เคล็ดลับการเอาชนะโรคแอนแทรกโนสกรณีฝนไม่ตกหนักอาจ

ใช้สารเบนโนมิล อัตรา 6-12 กรัม ฉีดพ่น 1-2 ครั้ง ห่างกันประมาณ 7-10 วัน โดยอาจฉีดสลับกับสารแคปแทน (เมอร์แพน) อัตรา 20-30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร และให้เกษตรกรเจ้าของสวนหมั่นสังเกตช่อดอกบ่อย

หากพบว่า สารกำจัดโรคที่ฉีดพ่นไปเอาชนะโรคไม่ได้ (โรคลุกลามต่อเนื่อง) ให้เปลี่ยนสารเคมีทันที สารเคมีที่พิชิตแอนแทรกโนสได้แน่นอน ในปัจจุบันเกษตรกรชาวสวนส่วนใหญ่ แนะนำให้ใช้สารฟลิ้นท์+แอนทราโคล เพราะสามารถป้องกันโรคแอนแทรกโนสได้แน่นอน แม้ขณะฝนตกติดต่อกันหลายวัน

ที่สำคัญเป็นสารที่ฉีดพ่นแล้วไม่เป็นอันตรายต่อดอก ดอกมะม่วงที่ฉีดพ่นด้วยสารฟลิ้นท์ + แอนทราโคล จะสดและใสกว่าฉีดพ่นด้วยสารกลุ่มอื่น ที่สำคัญไม่พบปัญหาดอกแห้ง หรือดอกไหม้เมื่อฉีดพ่นในสภาพอากาศร้อน อัตราที่แนะนำคือ ใช้ฟลิ้นท์ 5 กรัม และ แอนทราโคล 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 7-10 วัน ต่อครั้ง แต่หากช่วงนั้นมีฝนตกติดต่อกันทุกวัน ให้ลดระยะเวลาฉีดเหลือ 2-3 วัน ต่อครั้ง จะได้ผลดีที่สุด

เมื่อมะม่วงติดผลอ่อนล้างโรคแมลงทำผิวให้สวย เมื่อดอกมะม่วงเริ่มโรย เราจะสังเกตเห็นผลอ่อนของมะม่วงติดผลเล็กขนาดไข่ปลาถึงหัวไม้ขีด ช่วงนี้ต้องระวังเพลี้ยไฟกับโรคแอนแทรกโนสให้มาก

ระยะนี้เกษตรกรจะใช้สารเคมีที่ค่อนข้างแรง (แรงต่อแมลง แต่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค) เช่น ใช้สารคาร์โบซัลแฟน อัตรา 30-40 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นร่วมกับสารกำจัดโรคแอนแทรกโนส เช่น โพรคลอราช (เอ็นทรัส) หรือ เบนโนมิล (เมเจอร์เบน)

ในระยะดอกเริ่มโรยและติดผลอ่อน เกษตรกรต้องหมั่นดูแล เพราะหากเพลี้ยไฟหรือโรคแอนแทรกโนสเข้าทำลายผลอ่อน ผิวจะไม่สวย ขายไม่ได้ราคา

มีเคล็ดลับอีกข้อสำหรับป้องกันผลอ่อนร่วง และเร่งการเจริญเติบโตของผลอ่อน เกษตรกรจะใช้ปุ๋ยทางใบสูตร 12-12-12 อัตรา 30-140 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นร่วมกับสารจิบเบอร์ริล (GA3) เช่น จิ๊บทรี หรือ จิ๊บแซด อัตรา 5 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 1-2 ครั้ง จะทำให้ผลโตเร็ว ลดการหลุดร่วงของผลได้มาก

ก่อนห่อทุกครั้งต้องฉีดพ่นล้างโรคแมลง ด้วยการพ่นสารเอ็นทรัส หรือฟลิ้นท์+แอนทราโคล เพื่อป้องกันกำจัดโรคแอนแทรกโนส และต้องพ่นสารมีโซแซม (หรือชื่อสามัญ ไทอะมีทอกแซม) อัตรา 3 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้ง เพราะหากไม่ฉีดพ่นสารกำจัดโรคแมลงตอนนี้ เมื่อเราห่อถุงไป โรคแมลงจะติดเข้าไปอยู่ในถุงห่อ และทำลายผลผลิตโดยที่เราไม่รู้ เพราะมองไม่เห็น

อย่าง “สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ที่ปลูกมะม่วงอาร์ทูอีทู มากกว่า 10 ปีแล้ว กำลังเก็บเกี่ยวผลผลิต แนะนำว่า การใส่ปุ๋ยระยะติดผล เมื่อผลมะม่วงติดผลขนาดหัวไม้ขีดจนถึงอายุ 12 สัปดาห์ จะเป็นช่วงที่ผลมะม่วงมีการเจริญเติบโตของผลอย่างรวดเร็ว ถ้าติดผลดกและอาหารไม่เพียงพอ ผลจะเล็ก แคระแกร็น

ในระยะนี้ในแหล่งที่มีน้ำชลประทาน แนะนำให้ใส่ปุ๋ยทางดิน สูตร 15-15-15 อัตราต้นละ 1-2 กิโลกรัม แต่ในแหล่งที่ไม่มีน้ำให้ใช้ปุ๋ยทางใบ สูตร 21-21-21 ในอัตรา 2-3 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 2 สัปดาห์ ประมาณ 5 ครั้ง

ระยะก่อนการเก็บเกี่ยว เป็นระยะที่เมล็ดของมะม่วงมีเปลือกหุ้มเมล็ดเริ่มแข็งขึ้น โดยทั่วไปเรียกว่า “เข้าไคล” อาจจะต้องเพิ่มคุณภาพผล ด้านความหนาเนื้อ ด้านความหวาน โดยใช้ปุ๋ยทางใบฉีดพ่น ซึ่งนิยมใช้ปุ๋ย เช่น 13-0-46 หรือปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ (0-0-60) อัตรา 50 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 1-2 ครั้งล่วงหน้า ก่อนการเก็บเกี่ยวเพื่อเพิ่มคุณภาพผลให้ดี

ช่วงสายวันหนึ่ง เราเดินทางจากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 304 วิ่งผ่านอำเภอพนมสารคาม เดินทางต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 3259 ไปยังอำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีเป้าหมายปลายทางอยู่ที่ “สวนป่าลาดกระทิง” ขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.)

สวนป่าลาดกระทิง เดิมเป็นสวนป่าที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท ไม้อัดไทย จำกัด ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ แควระบม-สียัด เริ่มดำเนินการปลูกป่าในปี 2511 และตั้งแต่ปี 2519 เป็นต้นมา บริษัท ไม้อัดไทย จำกัด ได้รับอนุมัติให้นำเงินค่าปลูกป่าตามเงื่อนไขสัมปทานจากแหล่งอื่นมาดำเนินการปลูกสร้างสวนป่าทดแทนในพื้นที่โครงการปลูกสร้างสวนป่าลาดกระทิง ปลูกสร้างสวนป่าทดแทนในพื้นที่โครงการปลูกสร้างสวนป่าลาดกระทิง โดยได้ปลูกสร้างสวนป่าตามเงื่อนไขสัมปทานเรื่อยมาจนถึงปี 2532 การปลูกป่าในลักษณะนี้ก็ได้หยุดลง เนื่องจากในปี 2532 รัฐบาลประกาศให้ยกเลิกสัมปทานทำไม้ (ป่าบก) จึงมีเพียงการปลูกและบำรุงรักษาสวนป่าเดิมให้เป็นไปตามพันธกรณีเท่านั้น ปัจจุบันงานสวนป่าลาดกระทิง เป็นสวนป่าโครงการที่ 6 สังกัดองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เขตศรีราชา องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ภาคกลาง ของ อ.อ.ป.

ปัจจุบัน สวนป่าลาดกระทิง มีพื้นที่ในความรับผิดชอบทั้งสิ้น 19,187.06 ไร่ ที่นี่ปลูกไม้ยูคาลิปตัสเป็นหลัก ถึงร้อยละ 34 รองลงมาเป็นสวนป่าไม้กระถินเทพา ร้อยละ 26 ปลูกไม้สัก ร้อยละ 7 และปลูกยางพารา ร้อยละ 2 แต่ในอนาคต สวนป่าลาดกระทิง เตรียมตัดโค่นสวนยางทิ้งตามนโยบายรัฐบาล ปรับพื้นที่สวนยางเดิมนำมาปลูกไม้เศรษฐกิจชนิดอื่นแทนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า พื้นที่ที่เหลืออีก ร้อยละ 31 ใช้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ แปลงทดลองและเตรียมแปลงปลูกสร้างสวนป่าในอนาคต

คุณจอง มงคลสกุลฤทธิ์ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ภาคกลาง กล่าวว่า งานปลูกสร้างสวนป่าแปลงใหม่ของสวนป่าลาดกระทิง ในปี 2561 ได้ปลูกไม้ยูคาลิปตัส จำนวน 1,222 ไร่ โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วม โดยมีการจ้างแรงงานชุมชนท้องถิ่น เป็นการสร้างงานสร้างรายได้อย่างหมุนเวียน เช่น การเตรียมพื้นที่ปลูก การปลูก การกำจัดวัชพืช การบำรุงรักษา ฯลฯ ในอัตราจ้างอย่างเป็นธรรมสอดคล้องกับค่าจ้างแรงงาน

นอกจากนี้ อ.อ.ป. ได้เปลี่ยนทฤษฎีการปลูกป่าแบบดั้งเดิม (Plantation) การปลูกป่าด้วยระยะปลูกที่กำหนดจากการมุ่งเน้นผลอัตราการเจริญเติบโตของต้นไม้และรูปทรง โดยมีการปรับปรุงพัฒนาในด้านระยะปลูกให้สอดคล้องกับพื้นที่ ทำให้มีผลผลิตที่เพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ขององค์กรในด้านเศรษฐกิจ

อ.อ.ป. ปรับทฤษฎีการปลูกป่าเศรษฐกิจใหม่ โดยใช้รูปแบบปลูกป่าแบบวนเกษตร (Agroforestry) จากเดิมที่กำหนดระยะการปลูกไม้ที่ระยะ 2×3 เมตร และ 2×4 เมตร เข้าสู่ระบบแถวคู่ 1x2x6 เมตร และ 1.5×1.5×4.5 เมตร เปิดโอกาสให้ชาวบ้านในชุมชนรอบสวนป่าเข้าใช้ประโยชน์พื้นที่ในรูปแบบวนเกษตร ช่วยให้ชาวบ้านในท้องถิ่นมีอาชีพและรายได้จากการทำสวนป่าแนวใหม่ได้อย่างยั่งยืน

“อ.อ.ป. อนุญาตให้ชาวบ้านในชุมชนรอบสวนป่า เข้ามาปลูกพืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง สับปะรด พืชสมุนไพร ฯลฯ แทรกระหว่างแถวของไม้โตเร็วและไม้โตช้า ชาวบ้านสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตามปกติในช่วงระยะเวลา 2-4 ปี สำหรับไม้โตเร็วที่ อ.อ.ป. ปลูก เช่น ไม้ยูคาลิปตัส หรือไม้กระถินเทพณรงค์ ฯลฯ จะตัดฟันรอบแรกในปีที่ 3-4 ซึ่งไม้โตเร็วกลุ่มนี้สามารถแตกหน่อได้ก็จะเลี้ยงหน่อต่อไป ระหว่างนั้นชาวบ้านก็สามารถเพาะปลูกพืชร่วมแปลงในสวนป่าได้ตามปกติ” ผอ. จอง กล่าว

ทั้งนี้ สวนป่าลาดกระทิง ได้ทดลองใช้ทฤษฎีวนเกษตรกับชุมชนรอบสวนป่ามาตั้งแต่ปี 2556 โดยมีชาวบ้านเข้าร่วมโครงการ 12 คน อนุญาตให้ปลูกสับปะรดร่วมแปลงสวนป่า 453 ไร่ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร 3.6 ล้านบาท ปีต่อมา มีชาวบ้านอีก 148 ราย ยื่นขอใช้ประโยชน์พื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 7,664 ไร่ มีรายได้จากผลผลิต 3 ล้านกว่าบาท หลังจากนั้นชาวบ้านก็เข้าร่วมกิจกรรมทุกปี

โดยปี 2560 มีเกษตรกร 132 ราย ขอใช้พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังร่วมแปลงสวนป่า 6,511 ไร่ มีรายได้จากการขายผลผลิต 26 ล้านบาท และเกษตรกร 7 ราย ขอใช้พื้นที่ 425 ไร่ ปลูกสับปะรด ขายผลผลิตได้ 10 ล้านบาท ขณะเดียวกันก็อนุญาตเข้ามาเก็บของป่า (ไม่ใช่ไม้ปลูก) เช่น น้ำผึ้งป่า เห็ด จับปลาในลำห้วย ฯลฯ เนื่องจากสวนป่าลาดกระทิงมีเนื้อที่กว้างขวาง แต่ อ.อ.ป. มีข้อจำกัดเรื่องบุคลากรที่จะดูแลตรวจตราสวนป่า จึงอาศัยชาวบ้านที่เข้ามาใช้ประโยชน์ในสวนป่าเหล่านี้ช่วยกันดูแลรักษาสวนป่า ซึ่งเป็นที่ทำกินของพวกเขา รวมทั้งเป็นหูเป็นตาสกัดการลักลอบตัดไม้ของพวกนายทุนไปพร้อมๆ กัน

เนื่องจากสวนป่าลาดกระทิง ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ด้านการอนุรักษ์ เป็นแนวเขตกันชน บริเวณป่าธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของสังคมพืชและสัตว์ ที่มีความหลากหลายทางชีวิตในพื้นที่สวนป่า จึงกำหนดข้อห้ามให้ชาวบ้านที่เข้ามาปลูกพืชร่วมแปลงสวนป่าหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีในการเพาะปลูกพืช หากจำเป็นต้องใช้ ผู้ใช้ต้องมีความรู้และใช้อย่างถูกวิธี มีระบบการจัดเก็บสารเคมีอย่างถูกต้อง และทำลายขยะสารเคมีอย่างถูกวิธี ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในสวนป่า

สวนป่าลาดกระทิง มีแผนการผลิตกล้าไม้เศรษฐกิจเป็นประจำทุกปี โดยกล้าไม้ที่ผลิต เช่น ยูคาลิปตัส กระถินเทพาและไม้ดีมีค่า ซึ่งถือเป็นไม้เศรษฐกิจที่มีรอบอายุการตัดฟันหรือการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่แตกต่างกัน โดยไม้ยูคาลิปตัส ระยะเวลารอบตัดฟัน 5-8 ปี กระถินเทพณรงค์ ระยะเวลาการตัดฟัน 5-6 ปี หรือมากกว่านั้น ส่วนไม้ดีมีค่าประเภทไม้สัก ไม้แดง ไม้พะยูง ฯลฯ ระยะเวลารอบตัดฟันมากกว่า 10 ปี

เนื่องจากปัจจุบันกล้าที่ผลิตจากเมล็ดไม่ได้รับความนิยมและมีอัตราความเจริญเติบโตที่ไม่สม่ำเสมอ งานสวนป่าลาดกระทิงจึงคิดริเริ่มการผลิตกล้าตัดชำ (Cutting) จากต้นแม่พันธุ์ที่มีอยู่ในสวนป่าลาดกระทิง ทั้งไม้ยูคาลิปตัส และกระถินเทพณรงค์ ซึ่งเป็นไม้เศรษฐกิจตัวใหม่ ที่ อ.อ.ป. เตรียมขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มในอนาคต เพราะต้นกระถินณรงค์มีกิ่งก้านเยอะ ขณะที่ต้นกระถินเทพณรงค์มีลำต้นเปลาตรง

“ป่าลาดกระทิง” แหล่งเรียนรู้ปลูกไม้โตเร็ว ผอ. จอง กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน สวนป่าลาดกระทิงกลายเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการทำไม้เศรษฐกิจ โดยเฉพาะการผลิตไม้โตเร็ว ประเภทไม้ยูคาลิปตัส ไม้กระถินเทพา รวมทั้ง กระถินเทพณรงค์ ไม้เศรษฐกิจตัวใหม่จากผลงานวิจัยของกรมป่าไม้ งานสวนป่าลาดกระทิงได้วางแผนการทำไม้ตามหลักวิชาการและตามสัญญาซื้อขาย โดยควบคุมการทำไม้ให้เป็นไปตามสัญญาการทำไม้และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและป้องกันความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการทำไม้

ขณะเดียวกัน สวนป่าลาดกระทิง มีรายได้เสริมจากการผลิตถ่านไม้ โดยมีกำลังการผลิตถ่าน จำนวน 6 เตา สามารถผลิตถ่านได้เดือนละ 375 กระสอบ ปีละ 4,500 กระสอบ โดยไม้ที่นำมาเผาถ่านเป็นเศษไม้ปลายไม้ที่เหลือจากการทำไม้ โดยมีการขออนุญาตตามกฎหมายทุกขั้นตอน

ทุกวันนี้ สวนป่าลาดกระทิงยังเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการปลูกพืชสมุนไพรในสวนป่าเศรษฐกิจ สืบเนื่องจากรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณสำหรับดำเนินโครงการตามแผนแม่บทแห่งชาติ ว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 ปี 2560-2564 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย อ.อ.ป. ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรในสวนป่าเศรษฐกิจของ อ.อ.ป. ทั่วประเทศ ระหว่างปี 2560-2564 อ.อ.ป. กำหนดจัดหาเกษตรกรที่อาศัยอยู่รอบสวนป่าเข้าร่วมโครงการปีละ 600 ไร่

ผอ. จอง กล่าวว่า อ.อ.ป. มีเป้าหมายส่งเสริมและสนับสนุนให้สวนป่า อ.อ.ป. ทั่วประเทศ เป็นรากฐานการผลิตสมุนไพรมีคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับภูมิภาคอาเซียน และส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่อาศัยอยู่รอบสวนป่า อ.อ.ป. สำรวจความเหมาะสมของพื้นที่สวนป่า พร้อมจัดสรรพื้นที่ให้เกษตรกรเข้ามาปลูกสมุนไพร โดยกำหนดชนิดพืชสมุนไพรที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกในสวนป่า ได้แก่ กระชาย ขมิ้นชัน โป๊ยกั้ก มะกรูด มะแว้งเครือ มะขามป้อม งาดำ พริกไทย รวมพื้นที่ดำเนินการทั้งสิ้น 3,000 ไร่ ตลอดระยะเวลา 5 ปี

อ.อ.ป. ได้ประสานความร่วมมือกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เพื่อดำเนินการตรวจสอบคุณภาพของผลผลิตก่อนเริ่มจำหน่าย ทั้งนี้ อ.อ.ป. ทำหน้าที่ให้คำแนะนำด้านการปลูกดูแลพืชสมุนไพร กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมติดตามผลการเจริญเติบโต รวมทั้งวางแผนการเก็บเกี่ยวและการแปรรูป

ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าวกับ อ.อ.ป. สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (สำนักบริหารกลาง) 76 ถนนราชดำเนินนอก แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100 โทร.02-282-3243-7 ต่อ 101-103 (วันและเวลาราชการ)

คุณศิริวัฒน์ ศรีสระคู อายุ 65 ปี กำลังศึกษาปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยรามคําแหง อาชีพปลูกสวนป่า อยู่บ้านเลขที่ 144 หมู่ที่ 4 ตําบลกําแพง อําเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โทรศัพท์ (087) 947-0812

ผลงานดีเด่น ความคิดริเริ่มและความพยายามฟันฝ่าอุปสรรคในการสร้างผลงาน
ในปี 2538 มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้จากสํานักงานป่าไม้ จังหวัดร้อยเอ็ด เข้ามาส่งเสริมให้มีการปลูกป่าในที่ดินของตนเอง จึงได้ตัดสินใจปลูกไม้ประดู่ซึ่งเป็นไม้ถิ่นเดิม จํานวน 28 ไร่ โดย

มีการศึกษาหาความรู้พลิกฟื้นผืนไร่เป็นสวนป่าและไม้ผล
มีการใช้พื้นที่อย่างเต็มศักยภาพ โดยปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจร่วมกับไม้ผลและพืชเกษตร เช่น
– ไม้เศรษฐกิจรอบตัดฟันปานกลาง

– ไม้เศรษฐกิจรอบตัดฟันสั้น ได้แก่ วิธีเจาะบ่อน้ำบาดาลมาใช้ในสวนป่า สวนผลไม้ และพืช ไม้ยูคาลิปตัส

– ไม้ผล ได้แก่ มะม่วง มีการนํานวัตกรรมมาใช้ในสวนป่า โดยการระหว่างรอผลผลิตจากไม้สวนป่าที่ปลูก โดยการใช้ใบเลื่อยกลมแบบประยุกต์ติดตั้งกับเครื่องตัดหญ้าแบบสะพายไหล่มาประยุกต์ใช้ในการทําไม้ออก สามารถลดต้นทุนและระยะเวลาในการทําไม้ออกได้เป็นอย่างดี มีการบริหารจัดการระบบน้ำ โดยการเจาะบ่อบาดาลเพื่อนําน้ำมาใช้ในสวนป่า
ความพยายามฟันฝ่าอุปสรรค
ปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งโดยศึกษาหาสมุนไพร พร้อมจัดทําระบบน้ำ
การขาดรายได้ระหว่างรอผลผลิตไม้จากไม้-พืชเกษตร ได้แก่ กระชาย ขิง ข่า ฯลฯ สวนป่า จึงได้ปลูกไม้ผลและพืชเกษตร เพื่อสร้างรายได้
ปัญหาสภาพของดินขาดความอุดมสมบูรณ์ โดยศึกษาหาวิธีการบํารุงดิน โดยการนําปุ๋ยคอกรองก้นหลุมก่อนปลูก
ปัญหาโรคและแมลงในสวนป่า ได้แก่ ปลวก เพื่อนําน้ำมาใช้ในสวนป่า โดยปล่อยให้เป็นตามธรรมชาติ เพราะสวนป่ามีระบบนิเวศที่เกื้อกูลกัน
มีการป้องกันการเกิดไฟไหม้ในแปลง โดยการทําถนนเป็นแนวกันไฟรอบแปลงและกลางแปลง

ผลงานและความสําเร็จของผลงาน ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติงานและความยั่งยืนในอาชีพ
เป็นการปลูกสวนป่าผสมผสานร่วมกับไม้ผลและพืชสมุนไพร
มีการบํารุงดูแลรักษาต้นไม้อย่างต่อเนื่องและมีการบริหารจัดการสวนป่าที่เหมาะสม ไม่ใช้สารเคมีในการกําจัดโรคแมลงและวัชพืชในสวนป่า
สวนป่าสามารถอํานวยประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มีการสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ
– ไม้ยูคาลิปตัสสามารถตัดขายได้ในแต่ละรอบ โดยมีรอบตัดฟันทุกๆ ปี หมุนเวียนกันไป

– แปลงปลูกไม้ประดู่และไม้ยางนาที่สวยงาม จํานวน 1,353 ต้น โดยไม้ประดู่สามารถตัดขายและ แปรรูปสร้างบ้านเรือนได้ ระยะเวลาที่ปฏิบัติงาน
– ดําเนินการปลูกสวนป่าตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปัจจุบัน ใช้เวลาในการปลูกและบํารุงรักษาเป็นเวลา 24 ปี

ความยั่งยืนในอาชีพ
รายได้เฉลี่ยจากสวนป่า โดยประมาณ ดังนี้ (1,540,200) บาท
– มีรายได้จากผลผลิตของสวนป่าอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง โดยเฉพาะไม้ประดู่ ไม้ยูคาลิปตัส ดังนี้

– ขายไม้ประดู่ (ไม้ท่อน) ตัดขาย 3 รอบ เป็นเงิน 63,000 บาท

– ขายไม้ประดู่ (แปรรูปทําเฟอร์นิเจอร์) เตียงนอน เป็นเงิน 19,200 บาท

– ขายไม้ยูคาลิปตัส เป็นเงิน 41,000 บาท ต่อปี รวมทั้งหมด 18 ปี เป็นเงิน 1,458,000 บาท

ไม้ที่เหลือในสวนป่ามีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ สามารถสร้างรายได้ในอนาคตได้
ความเป็นผู้นําและการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่างๆ
เป็นสมาชิกลุ่มอนุรักษ์ ดิน น้ำ ป่า ของ อบต.กําแพง
เป็นคณะกรรมการทําแผนพัฒนาสิ่งแวดล้อมของ อบต.กําแพง ในแผนพัฒนาระยะ 5 ปี
เป็นแบบอย่างแก่เกษตรชุมชนใกล้เคียงให้หันมาปลูกป่าและเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกไม้ เศรษฐกิจกับกรมป่าไม้

การเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่างๆ
เป็นวิทยากรสาธิตการปลูกป่าหนองเหมือนแค่
เป็นวิทยากรให้กับโรงเรียนและวัด โดยใช้แปลงสวนป่าของตัวเองเป็นสถานที่ศึกษาดูงาน
เสียสละนําต้นไม้ที่ตัดส่งไปถวายวัดเพื่อสร้างกุฏิพระ
การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ประโยชน์ทางตรง
มีการตัดไม้ในสวนป่าเพื่อแปรรูปทําเฟอร์นิเจอร์และจําหน่าย
มีไม้สําหรับไว้ใช้สอย สร้างบ้านเรือน ที่พักอาศัย เศษไม้ ปลายไม้ สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงได้
เป็นแหล่งอาหารของคนและสัตว์ เช่น เห็ด ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
มีพืชและสมุนไพรที่นํามาทําเป็นอาหารได้

ประโยชน์ทางอ้อม
เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ
สวนป่าสามารถปรับสภาพของดินให้มีความอุดมสมบูรณ์มีความชุ่มชื้นมากขึ้น
เป็นแหล่งเรียนรู้และสร้างจิตสํานึกในการร่วมกันอนุรักษ์ป่าและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจและเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ขนาดเล็ก เช่น นก กระรอก กระแต
การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
การใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยชีวภาพแทนปุ๋ยเคมี ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ใช้สารเคมีในการกําจัดโรคและแมลง
สวนป่าเป็นแหล่งเรียนรู้ ที่ศึกษาดูงาน และมีการนําเศษวัชพืชมาใช้ประโยชน์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“จากที่ได้น้อมนำแนวพระราชดำริ ทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ด้วยการปรับสภาพพื้นที่ที่มีอยู่ปลูกพืชผักไว้กินเอง ตามแนวทางตู้เย็นรอบบ้าน ควบคู่กับการเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ขุดสระเก็บน้ำเพื่อใช้รดต้นไม้ ในสระเลี้ยงปลา กิ่งไม้ที่ตัดแต่งนำมาผลิตน้ำส้มควันไม้ ยามว่างขยายพันธุ์ไม้จำพวกพืชให้ผลเพื่อนำไปปลูกเสริมในพื้นที่ เหลือแบ่งขายให้ผู้สนใจนำไปปลูกในพื้นที่ของตนเอง”

คุณวินัย สวัสดิ์วิเชียร สมัครแทงบอลสเต็ป เกษตรกรขยายผลของศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง เจ้าของศูนย์การเรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ ตั้งอยู่เลขที่ 289 หมู่ที่ 2 บ้านมะปริง ตำบลแม่น้ำคู้ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง บอกเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตภายหลังการปรับเปลี่ยนวิถีการทำกินด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นหลักชัยของชีวิต

วันนี้พื้นที่ว่างในสวนคุณวินัยได้ปลูกกล้วยแซมด้วยพืชสมุนไพรกว่า 100 ชนิด และทุกๆ วันจันทร์จะเก็บพืชในสวนไปขายที่หน้าอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง

ในทุกอาทิตย์ คุณวินัย สามารถสร้างรายได้ประมาณ 3,000-4,000 บาท โดยพืชหลักที่นำไปวางจำหน่ายให้ลูกค้าได้เลือกซื้อเป็นประจำ ได้แก่ กล้วย ผักชนิดต่างๆ หน่อกระวาน พริกไทยสด ซึ่งพริกไทยสด หากจำหน่ายไม่หมดจะนำกลับมาทำพริกไทยแห้งเพื่อนำไปจำหน่ายอีกครั้งหนึ่ง

“ความรู้ในการทำการเกษตรและการเพาะขยายพันธุ์พืชตลอดถึงการเลี้ยงสัตว์และเลี้ยงปลานั้น ได้รับมาจากทางศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง ทำการฝึกอบรมให้ ในช่วงแรกๆ ที่เข้ารับการอบรมชาวบ้านไปกันหลายคน หลังการอบรมเสร็จทางศูนย์ได้มอบปัจจัยการผลิตพื้นฐานให้ เช่น พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ก็นำมาขยายผลในพื้นที่ของตนเองจนสามารถยืนอยู่ได้ในทุกวันนี้ และผู้เข้ารับการอบรมแทบทั้งหมดจะน้อมนำแนวทางนี้ไปดำเนินชีวิตทุกคน ทำให้มีกินมีใช้ทุกวัน แถมยังมีเงินเก็บจากการนำผลผลิตออกขายเป็นรายได้เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับครอบครัว แม้ในช่วงที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ไม่สามารถออกจากบ้านได้เนื่องจากต้องระวังการระบาดของโรค ก็ไม่เป็นปัญหาทุกคนยังมีกินมีใช้ไม่ขัดสน” คุณวินัย กล่าว

พร้อมกันนี้ คุณวินัย ยังได้นำความรู้จากการฝึกอบรมจากศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง มาทำการขยายผลจนเกิดรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ นอกจากจะไม่ต้องเพิ่มทุนในการหาพันธุ์ไม้มาปลูก โดยเฉพาะการเพาะขยายพันธุ์มะนาวและพริกไทย

เกษตรกรรายนี้จะใช้วิธีนำวัสดุเหลือใช้จากครัวเรือนมาเป็นวัสดุในการเพาะปลูก ด้วยการนำขวดน้ำที่ใช้แล้วมาตัดออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งใส่ดินปลูก ซึ่งดินปลูกจะผลิตเองด้วยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเผาให้เกิดขี้เถ้าผสมดิน ขุยมะพร้าว และปุ๋ยหมัก คลุกเคล้าให้เข้ากันเอามาใส่ในขวดน้ำที่ตัดแล้ว จากนั้นนำกิ่งพันธุ์พริกและมะนาว ด้วยการเลือกเอายอดที่ใบแก่หน่อยมาปักชำ นำขวดน้ำอีกท่อนหนึ่งครอบลงไปเอายางรัดไว้ ไม่ให้โดนลม ตั้งไว้ในที่ร่ม ประมาณ 35-40 วัน ไม่ต้องรดน้ำ รากก็จะงอกออกมา