เคล็ดลับการปลูกสะระแหน่ให้เจริญเติบโตงอกงามดีของคุณ

ลุงทรงเดชคือใช้กรรไกรตัดแทนการเด็ดใบสะระแหน่ เมื่อตัดเสร็จแล้ว ให้นำขี้วัวมาโรยบางๆ ช่วงที่รดน้ำต้นสะระแหน่ ระวังอย่าให้น้ำแช่ขังต้น เพราะจะทำให้ต้นสะระแหน่เน่าตายได้ คุณลุงทรงเดชนับเป็นคนไทยตัวอย่างที่น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาสู่การปฏิบัติในการพึ่งตนเองและสร้างความมั่นคงทางอาหารในครอบครัวและชุมชนได้อย่างดี

กุยช่าย เป็นพืชผักตระกูลเดียวกับหอม กระเทียม นำมาทำอาหารได้หลายชนิด ตลาดนิยมบริโภค “กุยช่ายขาว” กันมาก เพราะผักมีความหวานกรอบ รสชาติอร่อยกว่ากุยช่ายใบสีเขียวธรรมดา กุยช่ายขาว จึงขายได้ราคาดีกว่า กุยช่ายเขียว ประมาณ 3-4 เท่าตัว

กุยช่าย นิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อ กุยช่ายกอใหญ่ สามารถขยายหน่อได้ปริมาณมากถึง 100 หน่อ แต่ละหน่อสามารถนำไปปักชำหรือปลูกเป็นกอใหม่ได้ในระยะเวลา 3-4 เดือน หากปลูกแยกหน่อโดยตรงในแปลง ต้องดูแลในระยะย้ายหน่อโดยเปิดให้น้ำปริมาณมาก อาจทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าการชำหน่อ

การชำหน่อ

เกษตรกรนิยมชำหน่อต้นกุยช่ายโดยตัดรากเดิมออกเกือบหมดก่อนจึงค่อยนำไปชำให้เจริญเติบโต แตกรากออกมาใหม่ก่อนปลูกในแปลง ทั้งนี้ สามารถชำในถุงหรือในตะกร้าพลาสติกก็ได้ โดยใช้ขี้เถ้าแกลบหรือดินผสมขี้เถ้าแกลบ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 3 ส่วน หลังปักชำแล้ว ประมาณ 1 เดือน สามารถนำปลูกลงแปลงได้

กุยช่าย ปลูกครั้งเดียว สามารถเก็บเกี่ยวได้นานถึง 2-3 ปี หากมีการดูแลรักษาที่ดี แปลงปลูกควรจัดเตรียมอย่างดี มีระบบน้ำที่เหมาะสม ปลูกกุยช่ายในแหล่งดินดี โดยเฉพาะดินร่วนปนทรายหรือปนดินเหนียว ที่อุดมไปด้วยอินทรียวัตถุสูง ความเป็นกรดเป็นด่างค่อนข้างเป็นกลาง ไม่มีปัญหาน้ำท่วมขังในช่วงฤดูฝน เพราะเสี่ยงทำให้กุยช่ายรากเน่าตายเกิดความเสียหายได้

การกำจัดต้นหญ้าแห้วหมูหลังจากการปลูก มักทำได้ยากมาก เพราะต้นจะขึ้นเบียดแซมกัน หากจำเป็นต้องปลูกกุยช่ายในแหล่งดินที่มีค่าความเป็นกรดสูง ควรใส่ปูนขาวหรือโดโลไมท์ เพื่อปรับสภาพความเป็นกรดของดิน สำหรับดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ควรใส่ปุ๋ยคอกประเภทปุ๋ยมูลไก่หรือปุ๋ยมูลเป็ด เพราะมีเมล็ดวัชพืชติดมาน้อยกว่าปุ๋ยจากมูลวัว ควรใส่ปุ๋ยคอกในอัตรา 100-200 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ปลูก 100 ตารางเมตร หรือประมาณ 1,600-3,200 กิโลกรัม ต่อไร่

กุยช่ายเป็นผักที่ปลูกดูแลง่าย มีโรคและแมลงน้อยกว่าพืชผักชนิดอื่นๆ หลังปลูกแค่ดูแลให้น้ำใส่ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะปุ๋ยคอกใน อัตรา 2-3 ตัน ต่อไร่ ทุกปี ส่วนปุ๋ยเคมีที่เหมาะสมควรเป็นปุ๋ยที่มีสัดส่วนธาตุอาหาร N P K ในอัตรา 2 : 1 : 1 เช่น ปุ๋ยสูตร 20-10-10 หรือ 30-15-15 อัตราการใช้ 50-100 กิโลกรัม ต่อไร่ แบ่งใส่ทุกรอบของการตัดใบไปจำหน่าย เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของใบใหม่ขึ้นทดแทนใบที่ถูกตัดไป ควรใส่ปุ๋ยทางใบเสริม เน้นธาตุอาหารรองต่างๆ เช่น แคลเซียม โบรอน ฯลฯ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของต้น อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง

เกษตรกรควรกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้วัชพืชเแย่งอาหาร โดยเฉพาะวัชพืชพวกหญ้าแห้วหมู ให้ขุดเหง้าหญ้าแห้วหมูที่อยู่ใต้ดินออกทำลายให้หมด หากดินในแปลงแน่นแข็ง ควรพรวนหน้าดินเพื่อให้น้ำสามารถซึมผ่านผิวดินลงไปสู่ระบบรากได้

หลังปลูกต้นกุยช่ายจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถตัดใบออกจำหน่ายได้ภายใน 3-4 เดือน การผลิตกุยช่ายเพื่อจำหน่ายดอกอ่อนและใบเขียวนั้นไม่ยุ่งยาก เพราะโดยธรรมชาติแล้ว กุยช่ายจะผลิดอก ออกใบตามปกติอยู่แล้ว แต่การผลิตกุยช่ายขาว มีเทคนิคการดูแลจัดการให้ต้นกุยช่ายเปลี่ยนสีใบ จากสีเขียวเป็นสีขาวก่อน โดยใช้กระถางครอบเป็นกอๆ ซึ่งอาจไม่เหมาะสมหากผลิตจำนวนมากๆ

คุณวิภาวรรณ ดวนมีสุข และ คุณสุธน สุวรรณบุตร นักวิชาการเกษตรแห่งสถานีพืชสวนท่าชัย (ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย) อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย โทร. 055-679-085-6 ได้พัฒนาเทคนิคการผลิตกุยช่ายขาวขึ้นใหม่ ซึ่งง่ายและสะดวก เริ่มจากเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ประกอบด้วย ผ้าหนาสีดำเข้ม เช่น ผ้าลีวาย ไม้ระแนง ขนาด 1 นิ้ว และตะปู

ขั้นตอนการทำ

ตัดไม้ยาว 1 เมตร จำนวน 4 ท่อน
ตัดไม้ยาว 0.5 เมตร จำนวน 8 ท่อน
นำมาประกอบเป็นโครงรูปสี่เหลี่ยม ขนาด 1×0.5×0.5 เมตร
ตัดและเย็บผ้าดำเป็นรูปตามลักษณะของโครงสี่เหลี่ยมที่ได้เตรียมไว้ แต่มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย เพื่อง่ายต่อการครอบบนโครงและเพื่อให้ผ้าดำมีความทึบแสงมากในสภาพกลางแจ้ง ผ้าที่เย็บสำหรับคลุมกรอบจะต้องเย็บทบกัน 2 ชั้น
การทำ กุยช่ายขาว

เลือกกอกุยช่ายที่สภาพต้นมีความสมบูรณ์ สภาพแตกกอดี
ใช้มีดคมตัดกอกุยช่ายที่ระดับสูงเหนือผิวดินเล็กน้อย โดยตัดให้ขาดภายในครั้งเดียว เพื่อไม่ให้เกิดรอยช้ำ ซึ่งจะทำให้โรคเข้าทำลายได้ง่าย ระหว่างการครอบ
ใช้กรอบไม้ที่บุด้วยผ้า 2 ชั้น ครอบกุยช่ายโดยกดส่วนกรอบไม้ด้านล่างให้จมลงดิน เพื่อไม่ให้แสงลอดเข้าไปได้
คอยดูแลอย่าให้โครงไม้ที่ครอบเปิดออก
รดน้ำแปลงกุยช่ายตามปกติ

ทิ้งระยะเวลาไปประมาณ 10-12 วัน ต้นกุยช่ายเจริญเติบโตอยู่ภายในโครงไม้ครอบโดยไม่ได้รับแสงเลย ส่วนระบบรากยังคงสามารถดูดน้ำและแร่ธาตุได้ตามปกติ ใบกุยช่ายที่เจริญเติบโตภายใต้สภาพไม่ได้รับแสงจะมีสีขาว เมื่อครอบจนครบกำหนดดังกล่าว ใบกุยช่ายจะมีความยาว ประมาณ 25-26 เซนติเมตร
เมื่อครบกำหนด เปิดโครงไม้ที่ครอบไว้ออก จะพบอยู่ในสภาพขาวทั้งกอ ให้ใช้มีดคมตัดกุยช่ายขาวในระดับผิวดินนำไปล้างทำความสะอาดเพื่อส่งจำหน่ายต่อไป
หลังจากตัดต้นกุยช่ายขาวแล้ว กุยช่ายจะเจริญเติบโตแตกใบขึ้นมาใหม่ทดแทนใบที่ถูกตัดออกไป จำเป็นที่จะต้องบำรุงต้นกุยช่ายให้มีความสมบูรณ์ขึ้นมาใหม่ เพราะต้นกุยช่ายที่อยู่ใต้ดินได้สูญเสียแร่ธาตุไปมาก ประกอบกับไม่ได้รับแสงแดดเป็นระยะเวลา 10-12 วัน ทำให้ต้นอ่อนแอลง

การบำรุงรักษา

การบำรุงต้นกุยช่ายจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยใส่ปุ๋ยต่างๆ ให้น้ำที่เหมาะสม ต้นกุยช่ายจะเจริญเติบโตสมบูรณ์ขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน จึงสามารถครอบทำกุยช่ายขาวได้อีกครั้ง หมุนเวียนไปเช่นนี้ จนกว่าต้นกุยช่ายจะแสดงอาการทรุดโทรม จึงรื้อถอนและปลูกแปลงใหม่ ซึ่งแต่ละรอบปลูกจะใช้ระยะเวลา 2-3 ปี ขึ้นอยู่กับการบำรุงและดูแลรักษา

การปลูกกุยช่ายขาว อาจเจอปัญหาโรคเน่า จากสาเหตุที่กอกุยช่ายขาดความสมบูรณ์ จึงควรดูแลจัดการต้นกุยช่ายให้สมบูรณ์ ทั้งก่อนและหลังการครอบ ต้องควรใส่ใจคัดเลือกสายพันธุ์กุยช่ายที่เหมาะสม เพราะโดยทั่วไปกุยช่ายที่ใช้ตัดดอกอ่อน จะไม่เหมาะในการทำกุยช่ายขาว เพราะมีใบขนาดเล็ก เมื่อทำกุยช่ายขาวไปหลายๆ ใบจะมีขนาดเล็กลงมาก ไม่สามารถจำหน่ายได้ ควรใช้พันธุ์ซึ่งเป็นพันธุ์กุยช่ายใบจะเหมาะสมกว่า เพราะมีใบขนาดใหญ่

นอกจากนี้ หากมีแสงแดดลอดผ่านบริเวณผิวดินที่ครอบคลุมผ้าดำไม่สนิท หรือบริเวณที่มีรอยแตก จะทำให้ใบกุยช่ายขาวได้ไม่เพียงพอ ควรแก้ไขโดยกดกรอบไม้ให้จมดินแล้วนำแผ่นอิฐบล็อกวางทับผ้าคลุมกรอบไม้ให้เป็นระเบียบแนบสนิทกับพื้นดิน

โครงการตลาดนำการผลิตเพื่อเกษตรกรรายย่อย (Market Oriented Smallholder Value Chain หรือ MSVC) หนึ่งในโครงการข้าวยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ได้เข้าสู่การดำเนินงานในช่วงสุดท้ายและสามารถช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย จำนวน 19,000 ราย ให้สามารถมีรายได้สุทธิจากการทำนาเพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 20 และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มาจากการเกษตรได้ถึง ร้อยละ 21 โครงการนี้ได้รับการยอมรับด้านความยั่งยืนสูงสุด โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมาโครงการ MSVC ยังได้รับการยอมรับจากการการตรวจประเมินผ่านมาตรฐาน Farm Sustainability Assessment (FSA) ระดับ FSA Gold ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของ Sustainable Agriculture Initiative (SAI) อีกด้วย

จากจุดเริ่มต้นของโครงการในปี พ.ศ. 2559 ที่มีเกษตรกรเข้าร่วมจำนวน 77 ราย โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวนาที่ยังขาดแคลนทรัพยากรในจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดสุรินทร์ รวมถึงเพิ่มปริมาณการผลิตข้าวคุณภาพสูงจากภาคอีสานของไทย โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง ร้อยละ 20 หรือจำนวนกว่า 3,000 ราย ทั้งยังสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรหญิงซึ่งคิดเป็น ร้อยละ 60 ของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด นอกจากนี้ ยังสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง ร้อยละ 21 รวมทั้งลดการปนเปื้อนของสารตกค้างจากการเกษตรลงสู่แหล่งน้ำได้ ร้อยละ 14

พอล นิโคลสัน รองประธานฝ่ายวิจัยและความยั่งยืน แผนกข้าว บริษัท โอแลม อะกริ กล่าวว่า เกษตรกรรายย่อยถือเป็นเสาหลักสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ แต่ยังมีเกษตรกรเป็นจำนวนมากที่นับว่าเป็นกลุ่มเปราะบางในห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้น เราจึงทำงานร่วมกับ GIZ และกรมการข้าวของไทยอย่างแข็งขัน เพื่อให้เกษตรกรเหล่านี้มีชีวิตที่ดีขึ้น และทำให้ห่วงโซ่อุปทานข้าวมีความพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของเราในการปฏิรูปการเกษตรเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น ด้วยการสนับสนุนของโครงการ MVSC ทำให้ผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกอาหารในยุโรป สหรัฐอเมริกา และทั่วโลกสามารถเข้าถึงข้าวที่เพาะปลูกด้วยวิธีที่ยั่งยืนมากกว่า 50,000 ตัน และได้รับสินค้าที่ผลิตด้วยระบบที่มีมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารสูงสุดระดับสากล รวมถึงสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังชุมชนของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในประเทศไทย

โครงการตลาดนำการผลิตเพื่อเกษตรกรรายย่อย (Market Oriented Smallholder Value Chain หรือ MSVC) เป็นความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน ภายใต้กรอบของโครงการ develoPPP ของกระทรวงเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาแห่งสหพันธรัฐเยอรมัน (BMZ) ประกอบด้วยหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) บริษัท โอแลม อะกริ (Olam Agri) และกรมการข้าวไทย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พร้อมลักษณ์ สรรพ่อค้า อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เนรมิตกากถั่วดาวอินคาที่ไร้ค่า ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มากด้วยคุณค่าทางโภชนาการต่อยอดจากงานวิจัยที่ได้นำเอากากถั่วดาวอินคาไปผ่านกระบวนการสกัดไขมัน พร้อมเสริมด้วยคุณค่าโอเมก้า 3 และพรีไบโอติกส์ครั้งแรก ด้วยกระบวนการที่ผ่านการต้มเพื่อขจัดกลิ่น ก่อนนำไปสกัดไขมัน และย่อยสลายโมเลกุลโปรตีนให้เล็กลง เพื่อให้ง่ายต่อการละลายน้ำและดูดซึม ตลอดจนเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการด้วยการเติมเมล็ดแฟลกซ์ (flax seed) อันอุดมด้วยโอเมก้า3 ซึ่งสูญเสียไปจากการสกัดน้ำมัน รวมทั้งเสริมด้วยการเติมพรีไบโอติกส์ ใยอาหาร “อินูลิน” (inulin) ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดีหรือโพรไบโอติกส์ที่คอยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย ก่อนผ่านวิธีการทำแห้งแบบพ่นฝอย (Spray drying) เพื่อให้ง่ายต่อการบริโภค และเก็บรักษา

จากการนำกากถั่วดาวอินคาที่มีโปรตีนสูงอยู่แล้วถึงร้อยละ 56.6 เมื่อผ่านกระบวนการที่ทำให้ได้โปรตีนสูงขึ้นถึง ร้อยละ 74.19 และเหลือไขมันเพียงร้อยละ 0.48 นั้น เหมาะอย่างยิ่งต่อการนำไปต่อยอดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ (Functional food) หรืออาหารโปรตีนจากพืช (Plant-based protein) ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรง เพื่อช่วยลดโลกร้อนทดแทนผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการทำปศุสัตว์ที่พบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทำลายชั้นบรรยากาศของโลกในปริมาณสูง รวมทั้งมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยจากการไร้สาร “เฮกเซน” (Hexane) ตกค้างในขั้นตอนการสกัดไขมันในกากถั่วดาวอินคา

นอกจากนี้ ในการผลิตยังได้ลดต้นทุนด้วยการเลือกใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่มีอยู่แล้วภายในประเทศ ด้วยการใช้ “เอนไซม์จากสับปะรด” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ ในกระบวนการย่อยสลายโมเลกุลโปรตีนให้ง่ายต่อการละลายน้ำและดูดซึมอีกด้วย

ปัจจุบัน ผลงานดังกล่าวได้รับการจดทรัพย์สินทางปัญญาและเข้าสู่เชิงพาณิชย์ ดำเนินการโดย สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล รวมทั้งได้ส่งตีพิมพ์สาระสำคัญส่วนหนึ่งของงานวิจัยในวารสารวิชาการระดับชาติเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการเสนอผลจากการวิจัยทั้งหมดตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ เพื่อส่งต่อองค์ความรู้อันเป็น “ปัญญาของแผ่นดิน” ตามปณิธานแห่งมหาวิทยาลัยมหิดลนี้ให้เป็นที่ประจักษ์ในเวทีโลกต่อไป

นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านได้รับเกียรติจาก สำนักงานเกษตรอำเภอท่าม่วง โดย นางสาวกวินทรากานต์ มาลัยทองแก้วสุภา เกษตรอำเภอท่าม่วง และ นางสาวสายชล พ่วงคำมี นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ พาไปเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในพื้นที่ตำบลท่าตะคร้อ อำเภอท่าม่วง ได้แก่ สวนไม้ตัดดอกเขตร้อน ของ คุณประเสริฐ ลมพัด ประธานกลุ่มไม้ตัดดอกเขตร้อนกาญจนบุรี และ สวนโกโก้ ของ คุณโอภาส เกษตรสวนเพชร

ด้าน นางสาวกวินทรากานต์ มาลัยทองแก้วสุภา เกษตรอำเภอท่าม่วง กล่าวว่า สำนักงานเกษตรอำเภอท่าม่วง ได้รับนโยบายจากกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่สนับสนุนให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยตามระบบการจัดการคุณภาพหลักปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) แบบเดียวกับหลักการเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 ที่มุ่งใช้ทรัพยากรที่มีของตัวเองให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้ผลผลิตสูง คุ้มค่ากับการลงทุน โดยยึดหลักการตลาดนำการผลิต เช่น สวนไม้ตัดดอกเขตร้อนของ คุณประเสริฐ ลมพัด และ สวนโกโก้ ของ คุณโอภาส เกษตรสวนเพชร ซึ่งเกษตรกรทั้งสองรายกำลังดึงเรื่องการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เข้ามาเป็นรายได้เสริมเลี้ยงตัวเองและยังเปิดโอกาสให้ชาวบ้านในชุมชนนำผลผลิตสินค้าเกษตรเข้ามาจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวไปพร้อมๆ กัน

คุณโอภาส เกษตรสวนเพชร นับเป็นเกษตรกรมือทองที่เชี่ยวชาญด้านไม้ผล โดยเฉพาะการปลูกชมพู่ จนได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำสวน ประจำปี 2550 และรางวัลปราชญ์เกษตรผู้ทรงภูมิปัญญาและมีคุณูปการต่อภาคการเกษตรไทย เป็นเครื่องการันตีผลงานมาแล้ว ทุกวันนี้ คุณโอภาสเป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสามัคคีพัฒนาไม้ผล ตำบลท่าตะคร้อ โดยสมาชิกกลุ่มปลูกลำไยนอกฤดู ฝรั่ง และผลไม้อื่นๆ

ปัจจุบัน คุณโอภาส เกษตรสวนเพชร ปลูกโกโก้ ในชื่อ “เกษตรสวนเพชร” เนื้อที่ 5 ไร่ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 81 หมู่ที่ 6 ตำบลท่าตะคร้อ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เดิมคุณโอภาสมีสวนชมพู่ที่ดำเนินสะดวก แต่รับภาระต้นทุนไม่ไหวจึงย้ายมาที่ท่าม่วง กาญจนบุรี เมื่อปี 2552 แล้วหันมาปลูกลำไยนอกฤดูแทน ระยะหลังจีนปลูกลำไยได้เองมากขึ้น มียอดสั่งซื้อน้อยลง คุณโอภาสจึงตัดสินใจโค่นต้นลำไยทิ้ง

“โกโก้” เป็นพืชทางเลือกตัวใหม่ ที่คุณโอภาสตัดสินใจปลูก เพราะลงทุนครั้งเดียวเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน 60-70 ปี โกโก้ จัดอยู่ในกลุ่มผลไม้เพื่อสุขภาพ สามารถนำไปแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มได้หลากหลายรูปแบบ นับเป็นสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพทางการตลาด สามารถเติบโตสดใสในอนาคต หากใครสนใจไม้ผลชนิดนี้ คุณโอภาสยินดีแบ่งปันความรู้ให้แก่ผู้สนใจ ทั้งเรื่องการปลูก การดูแลรักษา และด้านการตลาด

โกโก้ เป็นพืชที่ปลูกดูแลง่าย ปลูกแบบพืชเชิงเดี่ยวหรือปลูกแซมในสวนเกษตรผสมผสานก็ได้ ต้นโกโก้ สามารถปลูกแบบพื้นราบได้ โดยให้น้ำในระบบสปริงเกลอร์ สาเหตุที่คุณโอภาสปลูกโกโก้แบบยกร่องเพราะบริเวณโดยรอบเป็นแปลงนาข้าว เวลาทำนามักมีปัญหาน้ำซึมเข้ามาท่วมพื้นที่สวน คุณโอภาสจึงตัดสินใจปรับพื้นที่เป็นการปลูกแบบยกร่องเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม

สวนแห่งนี้ปลูกต้นโกโก้ จำนวน 500 ต้น ในแปลงแบบยกร่องสูงเนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน คุณโอภาสดูแลใส่ใจการบริหารจัดการภายในสวนอย่างเต็มที่ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมแปลงปลูก การปรับปรุงดิน วิธีการปลูก ดูแล การป้องกันโรคและแมลงตามหลักการเกษตรอินทรีย์

“ที่ดินผืนนี้เดิมเป็นสวนลำไย หลังจากโค่นต้นลำไยทิ้ง ก็นำกิ่งใบลำไยมาวางคลุมดินเต็มพื้นที่ ทำให้วัชพืชไม่ขึ้นแล้ว เศษใบไม้ที่ผุพังย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ตามธรรมชาติ เนื้อดินร่วนซุย อุดมไปด้วยธาตุอาหาร สภาพเหมือนดินขี้ค้างคาวเลย เพียงแค่ขุดหลุมก็ปลูกต้นโกโก้ได้เลย ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยรองก้นหลุม” คุณโอภาส กล่าว

สวนแห่งนี้ปลูกโกโก้แบบยกร่องสวน
“โกโก้เกษตรสวนเพชร” ของคุณโอภาส เป็นลูกไร่ของ บริษัท เค.ยู.เอ็น.โกโก้เน็ตเวิร์ก จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร โดยคุณโอภาสซื้อกล้าพันธุ์โกโก้ชุมพร 1 จากบริษัทในราคาต้นละ 50 บาท นำมาปลูกในระยะห่างระหว่างต้น 3×3 เมตร 1 ไร่ ปลูกโกโก้ได้ 100 ต้น เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี รดน้ำในแปลงปลูกให้ดินเปียกชุ่มตลอดเวลา ทุกๆ 2-3 วัน ทั้งนี้ ต้นโกโก้จะเริ่มให้ผลผลิตเมื่ออายุ 2 ปี หากดูแลดีจะเก็บผลผลิตทุกๆ 10-15 วัน ตลอดทั้งปี

“สวนโกโก้แห่งนี้ มีการดูแลจัดการแปลงที่ดี ทำให้ต้นโกโก้เติบโตสมบูรณ์ เริ่มให้ผลผลิตรุ่นแรก ตั้งแต่อายุ 1 ปี 6 เดือน สามารถเก็บผลผลิตได้ทุก 15 วัน โดยทางบริษัทแม่มีประกัน รับซื้อผลผลิตคืน โดยผลสดราคา 10 บาท ต่อกิโลกรัม เมล็ดแห้ง 150-200 บาท ต่อกิโลกรัม โดยปีแรกมีผลผลิตเฉลี่ยต้นละ 200 กิโลกรัม มีรายได้ 30,000-50,000 บาท เมื่อโกโก้มีอายุเพิ่มขึ้น ลำต้นใหญ่ขึ้น ก็จะให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นทุกปี ในอนาคต คาดว่าจะมีรายได้จากการขายโกโก้ผลแห้งไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท ต่อปี” คุณโอภาส กล่าว

ปัญหาโรคและแมลง

คุณโอภาส มีสูตรการทำยาป้องกันแมลงศัตรูพืชแนวเกษตรอินทรีย์ตามธรรมชาติมาใช้ดูแลจัดการปัญหาแมลงศัตรูพืช คือ เพลี้ยไฟและเพลี้ยแป้ง คุณโอภาสผสมสารกำจัดแมลงศัตรูพืช ตามสูตรภูมิปัญญาดั้งเดิม โดยใช้ยาสูบ 1 กิโลกรัม ผสมเหล้าขาว 50 ซีซี นำมาหมักรวมกันสัก 5 วัน ก็ใช้เป็นหัวเชื้อไปผสมน้ำเปล่า 20 ลิตร เติมน้ำยาล้างจาน 1 ช้อนโต๊ะ แล้วนำไปฉีดพ่นทั่วต้น รับรองได้ผลดีเกินร้อย คุณโอภาสบอกว่า ยากำจัดแมลงสูตรนี้ ดูแลป้องกันแมลงแบบครอบจักรวาล สามารถประยุกต์ใช้กับพืชผักผลไม้ได้นานาชนิด

ปลูกพืช เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ดเป็นรายได้เสริมในสวนโกโก้

คุณโอภาส ใช้ประโยชน์พื้นที่ว่างในแปลงปลูกต้นโกโก้ได้อย่างคุ้มค่า โดยปลูกเผือกและพริกหอมไว้รอบสวน ซึ่งพืชทั้งสองชนิดไม่ต้องการแดดมาก สามารถเจริญเติบโตในพื้นที่ร่มรำไร สามารถเก็บผลผลิตออกขายเป็นรายได้เสริมได้ตลอดทั้งปี โดยพริกหอม สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้หลายรุ่นต่อปี ในราคากิโลกรัมละ 200 บาท ส่วนเผือก ปลูก 6 เดือน ก็เก็บผลผลิตออกขายได้ในราคากิโลกรัมละ 30-40 บาท

นอกจากนี้ คุณโอภาส ยังเลี้ยงเป็ดไข่และเลี้ยงปลาในร่องสวนเพื่อเป็นแหล่งอาหารในครัวเรือนและเลี้ยงเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้เสริม เช่น ปลาคัง ขายได้กิโลกรัมละ 200 บาท นอกจากนี้ ยังเลี้ยงปลากินพืช เช่น ตะเพียนขาว ตะเพียนแดง และปลาสร้อย เพราะต้องการให้ปลากินพืชกลุ่มนี้ กินแหนสาหร่ายในร่องสวนเป็นอาหาร ซึ่งช่วยให้น้ำใสสะอาดสำหรับรดน้ำในแปลงเพาะปลูกแล้ว ยังสามารถนำปลาไปขายสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง

“ผมทำสวนโกโก้แบบเกษตรอินทรีย์ ufabets.co.uk ในลักษณะเกษตรผสมผสาน ตามหลักการธรรมชาติพึ่งธรรมชาติ เน้นใช้วัตถุดิบในพื้นที่ให้มากที่สุด ปลูกทุกอย่างที่เรากิน กินทุกอย่างที่เราปลูกเพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ซึ่งเป็นการพึ่งพาตัวเอง ตามหลักแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ผมมองว่าโกโก้เป็นพืชทางเลือกที่น่าสนใจเพราะมีศักยภาพทางการตลาด โกโก้เป็นวัตถุดิบที่ต้องการใช้ในอุตสาหกรรมหลายประเภท แต่ไทยยังผลิตได้น้อย ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ที่สำคัญการปลูกดูแลไม่ยากสำหรับเกษตรกรมือใหม่และผู้สนใจทำเกษตรหลังเกษียณ” คุณโอภาส กล่าวในที่สุด

ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของอำเภอลอง จังหวัดแพร่ เป็นแอ่งกระทะ มีแม่น้ำยมไหลผ่านกลาง มีลำน้ำสาขาไหลมารวมทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก มีที่ราบริมฝั่งแม่น้ำและลำน้ำสาขา กอปรกับสภาพอากาศโดยทั่วไปไม่ร้อนจัด เกษตรกรจึงปลูกไม้ผลกันมาก เช่น ส้มเขียวหวาน ส้มโอ เงาะ ลองกอง ลางสาด ทุเรียน ลำไย มะม่วง แก้วมังกร กล้วย เป็นต้น จังหวัดแพร่จึงกำหนดให้อำเภอลอง เป็นเมืองยุทธศาสตร์ด้านไม้ผล

เฉพาะไม้ผลส้มโอ มีการเพาะปลูกกันมาไม่น้อยกว่า 50 ปี จนปัจจุบันได้มีการขยายพื้นที่ปลูกกันเป็นจำนวนมาก แต่ละแปลงมีเนื้อที่ไม่มาก ผลผลิตออกมาก็ต่างคนต่างขาย ขายกันเองในท้องถิ่น หรือมีพ่อค้า-แม่ค้าคนกลางเข้าไปรับซื้อ เมื่อได้รับการแนะนำส่งเสริมจากสำนักงานเกษตรจังหวัดแพร่ และสำนักงานเกษตรอำเภอลอง ให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ และกำลังพัฒนาต่อไปสู่มาตรฐานการผลิตตามแนวทางการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP : Good Agricultural Practices เพื่อพัฒนาส้มโอให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนด พร้อมกับส่งเสริมให้ได้รับการจดทะเบียนเป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

การขยายพื้นที่ปลูกส้มโอจำนวนมากนั้น อายุต้นจะอยู่ในช่วงปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 ผลผลิตแต่ละต้นจึงมีจำนวนไม่มาก ยกเว้นแปลงส้มโอที่ปลูกมานาน ผลผลิตจะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก การระบายผลผลิตส้มโอจึงต้องอาศัยพ่อค้า-แม่ค้าคนกลางเข้าไปรับซื้อออกสู่ตลาดผู้บริโภค

ผู้เขียนได้พบกับแม่ค้าคนกลางที่เข้าไปรับซื้อส้มโอของเกษตรกรเป็นประจำทุกปี แต่ด้วยการมองเห็นลู่ทางทางการตลาดส้มโอ เธอได้ก้าวสู่การเป็นเกษตรกรปลูกส้มโอเสียเอง

คุณปทุมวดี พันคง อายุ 51 ปี เดิมเป็นคนจังหวัดกำแพงเพชร ย้ายมาตั้งบ้านเรือนกับครอบครัว ที่บ้านวังน้ำเย็น เลขที่ 84 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่ปาน อำเภอลอง จังหวัดแพร่ โทร. 085-269-3391