“เก๊กฮวย” พืชระยะสั้น ทำเงินดี ดูแลง่ายกว่า เบญจมาศ

เก๊กฮวย หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งรวมๆ กันว่า เบญจมาศสวน หรือเบญจมาศหนู ปลูกได้ดีในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น หรือพื้นที่ที่อุณหภูมิในช่วงกลางคืนต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส
หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่า พื้นที่ใดที่เคยปลูกเบญจมาศได้ ก็ปลูกเก๊กฮวยได้เช่นกัน
เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์ เคยนำเสนอ เรื่องราวการปลูกเก๊กฮวยอินทรีย์ไปเมื่อเดือนมีนาคม 2561 ตามลิ้งค์ข่าว https://www.technologychaoban.com/agricultural-technology/article_51247

ล่าสุด ได้อัพเดท ข้อมูลกับ คุณอดิศักดิ์ การพึ่งตน หรือ คุณอ้น นักวิชาการเกษตร ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งคุณอ้นเล่าว่า ตอนนี้พื้นที่การปลูกเก๊กฮวยที่แม่โจ้ลดลง แต่ก็ยังมีแปลงปลูกอยู่ ส่วนต้นพันธุ์นั้นก็ยังมีจำหน่าย ในราคา ต้นละ 2 บาท (อายุต้นพันธุ์ 1 เดือน สูง 20 เซนติเมตร)

คุณอ้น กล่าวว่า เมื่อเทียบการปลูกเบญจมาศ กับการปลูกเก๊กฮวยนั้น การปลูกเก๊กวยดูแลง่ายกว่า เพราะเบญจมาศเป็นไม้ตัดดอก ฟอร์มดอก ก้าน ใบ ต้องสวย ส่วนเก๊กฮวย เก็บแค่ดอก ถ้าไม่มีหนอน ก็ใช้ได้แล้ว

ส่วนราคารับซื้อดอกสดหน้าสวน กิโลกรัมละ 50 บาท และดอกแห้งที่อบแล้ว กิโลกรัมละ 1,500 บาท ซึ่งคุณอ้น บอกว่า ราคาซื้อขายกันที่เยาวราชราคาถูกกว่า เนื่องจากมาจากทางประเทศจีน ซึ่งค่าแรงงานของไทยแพงกว่า อีกทั้งเกษตรกรทางภาคเหนือก็พยายามควบคุมความชื้นให้ต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์

แหล่งปลูกเงาะของประเทศไทยอยู่ที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ ภาคอีสานมีการปลูกเงาะได้ในบางจังหวัด มีที่ตำบลน้ำสวย อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย ส่วนที่ภาคเหนือมีสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสำหรับการปลูกเงาะ ไม่ใช่พื้นที่สำหรับการปลูกเงาะ จึงไม่มีใครคิดจะปลูกเงาะที่ภาคเหนือ คงมีบ้างในจังหวัดเชียงรายบางพื้นที่ที่อยู่ติดแม่น้ำโขงสามารถปลูกเงาะได้ผลผลิต เช่น อำเภอเชียงของ อำเภอเชียงแสน เป็นต้น จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน มีการปลูกกันบ้างแซมเป็นจำนวนน้อยรายในสวนผลไม้ ส่วนในจังหวัดอื่นๆ การปลูกเงาะมักไม่ค่อยประสบความสำเร็จ

แต่ที่จังหวัดลำปาง มีผู้ประสบความสำเร็จในการปลูกเงาะอยู่รายหนึ่ง ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่มีใครคิดจะปลูกเงาะ นอกจากจะไม่มีประสบการณ์ในการปลูกเงาะมาก่อนแล้ว ยังเชื่อที่ว่าลำปางไม่เหมาะสมกับการปลูกเงาะ จะปลูกอย่างไรก็ตามไม่มีทางออกผล เขาผู้นี้ต้องใช้ความเพียรพยายามอยู่หลายปีกว่าจะประสบความสำเร็จ ถึงแม้ผลผลิตออกมาจะมีอยู่เป็นจำนวนน้อยก็ตาม แต่เป็นผลสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจของเขา สามารถลบล้างความเชื่อของใครบางคนที่มีมาแต่เดิมไปได้

ลุงอาษา สาริการ แห่งบ้านห้วยยาง ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เป็นผู้ประสบความสำเร็จในการปลูกเงาะโรงเรียน ลุงอาษา บอกว่า เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ทราบเลยว่า ลุงอาษาปลูกเงาะอยู่ในอำเภอเมือง และไม่เคยมีเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาเยี่ยมชมสวนเงาะสักครั้ง ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีผ่านมา คงรับทราบกันที่เพียงว่า ที่บ้านแม่เติน ตำบลแม่ถอด อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง มีเกษตรกรผู้หนึ่งปลูกเงาะ ทุเรียน และลองกอง ได้ผลผลิต

พื้นเพเดิมของลุงอาษา เป็นชาวอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เติบโตมาในครอบครัวทำสวนผลไม้ เงาะ ทุเรียน มังคุด ลุงอาษาจึงมีประสบการณ์ในการทำสวนผลไม้ เมื่อปี พ.ศ. 2530 ลุงอาษาได้พบรักกับสาวชาวลำปางที่กรุงเทพฯ และเดินทางมาอยู่ที่ลำปางบ้านเดิมของภรรยา จากนั้นได้ซื้อกิ่งลิ้นจี่จำนวนหนึ่งจากจังหวัดเชียงรายมาปลูก ในพื้นที่ 1 ไร่ 3 งาน อยู่ท้ายหมู่บ้าน ปลูกได้ 5 ปี ลิ้นจี่ไม่ให้ผลผลิต บางต้นติดผลพอใกล้จะแก่ผลก็ร่วงหมด จึงตัดสินใจโค่นลิ้นจี่ทิ้งทั้งหมด

ในปี พ.ศ. 2537 ได้เดินทางกลับบ้านเกิดที่อำเภอท่าใหม่ นำกิ่งเงาะโรงเรียนเกือบร้อยกิ่งกลับมาลำปาง แล้วปลูกแทนลิ้นจี่ ปลูกเงาะได้ 57 ต้น ในจำนวนนี้มีเงาะต้นตัวผู้มาด้วย 1 กิ่ง มีมังคุด ทุเรียน และสะละ เพื่อปลูกแซมไว้ไม่กี่ต้น ขณะเดียวกันก็ทำไร่สับปะรดไปด้วยหลายไร่ อยู่ในเขตพื้นที่ ส.ป.ก. เวลาส่วนใหญ่จึงทุ่มเทให้กับไร่สับปะรด ไม่ได้เอาใจใส่กับสวนเงาะมากนัก

ระหว่าง ปี พ.ศ. 2534-2539 ราคาสับปะรดเริ่มตกต่ำมาตลอด จนเหลือกิโลกรัมละ 50 สตางค์ (ปี พ.ศ. 2555 กิโลกรัมละ 2 บาท) จึงเลิกทำไร่สับปะรด เพราะทำไปก็ไม่คุ้มทุน มาปลูกผักสวนครัวในสวนเงาะช่วงที่เงาะยังไม่โต และเอาใจใส่กับสวนเงาะอย่างจริงจัง

การปลูกเงาะในช่วงแรก เนื่องจากเป็นดินที่ไม่มีความอุดมสมบูรณ์ จึงต้องขุดหลุมลึก ประมาณ 1 เมตร กว้างและยาวประมาณ 1 เมตร ใส่ปุ๋ยคอกกับเปลือกถั่วรองก้นหลุม ระยะห่างระหว่างแถว ประมาณ 4 เมตร ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในระยะแรก ในปี พ.ศ. 2542 เงาะเริ่มออกดอกติดผลให้เห็นบางต้น จึงมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง คิดว่าน่าจะให้ผลผลิตมากกว่านี้ในฤดูต่อไป

ปี พ.ศ. 2551 เริ่มเก็บผลผลิตขายในหมู่บ้านได้ และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ต่อมาๆ ตั้งแต่บัดนั้น ปัจจุบันคงเหลือต้นที่ให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ 48 ต้น แต่ละต้นสูงมากเกิน 5 เมตร มีเงาะพันธุ์ตราดสีทองอยู่ 1 ต้น

ลักษณะเด่นของเงาะโรงเรียนลำปาง เมื่อลุงอาษาส่งเงาะไปให้น้องชายที่จันทบุรีลองชิม ได้รับการยืนยันกลับมาว่า เงาะโรงเรียนลำปาง ผลค่อนข้างกลม ผลใหญ่กว่าเล็กน้อย ขนรอบผลจะสั้นกว่า เปลือกบางกว่า เนื้อแห้ง มีปริมาณน้ำน้อย มีความกรอบ เนื้อล่อนไม่ติดเปลือกหุ้มเมล็ดติดมาหรือมีติดบ้างไม่มากและไม่แข็ง ความหวานจะหวานกว่าเมื่อเทียบกับเงาะโรงเรียนที่จันทบุรี

ส่วนเงาะโรงเรียนจันทบุรี ผลค่อนข้างแบน ขนรอบผลยาวกว่า ล่อนติดเปลือกหุ้มเมล็ดมาด้วย ฉ่ำน้ำ ความหวานน้อยกว่า น้ำหนักจำนวนผลต่อกิโลกรัมของเงาะโรงเรียนลำปาง ประมาณ 27 ผล ต่อกิโลกรัม ส่วนเงาะจันทบุรี ประมาณ 30-32 ผล ต่อกิโลกรัม และข้อได้เปรียบของเงาะโรงเรียนลำปางคือ ผลผลิตออกหล้ากว่า ปกติจะเก็บเกี่ยวได้ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม แต่ปีนี้ (2559) สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง สามารถเก็บเกี่ยวได้ยาวถึงเดือนกันยายน ข้อเสียเปรียบของเงาะที่นี่คือ สีไม่ค่อยสวย สีไม่แดงสดใสเหมือนเงาะจันทบุรี

เงาะตราดสีทอง แม้มีอยู่ต้นเดียวแต่ดก ติดเป็นช่อใหญ่ ติดผลมาก เป็นเงาะที่ติดผลง่าย ผิวสีเหลืองอร่ามสวยงามมาก รสชาติหวานน้อยกว่าเงาะโรงเรียน เนื้อล่อน แต่ฉ่ำน้ำ ลุงอาษาคิดจะโค่นเงาะตราดสีทองทิ้ง แต่ก็เปลี่ยนใจเก็บไว้เพื่อการศึกษาพันธุ์ของผู้ที่สนใจในโอกาสต่อไป

การดูแลรักษาสวนเงาะ ลุงอาษาสามารถดูแลได้ทั่วถึง เพราะพื้นที่ปลูกไม่มาก

การให้น้ำ จะให้มากในฤดูแล้ง ใช้น้ำประปาหมู่บ้านที่มีคลอรีนน้อย ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อต้นเงาะ รดทั่วโคนต้นด้วยท่อยาง

การให้ปุ๋ย ให้ปุ๋ยด้วยสูตรเสมอ 15-15-15 ปีละ 1 ครั้ง จำนวน 2 กิโลกรัม ต่อต้น ไม่ใช้ปุ๋ยเร่งความหวาน ใส่ปุ๋ยหลังการเก็บเกี่ยวแล้ว โดยทำความสะอาดรอบโคนต้นก่อนใส่ ส่วนต้นที่ไม่ให้ผลผลิตจะใส่ปุ๋ยช่วงต้นฝน เพื่อให้แตกใบอ่อนหลังจากเดือนมีนาคมไปแล้ว

เทคนิคการติดดอกออกผล ลุงอาษาปลูกเงาะต้นตัวผู้ไว้ 1 ต้น อยู่เกือบกลางสวน ลักษณะแตกต่างจากเงาะต้นอื่นที่ลำต้นขึ้นตรงสูงชะลูด แตกกิ่งก้านส่วนบน ไม่แตกกิ่งก้านส่วนล่างโคนต้น ต้นเหมือนกับไม้ป่า เงาะต้นตัวผู้จะออกดอกตั้งแต่ต้นปีและบานอยู่นานเป็นเดือน เงาะต้นตัวผู้มีแต่ดอกอย่างเดียว ไม่ติดผล โดยจะให้น้ำเงาะต้นตัวผู้ก่อนต้นอื่น ประมาณ 1 สัปดาห์ เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคมดอกเงาะต้นตัวผู้จะบาน ฝูงผึ้งมาดูดกินน้ำหวานดอกต้นตัวผู้นำละอองเกสรไปยังดอกต้นตัวเมียและเกสรดอกตัวผู้ยังปลิวไปผสมกับดอกเงาะตัวเมีย ทำให้เงาะติดผลง่าย สังเกตได้ว่าต้นที่อยู่ติดกับเงาะต้นตัวผู้จะติดผลดกมาก ดอกตัวเมียบานอยู่ได้ประมาณ 10 วัน

ลุงอาษา บอกว่าวิธีการนี้ไม่ต้องใช้ฮอร์โมนฉีดพ่นเพื่อให้เงาะติดผล ซึ่งชาวสวนเงาะที่จันทบุรีรู้จักเทคนิคนี้ดี จึงนำเทคนิคนี้มาใช้ และเงาะที่สวนของลุงไม่เคยใช้ฮอร์โมน

การใช้สารเคมี ลุงอาษาใช้สารเคมีที่มีส่วนผสมของกำมะถัน (ไมโครไธออล) ฉีดพ่นเพื่อป้องกันราดำ เมื่อช่อเริ่มติดผล ผลมีขนาดเท่าเมล็ดพริกไทยจึงฉีดพ่น เป็นสารเคมีที่ยังไม่มีจำหน่ายในจังหวัดลำปาง ลุงอาษาต้องไปซื้อที่จันทบุรีเมื่อมีโอกาสไปเยี่ยมบ้านเดิม โดยตั้งใจจะเอาฉลากสารเคมีเป็นตัวอย่าง เพื่อให้ร้านค้าในลำปางสั่งให้ต่อไป กับการใช้สารเคมีกำจัดแมลงพวกไรแดง เพลี้ย เมื่อมีการระบาด และคำนึงถึงการใช้สารเคมีเมื่อจำเป็นเท่านั้น สัตว์ศัตรูมักมากัดกินผลเงาะในช่วงเงาะแก่ เช่น พวกบ่าง กระรอก และนก แต่มีเป็นจำนวนน้อย

การตัดหญ้าในสวน จะตัดด้วยตนเอง หรือจ้างตัดในบางครั้ง ไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดหญ้า ลุงอาษาบอกว่า จะส่งผลกระทบในภายหน้ากับตัวเราเอง

การเก็บเกี่ยว เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เมื่อผลเงาะเริ่มเป็นสีส้มแดง เงาะจะแก่ไม่พร้อมกันทั้งช่อ จะใช้ขอเกี่ยวเลือกเฉพาะผลที่แก่เป็นสีส้มแดง ปล่อยผลที่เหลืองเขียวยังไม่แก่ไว้ก่อน ซึ่งเสียเวลาในการเก็บเกี่ยวอย่างมาก ช่อหนึ่งเกี่ยวได้ 1-3 ผล ไม่ดกเป็นช่อใหญ่หลายผลเหมือนกับเงาะที่จันทบุรี ก่อนที่ผลจะแก่ ประมาณ 30-45 วัน เริ่มเป็นเนื้อแล้ว ผลจะร่วงลงมาอย่างมากเป็นอยู่เช่นนี้ตลอด เหลือติดช่อละ 3-4 ผล ระยะที่เงาะเริ่มเป็นเนื้อนี้ห้ามขาดน้ำเป็นอันขาด ต้องให้น้ำทุกวัน ถ้าระยะนี้ขาดน้ำเปลือกจะแตก เพราะเนื้อภายในขยายออก แต่เปลือกไม่ขยายใหญ่ตาม ตะขอที่ใช้เกี่ยวเงาะซื้อมาจากจันทบุรี ผลผลิตที่ได้ปีหนึ่ง 400-500 กิโลกรัม แม้ไม่มากแต่ก็ทำรายได้ให้พอสมควร

การเก็บเงาะจะเก็บเงาะในช่วงเช้า โดยมีเพื่อนบ้าน 1 คน มาช่วยเก็บ ลุงอาษาปีนขึ้นไปเก็บไม่ไหว ลุงอาษาได้แต่ช่วยเก็บรวบรวมใส่ถุงอยู่โคนต้น ใช้เวลาในช่วงเช้าเก็บประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นนำไปคัดเลือกขนาด เด็ดขั้วทิ้งบรรจุเป็นถุง วันหนึ่งเก็บได้ประมาณ 20 กิโลกรัม กิจวัตรประจำวันของลุงอาษาในช่วงเช้าจะเข้าสวน ส่วนในช่วงบ่ายจะพักผ่อนอยู่บ้าน เพื่อนบ้านผู้นี้จะนำเงาะไปขายที่หน้าบ้านอยู่ติดถนนริมคลองชลประทาน ขายหมดทุกวัน ใครที่ได้รับประทานแล้วต่างติดใจ บางวันมีหน่วยงานของลูกชายมาสั่งก็จะไม่ได้ขาย ขายกิโลกรัมละ 50 บาท ถึงสิ้นเดือนกันยายนผลผลิตจึงจะหมด

การตัดแต่งกิ่ง ลุงอาษาจะตัดแต่งกิ่งเมื่อมีเวลาว่าง ตัดกิ่งกระโดง กิ่งแซม กิ่งต่ำๆ ด้านล่างออกให้โปร่ง เพื่อให้อากาศด้านล่างถ่ายเทได้ดี กิ่งใบรับแสงแดดได้มากขึ้น จะช่วยให้ต้นเงาะเจริญเติบโตดีขึ้น

ประเทศไทยนั้น มีพื้นที่ปลูก “ข้าว” ทั่วทุกภาคมากกว่า 60 ล้านไร่ (ข้อมูล : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 63) ซึ่งปกติการทำนาจะทำในรูปแบบเกษตรเชิงเดี่ยว แต่หากเกษตรกรลองใช้เวลาระหว่างรอผลผลิต ปลูก “พืชระยะสั้น” ปรับรูปแบบการทำเกษตรเป็นเกษตรผสมผสาน เชื่อหรือไม่ว่าแค่พื้นที่เหลือตามหัวไร่ปลายนา ก็อาจสร้าง “รายได้เสริม” หลักหมื่นได้อย่างคาดไม่ถึง

คุณเริงฤทธิ์ แสงเงิน ต.มาบแก อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ หรือ คุณฤทธิ์ วัย 30 ปี เป็นเกษตรกรทำนาบนพื้นที่ 30 ไร่ ที่ได้เริ่มมองหาลู่ทางใหม่ในการสร้างรายได้เสริม โดยตั้งต้นจากพื้นที่โคกปลายนาประมาณ 1-2 ไร่ ลองปลูก “แตงร้าน” ควบคู่ไปกับการทำนา เพราะมองว่าเป็นพืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้นเพียง 38-45 วัน และเหมาะกับพื้นที่ที่มีน้ำไม่มากนัก ทั้งนี้ แม้ว่าจะเป็นอาชีพเสริม แต่ก็ต้องศึกษาอย่างจริงจัง เพราะกว่าจะเริ่มปลูกแตงร้าน คุณฤทธิ์ ได้ไปเป็น “ลูกมือ” พี่สาวที่มีประสบการณ์อยู่พักใหญ่ จากนั้นได้นำความรู้ที่ได้มาปรับใช้เข้ากับการเรียนรู้ของตนเอง จนสามารถปลูกแตงร้านได้ผลผลิตสูงถึง 8-10 ตัน/ไร่ สร้างรายได้เฉลี่ย 30,000-50,000 บาท

ทั้งนี้ คุณฤทธิ์ บอกว่า สำหรับการปลูกแตงร้านเป็นอาชีพเสริม รายได้จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพและปริมาณของผลผลิตเป็นสำคัญ หากเรารักษาคุณภาพของแตงร้านให้ตรงตามความต้องการของตลาด สัดส่วนกำไรก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ลองไปดูกันว่าเกษตรกรหนุ่มคนนี้มีเคล็ดลับอะไร ที่สามารถทำให้ผลผลิตทั้งดกและดีมีคุณภาพ! “แตงร้าน” พืชอายุสั้น ปลูกได้ทุกพื้นที่
ตลาดต้องการทั้งปี
“แตงร้าน” ถือเป็นพืชตระกูลแตงที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และได้รับความนิยมบริโภคต่อเนื่องตลอดทั้งปี มีจุดเด่นคือ เป็นพืชใช้น้ำน้อย สามารถปลูกได้ในทุกพื้นที่และทุกฤดู สามารถเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ใน 38-45 วัน เท่านั้น เกษตรกรจึงนิยมปลูกเนื่องจาก เป็นพืชที่สร้างรายได้ทุกวัน เก็บเงินได้ไว

สำหรับแตงร้านที่จำหน่ายในตลาดจะแบ่งออกเป็น 4 เบอร์ คือ “เบอร์สวย, เบอร์รอง, เบอร์ข้อ, และเบอร์ใหญ่”

โดยแตงร้าน “เบอร์สวย” จะมีผลทรงกระบอก ความยาวผลประมาณ 18-20 ซม. ผิวสีเขียวนวลสม่ำเสมอ เนื้อหนา เป็นแตงร้านที่ขายได้ราคาดีที่สุด และเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดทั้งปี ส่วน “เบอร์รอง” คือแตงร้านที่ผลงอเล็กน้อย “เบอร์ข้อ” คือแตงร้านที่ผลคดงอชัดเจน สุดท้ายคือ “เบอร์ใหญ่” คือแตงร้านเบอร์สวยที่หลงตาผู้เก็บ จนมีขนาดใหญ่เกิน 20 ซม.

ทั้งนี้ จุดเด่นด้านการตลาดของแตงร้านคือ ผลผลิตนั้นสามารถขายได้ทั้งหมดทุกเบอร์ และหากเกษตรกรสามารถผลิตแตงร้านได้ “เบอร์สวย” มีคุณภาพ พ่อค้าก็อาจจะรับซื้อในราคาสูงกว่าเกษตรกรรายอื่นประมาณกิโลกรัมละ 1-2 บาท เลยทีเดียว เลือกใช้ “ระบบน้ำหยด”
พืชได้น้ำสม่ำเสมอ-ช่วยประหยัดน้ำ
การให้น้ำ แตงร้านสามารถทำได้หลายวิธี โดยระบบน้ำที่พบบ่อยนั้น ได้แก่ ระบบสปริงเกลอร์, ระบบน้ำหยด เป็นต้น เกษตรกรจะต้องเลือกให้สอดคล้องกับความต้องการของพืช และเหมาะสมกับพื้นที่มากที่สุด

คุณฤทธิ์ เผยว่า “แตงร้าน” นั้นเป็นพืชที่ต้องการน้ำในระดับพอดี ไม่ชอบน้ำท่วมขัง หรือดินแฉะ เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อโรครากเน่าโคนเน่า สมัยที่ตนเองปลูกแตงร้านในระยะแรกนั้นเคยใช้ “ระบบปล่อยน้ำตามร่องปลูก” ตามแบบพี่สาวมาก่อน แต่ปลูกมาสักระยะพบว่า “วัชพืช” เยอะมาก จึงได้ลองเปลี่ยนมาใช้ “ระบบน้ำหยด”

ข้อดีของ “ระบบน้ำหยด” คือ น้ำจะค่อยๆ หยดลงมาที่บริเวณโคนต้นของแตงร้านอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอ ช่วยให้ดินมีความชื้นในระดับที่เหมาะสม และที่สำคัญคือ “ประหยัดน้ำ” เพราะน้ำที่ใช้ทำการเกษตรแทบทั้งหมดนั้นสูบมาจากสระน้ำของตนเองเท่านั้น แม้ไม่ได้เจาะน้ำบาดาลเพิ่มก็มีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับการปลูกแตงร้านทั้งปี “ค้าง” เรื่องพื้นฐานที่ต้องรู้
พลาดแล้ว “พัง” ไม่รู้ตัว
แตงร้านเป็นพืชเถาเลื้อยที่จำเป็นต้องทำ “ค้าง” เพื่อให้เถาสามารถเกาะเกี่ยวได้ โดยรูปแบบของค้างเกษตรกรสามารถพิจารณาตามงบประมาณ และความเหมาะสมของพื้นที่

ซึ่งตามประสบการณ์ของคุณฤทธิ์ เคยใช้ทั้ง “แบบกระโจม” และ “แบบเสาหลัก” ซึ่งก็มีข้อดีแตกต่างกัน “แบบกระโจม” นั้นมีข้อดีหลักเลยคือความคงทนแข็งแรง แต่ก็มีต้นทุนสูง ประกอบกับคุณฤทธิ์ ไม่สะดวกในการก้มเก็บผลแตงร้านภายในซุ้มกระโจม ปัจจุบันจึงเลือกใช้ค้าง “แบบเสาหลัก” แทน

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเลือกใช้ค้างรูปแบบใด คุณฤทธิ์ มีหลักการสั้นๆ 2 ข้อ คือ ต้อง “ทัน” และ “ทน”

“ทัน” ในที่นี้คือ “ทันเวลา” คุณฤทธิ์ เน้นว่า หลังจากหยอดเมล็ดแตงร้านแล้วประมาณ 7-10 วัน เกษตรกรควรปักค้างตามทันที เพื่อให้ทันกับเวลาที่แตงร้านเริ่มเลื้อยหาที่เกาะ หากเกษตรกรจับเถามาเกาะค้างภายหลัง จะทำให้ลำต้นหักได้

ส่วน “ทน” นั้นคือ “ทนทาน” เนื่องจากผลแตงร้านนั้นมีน้ำหนักมาก และด้วยความที่เสาค้างสูงประมาณ 1.5-2 เมตร ในช่วงฤดูฝน ที่ทั้งดินแฉะมีลมกระโชกแรง อาจทำให้ “ค้างต้านลม” จนล้มพังไปทั้งแถบได้ คุณฤทธิ์ จึงแนะนำว่า เกษตรกรไม่ควรละเลยการตอกเสาค้างให้แน่นหนา เพื่อไม่ให้ผลผลิตเสียหายภายหลัง

“การบำรุงตามระยะ”
เคล็ดลับได้แตงร้าน “เบอร์สวย-ให้ผลผลิตนาน”
“แตงร้าน” สามารถให้ผลผลิตหลังหยอดเมล็ดประมาณ 38-45 วัน และโดยทั่วไปแล้วสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 15-20 มีด แต่แตงร้านแปลงของคุณฤทธิ์ นั้นสามารถยืดอายุการให้ผลผลิตออกไปถึง 30 มีด แถมยังคงคุณภาพได้แตงร้าน “เบอร์สวย” ในสัดส่วนที่มากไม่ต่างจากมีดแรกๆ
กว่าจะได้ผลลัพธ์แบบนี้ คุณฤทธิ์ เผยถึงหลักการสำคัญ คือ ต้องบำรุงตามระยะการเจริญเติบโต และต้องสม่ำเสมอ เพราะพืชทุกชนิดมีความต้องการธาตุอาหารในแต่ละระยะที่แตกต่างกัน

การบำรุงที่ไม่เหมาะสมกับระยะการเจริญเติบโตของพืช ย่อมได้ผลลัพธ์ไม่ตรงจุด หรือการเร่งบำรุงพืชเพียงบางระยะก็ไม่อาจช่วยให้ได้ผลผลิตสมบูรณ์ไปได้ตลอดได้เช่นกัน

ดังนั้น คุณฤทธิ์ จึงได้แบ่งการบำรุงแตงร้านออกเป็น 4 ช่วง ตามระยะการเจริญเติบโต คือ ระยะเตรียมดิน, ระยะก่อนออกดอก, ระยะติดดอก และระยะเก็บผลผลิต ก่อนปลูกนั้นจะต้องมีการไถพรวนดิน 2 รอบ เพื่อกำจัดวัชพืชและช่วยให้ดินร่วนซุย หลังจากไถพรวนรอบแรกแล้วจะตากดินทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ จากนั้นจะไถพรวนรอบที่ 2 ตามด้วยการยกร่อง โดยยกร่องสูง ประมาณ 25-30 ซม. ระยะห่างระหว่างแถว 1.2-1.5 เมตร จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญคือ “การบำรุงดิน”

คุณฤทธิ์ จะใช้ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 15-15-15 อัตรา 20-25 กก./ไร่ ค่อยๆ โรยไปตามสันร่อง ช่วยเติมธาตุอาหารหลักที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ทำให้แตงร้านเจริญเติบโตได้ดีในระยะแรก จากนั้นจึงวางสายเทปน้ำหยด ตามด้วยการคลุมดินด้วยพลาสติกคลุมแปลง โดยใช้ระยะห่างระหว่างต้น 30 ซม.

เมื่อเสร็จขั้นตอนการเตรียมแปลงทั้งหมดแล้ว เว็บแทงบอลสเต็ป ให้ปล่อยน้ำหยดประมาณ 1-2 รอบ และทิ้งระยะไว้ประมาณ 1 วัน ก็สามารถหยอดเมล็ดแตงร้านลงแปลงได้เลย โดยคุณฤทธิ์ นั้นมีเคล็ดลับปิดท้ายคือ ใช้วิธีกลบเมล็ดด้วย “ขี้เถ้า” เพื่อปรับสภาพดินให้เป็นกลาง เนื่องจากค่าความเป็นกรด-ด่าง ของดินนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยแวดล้อม การรักษาระดับค่าดินให้เป็นกลาง จะช่วยให้พืชสามารถดูดซับธาตุอาหารจากดินได้ดีขึ้น

การบำรุงช่วงที่ 2 คือ “ระยะก่อนออกดอก”
หลังแตงร้านอายุได้ประมาณ 7 วัน จะสังเกตเห็น “ใบแท้” เริ่มแตกออกมา ช่วงนี้คุณฤทธิ์ จะใส่ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-16-16 บลู วันเว้นวัน โดยปริมาณปุ๋ยนั้นเริ่มตั้งแต่ 5กก./ไร่ และค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 10 กก./ไร่ ในประมาณวันที่ 29 (หลังหยอดเมล็ด)

ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-16-16 บลู นั้นมีธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม อย่าง “แคลเซียม-โบรอน” ที่คุณฤทธิ์ บอกว่า ช่วยให้ยอดแตงร้านจะเดินดี ต้นแข็งแรง เตรียมความพร้อมสำหรับการติดดอกได้เป็นอย่างดี

การบำรุงช่วงที่ 3 คือ “ระยะติดดอก-ติดผลเล็ก”
หลังแตงร้านอายุได้ประมาณ 30-34 วัน จะเริ่มติดดอก รวมถึงมีผลขนาดเล็กให้เห็นบ้างแล้วคุณฤทธิ์ จะบำรุงด้วยปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 15-9-20 อัตรา 10 กก./ไร่ ความถี่วันเว้นวัน เพื่อเร่งสร้างเนื้อเยื้อให้ผลแตงร้านสมบูรณ์ น้ำหนักดี

หลังแตงร้านอายุได้ประมาณ 35-60 วัน เป็นช่วงที่แตงร้านให้ผลผลิต คุณฤทธิ์ ยังคงใส่ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 15-9-20 เช่นเดิม แต่จะปรับเพิ่มปริมาณขึ้นเป็น 15 กก./ไร่ โดยจะเริ่มใส่ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวผลผลิตมีดที่ 2 เรื่อยไปจนถึงมีดที่ 20

จากนั้นพอเข้ามีดที่ 21 จะเริ่มลดปริมาณปุ๋ยลงเรื่อยๆ จนถึง 5 กก./ไร่ ในมีดที่ 25 และหลังจากนั้นหยุดใส่ปุ๋ยในที่สุด

ทั้งนี้ คุณฤทธิ์ เน้นว่า “ระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต” นั้นถือเป็นช่วงสำคัญที่ต้องบำรุงแตงร้านอย่างต่อเนื่องในทุกๆ วัน เพื่อรักษาระดับความสมบูรณ์ของผลผลิต ได้แตงร้านผลตรงยาวสม่ำเสมอเหมือนกับผลผลิตมีดแรกๆ และช่วยให้แตงร้านสามารถให้ผลผลิตได้นานขึ้น

โดยปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 15-9-20 นั้นมีส่วนสำคัญช่วยให้แตงร้านติดผลผลิตดก น้ำหนักดีขึ้นอย่างชัดเจน เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับเกษตรกรรายอื่นจะได้ผลผลิตอยู่ที่ประมาณ 4-6 ตัน/ไร่ แต่แปลงของตนเองนั้นสามารถเก็บได้ถึง 8-10 ตัน/ไร่