายวัดแนบกับลำตัว ไม่รัดแน่น และให้ระดับของสายวัดที่วัดรอบเอว วางอยู่ในแนวขนานกับพื้น ตามที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ เอฟเอโอ ได้กำหนดให้ วันที่ 1 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันดื่มนมโลก (World MilkDay)” เพื่อให้ประเทศต่างๆ และองค์กรที่ให้ความสำคัญและสนับสนุนการบริโภคนม ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์และกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการบริโภคนม ด้วยการให้ความรู้และคุณประโยชน์ของนมแก่ประชาชน

ปัจจุบัน กว่า 40 ประเทศทั่วโลก ได้มีการจัดกิจกรรมวันดื่มนมโลก เพื่อปลูกจิตสำนึกให้ตระหนักและเห็นความสำคัญของคุณประโยชน์จากน้ำนม ที่มีผลต่อการพัฒนาของประชากรทุกเพศทุกวัย

“ในส่วนของประเทศไทยปีนี้ ได้จัดงานวันดื่มนมโลก (World Milk Day) ปี 2559 ขึ้น ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ภายใต้แนวคิด “โคนมอาชีพพระราชทาน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ครบ 70 ปี ในวันที่ 1 มิถุนายน 2559 ตามที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ เอฟเอโอ ได้กำหนด ให้วันที่ 1 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันดื่มนมโลก (World Milk Day)” นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงาน วันดื่มนมโลก ปี 2559 ซึ่งมีองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เป็นแม่งานหลักไปเมื่อเร็วๆ นี้

สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดงาน “วันดื่มนมโลก (World Milk Day)” เพื่อให้ประเทศต่างๆ และองค์กรที่ให้ความสำคัญและสนับสนุนการบริโภคนม ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์และกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการบริโภคนม ด้วยการให้ความรู้และคุณประโยชน์ของนมแก่ประชาชน โดยปัจจุบันกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ได้มีการจัดกิจกรรมวันดื่มนมโลก เพื่อปลูกจิตสำนึกให้ตระหนักและเห็นความสำคัญของคุณประโยชน์จากน้ำนม ที่มีผลต่อการพัฒนาของประชากรทุกเพศทุกวัย

นายธีรภัทร กล่าวด้วยว่า ผลสำรวจล่าสุด พบคนไทยดื่มนมน้อยมาก เฉลี่ยคนละประมาณ 15 ลิตร ต่อปี ในขณะที่อาเซียน เฉลี่ยคนละ 60 ลิตร ต่อปี และทั่วโลก เฉลี่ยคนละ 103.9 ลิตร ต่อปี หรือกล่าวได้ว่าอัตราดื่มนมของคนไทยยังต่ำกว่าอาเซียนและทั่วโลก 4-7 เท่า ส่งผลให้เด็กไทยเมื่อมีอายุ 18 ปี มีความสูงเฉลี่ยค่อนข้างเตี้ย โดยผู้ชายสูงเฉลี่ย 167.1 เซนติเมตร ผู้หญิงสูงเฉลี่ย 157.4 เซนติเมตร เท่านั้น

ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงได้มีนโยบายให้มีการจัดงานวันดื่มนมโลกเป็นประจำทุกปี เพื่อกระตุ้นให้เด็กไทยเห็นถึงความสำคัญของการบริโภคนม เพื่อเพิ่มพลานามัยและความแข็งแรงของร่างกายให้เด็กไทย

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และกลุ่มอุตสาหกรรมนมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีนโยบายเกี่ยวกับโครงการนมโรงเรียน ที่เน้นย้ำในเรื่องคุณภาพน้ำนมดิบที่ดีและความโปร่งใส เพื่อให้นักเรียนทั่วประเทศได้ดื่มนมคุณภาพดีอย่างทั่วถึง รวมทั้งแก้ไขปัญหาให้กับสหกรณ์โคนมอย่างยั่งยืน มีการอนุมัติโครงการเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิตน้ำนมโค ภายใต้การปรับโครงสร้างการผลิตและความมั่นคงทางด้านอาหาร ด้านการปศุสัตว์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิตน้ำนมโคของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์นมของไทยในตลาดอาเซียน รวมทั้งแก้ปัญหาผลผลิตน้ำนมดิบขาดแคลนไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด

ด้าน นายณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวถึงรูปแบบการจัดงานวันดื่มนมโลกของประเทศไทย ในปี 2559 ว่ามีผู้เข้าร่วมงาน ประกอบด้วย ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ผู้แทน เอฟเอโอ ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ผู้แทนส่วนราชการ เกษตรกร ผู้ประกอบการและผู้บริโภคทั่วไป โดยรูปแบบการจัดงาน เป็นการนำเสนอความรู้และแสดงผลิตภัณฑ์นมใหม่ๆ ให้แก่ผู้บริโภคได้เข้าใจและมีทัศนคติที่ถูกต้องในการดื่มนม และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค เพื่อกระตุ้นให้คนไทยหันมาดื่มนมให้มากขึ้นกว่าที่ดื่มอยู่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งเน้นการสร้างนิสัยรักการดื่มนมในทุกเพศทุกวัย โดยมีกิจกรรมภายในงาน อาทิ ชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การออกบู๊ธของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนม ร่วมสนุกกับการเล่นเกมส์ และความบันเทิงบนเวที เป็นต้น

ทั้งหมดนี้คือ อีกหนึ่งการทำงานเพื่อการส่งเสริมการบริโภคน้ำนม funnypatentsandinventions.com เพื่อให้มีปริมาณเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทย ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสท.) เป็นองค์กรที่เกิดจากการรวมตัวของชุมนุมสหกรณ์ระดับจังหวัด ซึ่งมีสมาชิกเป็นสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 จดทะเบียนจัดตั้ง เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2495 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ส่งเสริมให้สหกรณ์สมาชิกดำเนินกิจการร่วมกัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตามวิธีการสหกรณ์ที่ไม่หวังผลกำไร ภายใต้วิสัยทัศน์ “ชสท. เป็นศูนย์กลางความร่วมมือของสหกรณ์การเกษตร ที่ให้บริการแก่สมาชิกอย่างครบวงจรในด้านการส่งเสริมการผลิต จัดหาปัจจัยในการผลิต การตลาด ให้องค์ความรู้ และสวัสดิการ ตามอุดมการณ์สหกรณ์ เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม”

นายศิริชัย ออสุวรรณ ประธานกรรมการดำเนินการ ชสท. กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 64 ปี ชสท. ประกอบกับเป็นปีที่มีความสำคัญของขบวนการสหกรณ์ไทย ซึ่งเป็นปีครบรอบ 100 ปี สหกรณ์ไทย เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา ชสท. ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และขบวนการสหกรณ์ไทย ได้จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่ง ชสท. ได้รับเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมในเดือนพฤษภาคม โดยนอกจากการเปิด “โครงการสร้างศูนย์เรียนรู้ 100 ปี สหกรณ์ไทย” เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ “พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย” แล้ว ยังมีการทำโครงการตลาดสินค้าสหกรณ์ออนไลน์” (E-COMMERCE) เพื่อให้บริการเปิดช่องทางการตลาดของสหกรณ์สมาชิก และเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ โดยไม่มุ่งเน้นกำไร

ทั้งนี้ ทาง ชสท. ได้เปิดรับสมาชิก ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ ที่สามารถผลิตสินค้าที่ดี มีคุณภาพ ผ่านการรับรองมาตรฐาน พร้อมนำข้อมูลผลิตภัณฑ์มาบรรจุใน ระบบ E-COMMERCE ภายใต้ชื่อ “Co-op Click”

นอกจากนี้ ชสท. ได้สานต่อ “โครงการข้าวแกงสหกรณ์ รุ่นที่ 4” ภายใต้สโลแกน “ข้าวแกงสหกรณ์ อิ่มอร่อย ครบคุณค่า พัฒนาเกษตรกร” ซึ่ง ชสท. ได้ริเริ่มโครงการข้าวแกงสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 จนถึงปัจจุบัน จำนวน 3 รุ่น และขณะนี้เปิดโครงการข้าวแกงสหกรณ์ รุ่นที่ 4 จะเป็นการฉลองครบ 100 สาขา และเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี สหกรณ์ไทย พร้อมกันนี้ ชสท. ได้วางเป้าหมายที่ขยายผลโครงการในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ อย่างน้อย อำเภอละ 1 แห่ง ซึ่งเป็นโครงการที่สามารถดำเนินการได้จริง และเกิดประโยชน์สมาชิกสหกรณ์ เจ้าหน้าที่สหกรณ์ และประชาชนในชุมชนอย่างแท้จริง

“ขอเชิญชวนพี่น้องในเครือข่ายสหกรณ์ และประชาชนทั่วไปร่วมเยี่ยมชมกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี สหกรณ์ไทย “โครงการศูนย์เรียนรู้ 100 ปี สหกรณ์ไทย” “โครงการตลาดสินค้าสหกรณ์ออนไลน์” (E-COMMERCE) และ “โครงการข้าวแกงสหกรณ์” ณ สำนักงานชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสท.) เลขที่ 79 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” นายศิริชัย ออสุวรรณ กล่าวทิ้งท้าย