เกิดจากก้านยาวผสมเปิดตามธรรมชาติ ลักษณะเด่น คืออายุเก็บ

หลังดอกบาน เปอร์เซ็นต์การติดผลดี ประมาณ 7% ให้ผลผลิตสูงราว 50-60 ผล ต่อต้น น้ำหนักผลเฉลี่ย ผลละ 3 กิโลกรัม ทรงผลค่อนข้างกลม น้ำหนักเนื้อต่อน้ำหนักผล ประมาณ 25% เปอร์เซ็นต์เมล็ดลีบ ราว 28% เนื้อในสีเหลืองเข้มกว่าพันธุ์ก้านยาว เนื้อเหนียวปานกลาง กลิ่นปานกลางแต่ไม่ฉุน รสชาติค่อนข้างมันมากกว่าหวาน พันธุ์แนะนำ : 2555

ทุเรียนลูกผสมพันธุ์จันทบุรี 6

เกิดจาก ก้านยาว+หมอนทอง ลักษณะเด่นคือ มีอายุเก็บเกี่ยวปานกลาง ประมาณ 115 วัน หลังดอกบาน เปอร์เซ็นต์ติดผลอยู่ในเกณฑ์ดี ประมาณ 8% น้ำหนักผลราว 3 กิโลกรัม น้ำหนักเนื้อต่อน้ำหนักผลประมาณ 31% เปอร์เซ็นต์เมล็ดลีบ ประมาณ 21-22% ให้ผลผลิต 40-50 ผล ต่อต้น เนื้อในมีสีเหลืองคล้ายหมอนทอง รสชาติหวานมันมาก เนื้อละเอียดเหนียว และมีกลิ่นปานกลาง พันธุ์แนะนำ : 2555

ทุเรียนลูกผสมพันธุ์จันทบุรี 7

ทุเรียนพันธุ์จันทบุรี 7 เกิดจาก ก้านยาว+ชะนี มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น เพียง 95 วัน หลังดอกบาน มีคุณภาพดีเด่นด้านรสชาติและคุณภาพในการรับประทานใกล้เคียงกับพันธุ์มาตรฐานที่เป็นการค้าในปัจจุบัน เช่น ชะนีและหมอนทอง มีเนื้อละเอียด สีเนื้อมีสีเหลืองเข้ม เหนียว รสชาติหวาน มัน อร่อยและกลิ่นอ่อน มีรูปทรงผลกลมรี ก้านผลยาว 5.8 เซนติเมตร ความหนาเปลือก 1.6 เซนติเมตร ความหนาเนื้อ 0.9 เซนติเมตร พื้นที่แนะนำให้ปลูกในภาคตะวันออก เช่น จังหวัดจันทบุรี ตราด และระยอง เป็นต้น พันธุ์แนะนำ : 2560

ทุเรียนลูกผสมพันธุ์จันทบุรี 8

ทุเรียนพันธุ์จันทบุรี 8 เกิดจาก ชะนี+หมอนทอง มีอายุการเก็บเกี่ยวปานกลาง เฉลี่ย 114 วัน หลังดอกบาน มีคุณภาพดีเด่นด้านรสชาติและคุณภาพในการรับประทานใกล้เคียงกับพันธุ์มาตรฐานที่เป็นพันธุ์การค้าในปัจจุบัน เช่น ชะนีและหมอนทอง มีเนื้อละเอียด สีเนื้อมีสีเหลือง เหนียว รสชาติหวาน มันดีมากและมีกลิ่นอ่อน น้ำหนักเฉลี่ย 2.45 กิโลกรัม ความยาวผล 21 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางผล 16.67 เซนติเมตร ความยาวเส้นรอบวงผล 58.66 เซนติเมตร พื้นที่แนะนำให้ปลูกในเขตปลูกทุเรียนภาคตะวันออก เช่น จังหวัดจันทบุรี ตราด และระยอง เป็นต้น พันธุ์แนะนำ : 2560

ทุเรียนลูกผสมจันทบุรี 8ทุเรียนลูกผสมพันธุ์จันทบุรี 9

ทุเรียนพันธุ์จันทบุรี 9 เกิดจาก ชะนี+หมอนทอง มีอายุการเก็บเกี่ยวค่อนข้างยาว เฉลี่ย 138 วัน หลังดอกบาน มีคุณภาพดี เด่นด้านรสชาติ คุณภาพในการรับประทานใกล้เคียงหรือดีกว่าพันธุ์มาตรฐานที่เป็นพันธุ์การค้าในปัจจุบัน เช่น ชะนีและหมอนทอง มีเนื้อละเอียด เหนียว รสชาติดี หวานมัน อร่อยและมีกลิ่นอ่อน ผลมีลักษณะรูปทรงผลค่อนข้างกลมรูปไข่ น้ำหนักผล 3.43 กิโลกรัม ความหนาเปลือก 1.59 เซนติเมตร ความหนาเนื้อ 1.30 เซนติเมตร มีเปอร์เซ็นต์น้ำหนักเนื้อต่อน้ำหนักผล ประมาณ 19.01 เปอร์เซ็นต์ และมีเมล็ดลีบ พันธุ์แนะนำ : 2560

ทุเรียนพันธุ์จันทบุรี 10 เกิดจาก ชะนี+นกหยิบ ลักษณะเด่นคือ เป็นทุเรียนทรงสวย น้ำหนักประมาณ 3 กิโลกรัม ลักษณะเนื้อละเอียดครีม เหนียวแบบชะนี กลิ่นหอมแบบดอกไม้ แต่ไม่ฉุนแบบพันธุ์ชะนี มีรสชาติหวานมัน เม็ดใหญ่ แต่เนื้อเยอะ

หากใครสนใจทุเรียนลูกผสมพันธุ์ใหม่ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี โทร. 039 397-030 และ 039-397-146 ออเดอร์จากลูกค้าต่อวัน 3,000 ตัน ไม่นับรวมจำนวนที่ลูกค้าออเดอร์มามากกว่านั้น แต่ไม่สามารถจัดหาสับปะรดภูแลส่งให้กับลูกค้าได้ เพราะการผลิตสับปะรดภูแลในพื้นที่ ยังได้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศ

แม้ 2 ปีที่ผ่านมา เกิดปัญหาสับปะรดราคาตกต่ำ เกษตรกรเทขายเป็นกอง แต่สับปะรดภูแลเป็นสับปะรดที่ไม่ได้ถูกนับรวมไปกับปัญหานั้น เพราะมีลักษณะเด่นเฉพาะ มีตลาดเฉพาะ ที่ปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำไม่ได้ส่งผลกระทบเลย

ผู้ใหญ่สมชาติ วรรณคำ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 18 บ้านโป่งพระบาท ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ยืนยันด้วยตนเองและน่าเชื่อถือ เพราะเป็นพ่อหลวงหรือผู้ใหญ่บ้านที่ชุมชนให้ความเคารพ ทั้งยังเปรียบเสมือนล้งรายใหญ่รับซื้อสับปะรดภูแลจากเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อส่งขายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ราว 12 ปีก่อน ผู้ใหญ่สมชาติ ก็เป็นลูกจ้างทำงานในเมืองเช่นเดียวกับวัยรุ่นทั่วๆ ไป เมื่อถึงวัยที่เริ่มตั้งหลักฐานให้กับชีวิต ก็กลับสู่ภูมิลำเนา กลับสู่เกษตรกรรม อาชีพของบรรพบุรุษ และด้วยลักษณะการเป็นผู้นำในตัวของผู้ใหญ่สมชาติ ทำให้ได้รับความไว้วางใจให้ทำงานเป็นผู้นำหลายอย่าง แต่ก็ยังมีเวลาให้กับเกษตรกรรม

เมื่อก่อนใครๆ ก็ปลูกสับปะรดนางแล พันธุ์ที่เป็นต้นตอเดิม ถิ่นกำเนิดของสับปะรดนางแลก็คือที่นี่ เมื่อมีคนนำสับปะรดพันธุ์ภูเก็ตมาปลูกที่ตำบลนางแล สับปะรดถูกพัฒนาพันธุ์ คุณภาพดีขึ้น จึงเรียกชื่อสับปะรดพันธุ์นี้ว่า “ภูแล”

สับปะรดภูแล คือสับปะรดที่เกิดมาจากการปลูกสับปะรดพันธุ์ภูเก็ตในบริเวณพื้นที่บ้านนางแล ตำบลนางแล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย สับปะรดพันธุ์ภูเก็ตซึ่งมีขนาดเล็ก เนื้อแห้ง สีเหลืองทอง หวานกรอบ เมื่อปลูกในบริเวณพื้นที่จังหวัดเชียงราย จะให้ผลผลิตตามคุณลักษณะของสับปะรดภูแล คือรสชาติหอมหวาน เนื้อกรอบไม่แข็ง ผลมีขนาดเล็กโดยเฉลี่ย 4-5 ผล ต่อกิโลกรัม

ปัจจุบันพื้นที่การปลูกสับปะรดในเขตจังหวัดเชียงรายอยู่ที่ประมาณ 12,575 ไร่ โดยกระจายอยู่ในพื้นที่ 6 อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอเชียงแสน อำเภอเทิง อำเภอพาน อำเภอแม่สรวย อำเภอเวียงป่าเป้า แต่รสชาติที่คนในพื้นที่ยืนยันว่าเป็นรสชาติเฉพาะของสับปะรดภูแลจริงๆ คือ พื้นที่ปลูกในตำบลภูแลเท่านั้น

ข้อดีที่สุดสำหรับสับปะรดภูแลคือ ทนทานต่อโรคและให้ผลผลิตได้ตลอดปี

ผู้ใหญ่สมชาติมีพื้นที่ปลูกสับปะรดภูแลของตนเอง ประมาณ 100 ไร่ กระจายไปทั่วตำบลนางแล ในอดีตการขายก็มีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อเข้าตลาดใหญ่ตามปกติ แต่ปัจจุบัน เมื่อระบบออนไลน์เข้าถึงการตลาด เกษตรกรมีช่องทางมากขึ้น สะดวกรวดเร็วขึ้น การซื้อขายเดิมที่พ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อเพื่อไปขายส่งอีกทอดก็ทำได้ง่ายขึ้น มีการสั่งผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้ยอดซื้อขายเพิ่มขึ้น จากเดิมที่ผู้ใหญ่สมชาติปลูกสับปะรด 100 ไร่ ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า

จึงเริ่มมีลูกไร่ โดยให้เกษตรกรในตำบลนางแลนำสับปะรดภูแลที่ปลูกไว้และกำหนดคุณภาพให้ไปในทิศทางเดียวกัน นำมาขายให้กับผู้ใหญ่สมชาติ โดยผู้ใหญ่จะเป็นผู้รับออเดอร์ กระจายออเดอร์ออกสู่ตลาด ควบคุมการผลิต เพื่อให้สับปะรดภูแลออกสู่ตลาดด้วยคุณภาพของสับปะรดเหมือนกัน

ผู้ใหญ่สมชาติ บอกว่า สับปะรดภูแล เป็นสับปะรดที่มีความทนทานต่อโรคและแมลงในสับปะรด ทนต่อสภาพอากาศ สามารถปลูกพื้นที่สูงได้ และไม่ต้องใช้น้ำมาก ในการปลูกสับปะรด 1 ปี อาศัยเพียงน้ำฝนในฤดูฝนเท่านั้น

การปลูกสับปะรด ทำโดยการเตรียมดินด้วยการไถพรวน ไถปั่น นำกล้าที่เตรียมไว้มาลงปลูก โดยใช้แรงงานคน ในระยะแรกของการเจริญเติบโตของสับปะรด จำเป็นต้องจ้างแรงงานกำจัดวัชพืช สับปะรดก็ต้องการปุ๋ยเช่นเดียวกับพืชอื่น แต่ผู้ใหญ่สมชาติไม่ได้กำหนดสูตรปุ๋ยตายตัวไว้สำหรับใส่ให้กับสับปะรดภูแลที่ปลูก ผู้ใหญ่สมชาติ บอกว่า เป็นเกษตรกรต้องรู้จักธาตุในดินของตนเอง จึงควรนำดินไปตรวจวิเคราะห์ เพื่อทราบว่าดินมีค่าแร่ธาตุที่จำเป็นต่อพืชมากน้อยเท่าไร ควรเติมส่วนที่ขาดให้กับพืชมากน้อยเท่าไร จากนั้นจึงใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ผลผลิตก็จะได้ตามคุณภาพที่ควรได้

“สภาพดินแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน สังเกตได้ว่า ปลูกสับปะรดในช่วงแรกจะได้ผลผลิตดี งอกงาม แต่ปีต่อๆ มา ผลผลิตเริ่มลดลง หรือคุณภาพไม่ดีเท่าปีที่ปลูกระยะแรก เป็นเพราะแร่ธาตุในดินถูกดูดซึมไปใช้ แต่ไม่มีการเติมให้ครบถ้วนหรือถูกต้องตามความต้องการของพืช ดังนั้น จึงไม่กำหนดสูตรปุ๋ยที่ต้องใส่ให้กับสับปะรดแน่นอน แต่จะให้ตามค่าวิเคราะห์ดิน”

ด้วยเหตุนี้ ทำให้พื้นที่ปลูกสับปะรดภูแลของผู้ใหญ่สมชาติ ถูกยกให้เป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เสมือนเป็นศูนย์กลางในการควบคุมคุณภาพสับปะรดที่ลูกค้าออเดอร์เข้ามาด้วย

การปลูกสับปะรด ถ้าลงปลูกในช่วงฤดูร้อน ระยะเวลาเพียง 5 เดือน ตัดขายได้ แต่ถ้าลงปลูกในช่วงฤดูหนาว ระยะเวลา 6 เดือน จึงจะตัดขายได้ การตัดสับปะรดขาย ไม่ต้องรอให้สุก 100% แต่จะตัดความสุกระดับไหน ขึ้นกับความต้องการของลูกค้า

ผู้ใหญ่สมชาติ บอกว่า ลูกค้ามาเลเซีย ชอบสับปะรดสีเหลืองอมไข่ ลูกค้าจีน ชอบสับปะรดสีออกขาวหรือเหลืองอ่อน แต่ถ้าตัดขายให้กับนักท่องเที่ยวที่ท่าอากาศยานเชียงราย ต้องเป็นสับปะรดสุก 100% เท่านั้น

และการปลูกจะไม่รอให้ครบรอบการผลิตทุกแปลงพร้อมกัน แต่ทำแบบขั้นบันได คือปลูกให้เหลื่อม เพื่อเก็บผลผลิตได้ทุกวัน ซึ่งการวางแผนการผลิต ผู้ใหญ่สมชาติจะเป็นผู้วางให้ เพราะออเดอร์แต่ละวันอย่างที่กล่าวข้างต้น แม้จะมีผลผลิตเข้าสู่ระบบวันละ 3,000 ตัน ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งผู้ใหญ่สมชาติยังมีแผนเพิ่มการผลิตสับปะรดภูแลให้มากขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ

การปลูกสับปะรด สามารถเก็บหน่อจากต้นเดิม เพื่อมาปลูกใหม่ได้ โดยไม่ต้องเสียค่าเพาะต้นกล้า โดยต้นทุนส่วนใหญ่เกิดจากการลงปลูกในปีแรกที่ต้องเตรียมดินและมีค่าแรงปลูก ส่วนต้นทุนการผลิตต่อรอบการเก็บมีเพียงค่าแรงงานกำจัดวัชพืช ค่าแรงงานตัด และค่าแรงงานใส่ปุ๋ยเท่านั้น ซึ่งคิดเฉลี่ยเป็นต้นทุนการผลิตแล้ว หากขายสับปะรดได้ในราคากิโลกรัมละ 10 บาท เกษตรกรก็สามารถอยู่ได้ ซึ่งราคาเฉลี่ยต่อกิโลกรัมในการขายสับปะรด คือ 15-18 บาท ถือเป็นราคาที่เกษตรกรพอใจ และทุก 6-7 ปี ต้องรื้อแปลงลงปลูกใหม่ ถือเป็นต้นทุนที่ไม่น้อยเช่นกัน

เมื่อสับปะรดสามารถตัดได้ เกษตรกรจะตัดในแปลงของตนเองมาส่งที่ ศพก. เข้าสู่ระบบการชั่งน้ำหนัก ปอกเปลือก ล้าง สะเด็ดน้ำ ใส่ถุง น็อกน้ำแข็งใส่ในลังโฟม เพื่อความสดและความคงทนของคุณภาพสับปะรดเมื่อถึงมือลูกค้า

ส่วนตลาดในประเทศ มีพ่อค้าแม่ค้ามารับถึง ศพก. ปลายทางไม่ได้เข้าสู่ตลาดใหญ่ในเมือง แต่กระจายไปตามตลาดหัวเมืองทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคอีสานนิยมรับประทานสับปะรดภูแลค่อนข้างสูง ส่วนตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันมีออเดอร์จากประเทศจีน มาเลเซีย สิงคโปร์ ผู้ใหญ่สมชาติ ยินดีให้คำปรึกษา หากมีผู้สนใจปลูกสับปะรดภูแล หรือสนใจศึกษาระบบการแพ็กสับปะรดส่งต่างประเทศ ก็สามารถสอบถามเพิ่มเติมหรือเข้ามาศึกษาดูงานได้ที่ หมู่ที่ 18 บ้านโป่งพระบาท ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

การเป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัดเชียงราย มีความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำ ภูเขา ป่าไม้ ตลอดจนยังติดกับแม่น้ำโขง จึงทำให้ “เวียงแก่น” มีสภาพทางธรรมชาติที่เอื้อต่อการปลูกพืช ไม้ผล ได้อย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะการปลูกส้มโอของชาวบ้านที่พัฒนาคุณภาพได้มาตรฐาน กลายเป็นไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญส่งขายต่างประเทศ คุณนงนุช โสดาภูมิ เกษตรอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า มีพื้นที่ปลูกส้มโอทั้งหมด 5,300 ไร่ พันธุ์ส้มโอที่ปลูกเป็นการค้ามี 3 ชนิด คือ ทองดี ขาวใหญ่ และเซลเลอร์ ลักษณะพื้นที่ปลูกแบบพื้นราบ สามารถแยกเป็นสวนที่ให้ผลผลิตประมาณ 3,000 ไร่ และในจำนวนนี้ พื้นที่ 2,000 ไร่ จะปลูกพันธุ์ทองดี อีก 600 ไร่ เป็นขาวใหญ่ และเซลเลอร์ จำนวน 400 ไร่ โดยมีผลผลิตเฉลี่ย 2,000 กิโลกรัม ต่อไร่

ทางด้านคุณภาพส้มโอเวียงแก่น ได้พัฒนาปรับปรุงมาโดยตลอด จากครั้งแรกที่เริ่มปลูกจะได้รสฝาด ขม จนมาถึงทุกวันนี้ชาวสวนส้มโอมีฝีมือการปลูกที่เก่งมาก บริหารจัดการเทคโนโลยีการให้ปุ๋ย การตัดแต่งกิ่ง การป้องกันศัตรูพืช โรคพืช ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้รสชาติมีความอร่อยถูกปากผู้บริโภค โดยเฉพาะชาวต่างประเทศที่ติดอกติดใจเจาะจงส้มโอจากเวียงแก่นเท่านั้น

“อย่างไรก็ตาม ส้มโอที่ส่งขายต่างประเทศจะมีเฉพาะบางสวนที่มีศักยภาพ และได้มาตรฐาน ตลอดจนได้รับรอง GAP และหนึ่งในนั้นเป็นสวนส้มโอแม่คำ ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการผลิตส้มโอทั้งในระดับจังหวัด ภูมิภาค และระดับประเทศ อีกทั้งยังเป็นที่ต้องการของต่างประเทศ”

คุณกิติยา มั่งมูล (แม่คำ) เจ้าของสวนส้มโอ “แม่คำ” บ้านเลขที่ 198 หมู่ที่ 5 ตำบลม่วงยาย อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย นับเป็นสวนส้มโอคุณภาพและเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนส้มโอเวียงแก่นเพื่อการส่งออก

แม่คำ เล่าว่า เดิมปลูกข้าวโพดและถั่ว แต่ประสบปัญหาราคา จึงเปลี่ยนมาปลูกส้มโอ เพราะเห็นว่าชาวบ้านแถวนี้ปลูกได้สำเร็จ ปัจจุบันปลูกส้มโออยู่ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ทองดี ขาวใหญ่ และเซลเลอร์ พื้นที่ปลูกส้มโอ จำนวน 20 ไร่ ปลูกมาเป็นเวลา 15 ปี

“แรกเริ่มไปหาซื้อพันธุ์มาจากสมุทรสงคราม แล้วมาขยายด้วยการทาบกิ่ง ศึกษาข้อมูลพันธุ์ตลอดจนวิธีปลูกจากหนังสือเกษตร รวมถึงยังไปดูจากสวนส้มโอที่ชาวบ้านในพื้นที่ปลูกแล้วประสบความสำเร็จ”

ในช่วงทดลองปลูก แม่คำใช้พื้นที่จำนวน 4 ไร่ก่อน ปลูกจำนวนไม่มาก เพราะต้องการเรียนรู้ให้ชำนาญ จนกระทั่งได้ผลผลิตมีคุณภาพพอสมควร เมื่อนำไปขายได้ราคาเป็นที่พอใจ จากนั้นจึงขยายพันธุ์เพิ่มพื้นที่ปลูกมาเรื่อยกระทั่งมีจำนวน 20 ไร่ ในปัจจุบัน

“เน้นปลูกทองดี เป็นพันธุ์หลัก จำนวน 220 ต้น รองลงมาเป็นขาวใหญ่ 60 ต้น และเซลเลอร์ จำนวน 60 ต้น ระยะปลูกมีทั้ง 7 คูณ 7 เมตร กับ 8 คูณ 8 เมตร ขึ้นอยู่กับพื้นที่แต่ละแห่ง” สวนส้มโอแม่คำ เตรียมแปลงและดูแลปลูกอย่างไร?

ขุดหลุมปลูกขนาด กว้าง ยาว และลึก 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยอินทรีย์และปูนขาว นำต้นพันธุ์ที่ได้จากการทาบกิ่ง มีขนาดสูงประมาณ 1 เมตร ลงหลุม กลบดินให้เสมอปากหลุม รดน้ำ โดยยังไม่ต้องใส่ปุ๋ยอะไร เพื่อให้ต้นปรับสภาพความพร้อมเสียก่อน
จากนั้นอีก 1 เดือน จึงเริ่มใส่ปุ๋ย สูตรเสมอ 15-15-15 ประมาณสัก 2 กำมือ โรยรอบต้น โดยใส่เดือนละครั้ง จนเมื่อมีใบอ่อนเริ่มแตก จึงทิ้งช่วงใส่ปุ๋ยสูตรเสมอเดือนเว้นเดือน แต่ยังใส่ปุ๋ยสังเคราะห์แสงและปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก ตลอดจนน้ำหมักร่วมด้วย นอกจากนั้นยังเสริมด้วยฮอร์โมนไข่ที่ผลิตเอง จะฉีดเฉพาะช่วงเช้าสัปดาห์ละครั้ง

อย่างไรก็ตาม แม่คำชี้ว่า ปุ๋ยและอาหารเสริมเหล่านี้จะสลับกันใส่ตลอดระยะเวลา 3-4 ปี ก่อนจะมีผลผลิต ทั้งนี้ปุ๋ยคอก ใช้ประมาณ 3 กิโลกรัม ต่อต้น สลับกับปุ๋ยเคมีที่ใช้เพียง 1 กิโลกรัม ต่อต้น จนเมื่อต้นส้มโอมีอายุได้ประมาณ 4 ปี จะเริ่มมีผลผลิต แต่ยังไม่ใช้แล้วจะเด็ดทิ้ง ระหว่างนั้นจะต้องฉีดยาป้องกันโรคและแมลงอย่างพวกเพลี้ยหรือหนอน จนเมื่อเข้าปีที่ 5 จึงเริ่มทำผลผลิตด้วยการตัดแต่งกิ่ง พร้อมกับพ่นยาป้องกันแมลง จากนั้นประมาณ 15-30 วัน จะเริ่มมียอดอ่อนแตก แล้วค่อยพ่นยาป้องกันไรขาว ไรแดง ประมาณ 10 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร จนเมื่อใบเริ่มมีสีเขียวเข้ม ซึ่งใช้เวลาประมาณ 15 วัน

เก็บผลผลิตได้ถึง 3 รุ่น ทุกรุ่นมีคุณภาพดี

แม่คำ เก็บผลผลิตส้มโอในสวนของเธอได้ถึง 3 รุ่น โดยรุ่นแรกยังไม่ได้จำนวนมากนัก อีกทั้งคุณภาพก็ยังไม่จัด จึงนำไปขายในพื้นที่ก่อน ผลผลิตรุ่นแรกจะเริ่มประมาณเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม สามารถเก็บได้ประมาณ 1 ตัน ขณะเดียวกันรุ่นสองจะเริ่มมีผลอ่อนแล้วจะมีคุณภาพดีกว่ารุ่นแรก แล้วยังได้จำนวนมากกว่า โดยรุ่นสองจะเก็บประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม จะได้ประมาณ 5 ตัน

“ดังนั้น รุ่นนี้จะเริ่มขายส่งให้กับบริษัทเพื่อส่งไปยังตลาดยุโรปและจีน ราคาส่งยุโรป ขายผลละ 25 บาท ขนาดผลประมาณ 1.2 กิโลกรัม ถ้าส่งจีนกำหนดราคาขายด้วยการวัดรอบผล ประมาณ 18-20 นิ้ว จนมาถึงรุ่นสามที่จะไปแก่จัดเก็บได้ประมาณเดือนสิงหาคม-กันยายน จะได้ผลผลิตประมาณ 5 ตัน เช่นกัน”

หลังจากเก็บผลผลิตรุ่นสามเสร็จแล้ว ก็จะเริ่มปรับปรุงดูแลต้น โดยเริ่มจากการตัดหญ้าในสวน แล้วตัดแต่งกิ่ง ทรงพุ่ม ด้วยการดูว่ากิ่งไหนที่ซ้อนกันบังกันก็จะตัดออก เพื่อต้องการให้แสงแดดส่องผ่าน เสร็จแล้วจึงฉีดพ่นยาล้างต้นที่เรียกว่า Copper เพื่อป้องกันแคงเกอร์ หลังจากพ่นเสร็จแล้ว จะใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 ใส่ต้นละ 1 กิโลกรัม ทิ้งไว้ 1 เดือน แล้วค่อยใส่ปุ๋ย สูตร 25-7-7 ประมาณ 1 กิโลกรัม ต่อต้น เพื่อเร่งการแตกใบอ่อนและเกิดดอกตามมา พร้อมไปกับการควบคุมปริมาณน้ำและเติมฮอร์โมนช่วย
สำหรับแหล่งน้ำที่นำมาใช้มาจากการขุดสระในสวนไว้หลายแห่ง เพื่อรองรับปริมาณน้ำให้เพียงพอ พร้อมกับวางระบบสปริงเกลอร์ไว้ทั่วสวน

เป็นสวนส้มโอปลอดภัยระดับมาตรฐานสากล

ตลาดที่ขายคือ ขายผ่านบริษัทซึ่งเป็นตัวแทนนำไปส่งตลาดยุโรป จีน และที่อื่น แม่คำชี้ว่าส้มโอส่งขายตลาดยุโรปมีจำนวนประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ของผลผลิตรวม ส่งจีนประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือส่งขายตลาดในประเทศ

ส่วนวิธีรับซื้อนั้น ทางบริษัทจะเข้ามาดูความสมบูรณ์ของส้มโอทั้งในเรื่องขนาด รสชาติ รูปลักษณะผลก่อนจะตั้งราคารับซื้อ โดยจะตั้งราคารวมกันเป็นกลุ่มร่วมกับทางวิสาหกิจ ในชื่อ “วิสาหกิจชุมชนส้มโอเพื่อการส่งออก”

แม่คำ บอกว่า แม้จะปลูกกันหลายสวนในเขตอำเภอเวียงแก่น แต่ไม่ทุกสวนที่มีศักยภาพผลิตส้มโอส่งขายต่างประเทศ เนื่องจากสวนเหล่านั้นจะต้องผ่านเกณฑ์การปลูกส้มโอที่ได้คุณภาพมาตรฐาน GAP ผลมีขนาดเท่ากันสม่ำเสมอ ผิวสวย ไม่มีตำหนิ นอกจากนั้น สวนส้มโอแม่คำยังได้รับมาตรฐาน GLOBAL GAP ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับส่งขายต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งก็ไม่ใช่จะได้กันง่ายๆ จึงนับเป็นสวนที่ปลูกส้มโอปลอดภัยในระดับมาตรฐานสากล

แจง…ความอร่อยของแต่ละพันธุ์

ลักษณะเด่นของส้มโอสวนแม่คำอยู่ที่เนื้อไม่แห้ง ไม่แฉะ มีสีชมพูอ่อน รสหวานอมเปรี้ยว โดยเฉพาะถ้าเป็นผลผลิตช่วงเดือนสิหาคม-กันยายน ของรุ่นสามจะมีความอร่อยสุดสุด ส่วนขาวใหญ่เนื้อมีสีน้ำผึ้ง หวานฉ่ำ ขณะที่เซลเลอร์ มีผิวผลเมื่อสุกสีเขียวอมเหลือง เนื้อในสีแดง แต่ไม่เข้มเท่ากับพันธุ์ทับทิมสยาม เป็นส้มโอที่มีรสชาติหวาน ทั้งนี้ ทองดีขายดีเป็นอันดับ 1 แล้วมักส่งขายที่ยุโรปร่วมกับเซลเลอร์ ส่วนขาวใหญ่ทางจีนชอบ และส่งในประเทศด้วย

แม่คำ เผยว่า ในแต่ละปี จำนวนส้มโอไม่เท่ากัน GClub ปีนี้ได้มาก พอปีหน้าลดลง จะสลับแบบนี้ตลอด พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ รวมถึงความเป็นธรรมชาติของต้นส้มโอที่จะต้องสะสมอาหารไว้ปีเว้นปี

“ท่านใดมีโอกาสเดินทางมาเวียงแก่น อย่าลืมแวะมาชิมส้มโอที่มีวางขายทั่วทั้งอำเภอ แต่ถ้าสนใจเข้ามาชิมในสวนติดต่อแม่คำได้ที่ โทรศัพท์ 091-852-4117 หรือที่ คุณนงนุช โสดาภูมิ โทรศัพท์ 081-971-5783”

สวนส้มโอแม่คำ นับเป็นแหล่งปลูกส้มโอที่ดีเด่นทั้งในระดับอำเภอและจังหวัด มีกลุ่มผู้สนใจทั้งชาวไทยและต่างประเทศเดินทางเข้ามาชมสวนอย่างคับคั่ง จึงเป็นสวนส้มโอที่ได้รับการยกย่องว่ามีคุณภาพ ส้มโอติดตลาดสากลไปแล้ว ปีนี้สภาพอากาศแห้งแล้งมาก มีผลกระทบมาถึงสวนผลไม้ของผม ทำให้ต้นไม้โทรมลงไป ปริมาณน้ำที่สำรองไว้ก็เหลือน้อย หากไม่มีฝนมาช่วย การขาดน้ำจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ดังนั้น ผมขอเรียนถามว่า ผมจะดูแลและฟื้นฟูสวนอย่างไร เพื่อช่วยบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในสภาวะแห้งแล้งที่กำลังเกิดอยู่ในขณะนี้

ตอบ คุณวรวิทย์ อุทัยวัฒน์วงศ์

ผมเคยนำข้อมูลมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบมาบ้างแล้วว่า ในทุกๆ รอบ 10 ปี จะเกิดภาวะแห้งแล้ง 4 ปี แบ่งเป็นแล้งรุนแรง 2 ปี แล้งไม่รุนแรง 2 ปี น้ำท่วม 3 ปี จะมีสภาวะฝนฟ้าเป็นปกติเพียง 3 ปี เท่านั้น ซึ่งในปีนี้ภาวะแห้งแล้งกลับมาเยือนอีกวาระหนึ่ง

กรณีที่ปริมาณน้ำไม่พอเพียงสำหรับการเจริญเติบโต และการพัฒนาการของไม้ผล มีผลทำให้เกิดอาการใบเหลือง ผลหลุดร่วง หรือผลมีขนาดเล็ก รูปร่างบิดเบี้ยว และหากขาดน้ำอย่างรุนแรง อาจทำให้ต้นไม้ยืนต้นตายได้ ดังนั้น ในระยะนี้ควรคลุมโคลนต้นด้วยฟางข้าว หรือวัสดุอื่นๆ เพื่อช่วยรักษาความชื้นในดินให้ได้ยาวนานขึ้น ตัดแต่งกิ่งแห้ง กิ่งไม่สมบูรณ์ที่อยู่ภายในทรงพุ่มทิ้งไป

เมื่อต้นไม้ผ่านวิกฤติมาได้ ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 500 กรัม ต่อต้น พร้อมรดน้ำตาม แล้วกระตุ้นให้ต้นไม้แข็งแรง สามารถผลิใบใหม่ได้ ด้วย ทางด่วน ที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเดกซ์โทรส 600 กรัม กรดฮิวมิค 20 ซีซี ปุ๋ยเกล็ด สูตร 15-30-15 ปริมาณ 20 กรัม สารป้องกันกำจัดเชื้อราตามอัตราแนะนำ และสารจับใบ ละลายในน้ำสะอาด 1 ปี๊บ หรือน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 2 ครั้ง ในทรงพุ่มให้ทั่ว และต้องควบคุมแมลงศัตรูอย่างสม่ำเสมอ เมื่อจัดหาน้ำได้พอเพียงแล้วก็ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน

การปฏิบัติตามข้างต้นจะช่วยทำให้สวนผลไม้ของคุณเสียหายน้อยลง สามารถฟื้นตัวและให้ผลผลิตได้ในระดับเกือบปกติ เทคนิคดังกล่าวใช้ได้กับไม้ผลทุกชนิด ไม่ว่า เงาะ ทุเรียน มังคุด และผลไม้อื่นๆ