เคล็ดลับฉบับความหวาน รอบรู้เรื่องน้ำตาลเพื่อมื้ออาหารสุดเฮล

เคยคิดกันบ้างไหมว่าชีวิตเราจะเป็นอย่างไรหากไม่มีน้ำตาล แน่นอนว่าคงจะจืดชืดไม่ใช่น้อยเลยล่ะ เพราะน้ำตาลช่วยให้อาหารมีรสหวาน อร่อยกลมกล่อมขึ้น และยังทำให้เรารู้สึกอิ่มเอมใจไปกับอาหารแต่ละมื้อ นอกจากนี้ ยังรู้กันดีว่ารสชาติหอมหวานของน้ำตาลช่วยให้รู้สึก “สดชื่น กระปรี้กระเปร่า” และอารมณ์ดีขึ้นได้ทันทีที่เรารู้สึกโหยและอ่อนล้า ในอดีตกาลที่น้ำตาลยังไม่ใช่ของที่หาซื้อได้ทั่วไป เราหาความหวานจากผักและผลไม้มากมายแทน มีข้อมูลที่น่าสนใจพบว่า พระนางคลีโอพัตรา ซึ่งมีพระชนม์ชีพในช่วง 69 ถึง 30 ปีก่อนคริสตกาล ทรงโปรดปรานลูกฟิกและอินทผลัมเป็นของทานเล่น ซึ่งเป็นหนึ่งในผลไม้ที่มีรสหวานที่สุด น้ำตาลเพิ่งกลายมาเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารที่เราทานเมื่อช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ที่ผ่านมานี้เอง เมื่อเริ่มมีการทำไร่อ้อยผลิตน้ำตาลและใช้เรือขนน้ำตาลไปค้าขายยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก

น้ำตาลเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่ง พบได้ทั่วไปในอาหารหลากหลายประเภท เช่น น้ำตาลแลกโตสในน้ำนม หรือน้ำตาลฟรุกโตสในผลไม้และน้ำผึ้ง อันที่จริงแล้ว น้ำตาลบางชนิดถือว่าส่วนประกอบจำเป็นของอาหารเพราะช่วยเติมเต็มพลังงานให้กับร่างกาย ไม่
ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อหรือสมอง ต่างก็ต้องการเชื้อเพลิงมาเพิ่มพลังงานและช่วยให้ร่างกายรู้สึกกระฉับกระเฉงตื่นตัวทั้งนั้น ดังนั้น จึงไม่ควรตัดน้ำตาลออกไปจากมื้ออาหารไปซะหมด แต่ควรรู้จักบริโภคน้ำตาลอย่างเหมาะสม และเข้าใจประโยชน์ของ
น้ำตาลให้ถ่องแท้เสียก่อน เพื่อจะได้เพลิดเพลินกับรสชาติหวาน ๆ แสนอร่อยโดยไม่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพให้รำคาญใจ

น้ำตาลมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด และมาจากหลายแหล่งที่มา แต่ชนิดที่บริโภคกันมาก ได้แก่ ฟรุกโตสและกลูโคส ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในผักและผลไม้ซึ่งมีเส้นใยและสารต้านอนุมูลอิสระรวมอยู่ด้วยเช่นกัน ส่วนน้ำตาลซูโครสมาจากฟรุกโตสและกลูโคสประกอบกันกลายเป็นน้ำตาลทรายที่เราซื้อและใช้ประกอบอาหารในชีวิตประจำวันนั่นเอง เมื่อเราบริโภคน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย กลูโคสจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด และเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ในขณะที่ฟรุกโตสจะต้องถูกเปลี่ยนให้เป็นกลูโคสก่อน จากนั้นก็จะ
ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดต่อไป นับเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งที่มีรสชาติแสนอร่อยชวนติดใจ ทว่าก็ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปหลังจากที่บริโภคเข้าไปแล้ว

เราคงเคยได้ยินเกี่ยวกับน้ำเชื่อมข้าวโพดชนิดที่มีฟรุกโตสสูง หรือ high fructose corn syrup (HFCS) ซึ่งทำมาจากข้าวโพดกันมาบ้าง เจ้าน้ำเชื่อมตัวนี้เป็นคนละอย่างกับน้ำตาลฟรุกโตส ความจริงแล้วน้ำเชื่อมชนิดนี้มีองค์ประกอบคล้ายกับน้ำตาลทราย และปริมาณครึ่งหนึ่งของน้ำตาลชนิดนี้เป็นน้ำตาลกลูโคส น้ำเชื่อม HFCS พบมากในพวกอาหารแปรรูป และเริ่มนิยมใช้กันมากในยุค 1980 โดยผู้ผลิตเริ่มหันมาใช้น้ำเชื่อมนี้แทนน้ำตาลจากอ้อย เพื่อเพิ่มรสชาติให้กับผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปต่าง ๆ โดยที่หลายคนไม่ได้นึกสงสัยเลยว่าจะมีน้ำตาลชนิดนี้ซ่อนอยู่ในอาหารในชีวิตประจำวันทั่วไป อย่างเช่น ซอสมะเขือเทศ น้ำสลัด แครกเกอร์ และพวกขนมปังต่าง ๆ ซึ่งทำให้คนเราสะสมแคลอรี่เพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมเราจึงควรอ่านฉลากอาหารที่จะทานให้เข้าใจ เพื่อจะได้รู้ว่าบริโภคอะไรเข้าไปบ้างในแต่ละมื้อ

น้ำตาลทานได้ แต่ในปริมาณที่พอดี

ในบางครั้ง อาหารบางเมนูต้องเติมรสหวานเข้าไปบ้างเพื่อช่วยชูรสอาหารให้อร่อยขึ้น หรือกลบรสขมให้น้อยลง หรืออย่างน้อยก็ให้รู้สึกเพลิดเพลินเวลาทานกันสักหน่อย อย่างไรก็ดี เราก็ต้องรู้จักควบคุมปริมาณน้ำตาลที่เติมให้เหมาะสมด้วย และหันมาลิ้มรสชาติหวาน ๆ ตามธรรมชาติจากอาหารอย่างผลไม้กันให้มากขึ้น

เราทุกคนรู้ดีว่า ในทางวิทยาศาสตร์นั้น เมื่อพูดถึงการบริโภคน้ำตาล ก็จะเชื่อมโยงไปถึงโรคอ้วน และปัญหาด้านสุขภาพอื่น ๆ ด้วย ดังนั้นการทำความเข้าใจชนิดน้ำตาลต่าง ๆ และความสำคัญของน้ำตาลในอาหารแต่ละมื้อจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า กาแฟขนาด 475 มิลลิลิตร หนึ่งถ้วยที่คนไทยนิยมดื่มกันทั่วไป มีน้ำตาลอยู่ถึง 10.5 ช้อนชา หรือ 52.5 กรัม ในขณะที่ชานมไข่มุกปริมาณ 350 มิลลิลิตร ในหนึ่งแก้ว จะมีน้ำตาลทั้งหมด 11.25 ช้อนชา หรือ 56.25 กรัม ซึ่งหากคุณดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้แค่เพียงหนึ่งแก้ว จำนวนน้ำตาลที่ควรบริโภคต่อวันก็จะเกือบเกินหรือเกินระดับของเกณฑ์ทางด้านโภชนาการของไทยที่กำหนดไว้ (นั่นคือ แต่ละคนควรบริโภคน้ำตาลเพียงร้อยละ 10 ของปริมาณพลังงานในอาหารที่บริโภคทั้งหมด หรือห้ามมากกว่า 40-55 กรัมต่อวัน)

ปริมาณน้ำตาลที่สมดุลคือคำตอบ คุณไม่สามารถทานอาหารแบบไม่มีน้ำตาลเลยได้ แต่เราก็ไม่อยากบริโภคน้ำตาลมากเกินไป เพราะนั่นเท่ากับเพิ่มจำนวนแคลอรี่ให้ร่างกาย และอาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นด้วย

ดร.เดวิด ฮีเบอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการที่มีชื่อเสียง อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งประธานสถาบันโภชนาการเฮอร์บาไลฟ์ และประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการของเฮอร์บาไลฟ์ กล่าวว่า เขาไม่เชื่อเรื่องการตัดน้ำตาลออกจากอาหารที่ทานโดยสิ้นเชิง “เราต้องมีน้ำตาลในอาหารบ้างในทุก ๆ วัน เพราะมันช่วยให้พลังงานแก่สมอง เม็ดเลือด และอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายอย่างรวดเร็ว ช่วยให้ร่างกายทำงานได้ดี หากคุณงดทานคาร์โบไฮเดรตต่าง ๆ คุณก็จะต้องทานโปรตีนเพิ่มมากขึ้น ไม่อย่างนั้นร่างกายของคุณอาจสลายกล้ามเนื้อตัวเองเพื่อสร้างน้ำตาลในร่างกายแทน”

ดร.ฮีเบอร์ยังอธิบายด้วยว่า น้ำตาลไม่ใช่ยาพิษตัวร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ในอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ และเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะไม่ทานน้ำตาลโดยสิ้นเชิงได้ สิ่งสำคัญก็คือการรู้ว่าน้ำตาลมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด และรู้ว่าอาหารที่คุณทานมีปริมาณน้ำตาลมากน้อยเท่าไหร่ ยกตัวอย่างเช่น น้ำตาลฟรุกโตสแบบธรรมชาติที่พบในผัก ผลไม้ และน้ำผึ้ง มีรสหวานมากกว่าน้ำตาลทั่วไป ดังนั้นคุณสามารถลดปริมาณน้ำตาลที่คุณจะบริโภคลงได้ “เพราะน้ำตาลฟรุกโตสมีความหวานกว่าน้ำตาลทรายถึงสองเท่า การใช้น้ำตาลฟรุกโตสก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยลดปริมาณน้ำตาลที่จะใส่ลงไปในอาหาร ตลอดจนสามารถใช้ในแผนการดูแลน้ำหนักได้เป็นอย่างดีด้วย” เขากล่าวเสริม

ผลิตภัณฑ์โปรตีนเชคของเฮอร์บาไลฟ์ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยมีปริมาณน้ำตาลฟรุกโตสเพียง 7-9 กรัมต่อการบริโภคหนึ่งครั้ง ซึ่งเป็นปริมาณเดียวกับฟรุกโตสที่พบในแอปเปิ้ลไซส์กลาง ๆ หนึ่งผล และยังถือเป็นปริมาณที่สมเหตุสมผลสำหรับการรับประทานและยังช่วยให้มีรสชาติดีด้วย แต่สำหรับผู้ที่กังวลเกี่ยวกับการบริโภคน้ำตาลฟรุกโตสในปริมาณมาก ๆ นั้นควรต้องพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมทั้งหมดของอาหารที่ตนเองจะรับประทานด้วย เพื่อให้รู้ว่าแต่ละวันควรบริโภคน้ำตาลฟรุกโตสและน้ำตาลชนิดอื่น ๆ มากน้อยเท่าไหร่

9 เคล็ดลับ ช่วยลดปริมาณน้ำตาลให้ร่างกาย

1.ชิมอาหารทุกครั้ง ก่อนจะเติมน้ำตาลเพิ่ม

2.ไม่ควรทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง

3.เรียนรู้วิธีอ่านฉลากโภชนาการข้างผลิตภัณฑ์

4.รู้จักชื่อน้ำตาลต่าง ๆ อาทิ กากน้ำตาล มอลท์ไซรัป น้ำตาลอ้อย ฯลฯ รวมถึงสารอาหารที่ลงท้ายด้วย “โ-ส” หรือ “ose” เช่น กลูโคส ฟรุกโตส เป็นต้น

5.ไม่ควรเติมและบริโภคน้ำตาลต่อวันเกินปริมาณที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ

6.ค่อย ๆ ลดปริมาณน้ำตาลที่ทานทีละน้อย เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว

7.หันมาใช้วานิลลา ซินนามอน หรือผิวเลมอนขูดละเอียดเพื่อเติมรสหวานให้อาหาร

8.ทานโปรตีนและอาหารที่มีเส้นใยที่จะช่วยให้คุณอิ่มได้นานกว่า

9.เลือกทานผลไม้สด แทนที่จะดื่มน้ำผลไม้หรือสมูทตี้

*บทความนี้ได้รับการสนับสนุนข้อมูลจากเฮอร์บาไลฟ์ การป้องกันภัย เป็นสัญชาตญาณหนึ่งของมนุษย์

คนโบราณมักสอนให้ “ระวัง” เรื่องการใช้ชีวิตมากมาย ทั้งที่บอกตรงๆ และบอกผ่าน คำสุภาษิต คำพังเพย และแฝงฝากมาในเรื่องความเชื่อ อย่างถ้าจะออกไปไหน โบราณบอกว่า ถ้าจิ้งจกร้องทัก อย่าไป คำเตือนนี้ ถ้าตีความหมายตรงๆ ก็หมายถึง เป็นลางไม่ดี ไม่ควรออกจากบ้าน ถ้าเป็นความหมายแฝง ก็อาจหมายถึง เมื่อจะออกจากบ้าน พ่อ แม่ หรือผู้ใหญ่เตือนเรื่องการเดินทาง นั่นหมายความว่า ให้ระวัง หรือไม่ก็อาจบอกว่า ไม่ให้ออกไป ถ้าฝืนไป อาจจะเกิดอันตรายได้ ด้วยประสบการณ์ของผู้ใหญ่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน ย่อมมองเหตุการณ์ได้ดี

เรื่องนี้ ไม่เชื่อก็ไม่อาจลบหลู่

โลกแม้จะก้าวหน้าอย่างไร แต่เรื่องความเชื่อเก่าๆ ก็ยังอยู่ เช่นเดียวกัน แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าพัฒนาเพียงใด เครื่องมือของใช้เก่าๆ ของชาวบ้านก็ยังอยู่ อย่าง ผ้าปิดปาก เป็นต้น สมัยเด็กๆ เมื่อรู้ว่า รถโม่ข้าวฟ่างจะมาบ้าน ผู้เขียนเห็นแม่นำเอาเศษผ้ามาตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า จากนั้นฉีกเอาชายผ้าถุงเก่าๆ มา 4 เส้น เย็บเข้ากับผ้าทั้ง 4 มุม คราวนี้แม่ก็ได้ผ้าปิดปากปิดจมูกแล้ว แม้จะเป็นผ้าที่เย็บขึ้นมาอย่างง่ายๆ ทำขึ้นมาอย่างหยาบๆ แต่ก็ใช้ประโยชน์ได้ดี

ถึงวันรถโม่ข้าวฟ่างมาปฏิบัติงาน แม่ก็จะใช้ผ้านั้นปิดปาก-จมูก เหลือไว้แต่ดวงตา ช่วยกันโกยรวงข้าวฟ่างใส่เข่งใบโตๆยกให้กับคนที่อยู่ปากช่องเครื่องโม่

ปี พ.ศ.2559 นี้ พูดถึงรถโม่ข้าวฟ่าง เด็กรุ่นใหม่คงไม่รู้จัก แต่ถ้าเป็นคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และเคยอยู่ในชนบทมาก่อน น่าจะได้เคยเห็นกันมาบ้าง รถโม่นี้ชาวบ้านที่ปลูกข้าวฟ่างจะไปว่าจ้างมาโม่ข้าวฟ่างที่บ้าน เอาเข้าจริงก็คือ รถไถไร่นั่นเอง แต่ติดเครื่องโม่ข้าวฟ่างเข้าไป

ขั้นตอนการโม่คือ นำรวงข้าวฟ่างที่ตากแห้งแล้วใส่เข่งให้เต็ม ยกให้กับคนที่ยืนรอรับอยู่ที่ปากช่องของเครื่องโม่ พอเทข้าวฟ่างลงไป เครื่องโม่ก็จะบดแยกเมล็ดข้าวฟ่างออกจากซังข้าวฟ่าง เมล็ดข้าวฟ่างจะไหลเข้ากระสอบ ส่วนซังข้าวฟ่างจะปลิวไปกองรวมกันอีกที่หนึ่ง

คราวใดที่รถมาโม่ข้าวฟ่าง คราวนั้นชาวบ้านเป็นต้องมาช่วยกันโกยข้าวฟ่าง เรียกว่า “ลงแขก” ช่วยกันลากกระสอบเมล็ดข้าวฟ่าง และช่วยกันโกยซังข้าวฟ่างรวมๆ กันไว้เป็นกองพะเนิน และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ต้องได้เห็นชาวบ้านใช้ผ้าปิดปาก เพื่อป้องกันฝุ่นละอองจากข้าวฟ่าง

ฝุ่นละอองจากการโม่ข้าวฟ่างคันเอามากๆ มันจะลอยฟุ้งจากเครื่องโม่ เราเด็กๆ แม้จะซนอย่างไร ก็มักจะหนีออกไปอยู่ไกลๆ ทั้งๆ ที่อยากเห็นการทำงานของเครื่องโม่ใจจะขาด

ผ้าปิดปากสมัยก่อนใช้ป้องกันฝุ่น ละออง แต่ปัจจุบันมักใช้ปิดป้องกันเชื้อโรค ช่วงที่ไข้หวัดระบาด ไม่ว่าจะหวัดสายพันธุ์ใด คนที่เป็นหวัดและรับผิดชอบต่อสังคม มักใช้ผ้าปิดปาก ป้องกันการแพร่เชื้อไปติดคนอื่น แต่บางคนแม้จะเป็นหวัดแต่ก็ไม่ใช้ผ้าปิดปาก แถมยังไอหรือจามโดยไม่มีผ้าปิดปากอีกด้วย

ผ้าปิดปาก ปัจจุบัน ไม่ต้องเย็บให้เสียเวลาอีกแล้ว เพราะมีขายอยู่ทั่วไป เมื่อต้องการใช้ก็ดิ่งไปที่ร้านค้า ไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้อหรือร้านสะดวกขาย เราซื้อหาได้อย่างง่ายดาย ราคาไม่แพง แถมมีลวดลายสวยงามให้เลือกซื้อหา

คุณสมบัติ ของผ้าปิดปากในปัจจุบัน มิเพียงป้องกันฝุ่น ละออง และเชื้อโรคเท่านั้น บางยี่ห้อยังมีสารฆ่าเชื้อโรคอีกด้วย ด้วยคุณสมบัติดีงามอย่างนี้เอง โอกาสที่จะได้เห็นผ้าปิดปากแบบที่แม่ทำจึงเป็นไปได้ยาก หรือจะบอกว่าไม่มีโอกาสพบก็ไม่น่าจะผิด

ชีวิตคนเราจำเป็นต้องมี “เกราะ” ป้องกัน บางเกราะต้องแข็งแกร่ง อย่าง เสื้อเกราะ แต่บางเกราะก็บอบบาง อย่าง ผ้าปิดปาก

เลือกใช้เกราะป้องกันอย่างไร ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของผู้ใช้โดยแท้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ในสังคมออนไลน์มีการพูดถึงอาหาร 9 ชนิดช่วยทำความสะอาดหลอดเลือด และทะลวงไขมันได้ ประกอบด้วย 1.ลูกเดือย ลูกเดือยช่วยในเรื่องการลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยระบบการเผาผลาญ มีสรรพคุณทางด้านขับปัสสาวะ ลดอาการบวมน้ำ และมีแคลลอรี่ต่ำ 2.กระเทียม ขิง สองสิ่งนี้มีสรรพคุณในการต่อต้านมะเร็ง และยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และน้ำตาลในเลือด 3.บร็อคโคลี่ เป็นผักสีเขียวที่มีแคลเซียมสูง เหมาะกับผู้ที่มีคอเลสเตอรอลสูง 4.แครอท ผักสีส้มที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ และยังมีสารสำคัญคือสาร “ฟอลคารินอล” ซึ่งช่วยต่อต้านเซลล์มะเร็ง ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระบบไหลเวียนของเลือด 5.ข้าวโอ๊ต ธัญพืชตัวนี้ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยลดคอเลสเตอรอล 6. ถั่วเหลือง จะมีสรรพคุณช่วยป้องกันการอุดตันของไขมันในเส้นเลือดได้ ซึ่งกรดไขมันไม่อิ่มตัวในเหลืองสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล

7. ถั่วเขียว อุดมไปด้วยวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยรักษาและสร้างความแข็งแรงให้กับเซลล์ผิวหนัง 8.ถั่วชนิดต่างๆ ถั่วเป็นโปรตีนคุณภาพดีที่ช่วยในการลดความเข้มข้นของคอเลสเตอรอล เปลือกหุ้มเมล็ดแบ่งได้เป็นสองชนิด ชนิดไม่ละลายในน้ำ จะช่วยเพิ่มกากใยและอุ้มน้ำ ทำให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายเป็นปกติ และชนิดละลายในน้ำ ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด และ 9. มะเขือเทศ มะเขือเทศมี “ไลโคปีน” เป็นสารสำคัญ ซึ่งสารตัวนี้ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด รักษาโรคความดันโลหิตสูง และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ

หลังจากมีการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว ส่งผลให้เกิดคำถามในโลกโซเชียลฯว่า เป็นเรื่องจริงหรือไม่ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พญ.นภาพรรณ วิริยะอุตสาหกุล ผู้อํานวยการสํานักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า อาหารทั้ง 9 ชนิด ถือเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพในแง่ต่างๆจริง แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า ไม่ได้ช่วยลดไขมัน หรือทะลวงไขมันได้ตามที่มีการกระจายในสังคมออนไลน์ หรือจากข้อมูลใดก็ตาม เพราะอย่าลืมว่า หากมีปัญหาไขมันสูง หรือคอเลสเตอรอลสูงแล้ว สิ่งสำคัญต้องดูว่ามีปัญหาไขมันสูงมากน้อยแค่ไหน หากมากจนต้องพบแพทย์ก็จำเป็นต้องทานยาควบคู่กับการปรับพฤติกรรม

“การปรับพฤติกรรม จะมีทั้งพฤติกรรมการบริโภค กับการออกกำลังกาย อย่างการบริโภคนั้น อาหารทั้ง 9 ชนิดข้างต้นสามารถทานได้ แต่ไม่ใช่ว่ายังคงกินพวกอาหารบุฟเฟ่ต์ อาหารไขมันสูงอื่นๆ แบบนี้กินธัญพืช หรืออาหารสุขภาพดีอย่างไรก็ไม่ช่วยอยู่ดี แต่หากไม่มีปัญหาเรื่องไขมัน การกินอาหารเหล่านี้ก็ช่วยในแง่ป้องกันปัญหาจากไขมัน เพียงแต่ต้องมีปัจจัยอื่นๆร่วมด้วย ไม่ใช่ว่าจะกินแต่อาหาร 9 ชนิดตลอดทั้งสัปดาห์ ทั้งเดือน ก็คงไม่ได้ แต่ต้องกินอาหารให้หลากหลายและเป็นไปตามธงโภชนาการ อาทิ เนื้อสัตว์ ควรกินไม่เกินวันละ 6-12 ช้อนกินข้าว ซึ่งเทียบได้กับปริมาณแคลอรีที่ 1,600-2,400 กิโลแคลอรี ขึ้นอยู่กับร่างกายแต่ละคน อย่างผู้หญิงที่ต้องการลดหุ่น อาจกินไม่เกิน 1,600 กิโลแคลอรี แต่ก็ต้องดูน้ำหนัก และปัจจัยอื่นๆประกอบ” พญ.นภาพรรณ กล่าว

นางสุภัทรา แซ่หล่อ ชาวบ้านในพื้นที่ หมู่ที่ 4 ตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา บอกว่า ตนเองได้ออกเรือหาปลาบริเวณกว๊านพะเยา เมื่อนำเรือเข้าเทียบฝั่งกลับพบกับเห็ดขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียก เห็ดจั่น จึงเก็บมาทดสอบต้มกับข้าวสาร หากข้าวเป็นสีดำจะเป็นพิษ พบว่า ข้าวยังขาวอยู่ แสดงว่า ไม่เป็นพิษ จึงนำมาประกอบอาหารกินกันอย่างเอร็ดอร่อย ที่ผ่านมา เห็ดดังกล่าวที่พบจะไม่มีขนาดใหญ่เท่าครั้งนี้

หลังผ่านความแห้งแล้ง ธรรมชาติก็ไม่ได้โหดร้าย กลับประทานสิ่งดีๆ มาให้ เหมือนเห็ดจั่นยักษ์นี่ไงครับ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ในสังคมออนไลน์มีการพูดถึงอาหาร 9 ชนิดช่วยทำความสะอาดหลอดเลือด และทะลวงไขมันได้ ประกอบด้วย 1.ลูกเดือย ลูกเดือยช่วยในเรื่องการลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยระบบการเผาผลาญ มีสรรพคุณทางด้านขับปัสสาวะ ลดอาการบวมน้ำ และมีแคลลอรี่ต่ำ 2.กระเทียม ขิง สองสิ่งนี้มีสรรพคุณในการต่อต้านมะเร็ง และยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และน้ำตาลในเลือด 3.บร็อคโคลี่ เป็นผักสีเขียวที่มีแคลเซียมสูง เหมาะกับผู้ที่มีคอเลสเตอรอลสูง 4.แครอท ผักสีส้มที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ และยังมีสารสำคัญคือสาร “ฟอลคารินอล” ซึ่งช่วยต่อต้านเซลล์มะเร็ง ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระบบไหลเวียนของเลือด 5.ข้าวโอ๊ต ธัญพืชตัวนี้ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยลดคอเลสเตอรอล 6. ถั่วเหลือง จะมีสรรพคุณช่วยป้องกันการอุดตันของไขมันในเส้นเลือดได้ ซึ่งกรดไขมันไม่อิ่มตัวในเหลืองสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล

7. ถั่วเขียว อุดมไปด้วยวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยรักษาและสร้างความแข็งแรงให้กับเซลล์ผิวหนัง 8.ถั่วชนิดต่างๆ ถั่วเป็นโปรตีนคุณภาพดีที่ช่วยในการลดความเข้มข้นของคอเลสเตอรอล เปลือกหุ้มเมล็ดแบ่งได้เป็นสองชนิด ชนิดไม่ละลายในน้ำ จะช่วยเพิ่มกากใยและอุ้มน้ำ ทำให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายเป็นปกติ และชนิดละลายในน้ำ ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด และ 9. มะเขือเทศ มะเขือเทศมี “ไลโคปีน” เป็นสารสำคัญ ซึ่งสารตัวนี้ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด รักษาโรคความดันโลหิตสูง และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ

หลังจากมีการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว ส่งผลให้เกิดคำถามในโลกโซเชียลฯว่า เป็นเรื่องจริงหรือไม่ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พญ.นภาพรรณ วิริยะอุตสาหกุล ผู้อํานวยการสํานักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า อาหารทั้ง 9 ชนิด ถือเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพในแง่ต่างๆจริง แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า ไม่ได้ช่วยลดไขมัน หรือทะลวงไขมันได้ตามที่มีการกระจายในสังคมออนไลน์ หรือจากข้อมูลใดก็ตาม เพราะอย่าลืมว่า หากมีปัญหาไขมันสูง หรือคอเลสเตอรอลสูงแล้ว สิ่งสำคัญต้องดูว่ามีปัญหาไขมันสูงมากน้อยแค่ไหน หากมากจนต้องพบแพทย์ก็จำเป็นต้องทานยาควบคู่กับการปรับพฤติกรรม

“การปรับพฤติกรรม จะมีทั้งพฤติกรรมการบริโภค กับการออกกำลังกาย อย่างการบริโภคนั้น อาหารทั้ง 9 ชนิดข้างต้นสามารถทานได้ แต่ไม่ใช่ว่ายังคงกินพวกอาหารบุฟเฟ่ต์ อาหารไขมันสูงอื่นๆ แบบนี้กินธัญพืช หรืออาหารสุขภาพดีอย่างไรก็ไม่ช่วยอยู่ดี แต่หากไม่มีปัญหาเรื่องไขมัน การกินอาหารเหล่านี้ก็ช่วยในแง่ป้องกันปัญหาจากไขมัน เพียงแต่ต้องมีปัจจัยอื่นๆร่วมด้วย ไม่ใช่ว่าจะกินแต่อาหาร 9 ชนิดตลอดทั้งสัปดาห์ ทั้งเดือน ก็คงไม่ได้ แต่ต้องกินอาหารให้หลากหลายและเป็นไปตามธงโภชนาการ อาทิ เนื้อสัตว์ ควรกินไม่เกินวันละ 6-12 ช้อนกินข้าว ซึ่งเทียบได้กับปริมาณแคลอรีที่ 1,600-2,400 กิโลแคลอรี ขึ้นอยู่กับร่างกายแต่ละคน อย่างผู้หญิงที่ต้องการลดหุ่น อาจกินไม่เกิน 1,600 กิโลแคลอรี แต่ก็ต้องดูน้ำหนัก และปัจจัยอื่นๆประกอบ” พญ.นภาพรรณ กล่าว

นางสุภัทรา แซ่หล่อ ชาวบ้านในพื้นที่ หมู่ที่ 4 ตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา บอกว่า ตนเองได้ออกเรือหาปลาบริเวณกว๊านพะเยา เมื่อนำเรือเข้าเทียบฝั่งกลับพบกับเห็ดขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียก เห็ดจั่น จึงเก็บมาทดสอบต้มกับข้าวสาร หากข้าวเป็นสีดำจะเป็นพิษ พบว่า ข้าวยังขาวอยู่ แสดงว่า ไม่เป็นพิษ จึงนำมาประกอบอาหารกินกันอย่างเอร็ดอร่อย ที่ผ่านมา เห็ดดังกล่าวที่พบจะไม่มีขนาดใหญ่เท่าครั้งนี้

หลังผ่านความแห้งแล้ง ธรรมชาติก็ไม่ได้โหดร้าย haveyoursayonline.net กลับประทานสิ่งดีๆ มาให้ เหมือนเห็ดจั่นยักษ์นี่ไงครับ นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการขยายผลการพัฒนาด้านเกษตรอินทรีย์ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนำ “ยโสธรโมเดล” ซึ่งเป็นเมืองเกษตรอินทรีย์ต้นแบบ (Model) ไปพัฒนาต่อยอดการผลิตเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ พร้อมขยายผลไปสู่จังหวัดอื่นที่มีศักยภาพด้านการผลิตเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 10 จังหวัด อาทิ จังหวัดพัทลุง หนองคาย อุบลราชธานี ลำพูน ลำปาง เพชรบูรณ์ สงขลา กาฬสินธุ์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มพื้นที่และชนิดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศมากขึ้น

ภายใน ปี 2561 ตั้งเป้าพื้นที่จังหวัดยโสธรเข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น 60,000 ไร่ จากเดิมที่มี ประมาณ 40,000 ไร่ รวมเป็น 100,000 ไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิตข้าวเปลือกอินทรีย์กว่า 35,000 ตัน รวมทั้งผลิตผลอินทรีย์อื่นๆ อาทิ แตงโม ผักต่างๆ รวมถึงสัตว์น้ำและไข่ไก่ ป้อนเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังมุ่งขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั้งประเทศเพิ่มขึ้นปีละไม่น้อยกว่า 10% และมีเป้าหมายส่งเสริมขยายตลาดเกษตรอินทรีย์หรือออร์แกนิก (Organic) ได้ประมาณ 20-30%

“ปี 2559 นี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้มีแผนเร่งพัฒนาความรู้และสนับสนุนการผลิตเกษตรอินทรีย์ โดยมีเป้าหมายจัดตั้งและพัฒนาศูนย์ต้นแบบ/ศูนย์เรียนรู้ปศุสัตว์อินทรีย์ และขยายผลการผลิตปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ 32 แห่ง พร้อมพัฒนาและส่งเสริมหมู่บ้านผลิตข้าวอินทรีย์ 7 หมู่บ้าน และส่งเสริมการผลิตไก่ไข่และเป็ดไข่อินทรีย์ จำนวน 14,230 ตัว นอกจากนั้น ยังสนับสนุนปัจจัยการผลิตแก่กลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ 51 กลุ่ม เกษตรกร จำนวน 242 ราย และจัดฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการผลิตเกษตรอินทรีย์ตามมาตรฐาน 3,740 ราย ตลอดจนเร่งศึกษาวิจัยประสิทธิภาพ คุณภาพ และต้นทุนการผลิตไก่ไข่ เป็ดไข่ โคนมในระบบอินทรีย์ จำนวน 14 เรื่อง ด้วย” ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

ด้าน นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ มกอช. ได้มีแผนร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรและกระทรวงพาณิชย์เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิตและผู้ประกอบธุรกิจเกษตรอินทรีย์ระดับภาค นำร่องที่จังหวัดพัทลุงและขอนแก่น โดยใช้แนวคิดจากยโสธรโมเดลเป็นต้นแบบในการเชื่อมโยงธุรกิจและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านทิศทางการผลิต ข้อมูลแนวโน้มความต้องการด้านการตลาด รวมถึงมาตรฐานสินค้าและช่องทางการจำหน่าย ระหว่างแหล่งผลิต เครือข่ายผู้ค้าและผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์สินค้าออร์แกนิก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมด้านการรับรองมาตรฐาน รองรับการขยายพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต และเป็นการตอบสนองเป้าหมายยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติปี 2559-2564 ด้วย