เกษตรแปลงใหญ่ภาคตะวันออก 78 แปลง มีแหล่งน้ำแล้ว 35 แปลง

ยังขาดแหล่งน้ำ 43 แปลง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมงบประมาณ 300.45 ล้านบาท ดำเนินการในปี 2560 – 2561เพื่อให้ เกษตรแปลงใหญ่ทุกแปลง จะมีความมั่นคงด้านน้ำ สามารถทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

“ผลการดำเนินการตามนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตรเกิดผลเป็นรูปธรรม เพิ่มผลผลิตในภาพรวม และ เป็นที่เชื่อมั่นของตลาดส่งออก โดย GDP ภาคการเกษตร ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากปี 2558 ขยายตัวร้อยละ -5.67 ได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2560 ไตรมาสแรก ขยายตัวร้อยละ 7.74 ซึ่งเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส หรือ ในรอบ 5 ปี ด้านการส่งออกภาคการเกษตรของไทยก็มีมูลค่าสูงขึ้น โดยในปี 2560 ช่วง 4 เดือนแรก มีมูลค่าการส่งออกสินค้าการเกษตร 433,782 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.5 จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว มีสินค้าส่งออกที่สำคัญ คือ ยางพารา ข้าว มันสำปะหลัง เนื้อไก่ อาหารทะเล และ ผลไม้ โดยในระยะต่อไปจะขยายผลเป็นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และ ยั่งยืน เพื่อยกระดับพี่น้องเกษตรกรให้มีรายได้มากขึ้น มีเกียรติ ความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร” รมว.กษ. กล่าว

ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติได้มอบให้ทุกสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดดำเนินงานในโครงการเสริมสร้างยุวเกษตรกรหรือทายาทเกษตรกรเพื่อถ่ายทอดความรู้สู่ลูกหลานของเกษตรกร รวมทั้งเป็นการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ให้มีความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม การจัดการฟาร์มต้นแบบถ่ายทอดความรู้และสืบทอดอาชีพการเกษตรด้วยใจรักต่อไปในอนาคต และสนับสนุนโครงการอาหารกลางวันให้แก่นักเรียน ภายใต้โครงการเสริมสร้างยุวเกษตรกรหรือทายาทเกษตรกรรวม 99 โรงเรียนทั่วประเทศ

สำหรับสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดเพชรบุรีได้ดำเนินโครงการร่วมกับโรงเรียนวัดนาพรม(มนมหาวิริยาคาร) ต.นาพันสาม อ.เมืองเพชรบุรี จ.เพชรบุรี โดยเปิดโครงการเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา โดยเป็นการร่วมมือของทุกภาคส่วนในการช่วยกันสร้างเกษตรกรที่มีใจรักด้านการเกษตร มีการบรรจุองค์ความรู้ภาคเกษตรเข้าไปในหลักสูตรของโรงเรียน และนำเกษตรกรต้นแบบมาถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็กนักเรียนเพื่อเป็นการเพิ่มความรู้และใจรักด้านการเกษตรแก่ยุวเกษตรกร สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและช่วยเหลือบิดา มารดาในการทำการเกษตรต่อไป โดยในการนี้ได้มอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กนักเรียนที่มีจิตอาสาเรียนดีแต่ยากจน จำนวน 15 ทุนด้วย

ด้านนายจำลอง นุ่มสวน ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดนาพรม (มนมหาวิริยาคาร) กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงเรียนวัดนาพรมฯเป็นโรงเรียนขยายโอกาส เปิดสอนตั้งแต่อนุบาล 1 – ม.3 มีนักเรียนทั้งหมด 201 คน พื้นที่ทำเกษตร 2 ไร่กว่า เดิมมีศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตั้งแต่ปี 2554 แต่ขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการเกษตรจึงได้ประสานไปทางสภาเกษตรกรจังหวัดเพชรบุรี ประจวบกับทางสภาฯมีโครงการเสริมสร้างยุวเกษตรกรหรือทายาทเกษตรกร จึงประสานความร่วมมือกันนำเกษตรกรต้นแบบเข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้ที่โรงเรียนต้องการ ปัจุบันโรงเรียนทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรคือ การเพาะเห็ดฟาง,เห็ดนางฟ้าภูฐาน เลี้ยงกบ ทำนาดำ เลี้ยงปลาในนาข้าว ปลูกผักปลอดสารพิษ ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ สมุนไพรต่างๆ เลี้ยงปลาดุก ไก่ เป็ด หมูป่า ผลผลิตการเกษตรที่ได้นำไปทำอาหารกลางวันกับนำไปจำหน่าย ณ ตลาดน้ำนาพันสาม ในช่วงวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ ซึ่งเป็นการให้เด็กได้เรียนรู้ด้านระบบการตลาดอีกด้วย

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการค้าระหว่างไทย-ศรีลังกา ครั้งที่ 2 ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา ว่า การหารือครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก หลังจากที่ว่างเว้นจากการประชุมครั้งแรกมากว่า 12 ปี โดยได้หารือแนวทางความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-ศรีลังกา ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะต้องดำเนินการตามกระบวนการภายในประเทศเพื่อขอความเห็นชอบ เพื่อให้สามารถเริ่มการเจรจาต่อไปได้

นายบุณยฤทธิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ในเดือนสิงหาคมนี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะเดินทางเยือนศรีลังกา เพื่อจะรับรองบันทึกความเข้าใจในการพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน ตามที่ตกลงกันไว้ในที่ประชุมครั้งนี้ เพื่อร่วมมือกันโดยเฉพาะในสาขาที่ไทยและศรีลังกามีศักยภาพที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันได้ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป อุตสาหกรรมประมงและประมงแปรรูป อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ความร่วมมือด้านการเงิน และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

นายบุณยฤทธิ์ กล่าวว่า ศรีลังกาเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจ เพราะในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยสูงถึง 6.5% และตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์เดินเรือตามเส้นทางสายไหมทางทะเลของจีน ซึ่งจะเกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการค้าเป็นอย่างมาก รวมทั้งมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และมีเอฟทีเอกับอินเดียและปากีสถาน และกำลังเจรจากับจีนและสิงคโปร์ ยังได้รับสิทธิพิเศษทงภาษีศุลกากร (GSP Plus) จากสหภาพยุโรป ทำให้ศรีลังกากลายเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยด้วย

ปัจจุบันทุเรียนไทยเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศสูง โดยมีตลาดหลักที่สำคัญคือสาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง เวียดนาม และอินโดนีเซีย แต่ตลาดที่ใหญ่ที่สุด คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ปริมาณการส่งออกทุเรียน ปี 2559 สูงถึง 402,600 ตัน มูลค่า 17,469 ล้านบาท ส่วนปีนี้คาดว่าผลผลิตทุเรียนจะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณร้อยละ 30-40 ประกอบกับผู้บริโภคภายในประเทศมีความต้องการสูง ส่งผลให้ทุเรียนมีราคาดี จึงเป็นแรงจูงใจให้พ่อค้าที่เหมาซื้อทุเรียนยกสวนและเกษตรกรผู้ปลูกทุกเรียนเร่งตัดทุเรียนป้อนเข้าสู่ตลาด เพื่อหวังเก็งกำไรในช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยว โดยเกษตรกรบางรายตัดทุเรียนที่มีอายุไม่ถึงกำหนดสุกโดยเก็บเกี่ยวที่อายุ 70-80 วัน หรือความแก่ประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้ทุเรียนเมื่อสุกจะไม่มีความหวานมันและรสชาติไม่ดี ซึ่งส่งผลกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภคทั่งในและต่างประเทศ ที่สำคัญปัญหาดังกล่าวยังทำลายภาพลักษณ์และชื่อเสียงทุเรียนไทยและทำลายตลาดส่งออก

คุณสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เพื่อเป็นการปกป้องตลาดทุเรียนไทยให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ กรมวิชาการเกษตรร่วมกับจังหวัดจันทบุรีได้ประชุมหารือร่วมกัน เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาการส่งออกผลไม้ทั้งเปลือกในภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ระยอง และตราด เกี่ยวกับหลักปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุ(GMP) หรือล้ง ทั้งนี้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ประกอบการและเกษตรกรได้เข้าใจในกฎระเบียบด้านต่างๆ ทั้งของไทยและประเทศคู่ค้าที่สำคัญ

“ทุเรียนในฤดูปกติค่อยๆ ออกมาค่อนข้างมาก ก็จะช่วยทำให้ปัญหาทุเรียนอ่อนค่อยๆ หายไป อันเนื่องมาจากฤดูกาลปกติของทุเรียน เพราะฉะนั้นทางเราก็จะเข้าไปดูเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งแผนในอนาคตข้างหน้าเราได้วางแผนไว้ว่า เมื่อทุเรียนทางจันทบุรีออกผลผลิตจนหมดแล้ว จะมีทุเรียนแหล่งใหญ่อีกแหล่งหนึ่งที่ภาคใต้กำลังจะออกมา เราจึงได้มีการประสานงานกับทางพื้นที่ไปตรวจในพื้นที่เกี่ยวกับการส่งออกทุเรียนคุณภาพ ทางจังหวัดชุมพร เพื่อชี้แจงการส่งออกทุเรียนไปส่งขายทางจีน โดยให้มีแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้น จึงถือมาตรการที่เราเตรียมวางไว้ในอนาคต” คุณสุวิทย์ กล่าว

ปัจจุบันมีโรงคัดบรรจุผลไม้ทั้งเปลือกประมาณ 135 แห่ง ในภาคตะวันออกและภาคใต้ แบ่งเป็นโรงคัดบรรจุที่เป็นดาวเด่นประมาณ 50-60 แห่ง ในช่วงฤดูการผลิต และคาดว่าปีนี้จะมีผู้ที่เข้ามายื่นขอรับรองโรงคัดบรรจุรายใหม่อีกประมาณ 30 ราย ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรในการรับรองมาตรฐานแหล่งผลิต และการรับรองมาตรฐานโรงคัดบรรจุทุเรียนส่งออก ควบคุมให้สินค้าทุเรียนที่ส่งออกมีคุณภาพและมาตรฐานสอดคล้องกับข้อกำหนดกฎระเบียบของผู้นำเข้า รวมทั้งสร้างความตระหนักให้ผู้ประกอบการเห็นว่าสินค้าที่ผลิตภายใต้โรงคัดบรรจุของตัวเองต้องมีคุณภาพและความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

“กรมวิชาการเกษตรได้เพิ่มความเข้มงวด ในการตรวจสอบคุณภาพผลผลิตทุเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อป้องกันปัญหาทุเรียนอ่อน โดยมี 3 ภารกิจ คือ 1.สุ่มตัวอย่างตรวจสอบผลผลิตทุเรียนในโรงคัดบรรจุที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP ของกรมวิชาการเกษตรก่อนส่งออก 2.ให้บริการตรวจวัดคุณภาพผลผลิตของเกษตรกรที่ขอนำทุเรียนจากสวนของตนเองมาตรวจวัดคุณภาพหาเปอร์เซ็นต์แป้ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นก่อนที่จะตัดทุเรียนส่งจำหน่าย และ 3.สุ่มตรวจสอบทุเรียนที่ผู้ค้าปลีกซื้อไปจำหน่ายภายในประเทศ หากพบว่าเป็นทุเรียนอ่อนจะแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่ขายผลผลิตให้ผู้ค้าปลีก โดยเจ้าหน้าที่ สวพ.6 จะตรวจวัดน้ำหนักแห้งเพื่อนำผลการตรวจสอบไปประกอบในการดำเนินคดีด้วย” คุณสุวิทย์ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่มีความประสงค์จะส่งทุเรียนไปยังตลาดต่างประเทศ จะต้องปฏิบัติตามประกาศกรมวิชาการเกษตรอย่างเคร่งครัดจึงจะสามารถส่งออกทุเรียนได้ โดยจะต้องควบคุมการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพและความปลอดภัยเป็นไปตามข้อกำหนด กฎระเบียบของประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะเรื่องการใช้สารเคมีต่างๆ ในการกำจัดแมลงและสารกันเชื้อราไม่เกินค่าที่กำหนด และหากใช้สีผสมอาหาร(สีสังเคราะห์และสีธรรมชาติ) กับผักผลไม้สด ซึ่งประเทศผู้นำเข้า เช่น ฮ่องกงมีกฎระเบียบห้ามใช้ขมิ้น(Turmeric/Curcumin) ในผลไม้สด (ตามกฎระเบียบ Coloring Matter in Food Regulation (Cap 132H)) สาธารณรัฐประชาชนจีน(GB 2763-2014) และมาตรฐาน Codex (Codex STAN 192-1995) ไม่มีบทบัญญัติการอนุญาตใช้ขมิ้น และห้ามใช้สีผสมอาหารในผักผลไม้สด และประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๓๘๑) พ.ศ.๑๕๕๙ เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร (ฉบับที่ ๔) ห้ามใช้สีผสมอาหารในผักผลไม้สดเช่นกัน การใช้ขมิ้นชุบทุเรียน หากปฏิบัติไม่สอดคล้องตามมาตรฐานสากลและมาตรฐานประเทศผู้นำเข้าก็ไม่สามารถอนุญาตให้ส่งออกทุเรียนได้ และขอความร่วมมือให้ล้งทุกแห่งปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้ผลผลิตทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบทุเรียนอ่อนซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ.2551 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2556 โดยเจตนาถือว่ามีความผิดตามมาตรา 271 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและยังมีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 47 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการสำรวจพื้นที่เพาะปลูกข้าวทั่วประเทศ พบว่า ขณะนี้ในภาคกลางมีการเพาะปลูกไปทั้งสิ้นประมาณ 15% ของพื้นที่ทั้งหมดและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) เพาะปลูกเพียง 5% ของพื้นที่ทั้งหมดจึงไม่สามารถสรุปได้ว่าทั้งปีผลผลิตจะออกมาตามเป้าหมายคือ 29.5 ตันข้าวเปลือก ทั้งนี้การออกสำรวจพื้นที่เพราะปลูกตั้งแต่เนิ่นๆ เนื่องจาก กระทรวงเกษตรหวั่นว่าช่วงปลายปีผลผลิตภาคกลางและภาคอีสานจะออกมาชนกันประมาณ 14 ตันข้าวเปลือก ซึ่งอาจจะกระทบต่อราคาผลผลิตเหมือนช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมา

น.ส.ชุติมา กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์ผลผลิตการเพาะปลูกในปี 2560/61 ราคาตลาดข้าวโดยรวมน่าจะดีกว่าปี 2559/60 เนื่องจากปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาข้าวทั้งในเรื่องสถานการณ์ตลาดโลกที่ผลผลิตในปีนี้คาดว่าจะไม่เกินความต้องการบริโภคทั่วโลก ส่งผลให้สต็อกของทั่วโลก ไม่มากจนส่งผลกระทบให้ราคาข้าวตกต่ำอย่างปีที่ผ่านๆมา ส่วนสถานการณ์ธรรมชาติในเรื่องฝนแล้งหรือน้ำท่วมในเบื้องต้นปีนี้แมสปริมาณฝนจะมีมากกว่าปีก่อนหน้าแต่จากนี้ต่อไปฝนทิ้งช่วงและหากเป็นการทำนารอบต่อๆไปอาจไม่สามารถทำได้หรือทำแล้วผลผลิตไม่ได้ตามเป้าหมายที่ต้องการและที่สำคัญรัฐบาลก็ไม่ได้ส่งเสริมให้ปลูกในรอบ 2 และรอบ 3

น.ส.ชุติมา กล่าวว่า นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมากระทรวงเกษตรได้ร่วมกับเอกชนนำร่องทำบัตรอิเล็คทรอนิคเพื่อขึ้นทะเบียนการปลูกพืชของเกษตรกร โดยนำร่องที่จังหวัดนครปฐม เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายเกษตรกรไทย 4.0 เบื้องต้นได้เชิญเกษตรกรมาประมาณ. 200 คน เพื่อร่วมใช้เครื่องมือดิจิตอลผ่านแอพพลิเคชั่นในการสำรวจพื้นที่เพาะปลูกแต่พบว่าการทำครั้งแรกก็ประสบความล้มเหลวเพราะเกษตรกรไทยที่มีมือถือ แบบสมาร์ทโฟนมีเพียงประมาณ 25% ของเกษตรกรที่จะใช้นำร่องเท่านั้นจึงทำให้ โครงการนี้ไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จแต่ถือว่าทำให้กระทรวงเกษตรรับรู้ว่าการที่จะปรับเปลี่ยนเกษตรกรให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลหรือใช้เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ มาช่วยขึ้นทะเบียนทำได้ไม่ง่าย

นายธาตรี บุญมาก นายอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นช่วงต้นฤดูของทุเรียนหลงลับแล หลินลับแล ซึ่งจะมีรสชาติดี อร่อย หวาน มัน เข้มข้นที่สุด ราคาขายหน้าสวนหลงลับแล อยู่ที่กิโลกรัมละ 250 บาท หลินลับแล กิโลกรัมละ 300 บาท

ทั้งนี้ ทางจังหวัดอุตรดิตถ์ได้ออกสุ่มตรวจ หากพบขายทุเรียนอ่อน จะดำเนินคดีตามกฎหมาย หากเป็นทุเรียนอุตรดิตถ์แท้จะมีสีออกน้ำตาล ถ้าเป็นเขียวจัดอาจเป็นทุเรียนจากพื้นที่อื่น กรณีซื้อทางไปรษณีย์ ขอให้เก็บหลักฐานไว้ หากได้ทุเรียนด้อยคุณภาพ ขอเปลี่ยนรับลูกใหม่ หรือแจ้งความดำเนินคดีได้ ส่วนปัญหาเรื่องโจรลักตัดทุเรียนปีที่แล้วจับกุมได้กว่า 10 ราย

ด้าน นางรัฐญา ปันผสม เจ้าของสวนทุเรียนในอำเภอลับแล กล่าวว่า ปีนี้ทุเรียนออกผลมากกว่าปีที่ผ่านมาหลายเท่าตัว กรมอุตุฯเตือนทั่วทุกภาคยังมีฝนตกหนักถึงหนักมากจนถึง 9 มิ.ย. ระวังน้ำท่วมฉับพลัน !!
กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 8 มิถุนายน 2560 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ทั่วทุกภาคของประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนที่อาศัยในที่ราบลุ่ม ที่ลาดเชิงเขาระวังอันตรายจากฝนตกหนักที่อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

อนึ่ง สภาวะฝนตกหนักในประเทศไทยจะมีผลกระทบจนถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2560

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณอ่าวเบงกอลตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยมีกำลังแรง ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้ ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง น่าน
พะเยา แพร่ ตาก อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร สุโขทัย และเพชรบูรณ์
อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
บริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และอุบลราชธานี
อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี และนครปฐม
อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง
ส่วนมากบริเวณจังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี
อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง
บริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต
อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่12ชัยนาท เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบปริมาณน้ำที่ไหลผ่านจุดวัดน้ำหน้าค่ายจิรประวัติ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ที่ไหลเข้าเขื่อนเจ้าพระยาพบว่าเริ่มมีปริมาณเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยวัดได้1,031ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ระดับน้ำที่จุดวัดน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ระดับน้ำลดลง 8 เซนติเมตรวัดได้ล่าสุด 16.70เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยเขื่อนเจ้าพระยายังคงการระบายน้ำไว้ที่อัตรา 699 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนทรงตัวอยู่ที่10.42เมตรจากระดับน้ำทะเล

โดยจากปริมาณน้ำฝนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมอ่าวเบงกอลตอนกลาง และอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ จะทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกชุกโดยจะมีอิทธิพลไปถึงวันที่ 9 มิถุนายน ที่อาจจะมีมวลน้ำจำนวนมากไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ลงไปถึง จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยา มีระดับน้ำเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้น พื้นที่ลุ่มต่ำ ในตำบลบางหลวงโดด อำเภอบางบาล และตำบลบ้านกระทุ่ม ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่เสี่ยงจะเกิดน้ำล้นตลิ่งได้ จึงควรเฝ้าระวังติดประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิดต่อไป

จากความเชื่อมั่นในศักยภาพมนุษย์ว่าจะสามารถพัฒนาตัวเองให้เข้มแข็ง englishdefenceleague.org ยืนหยัดบนลำแข้งตนเองได้ เพื่อจะนำไปสู่ความยั่งยืนในชีวิตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช นำไปสู่การกำหนดเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษของสหประชาชาติ ขจัดความยากจน หิวโหย และรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นบทพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าแนวพระราชดำริของพระองค์ไม่เพียงทำให้คนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี แต่ทำให้คนทั่วโลกมีความสุขด้วย

ในโอกาสรำลึกวันทรงราชย์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 วันที่ 9 มิถุนายน 2489 มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จึงได้จัดทำสารคดีพิเศษ ชุด “พระราชดำริไร้พรมแดน” ขึ้น เพื่อเผยแพร่พระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนามนุษย์ โดยจัดงานแถลงข่าว ณ ห้องประชุม 1-2 สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ อาคารสยามทาวเวอร์ ชั้น 26

หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล เผยว่า ตลอด 70 ปีแห่งการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่มีทุกข์ใดที่พระองค์ไม่แก้ไขเพื่อคนไทย จึงจัดทำสารคดีชุดนี้ขึ้น ให้คนไทยได้ทราบถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ต่อไทยและชาวโลก 37 ประเทศ โดยได้คัดเลือกตัวอย่างจาก 7 ประเทศ 12 ตอน ที่ได้นำศาสตร์พระราชาไปปรับใช้จนทำให้มีชีวิตดีขึ้น อาทิ จอร์แดนที่นำฝนหลวงไปใช้, การแก้ปัญหาโรคจากยุงทั้งไข้เลือดออก มาลาเรีย และโรงเรียนฝึกอาชีพในกัมพูชา, ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง 17 แห่งในติมอร์เลสเตและการพัฒนาสินค้าเกษตรให้กับประชาชนในศรีลังกา ซึ่งปลูกผลไม้ได้มากแต่รสชาติไม่ดี ซึ่งแต่ละประเทศชีวิตดีขึ้นมาก อย่างที่เยนันชอง ประเทศพม่า ชาวบ้านต้องเดินไปตักน้ำวันละ 8 ชั่วโมง ไม่มีน้ำเพาะปลูกเลย ก็ได้ลงไปช่วยวางท่อน้ำ ทำแหล่งน้ำจนลดเวลาเหลือเพียงครึ่งชั่วโมง ชีวิตก็ไม่ต้องเสี่ยง

“ในทุกประเทศที่เราได้เข้าไปช่วย ได้ใช้ศาสตร์เดียวกับในประเทศไทย คือลงไปคุยกับชาวบ้านจริง ไม่ใช่แค่หัวหน้าหมู่บ้าน ให้รู้ลึกถึงปัญหาเขา ลงไปหลายครั้งเพื่อให้รู้ถึงรากของสิ่งนั้น ก่อนจะดูว่าเราแก้ไขอะไรได้บ้าง เราวางโครงการช่วยทุกอย่างบนกระดาษ เลี้ยงปลา ปลูกผัก ค้นหาน้ำ ก่อนจะนำไปปฏิบัติจริง โดยชาวบ้านต้องยอมรับแล้วอยากลงมือทำจริงๆ นี่คือสิ่งที่บอกคำว่าศาสตร์พระราชา เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ได้ดีที่สุด”

“สิ่งนี้เมื่อรวมกับวิธีปราชญ์ชาวบ้าน ก็จะเกิดความยั่งยืนในชีวิตของชาวบ้านได้ ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่เพียงแต่คนไทย แต่ชาวโลกอย่างสหประชาชาติยังได้นำหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนนี้เป็นสิ่งหนึ่งในเป้าหมายแห่งสหัสวรรษอีกด้วย” ม.ร.ว.ดิศนัดดาเผย

รับชมสารคดีชุด “พระราชดำริไร้พรมแดน” ได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ทางเว็บไซต์ข่าวในเครือมติชน เว็บไซต์ครอบครัวข่าวช่อง 3 และเครือข่าย เอเชีย นิวส์ เน็ตเวิร์ก ในเอเชียอีก 20 ประเทศ

มูลนิธิธนาคารต้นไม้ยื่นหนังสือถึงนายกฯ เสนอแนวทางผลักดัน พ.ร.บ.ธนาคารต้นไม้เพิ่มพื้นที่ป่าทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) กลุ่มมูลนิธิธนาคารต้นไม้จำนวน 30 คน นำโดยนายพงศา ชูแนม ประธานมูลนิธิธนาคารต้นไม้ ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อเสนอแนวทางการเพิ่มพื้นที่ป่าและพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกต้นไม้ พร้อมเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธนาคารต้นไม้ต่อรัฐบาล

นายพงศากล่าวว่า ทางกลุ่มขอเสนอแนวทางต่อรัฐบาลดังนี้ 1.ต้นไม้ที่ประชาชนปลูกในที่ดินทำกิน ยอมตกเป็นของประชาชนทั้งทรัพย์และสิทธิ 2.ต้นไม้ควรได้รับการรับรอง ให้มีมูลค่าเป็นทรัพย์ขณะที่มีชีวิต 3. ขอให้มีองค์กรการบริหารจัดการต้นไม้และไม้ที่มาจากประชาชนผู้ปลูกต้นไม้ และ 4.ขอให้มีกองทุนส่งเสริมสนับสนุนการปลูกดูแลรักษาและจัดการผลผลิตไม้ที่มาจากกิจการเกี่ยวกับไม้และสิ่งแวดล้อมโดยไม่ต้องอาศัยงบประมาณจากรัฐ

“ทางมูลนิธิคาดหวังว่าหากมีพระราชบัญญัติธนาคารต้นไม้จะสามารถดำเนินการตามแนวทางการปลูกป่า 26 ล้านไร่ภายใน 10 ปี ด้วยเป้าหมายให้สมาชิกผู้ปลูกต้นไม้ในที่ดินทำกิน 2.6 ล้านราย 1,040 ล้านต้น และรองรับข้อเสนอให้ต้นไม้เป็นทรัพย์สินเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก” นายพงศากล่าว