เจ้าของพูดถึงการขายว่า โดยไซซ์หลักๆ ที่ขาย ถ้าเป็นลูกค้า

ต่างประเทศจะขายไซซ์ 5-6 นิ้ว อันนี้คือไซซ์ต่ำสุด จนถึงไซซ์ 1-1.20 เมตร อันนี้คือไซซ์ที่ชาวต่างชาตินิยมสั่ง ถ้าเป็นคนไทยจะไม่นิยมสั่งไซซ์เล็ก จะนิยมสั่งไซซ์ 1.20-1.80 เมตร ซึ่งไซซ์ 1.20-1.80 เมตร ลูกค้าจะชอบมาก เพราะเมื่อนำไปลงบ่อดินลูกค้าจะเห็นสีสันได้ชัดเจน

ราคาขายต่อตัว ไซซ์ 5-6 นิ้ว ถ้าขายในเมืองไทยตัวละ 2,500 บาท ไซซ์ 1-1.20 เมตร ถ้าส่งออกราคาจะสูงถึงตัวละ 100,000 บาท บางทีส่งออกต่างประเทศแต่ละครั้งก็หลายแสน

ขั้นตอนแพ็กกิ้งและแนบเอกสารในการจัดส่งข้ามประเทศ ไม่ใช่เรื่องง่าย

ขั้นตอนแพ็กกิ้งไม่ยุ่งยาก ทำเหมือนกับการที่ซื้อปลาทั่วไป คือมีปลาใส่ถุงแล้วใส่ออกซิเจน จึงนำใส่กล่องปิดฝาให้เรียบร้อย แต่ขั้นตอนที่ยากคือการเตรียมเอกสารใบอนุญาตที่ต้องส่งไปให้ลูกค้า เมื่อดำเนินการเรียบร้อยต้องนำใบเซอร์ใส่ไปให้ลูกค้าด้วย ซึ่งทางประเทศไทยก็ต้องทำเรื่องขออนุญาต CITES ใช้เวลา 15 วันทำการ พอได้ใบต้องส่งใบอนุญาตไปให้ลูกค้า ลูกค้าก็ต้องทำเรื่องขออนุญาตจากประเทศของเขาอีก 15-20 วัน เมื่อทั้งสองฝ่ายประสานใบอนุญาตของแต่ละประเทศเรียบร้อยแล้ว ถึงจะมีการเจรจาและนัดวันส่งของ ทางฟาร์มก็ต้องทำเรื่องตรวจสุขภาพปลา เมื่อผ่านถึงจองเครื่องบินเพื่อจัดส่ง

ฝากถึงผู้ที่อยากเลี้ยงปลาช่อนอะเมซอนเป็นอาชีพ ต้องคิดดีๆ อย่าทำตามกระแส

ปลาช่อนอะเมซอน เป็นปลาที่สร้างรายได้ดีก็จริง แต่บางครั้งก็ต้องประสบปัญหากับอากาศที่แปรปรวน หากอากาศมีความแปรปรวนมาก ในปีนั้นปลาก็จะไม่ออกลูกเลย เกษตรกรที่เลี้ยงอาจจะเสียหายจากปัญหาตรงนี้ได้ ดังนั้น จึงอยากฝากเกษตรกรควรจะเน้นทำเกษตรแบบผสมผสาน อย่าทำเพียงอย่างเดียว คือถ้าคิดจะเลี้ยงปลา ควรหาปลูกไม้ผลรอบๆ พื้นที่บ่อไปด้วย เพราะเกิดบางปีประสบปัญหาขึ้นมา หรือปลาที่เลี้ยงมีปัญหา ก็ยังมีอีกอาชีพมารองรับ แต่ถ้าเกิดคิดว่าจะเลี้ยงปลาตัวนี้เลี้ยงอยู่ตัวเดียว แล้วถ้าเกิดว่าปีนั้นฝนตก อากาศปิด ปลาน็อกทั้งบ่อจะทำยังไง ถ้าคิดทำหน้าเดียวเมื่อมีปัญหาขึ้นมาจะยุ่ง อย่างที่ฟาร์มทำปลาช่อนอะเมซอนแต่ไม่ได้ทำทางเดียว มีปลาเบญจพรรณบ่อใหญ่เป็นรายได้หลักด้วย

สำหรับท่านที่สนใจอยากจะเลี้ยงปลาช่อนอะเมซอนไว้เป็นปลาสวยงาม ใส่ตู้โชว์เสริมบารมีที่บ้าน สามารถเข้ามาแวะชมที่ฟาร์ม หรือโทร. ปรึกษา คุณศิริวรรณ สมใจ ได้ที่เบอร์ (081) 666-6195

อาจารย์สอนบัญชี วิทยาลัยเทคโนโลยีทักษิณาบริหารธุรกิจ ลงทุน 1,200 บาท ปลูกเห็ดนางฟ้าภูฐานที่ระเบียงหอพัก ซอยพหลโยธิน 53 เขตบางเขน กรุงเทพฯ จำนวน 100 ก้อน โดยวางแนวนอนซ้อนกัน ใช้พื้นที่เพียง 1.5 ตารางวา ขายผลผลิตให้เพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียง สร้างรายได้ สัปดาห์ละ 500 บาท มีเงินจ่ายค่าหอพักสบายๆ นอกจากนั้น ยังต่อยอดความรู้ด้วยการสร้างโรงเพาะเห็ดขนาดเล็กเพื่อให้นักเรียนมาศึกษาหาความรู้อีกด้วย

เอกรัตน์ พัฒชู หนุ่มสุราษฎร์วัย 25 ปี กำลังศึกษาปริญญาโท สาขาบริหารจัดการองค์การ มหาวิทยาลัยเกริก ปัจจุบัน เป็นอาจารย์ประจำคณะวิชาการบัญชีที่ วิทยาลัยเทคโนโลยีทักษิณาบริหารธุรกิจ

อาจารย์เอกรัตน์ เผยว่า ก่อนจะมาเป็นอาจารย์สอนบัญชี เคยทำงานเป็นผู้จัดการที่ร้านอาหารข้าวต้มขาไก่ จากนั้นไม่นานลาออกไปเป็นอาจารย์สอนบัญชี และปลูกเห็ดนางฟ้าภูฐานที่ระเบียงหอพัก โดยลงทุน 600 บาท ซื้อก้อนเชื้อเห็ดมาเพาะ 50 ก้อน หลังจากนั้นเมื่อเห็ดออกดอก และเริ่มขายได้ จึงซื้อมาเพิ่มอีก 50 ก้อน โดยวางตามแนวระเบียง รดน้ำทุกเช้าโดยรดจากด้านบน ปล่อยให้น้ำซึมไหลลงมายังชั้นล่างสุด

“ผมหาความรู้การเพาะเห็ดจากอินเตอร์เน็ต และกรมวิชาการเกษตร ซึ่งการเพาะเห็ดนั้นไม่ยาก หัวใจสำคัญอยู่ที่การควบคุมอุณหภูมิ และหลังจากเปิดปากถุงเห็ด ราว 4 วัน เห็ดจะเริ่มออกดอก ซึ่งเห็ดนางฟ้าภูฐาน ลักษณะจะคล้ายๆ หูหมู รสชาติดีกรอบ อร่อย คนนิยมรับประทาน ปัจจุบันในตลาดขายราคากิโลกรัมละ 80 บาท”

คุณเอกรัตน์ บอกต่อว่า “พื้นที่” ไม่ได้เป็นปัญหาในการเพาะเห็ด แต่ปัญหาคนส่วนใหญ่อยู่ที่ไม่ลงมือทำ ซึ่งรายได้จากการขายเห็ดนางฟ้า เเต่ละสัปดาห์ราว 500 บาท ขายหมดตลอด ไม่เคยเหลือ รายได้ตรงนี้นำไปจ่ายค่าหอพักได้สบายๆ บางครั้งก็มีเหลือเก็บอีกด้วย

สำหรับ เห็ดนางฟ้าภูฐาน จัดเป็นเห็ดเศรษฐกิจ คนส่วนใหญ่นิยมรับประทาน สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายเมนู ที่ตลาดไท ราคากลาง ณ วันที่ 13 มค 60 ขายกิโลกรัมละ 80 บาท

คุณอัญชลี อรุณ อยู่บ้านเลขที่ 75/1 ถนนโพธิ์ทอง ตำบลทางเกวียน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ก็เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ปลูกเลี้ยงไม้ประดับหลายชนิด ซึ่งเธอเองก็มีความสนใจในฮาโวเทียด้วยเช่นกัน

คุณอัญชลี เล่าให้ฟังว่า เมื่อเข้าสู่วัยทำงานได้เลือกปลูกเลี้ยงไม้ประดับเป็นอาชีพสร้างเงินให้กับตนเอง โดยเริ่มแรกปลูกไม้จำพวกเกลียวสวรรค์ ลิ้นมังกร ต่อมาได้มีการนำฮาโวเทียเข้ามาปลูกภายในสวน เพราะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของตลาด

“เรามองว่าไม้ตัวนี้น่าสนใจ เพราะเห็นได้จากคนที่เลี้ยงกระบองเพชร เริ่มมาสนใจไม้ตัวนี้กันมาก มักจะหาซื้อไปสะสม ซึ่งฮาโวเทียมีหลากหลายสายพันธุ์ คนที่ปลูกเลี้ยงก็สามารถเลือกได้หลายแบบ อย่างที่นิยมตอนนี้จะเป็นพันธุ์หยดน้ำ ค่อนข้างที่จะขายดีอยู่ เราก็เลยนำมาปลูกขยายพันธุ์ เพื่อให้คนที่ชื่นชอบได้สะสม” คุณอัญชลี เล่าถึงที่มา

ไม้ส่วนใหญ่ นำเข้าจากต่างประเทศ คุณอัญชลี เล่าว่า ไม้ที่นำมาปลูกภายในสวนจะนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่หายากกว่าที่มีอยู่ในประเทศไทย โดยจะซื้อมาปลูกเลี้ยงให้มีความสมบูรณ์ จากนั้นก็จะนำมาขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ ชำใบ หรือจะเป็นวิธีการยกยอดก็ได้ โดยกรรมวิธีก็จะมีความแตกต่างกันไป

ซึ่งการเตรียมดินสำหรับปลูกฮาโวเทียจะมีส่วนผสมของแกลบเผา ขุยมะพร้าว พีทมอสส์ ปุ๋ยหมัก และหินภูเขาไฟ มาผสมเข้าด้วยกันในอัตราส่วน 1 : 1 ก่อนที่จะนำวัสดุปลูกใส่ลงในกระถางนั้นควรเลือกกระถางที่เหมาะสมกับไม้โดยไม่ให้เล็กหรือใหญ่จนเกินไป จากนั้นนำมะพร้าวสับรองก้นกระถางเล็กน้อยแล้วจึงนำฮาโวเทียมาปลูกลงไป ใส่ดินลงไปอีกเล็กน้อย อย่าให้มากจนเกินไป เพราะพื้นที่ด้านบนจะไว้โรยหินด้วยเล็กน้อย

“การปลูกก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก ต้องดูด้วยว่าฮาโวเทียมีรากหรือยัง ถ้าเป็นไม้ที่ยังไม่มีราก ให้วางไว้บนหน้าดิน ไม่ต้องฝังลงไป ส่วนไม้ที่มีรากแล้วก็ฝังลงไปพอประมาณ อย่าให้ลำต้นลงดินลึกเกินไป พอเราปลูกเสร็จแล้วยังไม่รดน้ำ รอให้รากปรับตัวเข้ากับดิน 2-3 วัน แล้วจึงรดน้ำให้ชุ่มทันที” คุณอัญชลี อธิบายวิธีการปลูก

เมื่อปลูกฮาโวเทียเสร็จเรียบร้อยแล้ว นำไม้ไปวางในสถานที่เตรียมไว้เป็นโรงเรือนที่โปร่ง ระบายอากาศได้ดี โดยต้องมีแสงแดดที่เพียงพออย่างน้อย 30-40 เปอร์เซ็นต์โดยประมาณ ซึ่งข้างบนของโรงเรือนจะมีซาแรนช่วยพรางแสงอีก 1 ชั้น

ส่วนเรื่องการรดน้ำ คุณอัญชลี บอกว่า ควรรดน้ำให้ชุ่มอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือดูตามสภาพอากาศ ถ้าเห็นว่าวัสดุที่ปลูกแห้งมากจนเกินไป ก็สามารถรดน้ำได้ทันที

เวลาในการดูแลฮาโวเทียที่ปลูกใหม่จนถึงไม้เจริญเติบโตจนสามารถขายได้นั้น จะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี

ราคามีความแตกต่าง ขึ้นอยู่กับราคาของต้นแม่พันธุ์ ในเรื่องของการทำตลาดนั้น คุณอัญชลี บอกว่า ไม่เป็นที่น่ากังวลสำหรับเธอมากนัก เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นลูกค้าที่ซื้อไม้ประดับจากสวน ซึ่งในปัจจุบันนี้เธอยังบอกอีกด้วยว่าเรื่องการขายง่ายกว่าสมัยก่อนมาก เพราะสามารถลงขายผ่านทางเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ ซึ่งลูกค้าที่สนใจจะดูรูปของไม้ได้ทันที เมื่อลูกค้าตกลงปลงใจซื้อเธอก็จะมีบริการส่งไม้ให้ทางไปรษณีย์

“ราคาของไม้ตัวนี้จะมีความแตกต่างกัน ต้องดูก่อนว่าสายพันธุ์ที่เรานำเข้ามานั้นแพงมากไหม บางต้นเราซื้อมา 1-3 หมื่นบาทก็มี พอเราแยกหน่อได้แล้ว ราคาก็จะต้องมาขายอยู่ที่กระถางละ 350 บาท เป็นแบบไซซ์แยกหน่อ ซึ่งราคาไม่มีอะไรที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และการผลิตไม้ออกมาว่ายากหรือง่าย ราคาจึงแตกต่างกัน ยิ่งเป็นพันธุ์ด่างราคาจะสูงขึ้น ซึ่งที่สวนเราก็มีราคาขายตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักหมื่นบาท ลูกค้าสนใจตัวไหนเขาก็จะเลือกซื้อกันไปเลี้ยง” คุณอัญชลี บอกถึงเรื่องราคา

สำหรับผู้ที่สนใจอยากปลูกฮาโวเทียเพื่อเป็นไว้ประดับสร้างความเพลิดเพลินทางจิตใจนั้น คุณอัญชลี บอกว่า การดูแลไม่มีอะไรยุ่งยากเหมือนที่หลายๆ คนกังวล เพราะการปลูกเลี้ยงก็ใช้พื้นที่น้อยเมื่อเทียบกับไม้ประดับชนิดอื่น ส่วนในเรื่องการดูแลถ้าปลูกในจำนวนที่มากก็อาจจะให้ปุ๋ยทางใบแทนก็ได้เพื่อประหยัดเวลา แต่ถ้าเริ่มปลูกไม่กี่ต้นก็สามารถให้ปุ๋ยละลายช้าแทน ซึ่งฮาโวเทียเป็นไม้ที่เจริญเติบโตช้า ไม่จำเป็นต้องเร่งการเจริญเติบโต เพราะเป็นไม้ขนาดเล็กที่ปลูกเลี้ยงสะสมมีความน่ารัก

วันที่ 29 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัญหาภัยแล้งเนื่องจากฝนทิ้งช่วงในเขตจ.นครราชสีมา รุนแรงและต่อเนื่องมาหลายเดือน จนกระทั่งล่าสุด นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ได้ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้งไปแล้ว 16 อำเภอ มีพื้นที่เกษตรกรรมได้รับผลกระทบกว่า 7 แสนไร่

และปัญหาภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วงดังกล่าว ก็ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการรถเกี่ยวข้าวด้วย โดย นายสมพร กสิประกอบ ผู้ประกอบการรถเกี่ยวข้าวใน จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ภัยแล้งในปีนี้รุนแรงและต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่เดือนก.ย. ที่ผ่านมา ทำให้งานเกี่ยวนวดข้าวหายได้มากกว่าครึ่ง จากเดิมที่จะมีการจองคิวเกี่ยวข้าวแทบจะไม่มีเวลาพักรถ แต่ในปีนี้ต้องดิ้นรนวิ่งหาคิวเกี่ยวข้าวด้วยตัวเอง

ถึงแม้ปัจจุบันราคาข้าวเปลือกจะปรับตัวสูงขึ้น แต่กลับไม่มีข้าวให้เกี่ยวมากนักส่วนราคายังคงเกี่ยวที่ไร่ละ 500 บาท เช่นทุกปี ยังไม่มีการปรับขึ้นแต่อย่างใด ซึ่งเกษตรกรบางรายที่ได้รับกระทบจากภัยแล้งนาข้าวให้ผลผลิตได้แค่เพียงบางส่วน ก็ไม่คุ้มที่จะจ้างรถเกี่ยวข้าว ก็ได้หันไปจ้างแรงงานคนเกี่ยวเป็นรายวันแทน ทำให้ในปีนี้คาดว่ารายได้จากการเกี่ยวข้าวจะสูญหายไปนับแสนบาท ซึ่งก็จะไปกระทบกับค่าแรงคนงานและค่างวดรถที่กู้ยืมมาซื้อรถด้วย

คุณสุริพงษ์ ณะทิตศรี อยู่บ้านเลขที่ 122 หมู่ที่ 1 ตำบลพัฒนานิคม อำเภอพัฒนานิคม จังหวังลพบุรี เล่าให้ฟังว่า เมื่อเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ สาขาวิชาสัตวศาสตร์ จึงได้มีแรงบันดาลใจที่สนใจอยากเลี้ยงแพะนม เกิดจากได้ไปเห็นการเลี้ยงแพะนมว่าไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก และที่สำคัญเมื่อแพะเจริญเติบโตเต็มที่สามารถให้น้ำนมได้เป็นอย่างดี จึงมองว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจของเขาในขณะนั้น ซึ่งตัวเขาเองก็ชอบเลี้ยงสัตว์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

“ประมาณต้นปี 58 ก็ได้ไปเห็นอาจารย์เขาเลี้ยงไว้ ผมก็เลยเกิดความสนใจ เพราะมองว่าผลผลิตที่ได้ก็ไว ไม่ช้าเหมือนสัตว์ชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการผสมพันธุ์ให้ลูกและก็การให้น้ำนมก็ดี พอเราได้ไปศึกษาประมาณหนึ่ง เห็นมันน่ารักดี ก็เลยตัดสินใจเริ่มเลี้ยงในเวลาต่อมา” คุณสุริพงษ์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเลี้ยงแพะ

แพะนมที่เลือกเลี้ยงเป็นสายพันธุ์ซาแนน เนื่องจากมีลักษณะเด่นคือ ให้น้ำนมดี และเป็นแพะที่มีลักษณะตัวสีขาว ทำให้เขาชื่นชอบเพราะมองแล้วสะอาดตาน่าหลงใหล

ในขั้นตอนแรกก่อนที่จะนำแพะมาปล่อยเลี้ยงในพื้นที่ คุณสุริพงษ์ บอกว่า ต้องเตรียมสร้างโรงเรือนเสียก่อน โดยขนาดใหญ่เล็กดูตามจำนวนแพะที่จะนำมาเลี้ยงภายในโรงเรือน ซึ่งที่ฟาร์มแห่งนี้เลี้ยงแพะประมาณ 100 ตัว สร้างโรงเรือนขนาด 10×20 เมตร ยกพื้นสูงประมาณ 1-1.50 เมตร พร้อมทั้งขยายหลังคาให้รอบโรงเรือนเพื่อกันแสงแดด

“พอเรามีโรงเรือนเรียบร้อย ก็เตรียมหาพ่อแม่พันธุ์มาเลี้ยง หรือจะซื้อแบบตัวเล็กๆ ก็ได้ ถ้าไม่ซื้อแบบพ่อแม่พันธุ์ อย่างแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์เขาขายกันอยู่ที่ตัวละ 5,000-6,000 บาท ซึ่งผมก็จะซื้อที่เป็นพ่อแม่พันธุ์มา อายุประมาณปีกว่าๆ เลี้ยงไปสักพักก็จะผสมพันธุ์กัน ใช้เวลาตั้งท้องประมาณ 5 เดือน ก็จะได้ลูกออกมา ก็จะเก็บลูกที่เป็นตัวเมียไว้ ส่วนตัวผู้ก็ขายออกไป” คุณสุริพงษ์ เล่าถึงการขยายพันธุ์

อาหารสำหรับเลี้ยงแพะ คุณสุริพงษ์ บอกว่า ใช้อาหารเลี้ยง 2 แบบ คือ อาหารข้นสำเร็จรูปกับอาหารหยาบ ซึ่งอาหารหยาบเขาเป็นผู้ปลูกเอง เช่น หญ้าขนและหญ้าเนเปียร์ ส่วนอาหารข้นซื้อจากแหล่งที่จำหน่ายทั่วไป

“อาหารทั้ง 2 แบบ ก็ต้นทุนไม่สูงมาก ให้กินอาหารข้นสำเร็จรูปตกอยู่ที่ตัวละไม่ถึงกิโล ให้กินช่วงเช้าเย็น ต้นทุนอยู่ที่ตัวละ 10 บาท ต่อวัน แต่อาหารหยาบพวกหญ้าต่างๆ ให้แพะกินเต็มที่ตลอดทั้งวัน เพราะเราปลูกเองทำเอง เลยไม่ต้องกลัวเรื่องต้นทุนที่จะสูงตามมา” คุณสุริพงษ์ อธิบายการให้อาหารของฟาร์ม

โรคที่เกิดขึ้นกับแพะช่วงที่ระบาดหรือต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นช่วงฤดูฝน เพราะพื้นที่เลี้ยงจะเกิดความชื้นแฉะทำให้แพะไม่สบายเนื้อสบายตัว จะทำให้เกิดโรคตามมาภายหลังได้ จะทำการป้องกันโดยฉีดวัคซีน ส่วนตัวที่มีอาการของโรครุนแรงจับแยกออกจากฝูงทันที

ด้านการรีดนมแพะนั้น คุณสุริพงษ์ เล่าว่า ต้องเป็นแม่แพะที่มีความพร้อมสมบูรณ์ อายุอย่างน้อย 1-1 ปีครึ่ง ถึงจะให้นมได้ ซึ่งแม่แพะจะให้น้ำนมประมาณ 9 เดือน โดยน้ำนมที่รีดต่อวันเฉลี่ยตกอยู่ที่ 3 กิโลกรัม ต่อตัว สามารถรีดได้ทุกวันช่วงเช้าและเย็น

ในขั้นตอนของการรีดนมแพะสิ่งที่ต้องเน้นเสมอคือ เรื่องความสะอาด ทุกครั้งก่อนใช้เครื่องรีดต้องใช้ผ้าชุบน้ำสะอาด เช็ดบริเวณเต้านมไม่ให้มีสิ่งสกปรกเหลืออยู่ จากนั้นใช้เครื่องรีดสวมเต้านมทั้ง 2 ข้าง ซึ่งการรีดนมใช้เวลาประมาณ 2-3 นาที ต่อตัว เมื่อรีดครบทุกตัวแล้วก็ส่งนมไปยังแหล่งรับซื้อได้ทันที

“อาหารที่ให้แม่แพะที่ให้นม เราต้องให้พิเศษขึ้นมาอีกหน่อย ก็จะมีเรื่องของอาหารที่ให้โปรตีนสูงเป็นพิเศษ จะเป็นพวกถั่วเหลืองที่ให้เข้ามาเพิ่ม เพราะจะช่วยให้น้ำนมมีคุณภาพมากขึ้น โดยจะเน้นให้กับแม่แพะ ก็จะช่วยได้หลายเรื่องที่เกี่ยวกับการให้นม” คุณสุริพงษ์ บอก

คุณสุริพงษ์ ได้เล่าถึงเรื่องการตลาดว่า เมื่อรีดน้ำนมแพะได้ครบทุกตัวแล้วจึงจะนำนมทั้งหมดส่งจำหน่ายให้แหล่งที่รับซื้อ โดยที่รับซื้อจะนำน้ำนมทั้งหมดไปทำตามกระบวนการพาสเจอไรซ์ และส่งจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศต่อไป

“น้ำนมแพะที่รีดได้ เขาก็รับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 40 บาทตลอดทั้งปี ราคานี้ตลอด ซึ่งวันหนึ่งอย่างรีดได้มากสุดก็อยู่ที่ 100 กิโลกรัม อย่างตอนนี้ก็มีอีกตลาดที่ทำด้วย จะเป็นตลาดของน้องหมาน้องแมวที่ป่วย เพราะเวลาสัตว์พวกนี้ป่วย ให้กินนมแพะจะหายป่วยไว ราคาขายก็อยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาท ซึ่งใครสนใจก็ติดต่อมาได้โดยตรง ที่ฟาร์มก็จะรีดให้ได้เลย” คุณสุริพงษ์ เล่าถึงเรื่องการตลาด

สำหรับผู้ที่สนใจอยากเลี้ยงแพะนมพันธุ์ซาแนน คุณสุริพงษ์ ให้คำแนะนำว่า “สำหรับใครที่อยากเลี้ยง ยังไม่รู้วิธีการ ก็มาศึกษาที่ผมได้ ผมยินดีให้ข้อมูล ถ้ามองดูแล้วนมแพะ ในเรื่องการตลาดถามว่าดีไหม ตอนนี้ก็ต้องบอกเลยว่า ผู้บริโภคก็เริ่มเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ส่วนตลาดของน้องหมาน้องแมว ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทอีกหนึ่งตลาด ก็ทำให้เราสามารถส่งขายได้หลากหลายมากขึ้น สำหรับผมตอนนี้ทำแล้วมีความสุข เพราะผมเองก็จบสัตวศาสตร์มา เลยชอบที่จะเลี้ยง อีกอย่างการได้ทำงานด้านนี้ได้อยู่บ้าน ดูแลคนที่เรารักได้ด้วย”

ส่วนด้านบทบาทของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี โดย อาจารย์สมชาติ เปรี่ยมสูงเนิน อาจารย์สอนวิชาการผลิตโคนม ได้ให้ข้อมูลว่า วิทยาลัยแห่งนี้มีการสอนเกี่ยวกับด้านสัตวศาสตร์ ที่จะเน้นไปในเรื่องของโคนม โคเนื้อ สุกร และสัตว์ปีก ซึ่งผู้ที่จบการศึกษาแล้วสามารถนำวิชาความรู้ไปประกอบอาชีพได้ หรือนำไปศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ซึ่งในตอนนั้นคุณสุริพงษ์ มีความสนใจอยากเลี้ยงแพะนม ทางวิทยาลัยจึงได้ให้ข้อมูลรวมทั้งด้านวิชาการ เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดด้วยอีกทาง

“สำหรับใครที่สนใจ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ลพบุรี หรือจังหวัดอื่นๆ หากมีข้อสงสัยก็สามารถมาสอบถามข้อมูลได้ ซึ่งทางเราก็จะให้ข้อมูลที่ถูกต้องตามความเหมาะสม อย่างที่ฟาร์มแห่งนี้ในจังหวัดลพบุรี แพะนมที่เลี้ยงดีที่สุดต้องเป็นสายพันธุ์ซาแนน เราก็จะแนะนำทั้งเรื่องการจัดการ การให้อาหาร ตลอดจนเรื่องการตลาด เพื่อให้เป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้แบบมั่นคงต่อไป” อาจารย์สมชาย กล่าว

การประกอบอาชีพจากสิ่งที่เขาชอบและรัก ทำให้ทุกวันนี้คุณสุริพงษ์ไม่ได้มีรายได้เพียงอย่างเดียว แต่เขายังบอกอีกด้วยว่ามีความสุขมาก โดยที่ไม่ต้องไปหางานทำให้ไกลจากบ้านเกิด เพียงแต่ใช้บริเวณพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เท่านี้ก็ทำงานบนวิถีแห่งความสุขแบบสบายๆ

หลงเสน่ห์ประเพณีไทย วัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์แห่งเดียวในโลก โดยฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์” ตื่นตาตื่นใจเมื่อได้มาสัมผัสความเชื่อของชาวไทย อย่าง ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ที่จัดขึ้นเพื่อแก้เคล็ดเรื่อง พระพุทธรูปหาย ณ วัดไตรภูมิ จังหวัดเพชรบูรณ์

วัดไตรภูมิ อายุประมาณ 435 ปี เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นที่มาของประเพณีโบราณหนึ่งเดียวในโลก อย่าง “ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ” โดยในอดีตได้เกิดเหตุการณ์สายน้ำไหลเชี่ยว มีพระพุทธรูปลอยขึ้นเหนือน้ำ ชาวบ้านจึงทำพิธีอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดไตรภูมิ ในปีถัดมาได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดซ้ำ ซึ่งพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวสูญหายไป และได้พบพระพุทธรูปลอยขึ้น อยู่กลางแม่น้ำป่าสัก จึงทำพิธีอัญเชิญมาประดิษฐานเป็นครั้งที่สอง พร้อมถวายนามว่า “พระพุทธมหาธรรมราชา” โดยเชื่อว่าหากประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ องค์พระจะไม่หายไป พิธีกรรมนี้จึงตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน กลายเป็นงานประจำปีของวัดไตรภูมิเลยก็ว่าได้ เพราะในทุกๆ ปี จะมีการแสดง ลิเก รวมไปถึงการละเล่นไทยโบราณไม่ว่าจะเป็น การเดินกะลา การเดินโถกเถก เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขันพายเรือทวนน้ำ ซึ่งฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล” ได้มีโอกาสไปร่วมทีมพากย์เรือยาว สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแก่ผู้ที่มางาน

ท่องเที่ยวเมืองไทย สัมผัสประเพณีโบราณอันมีเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในโลก กับฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์” ในรายการหลงรักยิ้ม วันเสาร์ ที่ 3 พฤศจิกายน 2561 เวลา 16.30 น. ทางช่อง 28 (3SD) พร้อมรับข่าวสารต่างๆ ของรายการได้ทาง

เครือเจริญโภคภัณฑ์โดย นายจรัญ เจียรวนนท์ ประธานกิตติมศักดิ์ ได้ริเริ่มดำเนินการสนับสนุน ทีมฟุตบอลจำนวน 37 ทีม (แบ่งเป็นทีมเยาวชน 12 ทีมและทีมผู้ใหญ่ 25 ทีม) ใน อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2561 ที่ผ่านมา โดยจัดสร้างสนามฟุตบอล “มหาลาภ” ให้เยาวชนและชาวชุมชนในอำเภอ ได้ใช้ฝึกซ้อมและเป็นสนามแข่งขันฟุตบอล 7 คน เพื่อพัฒนาทักษะด้านกีฬา สำหรับต่อยอดสู่มืออาชีพในอนาคต

นายอนันต์ ผึ้งน้อย โค้ชชมรมกีฬาปากช่อง หนึ่งใน 37 ทีมฟุตบอลดังกล่าว เปิดเผยว่า นอกจากเครือซีพีได้มาพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในอำเภอปากช่องแล้ว ยังให้ความสำคัญในการดูแลชุมชนโดยให้การสนับสนุนทีมฟุตบอลต่างๆ ในอำเภอนี้ ซึ่งสัมผัสได้ถึงความจริงจังและเอาใส่ใจทั้ง 37 ทีม ให้มีการพัฒนาด้านกีฬาฟุตบอลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างสนามฟุตบอลมหาลาภ ในตำบลหนองน้ำแดง อำเภอปากช่อง เพื่อให้เป็นสถานที่ฝึกซ้อมและจัดให้มีการแข่งขันทุกสัปดาห์ ซึ่งทุกทีมที่เข้าร่วมแข่งขันในแต่ละสัปดาห์จะได้รับเงินรางวัลเพื่อนำไปต่อยอดกิจกรรมของทีมต่อไป ทั้งนี้ นักกีฬาเยาวชนและผู้ใหญ่ทั้งหมดล้วนเป็นผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และแสดงศักยภาพด้านกีฬาได้อย่างเต็มที่

“โครงการนี้เป็นโครงการที่ดี ที่เปิดโอกาสให้นักกีฬาฟุตบอลปากช่องได้มีสุขภาพที่ดีจากการออกกำลังกาย ได้พัฒนาทักษะความสามารถด้านกีฬา เกิดความสามัคคีในชุมชนจากการทำกิจกรรมร่วมกัน และช่วยให้เยาวชนห่างไกลจากยาเสพติด การสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดีเช่นนี้ ทำให้ทุกทีมมีงบประมาณในการสร้างทีมอย่างที่มุ่งหวัง และการได้ร่วมฝึกซ้อมกับนักฟุตบอลอาชีพเช่นทีมตราด FC ที่เข้ามาฝึกสอนฟุตบอลและถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับทีมเยาวชน ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ ที่อยากก้าวสู่การเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพในอนาคตด้วย” โค้ชอนันต์ กล่าว

ด้าน นายวิเชียร ทรัพย์เจริญ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตราด ในฐานะประธานที่ปรึกษาสโมสรฟุตบอลจังหวัดตราด หรือ ตราด FC กล่าวว่า สโมสรฯ ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2555 โดยได้รับการสนับสนุนจากเครือเจริญโภคภัณฑ์มาอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 5 ปี ทำให้ตราด FC สามารถพัฒนาสู่การเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพ และทำผลงานได้อย่างน่าพอใจมาโดยตลอด กระทั่งสโมสรฯได้เลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ในฤดูกาล 2560 และปัจจุบันเล่นอยู่ในไทยลีก 2 ที่สำคัญสโมสรฯ จะเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในไทยลีก ซึ่งเป็นลีกสูงสุดได้เเป็นครั้งแรก ในฤดูกาล 2562

“เครือซีพีมีส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ตราด FC พัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง จนสามารถเลื่อนชั้นขึ้นสู่ ไทยลีกในปีหน้า เป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ใหักับสโมสรฯ ขณะเดียวกันยังสนับสนุนทีมฟุตบอลของชุมชนเพื่อให้สามารถพัฒนาสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพได้ในอนาคต ตราด FC ภูมิใจที่ได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับน้องๆเยาวชนและทีมฟุตบอลอำเภอปากช่อง และได้มีโอกาสมาถ่ายทอดประสบการณ์และฝึกสอนให้กับน้องๆ ทุกคน” นายกวิเชียร กล่าวทิ้งท้าย

น.สพ.ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกโลก สาขาประเทศไทย เป็นประธานเปิดงานการประชุมใหญ่สามัญสมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกโลก สาขาประเทศไทย ประจำปี 2561 โดยมีนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของไทยมาร่วมเผยแพร่พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ จากทั่วโลกที่จะเป็นประโยชน์ต่อวงการสัตว์ปีก เพื่อร่วมพัฒนาอาหารคุณภาพ ปลอดสาร ปลอดภัย แก่ผู้บริโภค โดยในงานนี้ยังเป็นเวทีนำเสนองานวิจัยของนิสิตและนักศึกษาไทยอีกด้วย

ประเทศไทยเป็น 1 ใน 80 ประเทศที่เป็นสมาชิกสมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกโลก โดยประเทศไทยส่งออกเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์เป็นอันดับต้นๆ ของโลก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการติดตามวิทยาการด้านวิทยาศาสตร์อย่างใกล้ชิด ด้วยงานศึกษาวิจัยที่หลายประเทศร่วมมือกันทำให้เกิดเป็นประโยชน์อย่างมากต่ออุตสาหกรรมสัตว์ปีก สามารถนำมาพัฒนากระบวนการการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เกิดการลดต้นทุน และได้ผลิตภัณฑ์อาหารจากสัตว์ปีกที่ปลอดภัย ไม่มีการใช้ฮอร์โมนและยาปฏิชีวนะ งานประชุมใหญ่สามัญสมาคมวิทยาศาสตร์สัตว์ปีกโลก สาขาประเทศไทย ประจำปี 2561 ครั้งนี้ จัดขึ้น ณ โรงแรม สวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพฯ

นายภาสันต์ นุพาสันต์ ผู้ช่วยเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการนำปฏิรูปภาคการเกษตรของสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดยให้เกษตรกรแปรรูปผลผลิตเป็นผลิตภัณฑ์แล้วจึงขาย เป้าหมายต่อไปคือการตลาดของผลิตภัณฑ์ที่แปรรูป ซึ่งเห็นว่าการทำให้พื้นที่การเกษตรเป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นการตลาดที่ดีช่องทางหนึ่งจึงประสานงานกับสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดชลบุรีเพื่อเรียนรู้การบูรณาการร่วมกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน)(อพท.)

ณ วิสาหกิจชุมชนตะเคียนเตี้ย (บ้านร้อยเสา) อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ในอดีตชุมชนตะเคียนเตี้ยมีอาชีพทำนา น้ำสมบูรณ์ตลอดทั้งปี แต่ต่อมาน้ำที่ใช้ทำนาเริ่มไม่เพียงพอ ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงหันไปปลูกมะพร้าวเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว จนปัจจุบันมีการทำเกษตรผสมผสานมากขึ้น แต่มะพร้าวยังถือเป็นพืชหลักของชุมชนโดยสามารถใช้ภูมิปัญญาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวได้หลากหลายและที่สร้างชื่อให้กับชุมชนคือ “แกงไก่กะลา”