“เขื่อนอุบลรัตน์” เหลือน้ำใช้ 1% เตรียมใช้น้ำก้นอ่าง

นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผอ.สนง.ชลประทานที่ 6 ขอนแก่น กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น พบว่า ระดับน้ำเก็บกักในอ่าง 600 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 25 น้ำใช้การได้จริง 19 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 1 เท่านั้น

ทางจังหวัดได้มีประกาศเตือนไปยังเกษตรกรที่อยู่ตอนบนและตอนล่างของลุ่มน้ำแล้ว พร้อมทั้งได้ประสานกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อขอสนับสนุนปฏิบัติการฝนหลวงแก้ปัญหาภัยแล้ง และเติมน้ำเข้าเขื่อนอุบลรัตน์ ถ้าฝนยังไม่ตกลงมาก็อาจต้องใช้น้ำก้นอ่าง หรือน้ำตาย (Dead Storage) เพื่อรักษาระบบนิเวศลำน้ำและสภาพแวดล้อมของเขื่อนอุบลรัตน์ พร้อมแก้ภัยแล้งในจังหวัดให้มีน้ำอุปโภค-บริโภค จนเข้าสู่ช่วงฤดูฝน

นอกจากนี้ เขื่อนชนบทที่อยู่ในแม่น้ำชีมีน้ำอยู่ 15 ล้าน ลบ.เมตร คิดเป็น 84 % เขื่อนขนาดกลาง จำนวน 14 แห่ง รวมแล้ว 24 ล้าน ลบ.เมตร คิดเป็น 22 % และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กใน จ.ขอนแก่น 426 แห่ง มีน้ำเหลืออยู่ 48 ล้าน ลบ.เมตร คิดเป็น 27 % รวมแหล่งน้ำใน จ.ขอนแก่น ทั้งหมดมีน้ำใช้การได้ประมาณ 107 ล้าน ลบ.เมตร สามารถบริหารจัดการน้ำให้ประชาชนที่ประสบภัยแล้งมีน้ำอุปโภค บริโภค ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม มิถุนายน โดยไม่ต้องใช้น้ำก้นอ่างของเขื่อนอุบลรัตน์

นายศักดิ์ศิริ กล่าวเพิ่มเติมว่า มั่นใจจะสามารถบริหารจัดการน้ำในช่วงภัยแล้งที่ประชาชนประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร โดยขอความร่วมมือประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด เพราะสำนักงานชลประทานที่ 6 ขอนแก่น มีนโยบายและแนวทางการบริหารจัดการน้ำหน้าแล้งในพื้นที่รับผิดชอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่ง ขนาดกลาง 67 แห่ง จะจัดสรรตามความสำคัญ และตามลำดับ ในการใช้น้ำอุปโภคบริโภค และประปาก่อน ตามด้วยจัดสรรเพื่อรักษาระบบนิเวศในลำน้ำ เพื่อการเกษตร และการอุตสาหกรรมตามลำดับ พร้อมขอความร่วมมือให้เกษตรกรและประชาชนได้ใช้น้ำกันอย่างประหยัด เพื่อจะได้มีน้ำไว้ใช้ตลอดหน้าแล้ง

“คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ ปี 2562 ประชุมกันหลายครั้ง ขอยืนยันว่า น้ำในการอุปโภค บริโภค จะไม่เกิดปัญหาอย่างแน่นอน เพราะได้ลงสำรวจอ่างกักเก็บน้ำทั้งหมดในจังหวัด พร้อมวางแนวทางรับมือปัญหาภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง และสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการทำความสะอาดท่อส่งน้ำประปาหมู่บ้าน และการขุดเจาะบ่อบาดาลเพิ่มอีก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน ซึ่งประชาชนบางส่วนได้มีการขุดเจาะบ่อบาดาลและสร้างฝายกักเก็บน้ำเอาไว้ในหลายพื้นที่แล้ว และหากประชาชนในพื้นที่ใดเดือดร้อนในเรื่องน้ำ ก็สามารถแจ้งผ่านมายังผู้นำหมู่บ้าน เพื่อที่จะได้ประสานงานร่วมกับทางจังหวัดเพื่อให้การช่วยเหลือต่อไป” นายศักดิ์ศิริ กล่าว

ชุมชนบ้านธรรมชาติล่าง ตำบลคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ชูอัตลักษณ์วิถีชีวิตชุมชนพื้นบ้าน ต่อยอดภูมิปัญญาของท้องถิ่นสู่แหล่งผลิตปุ๋ยชีวภาพนาโนของจังหวัด และเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สร้างรายได้และบริหารโดยชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมี บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมสนับสนุน

นายทองหล่อ วรฉัตร ปราชญ์ชุมชน ในฐานะประธานกลุ่มท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยชุมชนบ้านธรรมชาติล่าง กล่าวว่า ชาวบ้านในตำบลคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ส่วนใหญ่มีอาชีพด้านการเกษตร ทำสวนผลไม้ สวนยางพารา ไร่สับปะรด อีกส่วนมีอาชีพทำประมงชายฝั่ง ค้าขาย รับจ้างทั่วไป แต่รายได้จากการทำสวนและทำประมงไม่แน่นอน ทางซีพีเอฟเข้ามาสอนทำปุ๋ยหมักชีวภาพนาโน และเชิญ ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาให้ความรู้ ต่อยอดสู่ศูนย์การเรียนรู้การผลิตปุ๋ยฯ และเตรียมตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหมู่บ้านธรรมชาติล่าง โดยปัจจุบันชุมชนบ้านธรรมชาติล่างนอกจากจะผลิตปุ๋ยใช้เองในครัวเรือนแล้ว ยังจำหน่ายนอกชุมชนด้วย

ชาวบ้านในชุมชนฯ ยังได้เรียนรู้การทำอาชีพเสริมอื่นๆ นำมาสู่กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยชุมชนบ้านธรรมชาติล่าง โดยมีซีพีเอฟ ร่วมคิดร่วมทำ ประกอบด้วย พลังปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพนาโน ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้รับความรู้จากปราชญ์ชุมชนเรื่องการทำปุ๋ยชีวภาพนาโน การทำผ้ามัดย้อมจากธรรมชาติ สัมผัสวิถีประมงพื้นบ้าน วิถีชีวิตการลงเรือหากุ้ง หอย ปู ปลา ที่พักโฮมสเตย์ติดทะเลนั่งชมพระอาทิตย์ตกหน้าเกาะช้าง ลิ้มรสอาหารปริศนา เป็นการทำอาหารพื้นบ้านที่ปลอดสารพิษประยุกต์เป็นคำทาย พบหมอชาวบ้านที่ได้รับรางวัลประจำ จังหวัดตราด ให้ความรู้ด้านสมุนไพรต่างๆ ทั้งยาขับลมแก้ท้องอืด สมุนไพรจากหมามุ่ย เรียนรู้การทำลูกประคบ กิจกรรมล่องเล โดยมีผู้นำชุมชนเล่าขานตำนานหมู่บ้าน พาล่องเล ลัดเลาะชายฝั่งอ่าวธรรมชาติ ลงสัมผัสหญ้าทะเลซึ่งเป็นกลุ่มของพืชดอกเพียงกลุ่มเดียวที่มีวิวัฒนาการ ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในทะเล เป็นต้น

นายโสภณ สร้อยศรี หรือ ลุงปุ๊ก สมาชิกสภา อบต.หมู่ที่ 6 และเป็นประธานโครงการปุ๋ยหมักชีวภาพนาโน กล่าวว่า ปัจจุบันกำลังการผลิตปุ๋ยนาโนอยู่ที่ปีละ 30 ตัน ราคาตันละ 10,000 บาท ชุมชนมีรายได้จากการขายปุ๋ยนาโน 300,000 บาท ต่อปี ช่วยลดค่าใช้จ่ายของครัวเรือนลง ซึ่งสวนผลไม้ของลุงปุ๊กก็นำปุ๋ยชีวภาพนาโนไปใช้ เป็นสวนผลไม้ที่ปลอดสาร ชุมชนยังนำปุ๋ยไปใช้กับป่าชุมชนที่อยู่ติดกับโรงปุ๋ยนาโน ทำให้พืชพันธุ์ที่ปลูกไว้งอกงาม ได้ใช้ประโยชน์ อาทิ เก็บเห็ดยูคา เห็ดขอน เห็ดนกแก้ว มาทำอาหาร ซึ่งในระยะต่อไปจะพัฒนาป่าชุมชนแห่งนี้ให้เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชุมชนด้วย

ทางด้าน นางลัดดาวัลย์ ธนะประสพ รองกรรมการผู้จัดการ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟดำเนินธุรกิจโดยตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ตั้งของฟาร์มและโรงงานทั่วประเทศให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สอดรับการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมตามกลยุทธ์ “อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน ดินน้ำป่าคงอยู” ซึ่งบ้านธรรมชาติล่างเป็นชุมชนขนาดเล็กที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและประมงพื้นบ้าน มีรายได้ไม่แน่นอน โดยเฉพาะในช่วงมรสุมไม่สามารถออกเรือหาปลาได้ ทางผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และเกษตรกรบ้านธรรมชาติล่าง หารือร่วมกับซีพีเอฟที่มีโรงเพาะฟักลูกกุ้งอยู่ในพื้นที่ คิดโครงการเพื่อลดรายจ่ายในการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรมในชุมชน เปลี่ยนจากปุ๋ยเคมีมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทน นอกจากนี้ ได้นำการท่องเที่ยวมาผสมผสานให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมพื้นบ้านและวิถีชีวิตของคนในชุมชนสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยชุมชนบ้านธรรมชาติล่าง เพี่อให้ชุมชนมีรายได้จากการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ปี 2562 ประเทศไทยเสี่ยงเผชิญวิกฤติภัยแล้งมากกว่าปีก่อนๆ จากผลพวงของปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำฝนและระดับน้ำในเขื่อนทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบหลายปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าปัญหานี้ย่อมส่งต่อเกษตรกรโดยเฉพาะผู้เพาะปลูกพืชไร่พืชสวนที่จำเป็นต้องใช้น้ำเป็นหนึ่งในต้นทุนการผลิตที่สำคัญ

แม้ว่าสถานการณ์ภัยแล้งจะเริ่มส่งผลกระทบบางพื้นที่แล้ว โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน แต่เกษตรกรหลายรายยังยิ้มออก เพราะไม่ต้องกังวลว่าพืชพันธุ์ที่ตนเองลงทุนเพาะปลูกนั้นจะตายหรือผลผลิตเสียหายจากการขาดน้ำ เนื่องจากเกษตรกรเหล่านี้มี “น้ำปุ๋ย” จากซีพีเอฟ ส่งมาหล่อเลี้ยงต้นพืชให้เติบโตช่วยให้เกษตรกรผ่านพ้นวิกฤติภัยแล้งในทุกๆ ปีไปได้

กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ หมู่ที่ 7 ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ที่สมาชิกทั้ง 35 คน คือหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จจากการนำน้ำปุ๋ยจากฟาร์มสุกรจันทบุรี 2 ของซีพีเอฟ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดผลกระทบจากภาวะแล้งแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้อย่างดีด้วย

คุณณรงค์สิชณ์ สุทธาทิพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิสภาเกษตรกร และประธานหมอดินจังหวัดจันทบุรี บอกว่า การนำน้ำปุ๋ยมาใช้กับสวนผลไม้ของกลุ่มเกษตรกรนี้ เกิดจากการที่เขาได้เห็นผลผลิตของเกษตรกรที่มีสวนกล้วยอยู่ติดกับฟาร์มและใช้น้ำปุ๋ย ซึ่งเป็นน้ำที่ออกจากระบบไบโอแก๊สของฟาร์มหมู และผ่านการบำบัดจนมีคุณภาพมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด จึงสามารถนำไปรดต้นไม้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้เป็นอย่างดี โดยพบว่ากล้วยผลสวยลูกใหญ่ผลดก ทำให้มีแนวคิดว่าน่าจะทำโครงการใช้น้ำปุ๋ยสำหรับสวนเกษตรในหมู่บ้าน

“พวกเราเริ่มขอรับน้ำปุ๋ยจากฟาร์มหมูจันทรบุรี 2 เมื่อปี 2553 ตอนนั้นเกษตรกรยังใช้ถัง 1,000 ลิตรไปบรรทุกน้ำจากฟาร์มมาใช้ จากหนึ่งคนก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นจากการบอกกันปากต่อปากว่าผลผลิตกล้วยดีขึ้น พอเอาไปรดต้นเงาะลูกก็งามเหมือนกัน ผมจึงปรึกษาเรื่องนี้กับทางฟาร์มว่าอยากทำเป็นโครงการปันน้ำให้สวนเกษตรภายในหมู่บ้าน ทางบริษัทก็เห็นด้วย และเริ่มโครงการกันทันที ชาวสวนและชาวฟาร์มจึงช่วยกันต่อท่อ PVC ที่ได้รับจากกรมชลประทานมาต่อเป็นท่อส่งน้ำให้แต่ละสวน โดยซีพีเอฟให้น้ำอย่างไม่จำกัดแก่เกษตรกรสมาชิกทั้ง 35 ราย แต่ละรายมีเนื้อที่สวนประมาณ 10 ไร่ มีทั้งที่ปลูก กล้วย เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง ลำไย พริกไทย ฯลฯ ซึ่งน้ำปุ๋ยสามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิด” คุณณรงค์สิชณ์ เล่า

ส่วนการปันน้ำเกษตรกรจะร่วมกันวางแผนการใช้น้ำโดยให้ใช้ 1-2 ราย ต่อวัน เปิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยปี 2561 ที่ผ่านมา ได้รับน้ำจากฟาร์มถึง 25,000 ลูกบาศก์เมตร ส่วนข้อดีของการใช้น้ำปุ๋ยคือ การช่วยปรับสภาพดินทำให้มีลักษณะร่วนซุย เพราะในน้ำมีจุลินทรีย์ที่ช่วยปรับโครงสร้างดินให้ดีขึ้น ที่สำคัญยังช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยคอกไปได้ถึง 40% อย่างสวนของคุณณรงค์สิชณ์ที่ปลูกผลไม้แบบผสมผสานบนพื้นที่ 10 ไร่ เขาพบว่าผลผลิตมีคุณภาพดี รสชาติก็อร่อยกว่าเมื่อก่อน พริกไทยก็งามได้ผลดีมาก เขาบอกว่ารู้สึกภูมิใจมากที่ซีพีเอฟกับชาวสวนร่วมกันทำโครงการดีๆ ที่ช่วยพี่น้องเกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยลดต้นทุนและพัฒนาให้ผลผลิตมีคุณภาพมากขึ้น เท่ากับช่วยยกระดับรายได้เกษตรกรอีกทางหนึ่ง

ถัดจากสวนของคุณณรงค์สิชณ์ เป็นสวนกล้วยไข่ของ คุณโชติ ไหมทอง ซึ่งเป็นเกษตรกรกลุ่มแรกๆ ที่นำน้ำปุ๋ยมาใช้ เพราะได้ยินจากเพื่อนเกษตรกรว่าใช้น้ำนี้แล้วผลผลิตกล้วยดีขึ้นมากจึงทดลองบ้าง ปรากฏว่าได้ผลดีจริง จึงใช้มาตลอดจนถึงปัจจุบัน เขาบอกว่าตั้งแต่ใช้น้ำปุ๋ยก็เลิกใช้ปุ๋ยเคมีกับปุ๋ยขี้ไก่กับสวนกล้วยไปเลย เรียกว่าประหยัดค่าปุ๋ยได้ 100% ใบกล้วยใหญ่ ต้นงาม ผลดก คุณภาพก็ดีขึ้นมาก โดยเขาใช้น้ำปุ๋ยเดือนละ 1-2 ครั้ง ใช้รดทั้งต้นกล้วย ทุเรียน กับเงาะ ใช้น้ำมาเกือบ 10 ปี ไม่มีปัญหาอะไร ดินก็ดี ผลไม้ก็งาม สังเกตว่าผลไม้ลูกใหญ่ขึ้น คุณโชติบอกว่า โครงการนี้ดีมาก ชาวสวนที่ใช้น้ำทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าน้ำปุ๋ยช่วยลดต้นทุนและทำให้ผลไม้และพืชสวนต่างๆ มีผลผลิตดีขึ้นจริงๆ

ส่วนเกษตรกรในเขตภาคเหนือ คุณสิงห์คำ เชียงปัญญา เกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวโพด อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เคยได้รับผลกระทบจากภัยแล้งแต่สามารถผ่านพ้นปัญหานี้ได้จากน้ำปุ๋ยของซีพีเอฟ บอกว่า ตนเองทำไร่ข้าวโพด 6 ไร่ เมื่อก่อนมีปัญหามากตอนฤดูแล้งที่น้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก จึงทำเรื่องขอใช้น้ำจากฟาร์มหมูซีพีเอฟ จอมทองมาตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลากว่า 16 ปี ด้วยการสูบน้ำปุ๋ยไปใช้โดยตรงปริมาณ 12,000 ลูกบาศก์เมตร ต่อรอบการปลูก แต่ละปีปลูกได้ 2 รอบ พบว่าผลผลิตเพิ่มขึ้น จากเดิมเคยได้ผลผลิตข้าวโพด 1,500 ตัน ต่อรอบการปลูก หลังใช้น้ำปุ๋ยผลผลิตเพิ่มเป็น 2,500 ตัน ต่อรอบการปลูก เรียกว่าทั้งหมดปัญหาน้ำแล้งและได้รายได้เพิ่มไปพร้อมๆ กัน

สำหรับเขตอีสาน คุณภณิตา โชติรัตน์ทัตกุล ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า สหกรณ์มีพื้นที่ติดกับฟาร์มหมูซีพีเอฟบุรีรัมย์ เล่าว่า เมื่อปี 2559 ในพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในการทำการเกษตรอย่างหนัก เมื่อเห็นว่าฟาร์มมีน้ำปุ๋ยคุณภาพดีจึงประสานงานกับฟาร์มและทำเรื่องขอใช้น้ำผ่าน อบต.คูเมือง จากนั้นจึงต่อท่อส่งน้ำและสูบน้ำเข้าแปลงปลูกหญ้าเนเปียร์ บนพื้นที่ 100 ไร่ของสมาชิกสหกรณ์ 30 ราย โดยขอน้ำมาใช้ตลอดระยะปลูก 3 เดือน 1 ปีปลูกได้ 3 รอบ โดยหลังจากนำน้ำปุ๋ยมาใช้พบว่าผลผลิตหญ้าเนเปียร์เพิ่มขึ้นถึง 1 เท่าตัว จากที่เคยได้หญ้า 5 ตัน ต่อไร่ เพิ่มเป็น 10 ตัน ต่อไร่ และยังช่วยลดการซื้อปุ๋ยเคมีลงถึงครึ่งหนึ่ง จากแต่ก่อนใช้ปุ๋ยไร่ละ 50 กิโลกรัม ปัจจุบันใช้เพียงไร่ละ 25 กิโลกรัม

“เกษตรกรทุกคนพอใจมากที่มีรายได้เพิ่มขึ้นจากผลผลิตที่มากขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง สามารถต่อยอดสู่การผลิตปุ๋ยจากหญ้าเนเปียร์ และไม่เคยประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอีกเลย ขอขอบคุณซีพีเอฟและฟาร์มบุรีรัมย์ที่มีโครงการดีๆ แบบนี้ให้กับชุมชน” คุณภณิตา พูดแทนสมาชิกทุกคน

ฟากฝั่งเกษตรกรที่ร่วมโครงการปันน้ำปุ๋ย คุณชลธิชา อินธิราช เกษตรกรในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสุกรขุนกับซีพีเอฟ เจ้าของ “นพดลฟาร์ม” ตำบลท่าแร่ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร บอกว่า ฟาร์มของตนเองเป็นกรีนฟาร์ม “เลี้ยงหมูเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” โดยติดตั้งระบบไบโอแก๊ส ที่ช่วยให้มีแก๊สธรรมชาติสำหรับใช้ปันไฟลดต้นทุนด้านไฟฟ้า ช่วยป้องกันกลิ่นเหม็นที่อาจรบกวนชุมชน และยังได้น้ำปุ๋ยที่มีธาตุอาหารครบถ้วนเพื่อแบ่งปันให้เกษตรกรรอบๆ สำหรับรดพืชไร่ พืชสวน และนาข้าว ทำให้สามารถช่วยเพื่อนเกษตรกรผ่านพ้นภาวะภัยแล้งและช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีได้เป็นอย่างดี

ด้าน คุณสมพร เจิมพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ บอกว่า บริษัทมุ่งมั่นมีส่วนร่วมลดผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ จึงเดินหน้าโครงการปันน้ำปุ๋ยสู่เกษตรกรในชุมชนต่อเนื่อง มาตั้งแต่ปี 2547 โดยฟาร์มเลี้ยงหมูของบริษัทซึ่งกระจายอยู่ทุกภาคของประเทศ รวมทั้งเกษตรกรในโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสุกรกับซีพีเอฟ ได้ร่วมกันจัดโครงการดังกล่าว ด้วยการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดในระบบแก๊สชีวภาพ สู่บ่อบำบัดน้ำหลังระบบ ต่อไปสู่บ่อพักน้ำ จนได้น้ำสะอาดที่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีธาตุอาหารที่เหมาะสมกับพืช อาทิ โพแทสเซียม ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม จนถึงปัจจุบันซีพีเอฟแบ่งปันน้ำปุ๋ยช่วยเหลือเกษตรรอบฟาร์มรวม 148 ราย ที่นำน้ำไปใช้ในการเพาะปลูกพืช อาทิ นาข้าว อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพารา ยูคาลิปตัส หญ้าเลี้ยงสัตว์ ฯลฯ ในพื้นที่รวมกว่า 4,066 ไร่ ซึ่งไม่เพียงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากการขาดน้ำในภาวะวิกฤติภัยแล้งเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มผลผลิตและสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกร รวมถึงช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยรวมประมาณ 2 ล้านบาท ต่อปี

การแบ่งปันทรัพยากรน้ำเพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ประโยชน์และก่อเกิดคุณค่าแก่เกษตรกรทุกคน ผ่านโครงการปันน้ำปุ๋ยให้ชุมชนนี้ ถือเป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างพึ่งพาอาศัย จากความต้องการให้เกษตรกรรอบข้างผ่านพ้นวิกฤติภัยแล้งในทุกๆ ปีไปให้ได้ ขณะเดียวกัน น้ำปุ๋ยที่แบ่งปันนี้ก็มีคุณภาพดีส่งผลให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ ที่ผ่านมาจึงมีรายจ่ายลดลง มีรายได้เพิ่มขึ้น โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของซีพีเอฟที่มีต่อเกษตรกรรอบข้าง เป็นการสร้างประโยชน์แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน

คุณพสิษฐ์ โกสุข อยู่บ้านเลขที่ 153 ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ใช้พื้นที่รอบบริเวณบ้านให้เกิดประโยชน์ ด้วยการเลี้ยงและเพาะพันธุ์ปูนา เพราะมองว่าการเลี้ยงปูนาไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมาก บ่อเลี้ยงสามารถจัดให้เข้ากับพื้นที่บ้าน ก็จะส่งผลให้ง่ายต่อการดูแล เขาจึงทดลองนำปูนาเข้ามาเลี้ยงจนประสบผลสำเร็จ เกิดเป็นรายได้เสริมยามว่างอยู่กับบ้านควบคู่กับงานหลักที่ทำได้เป็นอย่างดีทีเดียว

เป็นสัตว์ที่เห็นมาแต่เด็ก

คุณพสิษฐ์ เล่าให้ฟังว่า อาชีพหลักที่ทำอยู่เป็นช่างซ่อมนาฬิกาอยู่กับบ้าน จึงทำให้เวลาทั้งหมดของการทำงานไม่ต้องเดินทางไปในที่ต่างๆ ด้วยความบังเอิญช่วงพักสายตาจากงานซ่อมนาฬิกา ได้ดูรายการเกี่ยวกับการทำเกษตรต่างๆ จึงได้เห็นว่ามีคนเลี้ยงปูนาเป็นอาชีพ ทำให้เกิดความสนใจและอยากที่จะเลี้ยงเป็นกิจกรรมยามว่าง จึงได้เดินทางไปศึกษาเรียนรู้การเลี้ยงจากฟาร์มที่ประสบผลสำเร็จในเวลาต่อมา

“พอเราได้เรียนรู้ ได้รับข้อมูลการเลี้ยงปูนามาพอสมควรแล้ว ก็คิดว่าปัจจุบันปูนาในสมัยนี้ค่อนข้างจะหายากกว่าสมัยก่อน ช่วงที่เราเป็นเด็ก จะเห็นว่าปูนานี่เยอะมาก แต่ช่วงปัจจุบันจำนวนมีน้อยลง เลยคิดว่าน่าจะสร้างรายได้เป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ได้ จากนั้นก็ทดลองหาซื้อพันธุ์มาเลี้ยง โดยค่อยๆ ทำทีละเล็กละน้อย พอเกิดปัญหาก็หมั่นสอบถามจากฟาร์มที่เราซื้อลูกพันธุ์มา พร้อมทั้งสังเกตลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ผลปรากฏว่าความชำนาญมันก็เริ่มมีขึ้น การเลี้ยงค่อยๆ ประสบผลสำเร็จ สามารถเกิดเป็นรายได้ในเวลาต่อมา” คุณพสิษฐ์ เล่าถึงความสนใจปูนาในขณะนั้น

ในช่วงแรกบ่อสำหรับเลี้ยงปูนาประดิษฐ์ด้วยวัสดุที่หาได้ง่ายๆ ตามท้องตลาด ต่อมาเมื่อขยายพันธุ์มีปูนาเพิ่มมากขึ้น จึงได้ปรับเปลี่ยนบ่อเลี้ยงให้มีมาตรฐาน โดยใช้ผ้าใบพร้อมทั้งสร้างโครงบ่อด้วยท่อ พีวีซี ทำให้สามารถขยับและต่อเป็นรูปทรงอื่นๆ ได้ง่าย รื้อและประกอบใหม่ให้มีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ว่างรอบบริเวณบ้านได้ดี

ทำบ่อเลี้ยงปูนา

คุณพสิษฐ์ บอกว่า ในเรื่องของการจัดพื้นที่เลี้ยงนั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเลี้ยงปูนาของเขาแม้แต่น้อย หากมีความตั้งใจจริงกับสิ่งที่จะทำ แม้บริเวณบ้านจะมีพื้นที่น้อยก็จัดสรรทำบ่อสำหรับเลี้ยงให้เหมาะสมกับพื้นที่ เรียกง่ายๆ ว่า มีพื้นที่ว่างบริเวณไหนเลี้ยงตรงนั้น โดยแต่ละบ่อเลี้ยงจะปล่อยปูนาอยู่ที่ 30 คู่ ต่อบ่อ แบ่งเป็นตัวเมีย 30 ตัว และตัวผู้ 30 ตัว หากพื้นที่เลี้ยงมีบริเวณที่กว้างพอสามารถเพิ่มจำนวนปูนาได้ แต่ถ้าพื้นที่หนาแน่นมากเกินไป จะแยกออกเลี้ยงใส่บ่อใหม่ทันที

“ปูนาที่เลี้ยงก็จะมีขนาดที่พร้อมผสมพันธุ์ได้แล้ว อายุอยู่ที่ 4-5 เดือน พอเห็นแม่พันธุ์เริ่มตั้งท้องก็จะดูแลเป็นพิเศษ จะไม่ไปรบกวนมาก พอลูกเริ่มออกมาอยู่ที่หน้าท้องมากๆ ถึงช่วงแข็งแรงดีแล้วก็จะช่วยทำคลอด และย้ายลูกปูออกมาอนุบาลแยกบ่อ เลี้ยงดูต่อไปจนกว่าจะได้ไซซ์ขนาดที่ต้องการ ประมาณ 3-4 เดือน หากมีทรงที่สวยและดี ก็จะขายเป็นพ่อแม่พันธุ์ แต่ถ้าตัวปูไม่มีความสมบูรณ์ ก็จะขายเป็นปูนานำไปประกอบอาหาร” คุณพสิษฐ์ บอก

สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงปูนานั้น คุณพสิษฐ์ บอกว่า จะเลี้ยงด้วยอาหารกบเม็ดเล็ก วันละ 1 มื้อ พร้อมเสริมด้วยกล้วยสุกตามท้องตลาดบ้างเป็นบางครั้งคราว ดังนั้น การเลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูปก็ไม่สิ้นเปลืองมากนัก เพราะปูนาเป็นสัตว์ที่กินอาหารน้อย อาหารจึงไม่จำเป็นต้องให้จำนวนมาก ทำให้น้ำภายในบ่อไม่เน่าเสียง่าย

ส่วนในเรื่องของการดูแลปูนาจะหมั่นถ่ายน้ำอยู่เสมอ อย่างน้อยควรถ่ายน้ำใหม่วันเว้นวัน เพราะบ่อเลี้ยงต้องเป็นพื้นที่สะอาดปูนาจะเจริญเติบโตได้ดี ปูไม่เกิดโรคจนทำให้ตาย และที่ขาดไม่ได้สำหรับปูภายในบ่อ คือทำพื้นที่หลบซ่อนไว้ภายในบ่อ เช่น กระถาง กระเบื้องต่างๆ ช่วยให้ปูไม่กัดกัน

เน้นสร้างตลาดออนไลน์และลูกค้าในชุมชน

สำหรับการทำตลาดจำหน่ายปูนา คุณพสิษฐ์ บอกว่า ในช่วงแรกจะเป็นเพื่อนบ้านที่ผ่านไปมาในชุมชนที่พบเห็นเข้ามาสอบถาม และเมื่อต้องการปูนาไปประกอบอาหารก็จะติดต่อขอซื้อ และลูกค้าบางส่วนเกิดจากการโพสต์วิธีการเลี้ยงและขั้นตอนการดูแลต่างๆ ลงในสื่อโซเชียล ทำให้มีผู้ที่สนใจเข้ามาติดต่อสอบถามและขอซื้ออยู่เป็นระยะ จึงเกิดเป็นรายได้ดีทีเดียว

“พอเราเลี้ยงจนประสบผลสำเร็จ มีปูนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เลี้ยงมาตลาดก็ยังถือว่าไปได้ดี บางช่วงฟาร์มที่เราไปเรียนรู้ เขามีปูไม่พอก็จะมารับซื้อจากฟาร์มเราไปช่วยขาย โดยปูนาที่ตัวไม่สวยไม่ค่อยสมบูรณ์นำไปประกอบอาหาร ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท ส่วนปูที่คัดทรงสวยๆ นำไปเป็นพ่อแม่พันธุ์ ขายอยู่ที่ตัวละ 50-60 บาท ก็ถือว่าตั้งแต่เลี้ยงมาลูกค้ายังค่อนข้างให้ความสนใจ และยังขายได้อยู่เรื่อยๆ” คุณพสิษฐ์ บอก

จากการที่ได้มาเลี้ยงปูนาจนเกิดเป็นรายได้ คุณพสิษฐ์ บอกว่า ภรรยาจากที่ยังไม่สนับสนุนมากนัก ก็เริ่มให้ความสนใจใช้เวลาว่างในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ มาช่วยจับปูส่งให้ลูกค้าด้วย เพราะเห็นถึงรายได้แต่ละเดือนที่ทำได้จริงจากการจำหน่ายปูนา ทำให้ทุกคนมีกิจกรรมยามว่างได้ทำภายในครอบครัว เป็นงานที่นอกจากเสริมรายได้แล้ว ยังมีความสุข

“ทุกวันนี้บอกเลยมีความสุขมาก ได้เดินดูปูนาหลังจากพักสายตาจากการซ่อมนาฬิกา เราก็ใช้เวลามาดูปูนาที่เลี้ยงไว้ ค่อนข้างเพลิดเพลิน สำหรับคนที่อยากจะเลี้ยง ผมว่ามีพื้นที่มากพื้นที่น้อยก็สามารถเลี้ยงได้ อย่างผมพื้นที่บริเวณบ้านไม่กว้าง ก็ทำบ่อเลี้ยงให้เหมาะสมกับพื้นที่บ้านของเรา อย่างปูนาผมมองว่าเหมาะกับพื้นที่ของผม และที่สำคัญใช้น้ำเลี้ยงน้อยสามารถถ่ายได้ง่าย น้ำปะปาก็เลี้ยงได้ น้ำมีความสะอาดอยู่เสมอ ก็ทำให้ไม่เกิดโรค คนที่สนใจเลี้ยงผมก็อยากจะให้เริ่มต้นทีละน้อยๆ ก่อน เรียนรู้และหาประสบการณ์ไปกับมัน ถ้ามีใจรักที่จะทำยังไงก็ประสบผลสำเร็จได้อย่างแน่นอน” คุณพสิษฐ์ แนะนำ

สำหรับท่านใดที่ผ่านไปผ่านมายังจังหวัดนครปฐมต้องการเรียนรู้หรือปรึกษาการเลี้ยงปูนาให้ประสบผลสำเร็จสามารถเข้าไปชมกันได้ ติดต่อได้ที่ คุณพสิษฐ์ โกสุข หมายเลขโทรศัพท์

มะงั่ว เป็นไม้จำพวกส้มชนิดหนึ่ง ที่หาดูต้นของจริงได้ยาก แม้จะมีชื่อและข้อมูลปรากฏในตำราเก่าๆ อยู่บ้าง แต่จะหาภาพถ่ายจากต้นจริงไม่ค่อยได้ ดังนั้น จึงเป็นไม้ผลที่พวกเราควรจะมาทำความรู้จักให้มากขึ้น ใน “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ฉบับนี้ จะได้เลิกคิดว่า มะงั่ว เป็นแต่เพียงผลไม้ในตำนานเสียที แล้วก็มาดูย้อนหลังกันว่า คนโบราณท่านใช้มะงั่วเป็นยาอย่างไรบ้าง

มะงั่ว เป็นไม้ผลที่มีชื่อเรียกต่างกันไปในแต่ละถิ่น แถบอีสาน เรียกว่า หมากเว่อ เชียงใหม่ เรียกว่า มะโว้ช้าง และในถิ่นอื่นๆ เรียกต่างไปอีกว่า มะนาวควาย มะนาวริปน ส้มนาวคลาน และส้มละโว้ เป็นต้น ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้บันทึกเรื่องของมะงั่ว ไว้ว่า

“มะงั่ว น. ชื่อไม้ต้นขนาดเล็ก ชนิด Citrus ichangensis Swing. ในวงศ์ Rutacea ผลคล้ายส้มโอ รสเปรี้ยวจัด ใช้ประสมกับขมิ้นเพื่อย้อมผ้า” ทางภาคอีสานท่านจัดให้ มะงั่ว เป็นผลไม้พวกเดียวกับส้มซ่า

นอกจากจะใช้น้ำเป็นของเปรี้ยวแทนมะนาวแล้ว เราก็ได้ทราบเพิ่มเติมอีกว่า คนสมัยก่อนใช้น้ำมะงั่วในการย้อมผ้าสีเหลืองอีกด้วย เข้าใจว่าคงจะช่วยทำให้สีสดขึ้นหรือติดทนทานยิ่งขึ้นกระมัง?

การที่เราจะระบุว่าผลไม้หรือต้นไม้ชนิดใดเป็นไม้โบราณนั้น ทางหนึ่งคือ ตรวจดูว่าพรรณไม้ชนิดนั้นๆ ได้ถูกเอ่ยชื่อไว้ในตำรับยาในพระคัมภีร์แพทย์แผนไทยของเก่าหรือไม่ หากมีเอ่ยชื่อไว้ เราก็นับเอาไว้ในสมุนไพรโบราณได้

แต่หากไม่มีระบุไว้ก็อาจจะไม่นับเข้าเป็นต้นไม้โบราณก็ได้ (แต่ก็อาจจะนับเข้าเป็นไม้โบราณได้ หากมีชื่อปรากฏในตำรับยาที่เก่ารองลงมา โดยเฉพาะหากเป็นตำราที่แพทย์แผนไทยรุ่นเก่าที่น่าเชื่อถือได้บันทึกเอาไว้)

สำหรับมะงั่วนั้น เราเชื่อได้ว่าเป็นผลไม้โบราณอย่างแน่นอน เพราะมีระบุชื่อไว้ในพระคัมภีร์แพทย์แผนไทยของเก่า อันได้แก่ พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์,-ธาตุวิภังค์,-มหาโชตรัต,-โรคนิทาน,-ธาตุวิวรณ์,-ธาตุบรรจบ และพระคัมภีร์มุจฉาปักขันทิกา แม้จะไม่ถูกระบุชื่อไว้ในพระคัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัด) ก็ตาม

จากพระคัมภีร์แพทย์ของเก่าที่เอ่ยชื่อมานั้น ท่านใช้ส่วนต่างๆ ของมะงั่วเข้าในตำรับยา อันได้แก่ เมล็ดในมะงั่ว ใบมะงั่ว รากมะงั่ว ผิวเปลือกผลมะงั่ว น้ำมะงั่ว และที่ระบุว่า มะงั่วเฉยๆ ก็มี และโรคที่ท่านระบุชื่อว่าแก้ได้ ได้แก่ โรคกุมารสำรอกและสะอึก โรคซาง โรคละอองแสงเพลิง โรคลมบ้าหมู โรคมูกเลือด โรคลม โรคป่วง โรคหืดหรือไอ โรคสันนิบาต โรคนอนไม่หลับ โรคเสมหะพิการ โรคริดสีดวง โรคเกี่ยวกับตับ และโรคกษัยที่เกิดเถาดานโลหิตในท้อง เป็นต้น