เคยรู้จักฟักข้าวมาตั้งแต่เด็ก แต่บ้านเราไม่นิยมกิน

เพราะเปลือกผลเป็นหนาม รสชาติก็จืด เด็กๆ กลัว เพราะสีสันจัดจ้าน และมีหนามแหลมปัจจุบัน นิยมกันว่าเป็นผลไม้มีคุณค่า กินได้ตั้งแต่ยอดอ่อน ผลอ่อน จนถึงแก่ ใบใช้ทำยาเขียว รากใช้ดับพิษ เนื้อสุกจัดทำน้ำผลไม้ชั้นดี นํ้าผลไม้สุกของฟักข้าวนิยมกันว่า ให้การบำรุงสายตา ลดความดัน และไขมันในเลือด มีผู้ผลิตออกจำหน่ายในลักษณะเป็นน้ำขวด และแคปซูล

การขยายพันธุ์ทำได้โดยการเพาะเมล็ด ปลูกลงในดินชื้นพอเหมาะ ทำร้านต้นไม้ให้เช่นเดียวกับปลูกมะระ ทั้งยอดและผลจะเจริญเติบโตนำออกจำหน่าย เป็นทั้งผักพื้นบ้าน และผลไม้

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะบริโภคน้ำผลไม้ชนิดนี้ ควรรู้จักให้ดีเสียก่อน และซื้อผลสดจากต้นหรือตลาดสด แล้วปรุงกินเอง จึงจะได้ผลสดโดยไม่ใส่สีที่ผิดปรกติ ถ้าดีที่สุดก็มีผู้ผลิตจำหน่ายโดยมี อย.รับรอง ถือว่าเชื่อใจได้

ใครสายทุเรียนกันบ้าง? เทคโนโลยีชาวบ้านพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับสวนทุเรียนที่สามารถเดินเข้าไปเลือกได้ถึงสวน แถมผลไม้หลายหลากให้เลือกสรรแบบจัดเต็ม งานนี้ไม่ต้องไปถึงจันทบุรี มาแค่ปราจีนบุรีก็มีทุเรียนเนื้อแน่น หอม อร่อย ให้กินแล้ว

“สวนทุเรียนยิ่งโอฬาร” ฉายาของสวนแห่งนี้ก็คือ สวนทุเรียนที่อุดมไปด้วยผลไม้หลายหลากชนิด หลายหลากแบบเลือกจิ้มกันถึงในสวน และเจ้าของสวนก็เข้าไปช่วยคัดให้ผู้บริโภคเองกับมือ!

คุณเฉลา โพธิ์โต อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งดินสอ (อบต.) อำเภอนาดี เจ้าของสวนทุเรียนยิ่งโอฬาร บอกเล่าเรื่องราวจุดเริ่มต้นที่ทำสวนนี้ขึ้นมา ว่า เกิดเนื่องจากโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระองค์ทรงสร้างอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ขึ้นเพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่มีน้ำใช้สอยอย่างเพียงพอ

อีกทั้งพื้นที่ของตำบลแก่งดินสอ ยังเหมาะในการทำเกษตรกรรม จึงคิดลงมือทำบวกกับการที่คุณเฉลามองเห็นลู่ทางในการทำอาชีพใหม่ และคิดว่าควรมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในพื้นที่

เหตุผลของการเลือกทุเรียนมาปลูก คุณเฉลาบอกว่า ทุเรียนเป็นพืชเศรษฐกิจและเป็นของขึ้นชื่อของจังหวัดปราจีนบุรี หากจะบอกถึงข้อเสียเขามองว่าน่าจะเป็นเรื่อง “ตลาด” ในการขาย และเรื่องแรงงาน เพราะคนในพื้นที่ยังไม่มีความรู้ในเรื่องการทำเกษตรมากนัก ทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีไม่มากเท่าที่ควร แรงงานหรือคนที่จะมาช่วยก็ไม่มากนัก ทำให้ช่วงแรกเริ่ม มีการลองผิดลองถูกอยู่ระยะหนึ่ง ในช่วงที่ทำสวนทุเรียนได้มีการปรับรูปแบบเป็นระยะด้วยเช่นกัน เดิมที สวนยิ่งโอฬารไม่ได้ปลูกแบบยกโคก ต่อมาปลูกแบบยกโคกบ้าง ทำร่องลูกฟูกบ้าง เพื่อป้องกันโรคและแมลงเข้าทำลาย

นอกจากนี้คุณเฉลาเล่าอีกว่า แต่เดิมที่นี่คือสวนเก่า หากนับจริงๆ แล้วคุณเฉลาทำสวนมา 30 ปีแล้ว ก่อนหน้านั้นยังไ่ม่ได้ลงมือทำจริงจังเท่าไหร่ เพิ่งจะเริ่มจริงจังเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา

มีช่วงหนึ่งที่เราได้พูดคุยกับคุณเฉลาเรื่องของมือใหม่กับความยากในการทำสวน คุณเฉลาพูดเพียงสั้นๆ ว่า ต้องเริ่มจากใจรักบวกกับศึกษาวิธีการปลูก ถ้าใจรักแต่ไม่ศึกษาเพิ่มเติมมันก็ล้มเหลวอย่างแน่นอน เมื่อถึงตรงนี้คุณเฉลายังหยิบยกปัญหาเรื่องน้ำกับสวนทุเรียน รวมทั้งสวนไม้ผลทุกชนิด หากบริหารจัดการน้ำไม่ดี ก็พังได้เช่นกัน

คุณเฉลา บอกด้วยว่า หากมองว่าพื้นที่ตรงนี้ ติดกับเขื่อนแล้วจะไม่มีปัญหาเรื่องน้ำ นั่นผิดถนัด เพราะคุณเฉลาเองก็ยอมรับว่าน้ำยังเข้าไม่ถึงทุกพื้นที่ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องการจัดการระบบ แต่ข้อดีก็มี คือทำให้หาตาน้ำบาดาลได้ง่ายขึ้น

หลังจากพูดคุยกันสักพัก คุณเฉลาพาเดินชมสวนที่ปลูกคละผลไม้ แต่ที่เด่นรองลงมาจากราชาผลไม้อย่างทุเรียน ก็คงต้องยกให้ “มังคุด” ผู้ครองฉายาราชินีผลไม้ ที่ลูกเด่นกลมโตไม่มีคราบยาง เราจึงถามเคล็ดลับของสวนยิ่งโอฬารจากปากเจ้าของ

เคล็ดลับก็ไม่ได้มีอะไรมาก คุณเฉลาบอกว่า สวนนี้แทบไม่ใช้สารเคมีเลย เนื่องจากบ้านเขาเองอยู่ตรงนี้ หากใช้สารเคมีก็คงต้องสูดดมเข้าไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ใช้จึงเป็นน้ำหมักฉีดพ่นบำรุงและกันแมลง ทำให้ปีนี้เจ้าตัวมังคุดจึงออกดอกออกผลให้เห็นแทบทุกต้น

สุดท้ายหากใครสนใจอยากเข้าไปชมสวน สามารถเข้าไปชมกันได้ที่ สวนทุเรียนยิ่งโอฬาร ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี โทรศัพท์สอบถามได้ที่ 092-576-5790 หรือติดตามจากหน้าเพจ สวนทุเรียนยิ่งโอฬาร กับ หน้าเฟซบุ๊ก ฉลาว โพธิ์โต

ผักต่างถิ่นที่มาเจริญรุ่งเรืองในประเทศไทยเนื่องจากรสชาติถูกปากคนไทยมีหลายชนิด เช่น มะละกอ สับปะรด แครอต และที่ไม่น่าเชื่อคือ พริกขี้หนู ต่างก็เป็นพืชที่เข้ามาในไทยเป็นร้อยปีแล้ว จนเรานึกว่าเป็นพืชประจำถิ่นบ้านเรา เพราะเรานำมาประกอบอาหารตั้งแต่อ้อนแต่ออก ลืมตาก็เห็นพืชผักเหล่านี้แล้ว จะไม่ใช่ของบ้านเราได้อย่างไร

ผักไชยา คะน้าเม็กซิกัน ผักโขมต้น หรือ ชายา (ภาษาสเปน Chaya) ชื่อทางพฤกษศาสตร์ : Cnidoscolus chayamansa ชื่อวงศ์ Euphorbiaceae เป็นไม้พุ่ม อายุหลายสิบปี อยู่ในวงศ์เดียวกับยางพาราและสบู่ดำ เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติในคาบสมุทรยูกาตันของประเทศเม็กซิโก มีลำต้นอวบน้ำ มียางขาวออกมาเมื่อถูกหัก ทรงพุ่มตั้งตรง มีขนาดใหญ่ โตเร็ว สามารถสูงได้ถึง 6 เมตร ใบกว้าง มีแฉกคล้ายใบมะละกอ ผักไชยาเป็นผักกินใบ เป็นอาหารชนิดหนึ่งของประเทศเม็กซิโก กัวเตมาลา และประเทศแถบอเมริกากลาง

ไชยา น่าจะเป็นผักที่เข้ามาในไทยไม่เกินสิบปีที่ผ่านมา ผมรู้จักไชยาเมื่อสามปีก่อน ในงานมหัศจรรย์พันธุ์พืชของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ที่เดอะมอลล์ บางกะปิ ทีแรกนึกว่าเป็นผักพื้นบ้านของภาคใต้ จากอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่พอได้ยินอีกชื่อ เรียกว่า คะน้าเม็กซิกัน ก็รู้ว่าเป็นพืชต่างถิ่น เห็นรูปที่ถ่ายไว้สามารถนำไปแทนคะน้าโดยผัดราดหน้า ผัดซีอิ๊ว ผัดน้ำมันหอยได้ด้วย จึงสนใจไปดู สนนราคาตอนนั้น ขายต้นละ 100 บาท เป็นกระถางเล็กๆ ถ้าเอากิ่งเปล่าๆ ที่ตัดออกมา ยาวประมาณ 1 เมตร ก็ขาย 100 บาท เช่นกัน คนขายบอกว่าไปหั่นเป็นท่อนๆ ยาวสักคืบใหญ่ ก็ปลูกได้หลายกระถาง

จึงซื้อมา 1 กิ่ง เอามาตัดได้ 5 ท่อน ปลูกไป 5 กระถาง แอบเอาไว้ในที่ร่มรำไร หมั่นรดน้ำทุกวัน ไม่ถึงสองสัปดาห์ ไชยาก็แตกกิ่งออกมาทุกกระถาง นับเป็นต้นไม้ที่ปลูกง่ายเอามากๆ ตอนนั้นยังไม่กิน เพราะยังมีน้อยอยู่ เมื่อต้นมีขนาดใหญ่แล้วก็นำมาลงดินข้างโรงเรือน จนพุ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น โคนต้นขนาดข้อมือผู้ใหญ่ก็ยังไม่กล้ากิน เพราะหักใบดูเป็นยางสีขาวเหมือนต้นมะละกอ ลังเลอยู่ ไม่กล้ากิน

จนมาถึงคราวคับขันไม่มีผักกิน เอ้า! กินก็กิน ต้องลองดู แต่เขาบอกว่า ให้นำยอดไชยามาลวกก่อน ก็เด็ดยอดไชยามา ความยาวประมาณ 1 ฟุต เด็ดทั้งใบทั้งก้าน แล้วก็ปอกเอาผิวของยอดออกเหมือนลอกต้นคะน้า ให้ความเขียวหมด จะเหลือเนื้อใสๆ หั่นเฉียงเป็นท่อนๆ ตั้งน้ำจนเดือด พอน้ำเดือดใส่ผักลงไปคนให้โดนน้ำร้อนจนทั่ว ประมาณ 1-2 นาที เอาผักขึ้นมาพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ คราวนี้จะทำอะไรกินก็ทำ ลองชิมผักดูเมื่อลวกแล้ว รสชาติอร่อย มีติดหวานเล็กน้อย ผมเริ่มเมนูแรกที่คะน้าหมูสับใส่พริกขี้หนูลงไปนิดหน่อย รสชาติค่อนข้างดี เหมือนคะน้าทั่วไป แต่จะไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวหน่อยๆ เหมือนคะน้า แต่ปรากฏว่ามีบางส่วนคือ ก้านล่างแข็งเกินไป คราวต่อไปจึงต้องเลือกก้านเอาเฉพาะจากยอดแรกลงมาแค่สองก้านเป็นพอ ก้านล่างลงจากนั้นให้ตัดทิ้ง เหลือใช้ได้เฉพาะใบ

ตั้งแต่นั้นการปลูกคะน้าปกติเป็นเรื่องยากสำหรับผมเสียแล้ว เพราะศัตรูพืชค่อนข้างมาก โรยเมล็ดไปได้สองสามวันช่วงนี้จะต้องรดน้ำส้มควันไม้ไล่แมลงอยู่เสมอ เผลอเป็นโดนกินเรียบทั้งแปลง พอรู้รสชาติของคะน้าเม็กซิกัน คะน้าจีนเลยเลิกปลูก แต่สำหรับทำการค้าโดยติดยอดไชยาขายค่อนข้างยาก เพราะยอดไชยาเหี่ยวเร็วมาก มาทำเป็นกำแล้วเก้งก้าง โอกาสที่จะปลูกไชยาขายน่าจะยาก แต่เหมาะสำหรับปลูกไว้กินที่บ้านมาก เนื่องจากปลูกครั้งเดียว กินได้ยี่สิบสามสิบปี

นอกจากเมนูคะน้าหมูสับ คะน้าน้ำมันหอย คะน้าเต้าเจี้ยว แล้ว ยังเอามาลวกกินกับน้ำพริก ชุบแป้งทอด ทำราดหน้า ผัดซีอิ๊ว ผัดไข่ หรือสามารถใส่แทนผักได้แทบทุกอย่าง

การปลูก และการขยายพันธุ์
ไชยา ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ จนแพร่หลายมากแล้ว โดยการตัดกิ่งที่เริ่มเป็นสีเขียวเข้มออกขาวมาปักชำ ตัดความยาวขนาด 1 คืบ ก็เพียงพอแล้ว นำมาปักในกระถาง ขนาดประมาณ 5-6 นิ้ว ใส่ดินพร้อมปลูก วางไว้ในที่แดดรำไร ไม่นานไชยาก็แตกกิ่ง เมื่อไชยาเจริญเติบโตได้ดีแล้ว ค่อยนำลงปลูกในดิน ปัจจุบัน ราคากระถางละ 20-30 บาท เนื่องจากสามารถขยายพันธุ์ได้เร็ว และเจริญเติบโตค่อนข้างเร็ว การดูแลรักษาง่ายมาก ไม่มีแมลงรบกวน ชอบดินโปร่งที่ระบายน้ำได้ดี ขออย่าให้มีน้ำท่วมขังนานเกินไป แสงแดดที่ชอบจะเป็นแสงตั้งแต่รำไรจนถึงแสงแดดจัด ผักไชยาปลูกครั้งเดียวกินได้ตลอดชีวิต ไม่ต้องพึ่งปุ๋ย ยา ใส่แค่มูลสัตว์ ให้นานๆ ครั้งก็เพียงพอ เพียงแต่หมั่นตัดไม่ให้กิ่งสูงเกินสองเมตร เพื่อสะดวกในการเก็บมากิน สำหรับคนที่ชอบเกษตรไร้สารพิษเป็นเรื่องดีมาก และเป็นที่น่ายินดีที่ไชยาสามารถปลูกได้ทั่วประเทศไทยโดยไม่มีข้อรังเกียจภาค

คะน้าเม็กซิกัน เป็นแหล่งที่ดีของโปรตีน วิตามิน แคลเซียม โพแทสเซียม และเหล็ก แล้วยังเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ของสารต้านอนุมูลอิสระ ใบคะน้าเม็กซิกันยังมีระดับสารอาหารสูงกว่าผักใบเขียวชนิดใดๆ ที่ปลูกบนดิน 2-3 เท่าอีกด้วย แต่ใบคะน้าเม็กซิกันดิบมีพิษ เนื่องจากมีสารกลูโคไซด์ซึ่งจะปลดปล่อยสารพิษจำพวกไซยาไนด์ออกมา จึงจำเป็นต้องทำให้สุกก่อนกิน โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 นาที ในการทำให้สุก เพื่อลดฤทธิ์ของสารที่เป็นพิษให้อยู่ในระดับปลอดภัย

สถาบันโภชนาการแห่งชาติเม็กซิกัน กล่าวถึงประโยชน์ของ “ผักไชยา” ว่า ช่วยในการหมุนเวียนโลหิต ช่วยย่อยอาหาร ช่วยในการมองเห็น ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยบรรเทาริดสีดวงทวาร ช่วยลดน้ำหนัก ป้องกันอาการไอ เพิ่มแคลเซียมให้กระดูก ป้องกันโลหิตจาง โดยเพิ่มธาตุเหล็กให้กับเลือด เพิ่มประสิทธิภาพความจำ และการทำงานของสมอง ช่วยบรรเทาโรคไขข้ออักเสบและโรคเบาหวาน

จริงๆ แล้ว ผักไชยา เป็นพืชที่เหมาะสำหรับคนเมือง เพราะเจริญเติบโตง่าย ไม่ต้องการการดูแลเอาใจใส่มาก สามารถปลูกในกระถางก็ได้ ในกรณีที่มีพื้นที่จำกัด หมั่นเด็ดยอดเรื่อยๆ ไชยาก็จะแตกยอดให้เรากินได้ตลอดไม่เกี่ยงฤดู หนำซ้ำไม่ค่อยมีศัตรูพืชและโรคพืชรบกวน อาจถือได้ว่าเป็นผักปลอดภัยที่ปลูกได้ดีข้างบ้าน ที่สำคัญอย่าลืมลวกน้ำเดือดเสียก่อนที่จะนำมาปรุงอาหาร

“สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม” สวนออร์แกนิกผสมผสานยืนหนึ่งของจันทบุรี ที่นี่เสมือนซุปเปอร์มาร์เก็ตรอบบ้าน ใช้ธรรมชาติดูแลธรรมชาติ บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดออร์แกนิก ส่งตรงไปจำหน่ายยังร้าน Lemon Tree ที่นี่จะได้ชิมน้ำมังคุด ราชินีผลไม้สดๆ และน้ำส้มมะปี๊ด เสน่ห์ไม้ผลแห่งจันทบูร

ในปัจจุบันต้องยอมรับสวนผลไม้จำนวนมากในประเทศไทยหันกลับมาทำสวนเกษตรแบบผสมสาน ปลอดสารเคมีกันมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคผลไม้ในประเทศไทย รักและดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้สวนผลไม้แบบออร์แกนิกเป็นทางเลือกที่สำคัญเป็นอย่างมาก หากคิดจะซื้อผลไม้มารับประทานได้อย่างเอร็ดอร่อยและปลอดภัยไปในตัว คงจะมีความสุขไม่ใช้น้อย เรียกได้ว่าอิ่มท้องแต่สบายใจ

เช่นเดียวกับ “สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม” สวนผลไม้ออร์แกนิก ในพื้นที่มากกว่า 100 ไร่ ซึ่งภายในสวนประกอบไปด้วยผลไม้หลากหลายชนิดที่ขึ้นชื่อของจังหวัดจันทบุรี เช่น เงาะ ลองกอง มังคุด ทุเรียน เป็นต้น โดยมี คุณสุธีร์ ปรีชาวุฒิ เจ้าของสวนตัวจริง ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ตำบลวังสรรพรส อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี

จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงพลิกผืนดินให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งนั้น เกิดขึ้นจากคุณสุธีร์ระหกระเหินเดินทางไปเป็นหนุ่มโรงงานอุตสาหกรรมมาก่อน ก่อนจะฉุกคิดได้ว่าผืนดินและอากาศที่บริสุทธ์ของจังหวัดจันทบุรีนั้น เป็นสิ่งที่มีค่ามากเกินกว่าจะทำสวนผลไม้รูปแบบเดิมที่ใช้สารเคมีเหมือนดั่งเคย จึงทำให้เขาตัดสินใจที่จะทำสวนผลไม้แบบไร้ปลอดสารเคมี นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

นอกจากในสวนจะมีผลไม้หลักๆ อย่าง เงาะ ลองกอง มังคุด ทุเรียนแล้ว ภายในสวนของคุณสุธีร์ยังมี ละมุด เสาวรส มะละกอ ส้มโอ กล้วยไข่ และกล้วยหอมอีกด้วย “ตอนนี้ที่ทำอยู่ก็คือเร่งปลูกต้นไม้กับจัดระเบียบในบ้านในสวนที่คั่งค้างมาหลายปี ให้เป็นระบบระเบียบมากยิ่งขึ้น ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่สวนรีบเร่งทำหลายอย่าง บางอย่างได้ผล บางอย่างเสียหาย ตอนนี้เลยกลับมาจัดระเบียบและวางแผนให้ทุกอย่างมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบทั้งในด้านของธรรมชาติเองและตัวเราเองให้ใช้ทรัพยากรภายนอกที่ต้องนำเข้ามาให้น้อยลง ให้ธรรมชาติเขาดูแลตัวเองได้”

คุณสุธีร์เลือกวิธีการดูแลสวนผลไม้แบบออร์แกนิกตามแนวคิดแบบวนเกษตร ซึ่งเป็นระบบที่ปล่อยให้ธรรมชาติสร้างความสมดุลขึ้นจากความหลากหลายของผลไม้นานาชนิดภายในสวน ในช่วงแรกของการปรับและลงมือทำสวนแบบออร์แกนิกมีปัญหามากมายให้ชวนคิด ทั้งเรื่องรายรับที่ลดลงจากผลผลิตที่ไม่ได้ตามมาตรฐานของการขาย

“ย้อนกลับไปในช่วงแรกๆ ที่เราเริ่มเปลี่ยนมาทำในระบบเกษตรอินทรีย์ เรามีปัญหาเรื่องรายรับที่ลดลงมากเนื่องจากผลผลิตช่วงแรกหน้าตาแย่มาก และความเสี่ยงจากผลผลิตเสียหายสูงกว่าเดิม ขายทั่วไปจะถูกกดราคาเป็นของที่ราคาต่ำสุดในท้องตลาดทั่วไป เราจึงเริ่มเข้าหาช่องทางที่เป็นตลาดบนในหลายห้าง ทำให้ประคองตัวเองรอดมาได้ในช่วงแรกที่ช่องการขายหรือสื่อการสื่อสารข้อมูลยังมีไม่มากนัก คนที่คอยช่วยอยู่ตลอดคือ ป้าเบส พอทำได้ซักพักก็เริ่มมีคำถามว่าอาหารอินทรีย์จะเข้าถึงทุกคนได้อย่างไร ในเมื่อตั้งราคาขายสูงแบบค่อนข้างจะตายตัวในขณะที่ผลผลิตส่วนเกินถูกระบายตลาดทั่วไป บางครั้งถูกแม่ค้าทั่วไปเอาไปชุบยากันราก่อนขายซะอีก คำตอบของคำถามนี้จะย้อนไปอยู่ด้านบน การเข้าถึงอาจจะเป็นแค่ครั้งคราว แต่อย่างน้อยมันก็เป็นการเปิดโลกการรับรู้ที่ต่างจากเคย หรือถ้ามันมีหลายสวนหลายที่ทำช่วงลดแลกแจกแถมกันบ่อยขึ้น หลายครั้งหลายคราวการเข้าถึงของคนทั่วไปมันก็จะมากขึ้นเรื่อย เกษตรกรก็ระบายผลผลิตที่มีมากในบางช่วงได้ ก็น่าจะดีกว่าที่ตั้งราคาเดียวตายตัว แล้วผลผลิตถูกระบายไปยังตลาดทั่วไปที่ไม่สนใจในคุณค่าที่มี”

“ผลไม้ที่สวนจะไม่ได้ตั้งราคาแบบตายตัว บางช่วงราคาสูง บางช่วงที่เรามีของออกมามากราคาจะต่ำ ปรับตามความเหมาะสมของต้นทุนในแต่ละปีต่อปริมาณและราคาทั่วไป บางอย่างทั่วไปขายแพงมากก็ลดราคาลงมา บางอย่างก็ถูก แต่ถ้าใครที่สั่งตลอดจะรู้ว่าเฉลี่ยแล้วราคาจะไม่สูงมากจนเกินไป”

ผลไม้ของสวนสุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม ส่งขายตามตลาดออร์แกนิกในกรุงเทพฯ อย่างร้าน Lemon Tree หรือตลาดปันอยู่ปันกิน และตลาดอื่นๆ หรือในบางครั้งจะมีการประกาศขายทางเฟซบุ๊ก ส่วนใครที่อยากแวะเวียนมาชมสวน เพียงแจ้งก่อนล่วงหน้า คุณสุธีร์ยินดีต้อนรับทุกท่านค่ะ

สำหรับท่านใดที่สนใจที่จะซื้อผลไม้หรือเยี่ยมชมภายในสวนของคุณสุธีร์ สามารถเดินทางไปกับนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านกับการกลับมาอีกครั้งของทัวร์เกษตรเติมสุข สัญจร แบบเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมกับแขกรับเชิญคนสำคัญ ที่จะได้นั่งพูดคุยและให้ความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตร ในวันที่ 26-28 พฤษภาคม 2566 สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-580-0021 ต่อ 2335 รับรองไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ

หากพูดถึง “เลมอน มี ฟาร์ม” (Lemon Me Farm) ของ คุณมิ้น หรือ คุณฉัตรชัย ดีสวัสดิ์ หลายท่านอาจมีโอกาสไปเยี่ยมมอาณาจักรมะนาวของคุณมิ้นที่ครบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ การทำสวนมะนาวญี่ปุ่นอย่างไรให้ได้มะนาวที่มีคุณภาพ การแปรรูปมะนาว การทำตลาดมะนาวผ่านดีไซน์ของผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัยสไตล์แดนอาทิตย์อุทัย

คุณฉัตรชัย ดีสวัสดิ์ หรือ มิ้น วิศวกรหนุ่ม ดีกรีปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นหนึ่งในเกษตรคนเมือง ที่เป็นเจ้าของสวนมะนาวเกือบร้อยไร่ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ภายใต้ชื่อ “เลมอน มี ฟาร์ม” (Lemon Me Farm) เรียกว่า เป็นสวนมะนาวที่โดดเด่นใกล้พื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเขามีแนวคิดการทำอาณาจักรมะนาวมาจากการสานต่อการทำสวนมะนาวของคุณพ่อ ที่มีอาชีพเป็นเกษตรกรซึ่งทั้งปลูกและขายมะนาวเองมานาน และสามารถส่งลูกเรียนวิศวกรจนจบก็เพราะการทำสวนมะนาว ทำให้คุณฉัตรชัยต่อยอดสวนมะนาวมาเป็น “อาณาจักรมะนาว” ที่นอกจากจะมีสวนมะนาวแล้ว ยังมีมะนาวแปรรูป ใส่ในผลิตภัณฑ์ที่มีดีไซน์ โดนใจตลาด

คุณฉัตรชัยเล่าว่า เดิมทีก่อนจะมีเป็นสินค้าแปรรูปมาจากมะนาว และอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ นั้น ได้เคยทำน้ำมะนาวผสมน้ำตาล เป็น “น้ำมะนาว” วางจำหน่ายในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งได้รับการตอบอย่างดี จนทำให้เขาศึกษาและอ่านผลงานวิจัยเกี่ยวกับมะนาวในเอกสารงานวิจัยของต่างประเทศพบว่า มะนาวมีผลดีต่อผู้ป่วยโรคมะเร็ง และมะนาวเมื่อทานให้ได้ประโยชน์ต้องมีรสขมเจือจางนิดๆ ซึ่งทำให้เสียรสชาติความอร่อย และยังได้คุณค่าเป็นยาในเวลาเดียวกัน

“ด้วยความที่ผมจบด้านวิศวกรรมมา ผมจึงละเอียด และคิดอย่างเป็นระบบว่า ถ้าลงทุนไปแล้ว จะได้กำไรคืนกลับมาอย่างไร จึงต้องเริ่มจากการศึกษาวิจัยด้วยการอ่านจากหนังสือและเอกสารงานวิชาการของต่างประเทศ รวมทั้งการเข้าไปคุยกับนักวิจัยไทยที่อยู่ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วยการนำมะนาวมาแปรรูปอย่างไรให้เกิดคุณประโยชน์ และแตกต่างจากรายอื่นๆ จนนำมาสู่การนำมะนาวมาแปรรูปเป็นอาหารที่ไม่ต้องใส่สารกันบูด และผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ที่มาจากนักวิจัยไทย ซึ่งเมื่อลงไปศึกษาเกี่ยวกับมะนาวอย่างจริงจังทำให้ทราบว่ามะนาวมีคุณประโยชน์มากกว่าเป็นส่วนประกอบของอาหาร” คุณฉัตรชัย เล่าให้ฟังอย่างเป็นกันเอง

“เลมอน มี ฟาร์ม” ของคุณฉัตรชัย มีดีไซน์แบบญี่ปุ่น ทั้งสายพันธุ์มะนาวญี่ปุ่น การจัดวางสวนให้มีความสวยงาม รูปแบบห้องโถงที่ใช้เป็นพื้นที่อบรมให้ความรู้แก่กลุ่มองค์กรที่มีกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่น และ มีคาเฟ่เล็กๆ ที่เรียบง่ายในสไตล์ญี่ปุ่นเช่นกัน

สำหรับท่านใดที่สนใจการทำสวนมะนาวแบบจริงจัง เริ่มตั้งแต่การปลูกมะนาวอย่างไรให้ได้มะนาวที่มีคุณภาพ รวมไปการนำมะนาวมาแปรรูปเป็นอาหาร และ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสร้างรายได้ และไอเดียการทำตลาด เช่น ทำผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรแปรรูปออกมาอย่างไรให้ทันสมัย โดนใจตลาด เชื่อว่า ที่ “เลมอน มี ฟาร์ม” จะมีคำตอบให้สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาหาข้อมูล เรียนรู้จากสวนมะนาวโดยตรง ก่อนลงมือทำจริง หรือสำหรับท่านที่ต้องการพัฒนาสวนมะนาวให้เป็นศูนย์เรียนรู้ที่ทันสมัย สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ 084-767-9699 โดย “เลมอน มี ฟาร์ม” ตั้งอยู่ที่ 44/1 หมู่ที่ 4 ถนนศาลายา-บางภาษี ตำบลคลองโยง อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

คุณพิสิตร์ ภูโท หรือ ผู้ใหญ่สิตร์ บ้านโนนสำเริง ตำบลน้ำอ้อม อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โทรศัพท์ 089-285-5962 เป็นเกษตรกรต้นแบบด้านการทำสวนทุเรียน โดยในปี 2564 ที่ผ่านมาได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดเกษตรกรดีเด่น สาขาทำสวน ระดับจังหวัด และยังเป็นคณะกรรมการกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ทุเรียนตำบลน้ำอ้อม

ผู้ใหญ่พิสิตร์ ทำสวนทุเรียน เนื้อที่ 20 ไร่ นอกจากนั้นยังปลูกมันสำปะหลังอีกกว่า 10 ไร่ มีความรู้เกี่ยวกับการปลูก การดูแลรักษา การให้น้ำ การใส่ปุ๋ย การผสมเกสร และการเก็บเกี่ยวทุเรียน และที่สำคัญสวนทุเรียนของผู้ใหญ่พิสิตร์ ยังเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เครือข่ายด้านการปลูกทุเรียน เป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรในพื้นที่และผู้ที่สนใจการทำสวนทุเรียน

คุณพิสิตร์ เริ่มปลูกทุเรียนเมื่อ 25 ปีที่ผ่านมา simpleweightlossplans.com โดยยังไม่มีความรู้และเข้าใจธรรมชาติของผลไม้ชนิดนี้ดีนัก กระทั่งเพื่อนที่ทำงานด้านเกษตรแนะนำให้รู้จักเจ้าหน้าที่เกษตรที่จันทบุรี เพื่อให้ทดลองปลูกก่อนสัก 1 ไร่ ผู้ใหญ่พิสิตร์เผยว่า แปลงทดลอง 1 ไร่ ปลูกโดยขาดความรู้และทักษะ ไม่รู้แม้กระทั่งช่วงเวลาการดูแลและใส่ปุ๋ยจึงไม่ได้ใส่มาก ทั้งในช่วงแตกใบอ่อน ช่วงมีดอก หรือการให้น้ำ แต่กลับพบว่าทุเรียนให้ผลผลิตดี แม้จะไม่สมบูรณ์นัก

หลังจากผ่านไป 5 ปี ทุเรียนเริ่มมีผลผลิตจึงนำไปขายมีรายได้ 4-5 หมื่นบาท เขามองว่าเป็นอาชีพที่น่าลงทุนจึงตัดสินใจปลูกเพิ่มอีกในปี 2553 จำนวน 10 ไร่ และปี 2561 อีกจำนวน 10 ไร่ พร้อมกับการสะสมความรู้และประสบการณ์ด้วยการไปดูงานและศึกษาเรียนรู้จากสวนทุเรียนคุณภาพหลายแห่ง

สวนคุณพิสิตร์ ปลูกทุเรียนแบบใส่ปุ๋ยอินทรีย์และวิทยาศาสตร์ อย่างละ 50 เปอร์เซ็นต์ สลับกันในทุกช่วงเวลา ปุ๋ยตัวแรกที่ใส่หลังเก็บผลผลิตแล้ว คือ 16-16-16 จำนวนต้นละ 1 กิโลกรัมครั้งเดียว พอเริ่มแตกยอดอ่อนจะใส่ปุ๋ยอินทรีย์สำเร็จจากมูลไก่และมูลวัว ให้ใส่ต้นละ 3 กิโลกรัม เพื่อบำรุงใบ ส่วนการให้น้ำ หากช่วงที่ใส่ปุ๋ยไม่มีฝนต้องรดน้ำช่วยเพื่อให้ปุ๋ยละลาย ขณะเดียวกันต้องดูแลตัดหญ้าและกำจัดวัชพืชทุกอย่างออกเพื่อให้บริเวณสวนโล่งเตียน แล้วยังต้องหมั่นนำดินไปตรวจสอบคุณภาพความเป็นกรด-ด่าง เพื่อปรับสูตรปุ๋ยซึ่งพบว่าอยู่ในเกณฑ์ดี

ก่อนแตกใบอ่อนที่สองใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 ต้นละ 2-3 กิโลกรัม เพื่อให้มีการสะสมอาหารทางใบพร้อมกับทำความสะอาดรอบต้นเพื่อให้น้ำดูดซึมได้สะดวก แล้วใส่ปุ๋ยน้ำเพื่อบำรุงใบสูตร 21-7-7 ให้ผสมในปริมาณ 300 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นทรงพุ่มสลับกับปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 20 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร จะทำให้ใบทุเรียนมีความสมบูรณ์ หนา มันเงา

ช่วงระยะดอก ควรดูแลระบบน้ำให้เหมาะสม ถ้าดอกเป็นไข่ปูตาปลาต้องให้น้ำครั้งละ 10-15 นาที เพราะช่วงนั้นในพื้นที่เป็นช่วงหน้าหนาว ลมแรง จะทำให้ดอกแห้ง อีกทั้งพบว่ามีเชื้อราด้วย จึงต้องใส่ยากันเชื้อรา รวมถึงฮอร์โมนเพื่อให้ช่วงเวลาพัฒนาการของดอกมีความสมบูรณ์