เจาะตลาดมะละกอ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท

ตลาดมะละกอ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

มะละกอผลดิบ ปัจจุบัน “มะละกอพันธุ์แขกนวล” ครองส่วนแบ่งตลาดมะละกอกินดิบมากที่สุด เพราะมีลักษณะเด่นคือ เนื้อกรอบ อร่อย แม่ค้าส้มตำชอบ ปลูกง่าย ติดผลดก ผลมีขนาดใหญ่ เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว ปลูกแค่ 5 เดือนก็เก็บผลผลิตออกขายได้แล้ว สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ทุกๆ 15-20 วัน ข้อดีของการปลูกมะละกอผลดิบคือ ขายผลผลิตได้ทุกลูก แต่หากเป็นมะละกอสุก เก็บผลผลิตออกขายได้แค่ 60-70% เท่านั้น เพราะระหว่างรอสุกอาจมีลูกเสียเยอะทำให้เก็บผลผลิตไม่ได้เต็มที่

มะละกอผลสุก ได้แก่ มะละกอพันธุ์แขกดำ ฮอลแลนด์ สายน้ำผึ้ง ขอนแก่น 80 ฯลฯ มะละกอผลสุกกลุ่มนี้มีลักษณะเด่นคือ เนื้อไม่เละเวลาสุก เนื้อมีสีสวย รสชาติหวาน ผิวสวย ไม่ขรุขระหรือเป็นร่อง มะละกอชนิดนี้ ผู้บริโภคนิยมบริโภคเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ และใช้ในโรงงานแปรรูป มะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์กลายเป็นสินค้ายอดนิยมที่ครองส่วนแบ่งตลาดมะละกอผลสุกมากที่สุด เพราะเกษตรกรนิยมปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์มากที่สุด เนื่องจากได้รับความนิยมจากตลาดทั่วไปและใช้เครื่องพ่นยาน้อยที่สุด แม่ค้ารับซื้อผลผลิตมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์เยอะที่สุด ผลผลิตที่ตกเกรดหรือเป็นโรค ยังจำหน่ายเข้าโรงงานแปรรูปได้
แต่ตลาดมะละกอสุกมีตลาดค่อนข้างจำกัดและเฉพาะเจาะจง เกษตรกรที่สนใจปลูกมะละกอผลสุก ควรมีตลาดรองรับที่แน่นอน เพื่อขายผลผลิตได้ในราคาสูง ควรวางแผนผลิตให้ต้นมะละกอออกดอกในช่วงฤดูแล้ง ประมาณมีนาคม-เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากพอสมควรเพราะเป็นช่วงที่ต้นมะละกอมักไม่ค่อยติดผลเพราะดอกร่วงหมด ทำให้มะละกอมีผลผลิตน้อยหรือขาดตลาดทุกปีในช่วงตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-กันยายน หรืออาจจะยาวไปจนถึงตุลาคมของทุกปี

โดยทั่วไป ช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม เป็นช่วงผลไม้อื่นๆ ในท้องตลาดมีน้อย และมะละกอก็มีผลผลิตเข้าตลาดน้อยด้วยเช่นกัน ทำให้มะละกอผลสุกโดยเฉพาะมะละกอฮอลแลนด์สามารถขายได้ราคาสูง ราคาขายหน้าสวนพุ่งถึงกิโลกรัมละ 20-35 บาท ราคาขายส่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 30-35 บาท ราคาขายปลีกถึงผู้บริโภคโดยเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 40-50 บาท

ตลาดค้าส่งทั่วไป เช่น ตลาดศรีเมือง ราชบุรี ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท ตลาดปฐมมงคล ฯลฯ มักแยกโซนการขายผลผลิตอย่างชัดเจน มะละกอรับประทานดิบ วางขายในแผงขายผักสด มะละกอผลสุก วางขายในแผงผลไม้ เกษตรกรเจ้าของสวนมะละกอ ควรเจรจาซื้อขายผลผลิตกับแม่ค้าไว้ล่วงหน้าเพื่อให้มีตลาดรับซื้อผลผลิตที่แน่นอน

ตลาดค้าปลีก มะละกอเป็นทั้งผักและผลไม้ที่มีวางขายในตลาดค้าปลีกทั่วประเทศ เกษตรกรที่ปลูกมะละกอเป็นพืชผสมผสานในสวน สามารถเก็บผลผลิตส่งขายในตลาดค้าปลีกในท้องถิ่น หรือเก็บมะละกอผลดิบส่งขายร้านขายส้มตำใกล้บ้าน

ตลาดห้างสรรพสินค้า ชาวสวนมะละกอส่วนใหญ่อยากผลิตมะละกอส่งขายห้างสรรพสินค้า เพราะขายสินค้าได้ล็อตใหญ่ แต่การเจาะตลาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะคนที่ทำธุรกิจกับห้าง ในฐานะซัพพลายเออร์ ต้องมีความพร้อมในหลายด้าน ได้แก่ 1. มีโรงคัดแยกคุณภาพสินค้าพร้อมบรรจุภัณฑ์ ตรงตามหลักเกณฑ์ข้อกำหนดของห้าง 2. มีปริมาณผลผลิตจำนวนมาก และส่งสินค้าได้ทุกวัน 3. มีฐานการเงินที่มั่นคงพอสมควร เพราะต้องจัดส่งสินค้าให้กับห้างก่อน กว่าจะได้เงินค่าสินค้าต้องเสียเวลารอนานกว่า 15-20 วัน

ปลูกส้มโอส่งออก 10 ไร่ ทำรายได้หลักล้าน งานเกษตรประณีตของคนอำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ เน้นเทคนิคการจัดการที่ไม่เหมือนใคร ได้ผลผลิตเกรดเอ ราคาดี มีตลาดรองรับ จับเกษตรผสมผสานเสริมรายได้ เก็บขายตลอดปี

คุณทองพูน วงษา อายุ 54 ปี เจ้าของสวนส้มโอเมืองทอง เล่าถึงความสำเร็จของสวนส้มโอเงินล้านว่า เริ่มปลูกส้มโอครั้งแรก ตั้งแต่ ปี 2550 จำนวน 10 ไร่ ชุดแรก 400 ต้น ได้ผลผลิตต้นละประมาณ 200 ผล ต่อ 1 ต้น จะได้ผลผลิตเกรดเอ ประมาณ 100 ผล ขายส่งออก 60% ขายภายในประเทศ 40% ผลเกรดเอ ขายกิโลกรัมละ 45 บาท เกรดรองลงมา ขายกิโลกรัมละ 35 บาท แม่ค้ามารับที่สวนแบบตกเกรด กิโลกรัมละ 25 บาท เหมาหมดพื้นที่ 10 ไร่

ทำรายได้ต่อปี ไม่น้อย
“ปีนี้ส้มโอราคาดี ผมจะดูแลส้มโอให้มีคุณภาพ 1 ต้น ออกผลเยอะมาก บางต้นออกถึงกว่า 500-800 ลูก แต่ผมจะเด็ดออก เราจะคัดลูกที่สวยๆ ไว้ต้นละประมาณ 200 ลูก ต่อต้น เพราะถ้าปล่อยให้ติดผลทั้งหมดจะทำให้ลูกเล็ก ผลร่วง คุณภาพไม่ได้ ขายไม่ได้ราคา ถ้าเราควบคุมคุณภาพได้ จะทำให้ได้ส้มโอสวยๆ ต้นละ 200 ลูก ก็เพียงพอ ผมมีส้มโอตอนนี้ 400 ต้น เกือบ 80,000 ลูก บางทีก็มากกว่า บางทีก็ไม่ถึง 1 ผล น้ำหนัก 1-1.5 กิโลกรัม ต่อลูก ผมได้เกรดเอ 60% ขึ้นไป ส่วนใหญ่ส่งออก โดยจะมีพ่อค้าส่งออกมารับซื้อถึงสวน ส่วนเกรดรองลงมาก็มีแม่ค้ามารับถึงที่เหมือนกัน”

คุณทองพูน กล่าวอีกว่า คำว่า เกรดเอ ไม่ใช่ดูที่น้ำหนักอย่างเดียว ต้องดูผิวสวย และน้ำหนักประกอบกัน บางครั้งน้ำหนักแค่ 8 ขีด ก็เป็นเกรดเอได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นเกรดใด ก็ขายได้หมด ตอนนี้ส้มโอบ้านแท่น เป็นที่ต้องการของตลาด ผลผลิตไม่พอขาย ทางจังหวัดมีโครงการขยายพื้นที่ปลูก เดิมทีมีพื้นที่ปลูกกว่า 1,000 ไร่ แต่ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

ตลาดส่งออกคือ ประเทศจีน มีบริษัทมารับซื้อถึงแปลงเกษตร อำเภอบ้านแท่นจึงนิยมปลูกส้มโอ ตอนนี้มีกลุ่มที่ปลูกส้มโอ 2 กลุ่ม คือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกส้มโอบ้านแท่น กับกลุ่มส้มโอหวานบ้านแท่น ทางจังหวัดเข้ามาสนับสนุนต้นพันธุ์และปัจจัยการผลิตบางส่วน ก็ทำให้มีคนสนใจปลูกมากขึ้นเรื่อย

“ส้มโอบ้านแท่นมีผลผลิตออกตลอดปี เพราะส้มโอสามารถทำทะวายได้ บางสวนก็จะทำผลผลิตออกปีละ 2 ครั้ง แต่ผลผลิตจะไม่ค่อยได้คุณภาพเต็มที่ ยิ่งทำส้มโอทะวายลูกจะเล็ก รสชาติจะไม่แน่นอน แต่ก่อนสวนของผมก็ทำปีละ 2 ครั้ง ผมว่ารสชาติไม่อร่อยเหมือนกับส้มโอปี

ตอนนี้ผมเลยทำส้มโอออกปีละครั้ง เน้นให้ออกช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ผลผลิตจะมีคุณภาพ รสชาติดี คือผมจะเริ่มตัดแต่งกิ่งใส่ปุ๋ยเดือนธันวาคมหรือวันพ่อ แล้วเก็บเกี่ยวผลผลิตเดือนสิงหาคม คือวันแม่ เรียกง่ายๆ ตัดกิ่งวันพ่อเก็บเกี่ยววันแม่ครับ” คุณทองพูน กล่าว

เทคนิคการปลูกส้มโอให้ได้คุณภาพ
คุณทองพูน กล่าวถึงการปลูกส้มโอให้ได้คุณภาพดีว่า การปลูกส้มโอต้องมีเทคนิค มีความเข้าใจ จึงจะได้ผลดี ในสวนเมืองทองจะเริ่มจากการเตรียมแปลงด้วยการยกร่องในสวน พรวนดินให้ร่วนซุย ร่องสวนขนาดใหญ่ ไม่ต้องขุดหลุมลึก ดูระดับถุงชำกิ่งตอนส้มโอพันธุ์ดีก็พอ ปลูกห่างกันต้นละประมาณ 6 เมตร ตามความยาวของร่องสวน โดยมีเทคนิคการปลูกดังนี้

1. ปลูกแบบกระจายราก หรือคุณทองพูนเรียกแพร่ราก คือเมื่อได้กิ่งตอนมาแล้ว ให้เอาดินออก ค่อยคลี่ดินออกให้เหลือแต่ราก แล้วล้างราก นำมาปลูกลงหลุมแบบกระจายรากออกรอบลำต้นทุกทิศทาง ตอกหลักยึดลำต้นมัดให้แน่น แล้วใช้ดินละเอียดค่อยๆ กลบรากให้เต็มหลุมเท่าระดับคอต้นเดิม ใช้ฟางคลุมโคนต้น

2. รดน้ำโดยใช้ระบบสปริงเกลอร์ ช่วงแรกๆ เปิดทุกวัน วันละประมาณครึ่งชั่วโมง รดน้ำในตอนเย็น

3. การใส่ปุ๋ย ในช่วงแรกปลูกไป 1 เดือน จะใส่ปุ๋ยคอก ขี้หมู ขี้วัว หรือขี้ไก่ก็ได้ ใส่เดือนละครั้ง ครั้งละประมาณ 1 กำมือ และใส่ปุ๋ยเคมี สูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 ก็ได้ ใส่พอประมาณ เดือนละครั้ง ต้นละ 1 ช้อนโต๊ะ ทุกวัน อย่าพึ่งใส่เยอะ เพราะต้นยังเล็ก

4. ส้มโอที่ปลูกจากกิ่งตอนจะออกดอกทุกปี ต้องเด็ดดอกออก ไม่ควรไว้ผลตอนต้นยังเล็ก จะทำให้ต้นส้มโอโทรม ไม่แข็งแรง ส่งผลในระยะยาว จะทำให้ผลผลิตไม่มีคุณภาพ ควรจะเริ่มไว้ผลผลิตเมื่อปีที่ 3 แต่ไม่ควรเกิน 30 ผล ต่อต้น ปีที่ 4 ไว้ 30-40 ผล ต่อต้น ปีที่ 5 ไว้ผล 60-70 ผล ต่อต้น ปีต่อๆ ไปก็ไว้ผลมากขึ้นตามความสมบูรณ์ ในสวนคุณทองพูน ส้มโอโตเต็มที่อายุ 10 ปี ไว้ผลผลิตต่อต้น ประมาณ 200 ผล

5. การบำรุงรักษา ตั้งแต่ส้มโอเริ่มออกดอกหรือการกระตุ้นตาดอก เริ่มตั้งแต่ก่อนส้มโอจะอายุได้ 2 ปี ใส่ปุ๋ยคอกโรยรอบโคนต้น ต้นละ 1 ถัง ปุ๋ยเคมี ต้นละ 1 กำมือ ใส่พร้อมกันได้เลย โดยโรยปุ๋ยเคมีก่อนแล้วใช้ปุ๋ยคอกกลบไปเลย เมื่อส้มโอเริ่มติดดอกออกผลให้งดใส่ปุ๋ยคอก เพราะจะทำให้เปลือกส้มโอบวม

6. เทคนิคการเปิดตาดอก หลังจากตัดแต่งกิ่ง หรือเตรียมต้นแล้ว ก่อนเปิดตาดอกให้งดน้ำ 20-30 วัน จากนั้นให้อัดน้ำเต็มที่ แล้วใส่ปุ๋ยเลย ปุ๋ยสูตรแรกที่ใส่คือ 8-24-24 ต้นละ 1 กิโลกรัม พอเริ่มออกดอก ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 ใส่ทุก 2 เดือน หลังจากที่ออกดอกติดผล ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ทุก 15 วัน หยุดใส่ปุ๋ยก่อนเก็บเกี่ยว 1 เดือน

7. ส้มโอตั้งแต่ออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวจะมีอายุ 8 เดือน ทางสวนส้มโอเมืองทอง จะยึดวันเตรียมความพร้อมเปิดตาดอกในวันพ่อ และจะเริ่มเก็บขายได้ในวันแม่ของทุกปี ส้มโอมีอายุการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ยาวนาน ถ้าดูแลให้ดี มีการตัดแต่งกิ่งทุกปี บำรุงทุกปี สามารถเก็บผลผลิตได้ยาวนานถึง 30 ปี

สำหรับปัญหาและอุปสรรคที่พบในการทำสวนส้มโอ จะมีทั้งโรคและแมลง แมลงจะพบในช่วงส้มโอแตกใบอ่อน ส่วนมากจะเป็นแมลงงวงช้าง ทางสวนเมืองทองจะใช้สารเคมีไล่แมลงฉีดพ่น สารไล่แมลงทั่วไป ส่วนโรคที่พบ ส่วนใหญ่จะเป็นโรคโคนเน่า ปัญหานี้จะเกิดช่วงฝนตกชุก หรือน้ำท่วมขัง วิธีแก้จะโรยปูนขาวรอบโคนต้น ฉีดพ่นยาแก้เชื้อรา หรือโรยยาแก้เชื้อราแล้วแต่ชนิดของยาแก้ แต่มีวิธีป้องกันด้วยการสูบน้ำออกอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้น้ำท่วมในสวน

จบแค่ ป.4 ชีวิตมีสุข ด้วยส้มโอ
คุณทองพูน เล่าอีกว่า ตั้งแต่ทำอาชีพปลูกส้มโอมากว่า 10 ปี รู้สึกมีความสุขมากมาย สบายใจ ได้เพื่อน ได้รู้จักผู้คนมากมาย ได้มีโอกาสเดินทางไปออกงาน ขายผลผลิต ได้รับการสนับสนุนจากส่วนราชการ ได้ไปศึกษาดูงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“ผมภูมิใจมากครับกับอาชีพปลูกส้มโอ นอกจากได้เงินใช้แล้ว ที่มากกว่านั้นผมรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่ามากขึ้น มีคนมาศึกษาดูงานในสวนเรามากมาย เราได้ถ่ายทอดความรู้ให้กับคนอื่นแบบไม่ปิดบัง รู้สึกว่าได้บุญครับ ตอนนี้สวนเราได้รับคัดเลือกจากทางจังหวัด ให้เป็นศูนย์เรียนรู้การปลูกส้มโอ ประจำจังหวัดชัยภูมิ เป็นสวนต้นแบบให้ผู้สนใจทั่วประเทศ

ผมเองได้รับเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่น อันดับ 1 ของจังหวัดชัยภูมิ เกษตรกรดีเด่น อันดับ 2 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผมได้รับเกียรติจากทางจังหวัดให้ไปขายหน้าศาลากลาง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดให้การสนับสนุน ผมขนส้มโอไป 3 ตัน ขายวันเดียว 3 ชั่วโมง ขายหมดเลยครับ ตลาดตอบรับดีมากครับ ส้มโอบ้านแท่นไปที่ไหนก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีครับ

“ผมจบแค่ ป.4 ไม่มีการศึกษามากมาย วันนี้ผมเดินมาได้ขนาดนี้ มีอาชีพที่มั่นคง ได้ถ่ายทอดวิชาให้กับผู้คนมากมาย ผมเริ่มต้นชีวิตจากลูกจ้าง ทำงานมาแบบสู้ชีวิต เก็บเล็กผสมน้อยมาจนผมมาเปิดร้านอะลูมิเนียม จากผู้รับเหมาก็มาเป็นเจ้าของเอง ผมขยายกิจการจนเป็นร้านใหญ่ที่สุดในละแวกนี้ ต่อมาผมขยายกิจการไปสู่โรงงานมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท เก็บเล็กผสมน้อยมา สร้างรีสอร์ท ชื่อเมืองทองรีสอร์ท ที่อำเภอภูเขียว เปิดร้านขายอุปกรณ์การเกษตร ปุ๋ย-ยา-เคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตรทุกชนิด และอีกหนึ่งธุรกิจคือ ร้านกระจก ผ้าม่าน พร้อมกับสะสมที่ดินไว้สร้างอนาคตอีกพอสมควร รวมมูลค่าทรัพย์สินและธุรกิจ ประมาณ 100 กว่าล้านบาท เร็วๆ นี้ผมอยากจะเปิดโรงเรียนอนุบาล ให้ลูกๆ ที่เรียนจบแล้วเข้ามาดูแลกิจการ ทั้งหมดคือความภูมิใจของผมที่สร้างมาด้วยมือของตนเอง ซึ่งผมเรียนมาแค่ ป.4 ได้เท่านี้ผมก็ภูมิใจสุดๆ แล้วครับ”

เกษตรกร ป.4 กล่าวต่ออีกว่า เมื่อสร้างความมั่นคงในครอบครัวแล้ว ก็อยากทำในสิ่งที่ตนเองรักบ้าง คือการออกมาทำสวนเกษตร สวนส้มโอ ตอนนี้เก็บผลผลิตแล้ว 10 ไร่ ปีหน้าจะมีสวนใหม่เริ่มให้ผลผลิตอีก 8 ไร่ มีพืชอื่นๆ ผสมผสานอีกหลายอย่าง เช่น แก้วมังกร 500 หลัก ปลูกกาแฟอะราบิกา แซมสวนส้มโอ อีก 800 ต้น พื้นที่ปลูกข้าวอีก 10 ไร่ และพืชผักอื่นๆ ปลูกผสมไว้อีกหลายชนิด ผลผลิตเริ่มเก็บได้ทุกอย่างตามฤดูกาล

“วันนี้ นอกจากผลส้มโอแล้ว เรามีแก้วมังกร ที่เก็บขายได้ทุกปี กาแฟก็เริ่มออกผลก็จะเริ่มได้ขาย มีที่นาปลูกข้าวกินเอง เรามีผลผลิตออกขายตลอดปี ที่สำคัญกิ่งส้มโอสามารถขายได้ตลอดเวลา กิ่งละ 50 บาท ทำเท่าไรก็ไม่พอขาย ผมกล้าพูดได้ว่าอาชีพเกษตร ทำให้ดี ดูแลเขาให้ดี รับรองได้เลยว่าสามารถสร้างรายได้ เลี้ยงชีพได้แน่นอน ที่สำคัญเป็นงานอิสระ ที่สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างสุขได้ครับ” คุณทองพูน กล่าวทิ้งท้าย

สนใจเข้าศึกษาดูงาน สวนส้มโอเมืองทอง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณทองพูน วงษา สวนส้มโอเมืองทอง เลขที่ 108 หมู่ที่ 9 บ้านหนองผักหลอด ตำบลบ้านแท่น อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ โทร. (061) 974-4854

ตลาดต่างประเทศถือเป็นเป้าหมายใหญ่ที่สำคัญสำหรับผู้ปลูกกล้วยหอม ถึงแม้กล้วยหอมจะปลูกง่ายกว่าพืชหลายชนิด แต่คงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้ปลูกกล้วยหอมทุกรายที่จะประสบความสำเร็จจนสามารถนำผลผลิตส่งออกไปขายต่างประเทศได้ เนื่องจากมีเงื่อนไขและข้อจำกัดหลายประการที่ผู้ปลูกกล้วยส่งออกพึงปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้สารเคมี แมลงและโรคพืช การตรวจคุณภาพและตกแต่ง รวมถึงทางด้านจัดการสวนเป็นพิเศษ ฯลฯ เป็นต้น

งานสัมมนา “กล้วยหอมทอง-กล้วยน้ำว้า” ปลูกกินเองได้ ปลูกขายทำเงิน ครั้งนี้ได้เชิญบุคคลที่มีประสบการณ์แล้วประสบความสำเร็จในการปลูกกล้วยหอมทองจนสามารถส่งขายต่างประเทศ อย่าง คุณสมยศ คำเพ็ง ซึ่งถือว่าเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ใช้แนวคิดแบบภูมิปัญญาชาวบ้านมาประยุกต์เพื่อปลูกกล้วยจนทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศได้อย่างง่าย

ก่อนไปถึงตรงนั้น มาทำความรู้จักกับชายผู้นี้เสียก่อนว่าเป็นใครและมีประวัติเส้นทางการเข้าสู่วงการกล้วยหอมทองอย่างไร คุณสมยศ เรียนจบสายการตลาด จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เคยทำงานประจำอยู่โรงแรม ขณะเดียวกัน ทางครอบครัวพ่อแม่และญาติก็เคยมีอาชีพเกษตรกรรมต่างมีอายุเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนสุขภาพไม่ดีนักเนื่องจากคลุกคลีอยู่กับงานเกษตรกรรมที่เคยทำใช้สารเคมี ดังนั้น เมื่อคุณสมยศผ่านการทำงานได้สัก 10 ปี รู้สึกเบื่อจึงลาออกกลับมาอยู่กับบ้านครอบครัวเพื่อสืบทอดอาชีพเกษตรกรรมต่อเมื่ออายุได้ 28 ปี

ถึงแม้ครอบครัวจะอยู่สายเกษตร แต่ตัวคุณสมยศเองกลับไม่มีพื้นฐานด้านการเกษตรอย่างใด แต่เพราะใจชอบจึงหมั่นศึกษาหาความรู้ ก็เลยทำให้ต้องการเปลี่ยนมาเป็นอาชีพเกษตรกรรมตามที่ตั้งใจไว้

พืชชนิดแรกที่คุณสมยศลงมือคือปลูกมะนาว ได้ปลูกไว้จำนวน 2 ไร่ แต่เพราะความเป็นมือใหม่ ปรากฏว่าเสียหายหมด ขณะเดียวกัน โชคดีได้ปลูกกล้วยหอมแซมมะนาวไว้ จึงนำกล้วยไปขายบริเวณตลาดแถวบ้านทำให้พอมีรายได้บ้าง

การนำกล้วยมาขายที่ตลาดเกษตรทำให้ได้มีโอกาสได้รู้จักกับชาวบ้านอีกหลายคน พร้อมกับได้รับคำแนะนำจากชาวบ้านเหล่านั้นให้มาปลูกกล้วยหอมทองแบบปลอดสารเคมีเพื่อส่งขายที่ญี่ปุ่น เลยทำให้สนใจ แล้วตัดสินใจลงมือปลูกอย่างจริงจังทันที

พอทำชุดแรกปรากฏว่ามีกำไรทันที อีกทั้งการลงทุนปลูกกล้วยหอมไม่มีต้นทุนอะไรมากนัก เพราะเป็นการปลูกด้วยแนวทางแบบภูมิปัญญาชาวบ้านที่ไม่ต้องใช้สารเคมี แต่เป็นการปลูกแนวอินทรีย์ อย่างไรก็ตาม การปลูกกล้วยหอมที่อำเภอท่ายาง มีลักษณะพื้นที่ราบและการให้น้ำของเกษตรกรมีทั้งแบบสปริงเกลอร์กับแบบขุดร่องแล้วปล่อยน้ำตามร่องที่ขุดเตรียมไว้ ซึ่งที่สวนเลือกการให้น้ำแบบร่องเพราะประหยัดต้นทุนได้มาก

แปลงแรกปลูกส่งออกได้กำไรดี เพราะมีราคาประกันอยู่จึงทำให้สร้างแรงจูงใจกับชาวบ้าน เพราะสามารถคำนวณรายรับได้ล่วงหน้า ยิ่งถ้ามีการบริหารจัดการได้อย่างประหยัดเท่าไรก็สามารถสร้างผลกำไรได้มากขึ้น

หลังจากประสบความสำเร็จจากชุดแรก จากนั้นจึงลงมือปลูกชุดสองโดยใช้หน่อเดิมและไม่ต้องไถเตรียมดินชุดใหม่ก็ทำให้ช่วยลดต้นทุนได้อีก ฉะนั้น จากเดิมชุดแรกที่ได้กำไรแล้ว พอเข้าชุดสองสามารถทำกำไรได้เพิ่มเป็นเท่าตัว จึงถือว่าตัวเองประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว ทั้งนี้ เพราะได้รับการสนับสนุนจากทางสหกรณ์ท่ายางได้เป็นอย่างดี

กล้วยหอมทองใช้พื้นที่ปลูกจำนวน 1 ไร่ สามารถปลูกได้จำนวน 400 ต้น แล้วในกอจะไว้เพียงต้นเดียว ส่วนหน่ออื่นจะตัดออกเพื่อขยายไปปลูกหรือนำไปขาย ขณะนี้ปลูกอยู่จำนวน 2 ไร่ และกำลังขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นอีกจำนวน 5 ไร่

คุณสมยศ นับเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ปลูกกล้วยในแนวอินทรีย์ เป็นกล้วยหอมทองที่ปลูกแบบไร้สารเคมี เพราะทางลูกค้าที่ญี่ปุ่นจะเข้มงวดมาก คราวนี้มีหลายคนสงสัยว่าถ้าเช่นนั้นจะปลูกอย่างไร หรือถ้าไม่ใช้สารเคมีแล้วจะมีคุณภาพดีจริงหรือ

ต้องบอกว่าทางกลุ่มที่ปลูกกันไม่ได้เน้นขนาด แต่จะเน้นที่รสชาติมากกว่า แต่ที่ทางกลุ่มสามารถทำได้สำเร็จนั้นส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ เพราะเมื่อพิจารณาดูแล้วกล้วยหอมทองที่ปลูกแล้วมีคุณภาพดีเยี่ยมจะอยู่ในพื้นที่จำนวน 3 แห่ง คือ ที่ท่ายางเพชรบุรี ที่บ้านแพ้ว และที่เวียดนาม

สำหรับที่ท่ายางจะเกิดจากการที่แม่น้ำเพชรบุรีที่ไหลมาจากเทือกเขาตะนาวศรีได้นำพาธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืชหลายชนิดมาสะสมอยู่ในบริเวณนี้ ขณะเดียวกัน พื้นที่อำเภอท่ายางก็ไม่ใช่ว่าจะปลูกอะไรได้ดีทุกแห่ง เพราะมีบางจุดเท่านั้นที่ได้ประโยชน์เช่นนี้

ขณะเดียวกัน ชาวบ้านที่รวมกลุ่มรวมทั้งตัวผมก็ได้ใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมมาใช้ปลูกกล้วย อย่างหน่อพันธุ์จะใช้แบบแม่สู่ลูก ไม่ได้ใช้เนื้อเยื่อ อีกทั้งจะส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกเฉพาะกล้วยหอมทองเท่านั้น ทั้งนี้ สมาชิกทุกคนจะมีตลาดขายรองรับที่ชัดเจน พร้อมกับได้รับการประกันราคาจากสหกรณ์อีกด้วย

ระยะปลูก 1.50 เมตร คูณ 2 เมตร บริเวณโดยรอบแปลงปลูกจะต้องกำจัดวัชพืชออกให้หมด พอปลูกได้สัก 4 เดือน ใบจะแผ่คลุมดิน จึงทำให้หญ้าลดลง คราวนี้จะต้องตัดแต่งใบออกไปบ้าง เพื่อป้องกันโรคที่จะมาติดใบ ให้ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยอินทรีย์ ที่ทางกลุ่มและสมาชิกทุกรายทำเตรียมไว้ จะใส่เดือนละครั้ง หรือ 3 เดือนครั้ง ทั้งนี้ ปุ๋ยชีวภาพจะเลือกใช้ธาตุอาหารที่เหมาะสมกับกล้วยในแต่ละช่วง อย่างในตอนต้นเล็กต้องการบำรุงต้น ราก และใบให้แข็งแรง จะเลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีไนโตรเจนมาก อย่างมูลวัว มูลหมูใส่รองก้นหลุม จากนั้นในเดือนที่ 4-5 จะใส่ธาตุอาหารที่มีตัว K, P อย่างมูลสัตว์ปีกเข้ามา

อีกประเด็นของการปลูกกล้วยหอมเพื่อลดต้นทุน คือว่าการใช้ไม้ค้ำยันทั้งผลและต้น ซึ่งหากดูแล้วเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้น แต่สำหรับที่สวนของผมจะปลูกไม้รวกไว้บริเวณพื้นที่ เพราะสามารถตัดมาใช้ได้ทันทีที่ต้องการโดยไม่ต้องลงทุนซื้อและจ้างรถบรรทุก ขณะเดียวกัน ยังสร้างความร่มรื่นให้ด้วย

“ที่สหกรณ์ท่ายางทำกล้วยหอมทองส่งขายประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี 2535 อีกทั้งสมาชิกกลุ่มทุกรายมีความสามารถและความชำนาญที่จะปลูกกล้วยหอมทองได้อย่างมีคุณภาพ พร้อมกันไปกับสมาชิกคนอื่นในกลุ่มที่ยังปลูกไม้ผลชนิดอื่นส่งขายต่างประเทศด้วย ทั้งนี้ มีจำนวนสมาชิกทั้งหมดอยู่ 3,000 ราย แยกเป็นสมาชิกที่ปลูกกล้วยหอมทองจำนวน 300 ราย ขณะนี้ต้องบอกว่าเพียงแค่ปลูกขายในประเทศยังไม่ค่อยทัน เพราะฉะนั้น มองว่าตลาดกล้วยหอมทองยังก้าวไปได้อีกไกล” คุณสมยศ กล่าว

สอบถามรายละเอียดกล้วยหอมทองได้ที่ คุณสมยศ คำเพ็ง โทรศัพท์ (098) 864-3532

ในคราวหน้าท่านผู้อ่านยังคงพลาดไม่ได้อีก เพราะจะได้รับฟังเรื่องราวการปลูก การดูแล ตลอดจนปัญหา/อุปสรรคพร้อมแนวทางแก้ไขการปลูกกล้วยจากเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมพื้นที่ปทุมธานีมานานกว่า 30 ปี แล้วยังมีบทบาทด้านผู้จำหน่ายอีก ฉะนั้น ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

จังหวัดปราจีนบุรี และสระแก้ว เป็นแหล่งปลูกยางใหม่ที่เกษตรกรหันมาปลูกยางในยุคที่ยางมีราคาแพง มีเนื้อที่ปลูกยางรวมทั้งหมด ประมาณ 30,000 ไร่ ต่อมาเมื่อสถานการณ์ราคายางอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง รายได้จากการขายยางไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย คุณชัยฤทธิ์ บัวแสง ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย สาขาสระแก้ว (กยท. สาขาสระแก้ว) ซึ่งดูแลรับผิดชอบพื้นที่ปลูกยางพาราในพื้นที่จังหวัดสระแก้วและปราจีนบุรี จึงส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาทำการเกษตรแบบผสมผสานในลักษณะปลูกพืชแซมในสวนยาง หรือปลูกพืชร่วมยาง ในช่วงที่ต้นยางยังเล็กเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้

คุณชัยฤทธิ์ บัวแสง ผู้อำนวยการ กยท. สาขาสระแก้ว สละเวลาพาผู้เขียนไปเยี่ยมชมกิจการสวนยางผสมผสานของเกษตรกรคนเก่ง คือ คุณลักษณ์-คุณจอม ฤทธิ์ภักดี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 5 หมู่ที่ 6 ตำบลวังท่าช้าง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โทร. (086) 091-9800, (080) 076-7021

ครอบครัวฤทธิ์ภักดี ทำสวนยางควบคู่กับการทำเกษตรผสมผสานจนประสบความสำเร็จทางอาชีพและรายได้ กยท. สาขาสระแก้ว จึงประกาศยกย่องให้สวนยางแห่งนี้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียง โดยมอบเงินทุนสนับสนุนให้ ครัวเรือนละ 5,000 บาท เพื่อนำเงินไปต่อยอดการทำเกษตรผสมผสาน

คุณจอม และคุณลักษณ์ พา ผอ.ชัยฤทธิ์ พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ กยท. และผู้เขียนเดินชมสวนยางผสมผสานแห่งนี้ ประกอบด้วย แปลงปลูกต้นลำไย ปลูกอ้อยโรงงาน ทำสวนมะละกอ และไม้ผลอื่นๆ นอกจากขายผลผลิตข้างต้นแล้ว ยังมีรายได้เสริมจากการเพาะขยายกิ่งพันธุ์พืชที่ตลาดต้องการ เช่น กล้วย ลำไย สะเดาทะวาย ฯลฯ เข้ากระเป๋าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 30,000 บาท

คุณจอม และคุณลักษณ์ เล่าให้ฟังว่า เว็บ SBOBET เดิมทีสวนแห่งนี้มีรายได้หลักจากการทำสวนยาง เนื้อที่ 30 ไร่ ต่อมาเจอวิกฤตราคายางตกต่ำ จึงตัดสินใจโค่นต้นยางอายุ 16-17 ปี เนื้อที่ 20 ไร่ ทิ้ง เพื่อนำที่ดินดังกล่าวมาปลูกพืชผสมผสาน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง สวนยางที่เหลืออยู่เป็นยางต้นเล็กที่ยังไม่ครบอายุเปิดกรีด

ปลูกมะละกอ ส่งขายโรงงาน

คุณจอม พาเดินชมแปลงปลูกมะละกออายุ 5 เดือนกว่า ที่ปลูกแซมต้นขนุนพันธุ์ทองประเสริฐ บนเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ แปลงด้านซ้ายมือปลูกมะละกอพันธุ์แขกดำ ถัดไปเป็นแปลงมะละกอพันธุ์ดำเนินลูกใหญ่ ที่ปลูกในลักษณะยกร่องแปลงใหญ่ เพื่อป้องกันปัญหาโรคโคนเน่าของต้นมะละกอ ในช่วงที่มีฝนตกชุก

เขาหาซื้อพันธุ์มะละกอมาจากแม่ค้าในท้องถิ่นนำมาปลูก โดยทั่วไปเกษตรกรนิยมปลูกมะละกอ ในระยะห่าง 2×3 เมตร แต่เขาต้องการปลูกในระยะถี่ 2×2 เมตร เพื่อปลูกมะละกอให้ได้ 400 ต้น ต่อไร่ แม้ได้จำนวนต้นมาก แต่ดูแลยาก เพราะทำให้มะละกอมีลำต้นสูงเพื่อยืดรับแสง ส่วนแปลงที่ปลูกมะละกอแซมกับต้นขนุน สามารถปลูกมะละกอได้เพียง 80 ต้น ต่อไร่

เขาบำรุงต้นมะละกอตามระยะการเติบโต โดยเริ่มจากให้ปุ๋ยสูตรเร่งโตก่อนจึงค่อยให้ปุ๋ยสูตรเสมอ สำหรับพื้นที่ปลูก 3 ไร่ จะหว่านปุ๋ยใต้ต้นมะละกอประมาณ 2 กระสอบ พร้อมเสริมแคลเซียมโบรอนอย่าให้ขาด เมื่อต้นมะละกอเริ่มติดดอก ต้องบำรุงด้วยปุ๋ยเร่งโต สูตรตัวกลางและตัวท้ายสูง เช่น ปุ๋ยเคมี สูตร 15-12-34 ช่วงติดผลเล็ก ควรบำรุงด้วยปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 ก่อนผลสุก ต้องบำรุงด้วยปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 เพื่อช่วยให้เนื้อมะละกอออกสีและเติมความหวาน