เก็บตัวอย่างดินในแปลงนา นำส่งสถานีพัฒนาที่ดิน

เพื่อวิเคราะห์คุณภาพดิน ก่อนการใส่ปุ๋ยให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนการผลิต พัฒนาปรับโครงสร้างดิน โดยใช้ฮอร์โมนและสาร พด.2 มาช่วยย่อยสลายฟางข้าว เพื่อเพิ่มปุ๋ยในนาและทำให้สภาพสิ่งแวดล้อมดีขึ้น มีการปลูกปอเทืองเพื่อบำรุงดิน มีการปรับพื้นที่นาให้ได้ระดับ เพื่อให้เหมาะสมแก่การให้น้ำและการระบายน้ำออกได้สะดวก

– บูรณาการกลุ่มเครือข่ายในการผลิตสารไล่แมลง และฮอร์โมน ช่วยลดต้นทุนการผลิต ได้แก่ ผลิตน้ำหมักไล่แมลง ศัตรูข้าว ผลิตน้ำหมักหน่อกล้วย ใช้สลายฟางข้าวและเร่งการเจริญเติบโตของข้าว ผลิตน้ำหมักรกหมู เป็นฮอร์โมนฉีดพ่นข้าวทางใบเพิ่มผลผลิตข้าว ผลิตเชื้อราไตรโครเดอร์มา ป้องกันโรคเมล็ดด่าง และเมล็ดลีบจากการเข้าทำลายของเชื้อราหลายชนิดตลอดจนช่วยเพิ่มความสมบูรณ์และน้ำหนักเมล็ดและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ผลิตปุ๋ยอัดเม็ดจากมูลสุกร สำรวจโรคแมลงในแปลงนาก่อนใช้สารเคมี ร่วมโครงการรณรงค์การกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และเสริมสร้างความสามัคคีของสมาชิกภายในกลุ่มในการร่วมแรงร่วมใจกันตรวจตัดพันธุ์ปนในแปลงขยายพันธุ์เพื่อให้ได้มาตรฐานคุณภาพ

การเชื่อมโยงองค์การท้องถิ่น การประสานงานเครือข่ายด้านการผลิต การตลาด และการเพิ่มมูลค่าผลผลิต

กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านทุ่งรวงทองจัดทำข้อตกลงกับบริษัทผู้ผลิตและรวบรวมเมล็ดพันธุ์ในเขตพื้นที่จังหวัดพิจิตร จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว พันธุ์ กข49 กข29 กข41 กข61 และกข57 พื้นที่ 700 ไร่ โดยรับซื้อคืนตามมาตรฐานคุณภาพที่บริษัทเอกชนกำหนด ได้ราคาที่เป็นธรรม เกษตรกรยอมรับได้

แนวคิดในการทำงานแบบบูรณาการ
– กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านทุ่งรวงทอง มีการบริหารจัดการกลุ่มในรูปแบบของแปลงใหญ่ โดยมีการรวมกลุ่มทำการผลิต การบริหารจัดการร่วมกันและรวมกันจำหน่ายโดยมีตลาดรองรับแน่นอน ทำให้เกษตรกรภายในกลุ่มสามารถลดต้นทุนการผลิต การบริหารจัดการผลผลิตและการตลาดได้ มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานราชการในพื้นที่ในเรื่องการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร กำหนดมาตรฐานการผลิต และสามารถกำหนดเป้าหมาย แผนธุรกิจของตนเองอย่างชัดเจน ซึ่งกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านทุ่งรวงทองมีเป้าหมายในการพัฒนากลุ่มที่สอดคล้องกับเป้าหมายของ นาแปลงใหญ่ 5 ด้าน คือ

กลุ่มสามารถลดต้นทุนการผลิต
สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
พัฒนาคุณภาพสินค้าและคุณภาพชีวิตของสมาชิก
พัฒนาด้านการตลาด
มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ
– มุ่งมั่นการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยให้สมาชิกภายในกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้คุณภาพและมีปริมาณเพียงพอ พัฒนาระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวนำไปสู่วิสาหกิจชุมชน เพิ่มมูลค่าผลผลิต สร้างรายได้ให้กับชุมชน ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

– พัฒนาระบบการปลูกข้าวโดยนำหลักการ 3 ต้องทำ 3 ต้องลด มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่แต่ละราย เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และอนุรักษ์ธรรมชาติ (ไม่เผาตอซัง ใช้น้ำหมัก)

– มุ่งเน้นคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยให้สมาชิกกลุ่มปลูกข้าวโดยวิธีปักดำ เพื่อสะดวกในการดูแลรักษาป้องกันกำจัดวัชพืช โรค แมลง และการตรวจตัดพันธุ์ปนในแปลงนา

– พัฒนากลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เป็นศูนย์กลางด้านการผลิต ด้านเทคโนโลยี ด้านวิชาการ ด้านบรรจุภัณฑ์และเป็นแหล่งกระจายเมล็ดพันธุ์ดีในท้องถิ่น ในนาม “กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านทุ่งรวงทอง” ตลอดจนมีการเฝ้าระวังการเตือนภัยจากโรคและแมลงศัตรูข้าวระบาดในพื้นที่

ความสามารถในการบริหารและการจัดการสถาบัน

กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์มีการนำหลักเกณฑ์ของ GAP มาประยุกต์ใช้ โดยการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับข้าว มุ่งให้เกิดกระบวนการผลิตที่ได้ผลิตผลปลอดภัย คุณภาพเป็นที่พึงพอใจของผู้บริโภค ประกอบด้วยข้อกำหนดเรื่อง แหล่งน้ำสะอาด พื้นที่ปลูกเหมาะสม ลดการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร มีการจดบันทึกข้อมูล การจัดกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ และมีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ส่งเสริมให้เกษตรกรภายในกลุ่มเห็นความสำคัญของการยกระดับมาตรฐานผลผลิตข้าว ตามมาตรฐานการเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) ร่วมกับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP grain 23 ราย พื้นที่ 230 ไร่ และ ปี 2562 ได้เริ่มนำระบบควบคุมภายในมาใช้ในการบริหารจัดการกลุ่ม

– มีระเบียบบริหารและการประชุมคณะกรรมการ โดยมีการกำหนดกฎระเบียบข้อบังคับของกลุ่ม

– กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านทุ่งรวงทอง ได้กำหนดและควบคุมแผนการผลิตของกลุ่ม โดยในแต่ละฤดู

– การดำเนินกิจกรรมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านทุ่งรวงทอง ได้มีแนวทางการพัฒนาโดยเน้นให้สมาชิกภายในกลุ่มมีส่วนร่วมในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน มีการสร้างระบบในการจัดทำแปลงขยายพันธุ์ทุกด้าน ตั้งแต่การวางแผนการปลูก การดูแลการรักษา การตัดพันธุ์ปน การเก็บเกี่ยว และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว จนถึงการขนส่งเมล็ดพันธุ์ไปจำหน่ายให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งมีผลการดำเนินงานการผลิตเมล็ดพันธุ์ดี ย้อนหลัง 3 ฤดูการผลิต

หมายเหตุ : การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวฤดูฝน ปี 2560 เกิดอุทกภัยทำให้พื้นที่ปลูกข้าวเกิดความเสียหายในช่วงการเก็บเกี่ยวผลผลิต

– มีความสามารถในการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้ภาคเอกชน ตามข้อตกลงได้ปีละไม่ต่ำกว่า 700 ตัน

– มีระบบควบคุมตรวจสอบคุณภาพแปลงขยายพันธุ์ จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแปลงขยายพันธุ์ข้าว จำนวน 5 คน โดยใช้หลักเกณฑ์วิธีการตรวจแปลงตามระเบียบที่ได้รับการอบรมจากกลุ่มควบคุมคุณภาพและกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร โดยใช้แบบฟอร์มที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำหนด

– การบริหารผลผลิตส่วนที่เกินจากการผลิตให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ทางกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจะมีการประชุมหารือ ประมาณการผลผลิตของสมาชิก โดยประสานงานกับบริษัทผู้ผลิตและรวบรวมเมล็ดพันธุ์เอกชนเพื่อเสนอขายผลผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี ได้แก่ บริษัทเอกชนในเขตจังหวัดพิจิตร จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดสุพรรณบุรี

– กลุ่มมีการประชุมคณะกรรมการและสมาชิกทุกคน เพื่อสรุปผลการดำเนินงานของกลุ่ม และให้สมาชิกกลุ่มมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพร้อมให้ข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อนำมาปรับใช้ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทบาทและการมีส่วนร่วมของสมาชิกต่อสถาบัน

1. การมีส่วนร่วมของสมาชิกต่อกลุ่มสมาชิกเข้าร่วมประชุมเพื่อรับทราบการจัดสรรพื้นที่จัดทำแปลงฯ ร่วมแสดงความคิดเห็น และกำหนดแผนการปฏิบัติในการจัดทำแปลงขยายพันธุ์ และเข้าร่วมโครงการต่าง ๆ ของหน่วยงานราชการ เพื่อนำความรู้มาพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของกลุ่ม ตลอดจนสร้างความน่าเชื่อถือกับเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผลิตได้

2. การมีส่วนร่วมของสมาชิกต่อองค์กรท้องถิ่น

– ร่วมกิจกรรมวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 66 พรรษา

– เป็นตัวแทนอำเภอพรานกระต่าย แสดงรำเคียวเกี่ยวข้าว ในงานนพพระเล่นเพลง จังหวัดกำแพงเพชร

3. การถ่ายทอดความรู้ การดูงานแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และการนำไปปฏิบัติของสมาชิก

– กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านทุ่งรวงทอง ได้มีการจัดคณะกรรมการและสมาชิกเข้าร่วมรับการฝึกบรมศึกษาดูงาน เพื่อเพิ่มความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ต่างๆ นำมาถ่ายทอด ปฏิบัติและพัฒนากลุ่มอย่างต่อเนื่อง

– ศึกษาดูงานเพื่อสร้างองค์ความรู้ ให้แก่ผู้นำเกษตรกรชาวนา โครงการสร้างเสริมและพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง ภาคการเกษตร ณ สาธารณรัฐไต้หวัน ความมั่นคงและฐานะทางเศรษฐกิจของสถาบัน

1. การจัดตั้งกองทุนในปี 2549 ได้มีการรวมสมาชิกผู้จัดทำแปลงขยายพันธุ์ข้าวจัดตั้งเป็นกลุ่มและได้รับการจดทะเบียนจากกรมการข้าว เป็น “กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวทุ่งรวงทอง” โดยมีสมาชิกร่วมในการเริ่มจัดตั้ง จำนวน 12 ราย ปัจจุบัน กลุ่มมีสมาชิกทั้งสิ้น จำนวน 75 ราย พื้นที่ 2,800 ไร่ มีเงินกองทุนรวม จำนวน 2,140,000 บาท

– มีคณะกรรมการบริหารกลุ่มเป็นผู้บริหารกองทุนกลุ่ม 1 ชุด จำนวน 5 คน และที่ปรึกษา 1 คน

– มีการจัดตั้งกองทุน และมีระเบียบ ข้อบังคับในการบริหารจัดการเงินทุน แบ่งออกเป็น 3 บัญชี ดังนี้ บัญชีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านทุ่งรวงทอง บัญชีรับ-จ่าย กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านทุ่งรวงทอง และบัญชีเครื่องจักรกล (เป็นบัญชีรับ-จ่ายเกี่ยวกับค่าบริการเครื่องจักรกล)

2. ระเบียบข้อบังคับกลุ่มกองทุน

– สมาชิกทุกคนต้องชำระเงินบำรุงกลุ่มแรกเข้า คนละ 1,000 บาท

– สมาชิกทุกคนต้องถือหุ้นอย่างน้อยคนละ 1 หุ้น หุ้นละ 1,000 บาท การทำกิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

– ร่วมกิจกรรมการจัดทำแปลงเรียนรู้โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามแนวพระราชดำริ บ้านป่าคา

– การลดใช้ปุ๋ยและสารเคมี โดยการใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำการใช้ปุ๋ยของกรมวิชาการเกษตร เพื่อลดการสูญเสียธาตุอาหาร

– การป้องกันและรักษาดิน โดยการสุ่มตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ที่สถานีพัฒนาที่ดิน หลังเสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยวในแต่ละปี

– ย่อยสลายฟางข้าว โดยใช้สาร พด.2 และงดการเผาฟาง

– ปรับพื้นที่นาให้เรียบสม่ำเสมอ เพื่อง่ายต่อการบริหารจัดการดิน น้ำและปุ๋ย

– พักหน้าดิน ช่วงเดือนกันยายน เนื่องจากถ้าปลูกไปแล้ว ผลผลิตที่ออกมาจะมีผลกระทบต่ออากาศหนาวในช่วงปลายปี

– การป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน โดยการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน มีภาพเปรียบเทียบโรคข้าวและใช้สารเคมีให้ถูกต้องกับโรค เพื่อรักษาศัตรูธรรมชาติ และชะลออาการสร้างภูมิต้านทานของศัตรูพืช เช่น เลือกใช้สารเคมีที่เฉพาะเจาะจง ใช้สารเคมีเฉพาะบริเวณที่พบศัตรูพืช

– ใช้สารชีวภาพในการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูข้าว เช่น น้ำหมักชีวภาพ เป็นต้น

– การเพาะเชื้อบิวเวอเรียและนำมาใช้ป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

– สำรวจแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวอย่างสม่ำเสมอ โดยอาศัยข้อมูลสถานการณ์จริงในแปลง เช่นการสำรวจดิน น้ำ ต้นข้าว ศัตรูข้าว และพิจารณาตัดสินโดยใช้ข้อมูลจากสถานการณ์ในแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์

กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านทุ่งรวงทอง ได้รับคัดเลือกให้เป็นกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่น ปี 2562 ผู้ที่ดำรงสถานะเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์จะต้องถึงพร้อมด้วยความเหมาะสมทั้งการเป็นเชื้อพระวงศ์ถูกต้องตามกฎมณเฑียรบาล อีกทั้งยังจะต้องผ่านการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก อันถือเป็นพระราชพิธีที่ประกาศสถานะความเป็นพระมหากษัตริย์ให้ประจักษ์แก่เหล่าอาณาประชาราษฎร เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งมีการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ไม่เพียงเหล่าพสกนิกรได้ทราบถึงธรรมเนียมการพระราชพิธีอันทรงคุณค่าที่ว่างเว้นไปกว่า ๗๐ ปี แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้ชื่นชมพระบารมีของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๑๐ พระมหากษัตริย์แห่งปวงชนชาวไทย

เมื่อแรกประสูติ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ประสูติ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ในพระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๙ ปีมะโรง จัตวาศก อาธิกวาร จุลศักราช ๑๓๑๔ ตรงกับปีที่ ๗ แห่งรัชสมัยการขึ้นครองราชสมบัติ ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙
เมื่อแรกพระประสูติการเหล่าพสกนิกรได้ชื่นชมยินดีดังข้อความตอนหนึ่งที่ หม่อมราชวงศ์สุมนชาติ สวัสดิกุล ได้บันทึกไว้ ดังนี้

“บริเวณเขาดินวนา ผู้คนหนาแน่นดูราวกะวันอาทิตย์เขามาทำไมกัน มาดูเพื่อให้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะใกล้ได้ ในวังวิ่งวุ่นกันอีกพักหนึ่ง ตอนนี้คงใกล้ประสูติแน่ วิทยุกระจายเสียงป่าวข่าวอันน่าตื่นเต้นต่อไป และพอใกล้เวลาประสูติเข้าจริงๆ คนที่รออยู่ก็เตรียมตัวเกือบไม่ทัน สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงประชวรถี่ขึ้นๆ เป็นระยะๆ ทุกๆ ๕ นาทีที่ทุกดวงใจปรารถนา ในพระที่นั่งพวกข้าหลวงมหาดเล็กวิ่งกันอยู่สับสน ดูพอประทับยังพระที่ นายแพทย์ผู้ถวายการประสูติก็เข้าประจำที่ สักครู่ก็ประสูติพระราชกุมาร เวลา ๑๗ นาฬิกา กับ ๔๕ นาที ในนาทีเดียวกันนั้นเอง ฝนที่

อารามดีใจสมประสงค์ของดวงใจทุกๆ ดวง นายแพทย์ที่ถวายการประสูติซึ่งพร้อมที่จะกล่าวแก่ที่ประชุม ณ พระที่นั่งอัมพรสถานว่า ‘พระราชโอรส’ หรือ ‘พระราชธิดา’ กล่าวออกมาด้วยเสียงอันตื่นเต้นกังวานว่า ‘ผู้ชาย’ แทนที่จะว่า ‘พระราชโอรส’ ฝนโปรยอยู่ตลอดเวลา แตรสังข์ดุริยางค์เริ่มประโคม ทหารบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ปืนใหญ่ทั้งบกและเรือยิงกันอย่างสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงไชโยโห่ร้องก็ดังอยู่สนั่นหวั่นไหว สมใจประชาชนแล้ว เราอยากได้พระราชโอรส เราอยากได้สยามมกุฎราชกุมารเราก็ได้ดังใจนึก พระราชาในระบอบประชาธิปไตย พระราชาของประชาชน”

ครั้นเมื่อทรงเจริญพระชนมายุได้ ๑ เดือน กับ ๑๘ วัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ อันเป็นพระราชพิธีที่จะกระทำเมื่อพระราชโอรสหรือพระราชธิดามีพระประสูติการครบเดือน โดยในพระราชพิธีพราหมณ์จะยกพระราชโอรสหรือพระราชธิดาขึ้นพระอู่ และว่าคาถาสรรเสริญไกรลาส แล้วเห่กล่อมด้วยคาถาพราหมณ์ พร้อมทั้งมีเครื่องมโหรีประกอบด้วย ซอและบัณเฑาะว์ รวมถึงมีคนขับร้อง เรียก ขับไม้ เครื่องประกอบพระราชพิธีอันเป็นธรรมเนียมนี้ใช้เฉพาะแต่เจ้านายชั้นเจ้าฟ้า

พระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ประกอบการพระราชพิธีเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๕ ภายในพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีทั้งพิธีพราหมณ์ และพิธีสงฆ์ ในพระราชพิธีนี้ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ได้ทรงมีพระลิขิตไปถวายพระพรไชยมงคลในนามแห่งคณะสงฆ์ไทยอีกด้วย การพระราชพิธีครั้งนี้นับเป็นการรื้อฟื้นธรรมเนียมปฏิบัติที่ไม่ได้กระทำมาเป็นเวลานานหลายสิบปี โดยปรับปรุงรูปแบบบางประการให้เหมาะแก่กาลสมัย
เมื่อทรงเจริญพระชนมายุได้ ๑ เดือน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชทานพระนามสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าชายพระองค์ใหญ่ โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นผู้ตั้งพระนามถวายดวงพระชะตา ปรากฏพระนามว่า
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ
บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ์ เทเวศธำรงสุบริบาล
อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร
กิตติสิริสมบูรณ์สวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร

ทรงมีเชษฐภคินี คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี (พระอิสริยยศขณะนั้น) และพระขนิษฐา ๒ พระองค์คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

ทรงรับการศึกษา
ขณะพระชนมายุ ๔ พรรษา ทรงเข้าศึกษาชั้นอนุบาลปีที่ ๑ เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๙๙ ณ โรงเรียนจิตรลดา ขณะนั้นตั้งอยู่บริเวณพระที่นั่งอุดร ในพระราชวังดุสิต ก่อนย้ายที่ตั้งไปยังบริเวณพระราชฐานสวนจิตรลดาปัจจุบัน ทรงศึกษาถึงชั้นมัธยมปีที่ ๑ จึงเสด็จฯ ศึกษาต่อในประเทศอังกฤษ ณ โรงเรียนคิงส์มีด เมืองซีฟอร์ด แคว้นซัสเซกส์ เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๐๙ และเดือนกันยายนปีเดียวกันได้เสด็จฯ ไปทรงศึกษาที่โรงเรียนมิลฟิลด์ เมืองสตรีท แคว้นซอมเมอร์เซท
ตั้งแต่วัยพระเยาว์ ทรงมีพระอุปนิสัยโปรดความมีระเบียบวินัย

ไม่ทรงนิยมฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับต่างๆ ทรงมีลักษณะพิเศษด้วยสนพระราชหฤทัยกิจการเกี่ยวกับกองทัพอยู่เสมอ ระหว่างประทับอยู่ในประเทศไทยได้เสด็จฯ เยี่ยมหน่วยทหารต่างๆ เอาพระราชหฤทัยใส่ความเป็นอยู่ของทหารและตำรวจที่ปฏิบัติราชการป้องกันประเทศอยู่เนืองนิตย์ และโดยเหตุที่สนพระราชหฤทัยในกิจการทหารอย่างมาก ประกอบกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำริว่า การศึกษาในประเทศออสเตรเลียมีหลักสูตรกว้างขวาง และมีการอบรมเข้มงวด ดังนั้นในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ เสด็จฯ จากอังกฤษไปทรงศึกษาวิชาการทหาร ณ ประเทศออสเตรเลีย

เบื้องแรกทรงเข้าศึกษาโรงเรียนเตรียมทหารคิงส์สกูล ตำบลพารามัตตา นครซิดนีย์ ทรงปฏิบัติพระองค์อย่างดีเด่นโดยเฉพาะการฝึกหัดและได้ทรงผ่านการทดสอบซึ่งใช้เวลาถึง ๕ สัปดาห์ ก่อนศึกษาต่อในวิทยาลัยการทหารขั้นสูงขึ้น และในภาคเรียนแรกของปีการศึกษา ๒๕๑๕ ได้เสด็จเข้าศึกษาในวิทยาลัยการทหารที่ดันทรูน กรุงแคนเบอร์รา ทรงผ่านการทดสอบอย่างหนักทั้งทางร่างกายและจิตใจเป็นเวลา ๕ สัปดาห์ ที่วิทยาลัยการทหารแห่งนี้ทรงศึกษาตามหลักสูตรซึ่งมีทั้งภาควิชาการทหารและภาคสามัญ ทรงเลือกศึกษาในสาขาวิชาอักษรศาสตร์ และสนพระราชหฤทัยวิชาประวัติศาสตร์และเศรษฐศาสตร์อย่างมาก ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิชาอักษรศาสตร์ พร้อมทั้งทรงสำเร็จหลักสูตรการทหารจากวิทยาลัยแห่งนี้ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ แล้วเสด็จนิวัตประเทศไทย หลังจากนั้นทรงรับราชการทหารและทรงศึกษาต่อที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ทรงศึกษาในสาขาวิชานิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ทรงรับการศึกษา ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรแห่งสหราชอาณาจักร ประเทศอังกฤษ

ทรงรับการสถาปนาตำแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร
เมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ มีพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษาบริบูรณ์ ทรงบรรลุนิติภาวะตามกฎหมาย จึงกำหนดให้มีพระราชพิธีสถาปนา เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ในช่วงวันที่ ๒๑ และ ๒๗-๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ โดยการพระราชพิธีประกอบด้วย การจารึกพระนามาภิไธยในสุพรรณบัฏและพระราชลัญจกรหรือตราประจำพระองค์ จากนั้นในวันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ จึงเป็นพระราชพิธีเสกน้ำพระพิพัฒน์สัตยา บวงสรวงพระสยามเทวาธิราชและสดับปกรณ์พระบรมอัฐิอดีตบูรพมหากษัตริย์ ส่วนการสถาปนาตำแหน่งเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เริ่มการพระราชพิธีในวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ภายในพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งมีการอ่านประกาศการสถาปนาพร้อมทั้งพระราชทานพระสุพรรณบัฏ ตราพระราชลัญจกร และเครื่องอิสริยยศ ซึ่งพระองค์ดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์ที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หลังจากว่างเว้นการสถาปนารัชทายาทในตำแหน่งนี้ถึง ๓ รัชกาล

ทรงผนวช
ทรงผนวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๑ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช วาสนมหาเถระ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นพระราชอุปัธยาจารย์ ถวายพระสมณนามว่า วชิรลงกรโณ ประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร จนครบกำหนด ๑๕ วันจึงลาผนวช

พระราชกรณียกิจ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานาประการนับตั้งแต่ก่อนดำรงตำแหน่งพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร โดยในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๔ ทรงรับพระราชภาระพิเศษแทนองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศญี่ปุ่นในฐานะทรงเป็นพระราชอาคันตุกะแห่งพระราชวงศ์ญี่ปุ่นทำให้สร้างสัมพันธไมตรีระหว่างสองประเทศแน่นแฟ้นขึ้น

ครั้นเมื่อทรงรับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระกรณียกิจหลากหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการทหารที่สนพระราชหฤทัยตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เมื่อสำเร็จการศึกษาทรงรับราชการทหารโดยเสด็จฯ เยี่ยมให้กำลังใจบรรดาทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบกับผู้ก่อความไม่สงบจากภัยคอมมิวนิสต์บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์กรณีบ้านหมากแข้ง เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๙ เสด็จฯ เยี่ยมฐานปฏิบัติการบ้านหมากแข้ง อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ขณะนั้นกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้โจมตีฐานแห่งนี้ ทำให้พระองค์ทรงเฮลิคอปเตอร์เข้าร่วมรบ พร้อมทั้งทรงบัญชาการรบในแนวหน้า ซึ่งสร้างขวัญกำลังใจแก่เหล่าทหารอย่างมาก

พระปรีชาสามารถด้านอากาศยานของพระองค์เป็นที่ประจักษ์จากการที่พระองค์ทรงเริ่มฝึกการบินกับเครื่องบินแบบต่างๆ ทั้งเครื่องบินรบและเครื่องบินพาณิชย์ เบื้องต้นทรงศึกษาการบินที่โรงเรียนการบิน กองทัพอากาศ เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยทรงเริ่มฝึกบินเฮลิคอปเตอร์แบบ UH-1H และเฮลิคอปเตอร์แบบ UH-1N เมื่อทรงสำเร็จการฝึกแล้ว พระองค์ทรงขึ้นรับพระราชทานประดับเครื่องหมายแสดงความสามารถในการบินของกองทัพอากาศจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และในปีเดียวกันนั้น พระองค์ยังทรงสำเร็จหลักสูตรเฮลิคอปเตอร์โจมตีติดอาวุธ (Gunship) ของกองทัพบกรวม ๒ เดือน ปี พ.ศ. ๒๕๒๓ พระองค์ทรงติดตามสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกา และทรงเข้ารับการฝึกบินเฮลิคอปเตอร์แบบ UH-1H ของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา และในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ พระองค์ทรงฝึกศึกษาเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงแบบ F5 E/F และทรงเข้ารับการฝึกบินในหลักสูตรการบินรบชั้นสูง (Advance Fighter Course) กับเครื่อง F5 D/F จนสำเร็จตามหลักสูตร โดยพระองค์ทรงมีชั่วโมงบินทุกประเภทรวมทั้งสิ้นกว่า ๑,๐๐๐ ชั่วโมง

นอกจากนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ยังทรงศึกษาการฝึกบินแบบใหม่เพิ่มเติมสม่ำเสมอ เพื่อให้ทันต่อยุคโลกาภิวัตน์ โดยทรงเข้ารับการฝึกบินกับเครื่องบินใบพัดแบบมาร์คเคตตี้ของฝูงขั้นปลาย ณ โรงเรียนการบิน กองทัพอากาศ และทรงฝึกบินกับเครื่องบินไอพ่นแบบ T37 และ T33 และจบหลักสูตรนักบินขับไล่ไอพ่นสมรรถนะสูงกับเครื่องบินขับไล่แบบ F5 E/F ของกองบิน ๑ ฝูงบิน ๑๐๒ รวมชั่วโมงบินกว่า ๒๐๐ ชั่วโมง

พระองค์ทรงฝึกบินเพิ่มเติมในประเทศไทยจนกระทั่งทรงพร้อมรบและครบ ๑,๐๐๐ ชั่วโมง เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๒ อีกทั้งยังทรงเข้าร่วมการแข่งขันใช้อาวุธทางอากาศประจำปี โดยทรงทำคะแนนได้สูงตามกติกา กองทัพอากาศ จึงทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องหมายความสามารถในการใช้อาวุธทางอากาศชั้นที่ ๑ ประเภทอาวุธระเบิดสี่ดาว อาวุธจรวดสี่ดาว และอาวุธปืนสี่ดาว