เจ้าของเผยถึงตัวเลขการขาย พร้อมกับอธิบายถึงการตลาดว่า

ส่งปลาคังขายสัปดาห์ละ 500-600 กิโลกรัม ส่วนปลาทับทิมและปลานิลประมาณ 100 กิโลกรัม ลักษณะการขายแบบชนิดตรงตัวลูกค้าตามเจ้าของร้านอาหาร ซึ่งบางเจ้าจำเป็นต้องใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการทำปลาให้ลูกค้าด้วย ดังนั้นการบริหารจัดการด้วยตัวเองจึงทำให้มีต้นทุนถูกกว่า เมื่อนำไปส่งจึงปรับราคาที่ถูกใจลูกค้า ขณะเดียวลูกค้าเองก็ได้ราคาที่พอใจเช่นกัน คนซื้อได้ราคาดี ปลาสด

“ส่งเฉพาะตามร้านอาหารเท่านั้น เพราะมีปริมาณปลาพอดีครบทั้งปี ยังไม่ได้ส่งตามตลาดเพราะปลาไม่เพียงพอ แล้วอีกอย่างไม่กล้าเพิ่มจำนวน เกรงว่าถ้าตลาดไม่สั่งหรือสั่งน้อย ปริมาณที่เหลือจะกระทบและสร้างปัญหาตามมาทันที ที่สำคัญคือเรื่องค่าใช้จ่าย

ดังนั้นจึงส่งเฉพาะรายที่แน่นอนดีกว่า บางปีลูกค้าประจำเกิดต้องการเพิ่ม จำเป็นต้องไปหาซื้อจากแหล่งอื่นที่มีการเลี้ยงไว้ได้ขนาด เพื่อส่งให้ลูกค้าได้ทันที”

อาหาร ปัจจัยที่มีผล ต่อการเจริญเติบโตการเลี้ยงปลาในกระชังเป็นรูปแบบการเลี้ยงปลาที่ต้องมีการพัฒนา เพื่อให้ปลามีขนาด น้ำหนัก รูปร่างลักษณะที่สมบูรณ์ แข็งแรง ดังนั้นผู้เลี้ยงจะต้องใส่ใจในเรื่องการให้อาหารในแต่ละช่วงวัย เพราะคุณค่าทางอาหารชนิดต่างๆในแต่ละวัย จะส่งผลต่อตัวปลาทันที

คุณสมชาย อธิบายถึงการให้อาหารปลาในกระชังที่เขาเลี้ยงในแต่ละวัยว่า สำหรับลูกปลากดขนาดเล็กที่นำมาอนุบาลไว้ที่ขนาด 1-4 นิ้วต้องใช้อาหารเม็ดที่มีโปรตีนสูงช่วยก่อน ปริมาณที่ให้สำหรับปลาเล็กดังกล่าวในจำนวน 3 หมื่นกว่าตัว ใช้อาหารเม็ดวันละเกือบ 10 กิโลกรัม แต่พอขนาดโตขึ้นมาเล็กน้อยพอเริ่มกินอาหารได้จะใช้อาหารแบบเนื้อโดยการหั่นให้ฝอยขนาดเล็ก

การให้อาหารปลาโตทำเพียงวันละครั้งเดียวช่วงเย็น เพราะปลาขนาดใหญ่ชอบกินอาหารในช่วงกลางคืน การให้ปริมาณอาหารสำหรับปลาใหญ่ไม่มีความแน่นอนทั้งนี้เนื่องจากเป็นธรรมชาติของปลา เช่นในช่วงฤดูหนาวปลากินน้อย แต่ช่วงฤดูฝนจะกินมาก

สำหรับปริมาณอาหารที่ใช้แก่ปลาที่มีขนาดใหญ่นำหนักตั้งแต่ 1 กิโลกรัมขึ้นไป ที่มีอยู่จำนวนหมื่นกว่าตัวใช้วันละตันหรือกว่าเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นช่วงอากาศหนาวมากปริมาณจะลดลงมา ดังนั้นข้อเสียในช่วงนี้จะทำให้น้ำหนักปลาลดตามไปด้วย

ส่วนต้นทุนอาหารปลาประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ มีกระชังรวมทั้งหมด 50 กว่ากระชัง ขนาดกระชังกว้าง 5 คูณ 8 เมตร และลึก 3 เมตรหมั่นดูแลกระชังให้สะอาด

ปัญหาโรคปลาดูจะเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งสำหรับผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงปลากระชัง คุณสมชายเผยว่าจากระยะเวลาที่ผ่านมามักพบปลาเป็นโรค ซึ่งจะเจอตั้งแต่รุ่นที่อนุบาล 2 อย่างคือปลาจะผิดน้ำกับเจอปลิงใสเข้าไปในเหงือก เคยนำไปให้นักวิชาการดูแล้วเห็นว่าน่าจะเกิดจากน้ำที่ใช้เลี้ยงนิ่งเกินไปทำให้มีปลิงใสเจริญเติบโต ใช้วิธีสาดปูนขาว เกลือลงไปในน้ำก็ช่วยได้บ้าง แต่ที่ต้องเอาใจใส่คือการทำความสะอาดกระชังบ่อยๆ เพื่อให้น้ำมีความใสสะอาด

“อีกอย่างคือช่วงที่ปลาจะครบปีมักเจอโรคหลังบวม แดงตามหลัง ครีบ ใต้ท้องหรืออวัยวะเพศจากการตรวจพบว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และมักจะตายช่วงต้นฤดูหนาว และตายอีกครั้งก่อนฝน วิธีแก้คือหากพบเห็นปลามีอาการผิดปกติต้องรีบใส่ยาทันที เพราะถึงแม้จะช่วยได้บ้าง แต่ดีกว่าปล่อยให้ตายทั้งกระชัง ซึ่งเท่าที่สังเกตหลังจากปลามีอายุเลยหนึ่งปีแล้วไม่ค่อยเป็นอะไร เพราะอาจมีภูมิต้านทานโรคมากขึ้น ดังนั้นหลายคนที่เจอปัญหาดังกล่าวรับสภาพไม่ได้ต้องเลิกทำไปเลย สรุปแล้วช่วงก่อนขวบปีของปลาควรหมั่นเอาใจใส่เป็นพิเศษ”

ด้านการจำหน่ายนั้น คุณสมชายถือหลักฉายเดี่ยว เพราะการทำงานคนเดียวจะมีความคล่องตัวมาก ที่สำคัญ “ส่งเอง รับเอง” ดังนั้นภาระหน้าที่งานประจำของเขาจึงเริ่มตั้งแต่เช้ามืด มีลูกน้องช่วยขึ้นปลา คัดขนาดปลา คัดจำนวน ทั้งนี้จะมีการติดต่อยอดจำนวนปลาจากลูกค้าล่วงหน้า 1 วัน เมื่อปลาขึ้นรถเรียบร้อยจะทยอยส่งไปตามจุดต่างๆ ที่เป็นร้านอาหารตั้งแต่ที่ ทองผาภูมิ, ไทรโยค, หนองขาว, ท่ามะกา แล้วยังในตัวเมืองกาญจนบุรี เป็นต้น จำนวน 10 กว่ารายตลอดทั้งวัน จนกระทั่งเสร็จประมาณ 3 โมงเย็น ทำเช่นนี้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง จากเมื่อก่อนเพียงสัปดาห์ละครั้ง

เขาบอกว่า การทำงานในลักษณะเช่นนี้จะทำให้ลูกค้าได้ปลาใหม่ สด ทุกวัน หากลูกค้าได้ของดี ขายได้มาก ก็จะสั่งเราเพิ่มอีก เราก็ขายได้มาก

และยังบอกต่ออีกว่าปริมาณและความต้องการปลาจากลูกค้าจะมีความพอดีกัน กล่าวคือในแต่ละสัปดาห์ใช้ปลาไม่เกิน 200 ตัว แต่ละตัวมีน้ำหนักประมาณ 2-3 กิโลกรัม ตกประมาณ 600 กิโลกรัม เฉลี่ยเดือนละไม่เกิน 700-800 ตัว หรือเป็นปีละประมาณ 9 พันกว่าตัว และที่มีเลี้ยงไว้ในกระชังหมื่นกว่าตัว

“อันนี้เป็นแต่ละรุ่นที่ใช้แต่ละปี ซึ่งรุ่นต่อไปก็จะอนุบาลไว้แล้วเลี้ยงมาเรื่อยๆ โดยใช้เวลาที่เลี้ยงแต่ละรุ่นประมาณ 3 ปี ดังนั้นจึงกำหนดไว้ว่ามีปลาอยู่ 3 รุ่น ได้แก้ รุ่น 3-4 กิโลกรัม,รุ่น 1-2 กิดลกรัมและรุ่นเล็กขนาด 2-3 ขีด เป็นการเลี้ยงแบบสลับรุ่นไปเรื่อยๆ”

คุณสมชาย เผยว่า ถือว่าการเลี้ยงปลากระชังเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ดีมาก มีการพัฒนาเจริญเติบโตมาตลอด เขาเล่าว่าจากตอนที่เริ่มครั้งแรกนับศูนย์ มีกระชังไม้อยู่ 4 ชุดด้วยการจ้างต่อ เลี้ยงปลาช่อนและปลาชะโดก่อน ช่วง 3-4 ปี แรกเหมือนคลำทาง แต่ทั้งนี้ได้รับความช่วยเหลือจากทางประมงทองผาภูมิเป็นอย่างดีมาตลอด พอสัก 3 ปีมีเงินก้อนจึงหาซื้อรถกระบะเก่าราคาแสนกว่าบาท ซื้อเงินสดเลยจะได้ไม่ต้องผ่อนเสียดายเงินดอกเบี้ย

“พอเริ่มมีเครื่องมือทำกินจึงเริ่มตระเวนหาลูกค้า ต่อจากนั้นจึงเปลี่ยนมาเลี้ยงปลาคังขาย ช่วงแรกที่มีลูกค้าสัปดาห์แรกขายได้เงิน 4-5 พันบาท ดีใจมาก เพราะช่วงนั้นยังไม่มีรายจ่าย เนื่องจากอาหารปลาได้มาจากการยกยอ ต่อจากนั้นรายได้เริ่มเข้ามาสัปดาห์ละหมื่นกว่าบาท เดือนละ 4-5 หมื่นบาท แต่พอมาช่วงหลังเริ่มมีรายจ่ายเพราะต้องซื้อปลาข่ายเข้ามาเสริม เพราะเราลี้ยงไม่ทัน

หลายปีผ่านไป อาหารปลาหายาก ต้องสั่งซื้อจากแหล่งอื่นเข้ามา ขณะเดียวกันจำนวนลูกค้าก็เพิ่มเป็นเงาตามตัว จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ส่งขายสัปดาห์ละเป็นแสนบาท ตก 500-600 กิโลกรัมราคากิโลกรัมละ 190 บาท แต่ทั้งนี้ต้องหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ออกด้วย” สร้างงาน ทำเงิน

ทางด้านความเป็นอยู่ของครอบครัวนั้น คุณสมชายมีแพจำนวน 6 หลัง อยู่กัน 4 ครอบครัวตั้งอยู่บนเลขที่ 98/10 หมู่ 6 บ้านไร่ ตำบลห้วยเขย่ง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

เขาบอกว่า การขออนุญาตตั้งแพอาศัยจะต้องขออนุญาตโดยตรงกับทางกรมเจ้าท่าเสียก่อน และบอกต่ออีกว่าพอช่วงระดับน้ำตามธรรมชาติลดลง จำเป็นต้องขยับแพตามลงไปเพื่อให้ได้ระดับความลึกของกระชัง ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนตำแหน่งที่อยู่เดิมจะมีระดับน้ำลึกถึง 7 เมตร แต่พอช่วงหน้าแล้งในตำแหน่งเดิมระดับน้ำเหลือเพียง 4 เมตร จึงทำให้ต้องขยับแพลงไปให้ลึก และจะอยู่ที่ตำแหน่งใหม่สัก 3 เดือน พอหลังจากฝนมาและระดับน้ำเริ่มสูงขึ้น จึงขยับแพไปยังตำแหน่งเดิม

ปัจจุบัน คุณสมชาย มีลูก 2 คน คนโตอายุ 22 ปี เรียนอยู่ในระดับปริญญาโทที่จุฬาฯ ส่วนคนเล็กเรียน ป. 4 ที่ทองผาภูมิ เขาเผยว่าหากไม่ได้เลี้ยงปลาเป็นอาชีพคงไม่คิดว่าจะมีปัญญาส่งลูกเรียนได้ขนาดนี้ เพราะตอนแรกอาชีพยังลุ่มๆดอนๆ พอจังหวะที่ลูกคนโตต้องใช้เงินเรียนในระดับมัธยมก็เป็นช่วงเวลาที่อาชีพเลี้ยงปลากระชังเข้าที่พอดี จึงเป็นความโชคดีที่สามารถหาเงินส่งให้ลูกเรียนได้สูงจากอาชีพนี้

“แผนในอนาคตเขาคิดว่าจะเลี้ยงปลาประเภทปลาเนื้ออ่อน แต่ยังหาพันธุ์ที่เหมาะสมไม่ได้ เหตุผลที่ต้องการเลี้ยงเพราะปลาชนิดนี้เพราะราคาดีมากมีราคากิโลกรัมละกว่า 300 บาท ดังนั้นในขณะที่เรามีตลาดแล้ว และสินค้าของเรามีคุณภาพแล้ว การแนะนำสินค้าชนิดใหม่ที่มีคุณภาพกว่าคงไม่ยากสำหรับลูกค้า”

คุณสมชาย กล่าวว่า เรื่องคุณภาพปลารับประกันความสดได้แน่ ดังนั้นหากท่านผู้อ่านมีโอกาสเดินทางมาเที่ยวพักผ่อนที่ทองผาภูมิและต้องการนำปลาไปบริโภค ก็เชิญชวนให้แวะมาหาได้ที่แพหรือท่านใดสนใจกำลังหาแหล่งซื้อปลากระชัง ก็สามารถติดต่อได้ที่โทรศัพท์ 089-0334174

คุณปรีชา นาจรูญ เกษตรอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ในส่วนของโครงการปลูกผักปลอดภัยปลอดสารพิษ ก็ได้มีการดำเนินการมาหลายปีแล้ว แต่ที่หลักๆ มีการจัดเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งมีกลุ่มวิสาหกิจรวมทั้งหมดภายในอำเภอ 360 กว่ากลุ่มที่ได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน ส่วนเรื่องผักปลอดภัยไร้สารพิษนั้นมีอยู่ทุกตำบลที่ทางสำนักงานเกษตรอำเภอได้ส่งเสริมอยู่ในเวลานี้ ส่วนหนึ่งก็ได้พลังงานทางเลือกอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ และแหล่งน้ำทั่วไปนั้น ก็ยังคงต้องพึ่งแหล่งน้ำจากธรรมชาติ

“สำหรับไร่เพื่อนคุณได้คิดริเริ่มเรื่องการปลูกพืชที่ปลอดภัยจากสารพิษ โดยมี คุณสุระเทพ สุระสัจจะ เป็นผู้ดูแลกิจการและยังเป็น Young smart farmer ของจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นตัวแทนระดับประเทศที่ไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ที่สามารถนำนวัตกรรมจากต่างประเทศมาบริหารภายในโรงเรือง ถือเป็นเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงที่กล้านำเทคโนโลยีด้านการเกษตร นวัตกรรม ที่เกี่ยวกับการให้น้ำ และการพิสูจน์โรคแมลงต่างๆ

เพราะฉะนั้นในส่วนตรงนี้ก็เชื่อได้ว่า การทำงานของ Young smart farmer ซึ่งมีเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดสารพิษไม่น้อยกว่า 10 ราย แต่ก่อนที่จะผ่านเข้ามาสู่ตรงนี้ เขาทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่จนได้รับมาตรฐานต่างๆ จากนั้นการรับสมาชิกเข้ากลุ่ม ผู้เป็นสมาชิกต้องทำให้ได้ตามข้อกำหนด ถึงจะเข้าเป็นสมาชิกได้ ทำให้การันตีได้ว่าพืชผักและผลผลิตมีความปลอดภัย ทั้งนี้ เรื่องของการตลาดก็ไม่เป็นปัญหา เพราะว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นศูนย์การเรียนรู้ และศูนย์กลางแห่งการตลาด” คุณปรีชา กล่าว

คุณสุระเทพ สุระสัจจะ เจ้าของสวนเม่ล่อนไร้สารพิษ ไร่เพื่อนคุณ ตำบลประโคนชัย อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เล่าว่า ก่อนที่จะมาทำอาชีพนี้ ซึ่งเริ่มต้นมาจากคุณพ่อที่เห็นถึงความทุกข์ยากของเกษตรกรในเรื่องของการใช้ยาฆ่าแมลง การให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ การโดนกดราคาจากกลไกการตลาด และเมื่อคุณพ่อเกษียณ ก็เลยเกิดความคิดที่อยากจะสร้างศูนย์การเรียนรู้ให้กับเกษตรกร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพและให้ความรู้ในการเพาะปลูกที่ถูกต้อง ซึ่งจะถ่ายทอดความรู้ผ่านทางศูนย์การเรียนรู้ โดยเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่จะเน้นในด้านความปลอดภัยของเกษตรกรสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภค

“สำหรับการเริ่มต้นการปลูกเมล่อน ก็เริ่มจากความชอบของคุณพ่อที่ชอบทานเมล่อน และแตงโม แต่ไม่มีความมั่นใจที่จะไปทานที่อื่น เมื่อถึงเวลาเกษียณจึงออกมาปลูกเมล่อนและแตงโม ทั้งนี้ก็มีครูมาสอนเพิ่มเติมในเรื่องการปลูก ก็ได้มีการลองผิดลองถูก ล้มบ้าง เสียหายบ้าง จนสามารถพัฒนามาได้จนถึงทุกวันนี้ ได้ศึกษาวิธีการต่างๆ จาก 3 อาจารย์ ซึ่งอาจารย์ท่านแรกนั้นก็คือผู้ที่มีประสบการณ์หรือผู้ที่ผ่านการปลูกเมล่อนมาก่อน ต่อด้วยอาจารย์ที่ชื่อว่า Google และสุดท้ายก็เป็นตัวของเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่โดยส่วนใหญ่แล้วมีการทำไร่ทำนามาก่อน บางครั้งเกษตรกรจะเอาปูนเคี้ยวหมากมายับยั้งแบคทีเรียตอนที่ตัดกิ่งเมล่อนในช่วงหน้าฝน แต่ก็มีการบอกเกษตรกรว่าถ้าเกษตรกรผสมไตรโคเดอร์ม่าไปด้วย จะได้มีการยับยั้งแบคทีเรีย เห็นได้เลยว่าที่ผ่านมาเรามีการทำงานร่วมกันกับเกษตรกรถือว่าเป็นเรื่องที่ดี” คุณสุระเทพ กล่าว

ในส่วนของการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ มีการนำระบบโซล่าเซลล์ในการสูบน้ำจากบ่อพักน้ำของทางสวน ใช้เนื้อที่สำหรับพักน้ำประมาณ 2 ไร่ ลึก 8 เมตร ซึ่งจะใช้โซล่าเซลล์ในการสูบน้ำมาใช้เพื่อการเกษตร ทำให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี

นอกจากนี้ ยังสามารถสกัดสารพิษที่ปนเปื้อนจากแหล่งน้ำอื่นอีกด้วย ในส่วนของเทคโนโลยีตัวที่สองนั้นก็คือ ตู้ควบคุมน้ำอัตโนมัติที่เข้ามาดูแลการให้น้ำ ซึ่งจะมีระบบน้ำหมอกที่จะนำมาใช้ในช่วงที่อากาศร้อนและระบบตั้งเวลาที่จะให้น้ำกับพืชแบบอัตโนมัติ

ในการเพาะปลูกภายในโรงเรือนจะไม่มีการปลูกพืชซ้ำ แต่จะสลับหมุนเวียนปลูกเมล่อนควบคู่ไปกับการปลูกผัก ตัวอย่างเช่น รอบนี้ปลูกเมล่อน รอบต่อไปจะปลูกถั่วฝักยาวสลับกันไปเพื่อหลอกโรคหลอกแมลง ถือเป็นเรื่องที่ดีมีผลผลิตที่หลากหลาย ที่มีถึง 10 กว่าชนิดในเรื่องการทำตลาด ต่อมาทางสวนได้มีการร่วมกันกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไป ทั้งนี้ ก็มีหน่วยงานจากทางภาครัฐอย่างเกษตรอำเภอ หรือศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่มาให้ความรู้เกี่ยวกับการตั้งห้องแล็บไว้ตรวจสอบพืชผักปลอดสารพิษ

“ต้องบอกก่อนว่าเมล็ดเมล่อนมีมูลค่าที่แพงมาก จึงไม่สามารถที่จะหยอดลงปลูกได้เลย ซึ่งต้องใช้วิธีการเพาะลงถาดในโรงเพาะ โดยการหยอด 1 เมล็ดต่อ 1 หลุม ข้อดีในการทำวิธีนี้คือจะสามารถคัดเลือกต้นที่สมบูรณ์ได้ ใช้เวลาไม่เกิน 10 วัน จากนั้นก็เอาลงดินในช่วงเวลาเย็นเพราะว่าช่วงเช้ารากจะไม่เดิน เนื่องจากต้องเจอกับแดดเที่ยงทำให้ต้นตายได้ แต่ถ้าหากว่าเป็นช่วงเย็นรากก็จะฟื้นตัว” คุณสุระเทพ กล่าว

ในช่วงแรกที่เตรียมแปลงจะใส่ปุ๋ยคอกลงไปผสมด้วย จากนั้นเมื่อปลูกกล้ายืนต้นได้สักระยะ จะให้ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 ต่อด้วยรดน้ำวันละ 2 ครั้ง ช่วงเช้า 5 นาที ประมาณ 08.00 น. และช่วงเที่ยง 5 นาที และเมื่ออายุต้นเมล่อนถึง 10 วันขึ้นไป จะทำวิธีการพันยอดเพราะเมล่อนเป็นพืชที่โตไว หลังจากที่พันยอดเสร็จก็ถึงเวลาตัดแต่งแขนง ตัดแต่งใบ พร้อมกับนับเวลาผสมเกสรประมาณ 30 วัน ก็จะเริ่มใช้น้ำหมักกล้วยมาฉีดเพื่อเร่งฮอร์โมน ก่อนที่จะมีการติดดอก

ซึ่งต่อมาก็จะเป็นขั้นตอนในการผสมเกสรก็จะนับวันผสมเกสรออกเป็น 5 รอบ เมื่อทำตรงนี้เรียบร้อยแล้ว ควรให้ปุ๋ยสูตร 15-15-21 จากนั้นก็ทิ้งระยะเวลาไว้สักพักก่อนที่จะกลับมาเน้นที่ทำความหวานใส่ปุ๋ยตัวท้ายสูง

“ต้องยอมรับว่าเมล่อนยังไม่สามารถที่จะปลูกแบบอินทรีย์ แต่จะปลูกแบบไร้สารพิษได้ พยายามจะหาปุ๋ยหลายๆ แบบมาใช้แต่ต้องให้เหมาะสม ต่อมาระยะผสมเกสรจนถึงเก็บเกี่ยวได้ติดผลนั้นประมาณ 60-75 วัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาหรือฤดูกาล เพราะว่าเมล่อนช่วงหน้าร้อนจะสุกไวช่วงหน้าหนาวจะสุกช้าและผลเล็ก เมล่อนต่อต้นสามารถไว้ได้แค่ 1 ผล และ 1 โรงเรือน ปลูกอยู่ที่ 320 ต้น สำหรับขนาดโรงเรือน 6×20 เมตร ส่วนโรงเรือนขนาด 8×20 เมตร จะมีประมาณ 500 กว่าต้น นอกจากนี้ทางไร่จะมีกระบวนการสุ่มเช็ค โดยการตัดออกมาลองก่อนเพื่อความชัวร์ในเรื่องของความหวานก่อนที่จะนำไปจัดจำหน่าย” คุณสุระเทพ กล่าว

ในเรื่องของตลาดสำหรับจำหน่ายเมล่อน คุณสุระเทพ บอกว่า จะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ตลาดที่วางจำหน่ายซึ่งราคาของแต่ละตลาดก็จะมีความแตกต่างกันไป ตลาดแรกจะเป็นตลาดที่จะจัดจำหน่ายอยู่หน้าร้าน สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ผ่านไปผ่านมาสามารถแวะซื้อได้ และไม่เพียงเท่านี้ยังมีตลาดโมเดิร์นเทรดที่จำหน่ายอยู่ตามห้างสรรพสินค้า ต่อมาตลาดที่สามจะอยู่ในส่วนของโรงพยาบาล เนื่องจากว่ามีการเน้นปลูกแบบไม่ใช้ยาฆ่าแมลงร้อยเปอร์เซ็นต์ การที่เอาผลผลิตไปจำหน่ายในโรงพยาบาลเพื่อให้คนป่วยได้รับประทานอันนี้คือตอบโจทย์ในเรื่องของอาหารปลอดภัย และตลาดสุดท้ายก็เป็นตลาดที่ขายผ่านออนไลน์

“อย่างในเฟซบุ๊กแฟนเพจ ลูกค้าก็จะสั่งจองเข้ามา และทางสวนก็จะส่งผ่านทางขนส่งไปให้ได้ทานถึงที่ ซึ่งเมล่อนก็มีทั้งเกรด A B C ราคาก็จะแตกต่างกันไปอย่างหน้าร้านก็จะตกอยู่ที่ 110-120 ต่อกิโลกรัม และถ้าราคาตามห้างราคาจะอยู่ที่ 139-189 ต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ความต้องการของผู้บริโภคก็ถือว่ายังให้ความสนใจที่จะรับประทานพืชผลไม้เมล่อน เนื่องจากเป็นผลไม้ปลอดสารพิษจึงสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทุกเพศและทุกวัย” คุณสุระเทพ กล่าว

ไม่น่าเป็นเรื่องแปลก หากโรงเรียนหลายแห่งเปิดหลักสูตรเกษตรกรรม เพื่อสอนนักเรียน โดยมีเป้าหมายให้เป็นหนึ่งในทางเลือกของอาชีพ ไว้รองรับนักเรียนที่มีโอกาสศึกษาต่อไม่มากนัก

ที่โรงเรียนบ้านโคกสวาสดิ์หนองสองห้องดอนแดง หมู่ 9 บ้านโคกสวาสดิ์ ตำบลนาผือ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ มีหลักสูตรที่ได้รับการรับรองและเขียนขึ้นโดยความเห็นจากครูหลายท่านของโรงเรียน เป็นหลักสูตรการเลี้ยงผึ้ง ซึ่งมั่นใจได้ว่ามีเพียงไม่กี่โรงเรียนในประเทศที่มีหลักสูตรการเลี้ยงผึ้งสอน

เท่าที่ทราบ โรงเรียนบ้านโคกสวาสดิ์หนองสองห้องดอนแดง มีหลักสูตรนี้ขึ้น ก็เพราะดร.สมพงษ์ สุรารักษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้ริเริ่ม ซึ่งที่ผ่านมาดร.สมพงษ์ เคยริเริ่มหลักสูตรนี้ เมื่อครั้งยังสอนอยู่สถานศึกษาแห่งอื่น ตั้งแต่ปีพ.ศ.2528 เพื่อหวังให้เป็นต้นแบบและสานต่อเจตนารมย์ให้เด็กนักเรียนมีทางเลือกในสายอาชีพเพิ่มมากขึ้น

เมื่อดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโคกสวาสดิ์หนองสองห้องดอนแดง ในปีพ.ศ.2548 จึงนำแนวคิดนี้มาดำเนินการอีกครั้ง โดยดร.สมพงษ์ บอกว่า แม้จะเคยเริ่มดำเนินการในโรงเรียนแห่งอื่นมาก่อน แต่เมื่อย้ายไปยังโรงเรียนอื่น ก็จะถ่ายทอดให้กับครูที่โรงเรียนเดิมสานต่อ เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์กับเด็ก ครอบครัว และชุมชน

แท้ที่จริง โรงเรียนบ้านโคกสวาสดิ์หนองสองห้องดอนแดง มีกิจกรรมทางการเกษตรที่น่าสนใจหลายชนิดนอกเหนือจากการเลี้ยงผึ้ง เช่น การเพาะเห็ดนางฟ้า การปลูกผักสวนครัวปลอดสาร การปลูกไม้ผล โดยตั้งเป้าเพิ่มกิจกรรมทางการเกษตรอีก 3 ชนิด คือ การเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ การเลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์ และการเลี้ยงจิ้งหรีดหรือกุ้ง

สำหรับการเลี้ยงผึ้ง เมื่อผู้อำนวยการโรงเรียน นำเข้ามาริเริ่มในปี พ.ศ.2548 โดยศึกษาข้อมูลนานเกือบ 1 ปี จึงเริ่มลงมือเลี้ยงผึ้งจริงจังในปีพ.ศ. 2549 โดยดร.สมพงษ์ บอกว่า พื้นที่แต่ละแห่งไม่เหมือนกัน จำเป็นต้องศึกษาสภาพพื้นที่ให้ดีก่อน โดยเฉพาะแหล่งอาหารของผึ้ง เพราะหากไม่มีแหล่งอาหาร การดูแลผึ้งค่อนข้างยุ่งยาก อาจต้องเคลื่อนย้ายผึ้งไปที่ที่ใกล้แหล่งอาหาร หรือ ต้องทำอาหารให้กับผึ้งเอง

“สภาพพื้นที่เท่าที่ศึกษา พบว่า พื้นที่ในจังหวัดอำนาจเจริญ เหมาะกับการเลี้ยงผึ้ง เพราะมีแหล่งพืชอาหารที่สำคัญของผึ้ง เช่น ดอกกระถินทุ่ง ดอกหญ้า ดอกข้าว และดอกไม้นานาชนิด ซึ่งให้เกสรที่เป็นอาหารสำคัญของตัวอ่อนผึ้ง มีดอกสาบเสือ ดอกนุ่น ดอกมะม่วง ดอกลำไย และดอกไม้ป่าอีกหลายชนิดที่สามารถให้น้ำหวาน หรือ น้ำผึ้ง ได้”

ใน โครงการจัดการเรียนการสอนการเลี้ยงผึ้งพันธุ์ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนโคกสวาสดิ์หนองสองห้องดอนแดง ได้จัดทำเป็นหลักสูตรสาระเพิ่มเติม ส่งเสริมให้ครูจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้บูรณาการทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ จัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยเน้นให้นักเรียนได้ปฏิบัติจริง มีการสอดแทรกคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย สุภาพ สะอาด สามัคคี และมีน้ำใจ โดยประยุกต์ใช้คุณธรรมจากการปฎิบัติงานของนักเรียน และสังคมชีวิตภายในรังผึ้ง ให้เกิดขึ้นแก่นักเรียน และเน้นให้สัมพันธ์กับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ขั้นตอนและเทคนิคในการเลี้ยงผึ้งพันธุ์

1.ซื้อพันธุ์ผึ้งและกล่องเลี้ยง ราคาประมาณ 2,500 บาท ต่อ 1 กล่อง (รัง)

2.ดำเนินการเลี้ยงผึ้ง เพื่อเพิ่มประชากรผึ้งงานให้มีจำนวนมากๆ เพื่อพร้อมเก็บน้ำหวาน 3.ย้ายผึ้ง เพื่อเก็บน้ำหวานตามหมู่บ้านต่างๆ ในจังหวัดอำนาจเจริญ ประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม ของปีถัดไป โดยเก็บน้ำหวานจากดอกสาบเสือ ดอกนุ่น และดอกมะม่วง (ระยะนี้จะทำการสลัดน้ำผึ้ง โดยใช้ถังสลัดน้ำผึ้ง 3-4 ครั้ง)

4.ย้ายผึ้ง เพื่อเก็บน้ำหวานดอกลำไยที่จังหวัดลำพูน ประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนเมษายน ซึ่งกลุ่มเยาวชนคนรักษ์ผึ้งโคกสวาสดิ์เป็นตัวแทนเดินทางไปพัก เพื่อสลัดน้ำผึ้งที่จังหวัดลำพูน ประมาณ 40-45 วัน

5.ย้ายผึ้งและนำผึ้งกลับจังหวัดอำนาจเจริญ และนำผึ้งเก็บน้ำหวานจากดอกไม้ป่านานพันธุ์ในช่วงเดือนเมษายน ภายในจังหวัดอำนาจเจริญ

6.เตรียมเลี้ยงผึ้ง เพื่อเพิ่มประชากรและขยายพันธุ์ เพื่อเลี้ยงในรอบปีต่อไป

ขั้นตอนการสลัดน้ำผึ้ง การกรอง การบ่ม และการบรรจุน้ำผึ้ง

1.การเตรียมสลัดน้ำผึ้ง-ตรวจสภาพคอนน้ำผึ้งภายในรังที่ปิดฝาหลอดรวงมาตรฐาน (มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์)

-เตรียมอุปกรณ์สลัดน้ำผึ้ง เช่น ถังสลัดน้ำผึ้ง แปรงปัดผึ้ง มีดปาดรวงผึ้ง ถังบรรจุน้ำผึ้ง เป็นต้น

2.ขั้นตอนการสลัดน้ำผึ้ง การกรอง การบ่ม และการบรรจุน้ำผึ้ง

-นำคอนน้ำผึ้งมาตรฐานออกจากรัง

-ใช้มีดปาดไขเปิดรวงน้ำผึ้งออก

-นำคอนน้ำผึ้งเข้าถังสลัด และหมุนเหวี่ยงเพื่อสลัดน้ำผึ้ง

-กรองน้ำผึ้ง โดยใช้ถังกรองที่สะอาด

-บ่มน้ำผึ้ง เพื่อไล่ความชื้นโดยใช้หลอดไฟ ประมาณ 7 วัน

-บรรจุน้ำผึ้ง ติดสลาก คิดคำนวนต้นทุน และจำหน่าย ในการจำหน่าย ดร.สมพงษ์ บอกว่า เพราะความจริงจังในการเลี้ยงผึ้ง เพื่อเก็บน้ำผึ้งขาย ทำให้น้ำผึ้งบริสุทธิ์ที่ได้จากการเลี้ยงผึ้ง ได้รับเลือกเป็น “หนึ่งโรงเรียนหนึ่งผลิตภัณฑ์” และของฝากที่มีคุณค่าจากจังหวัดอำนาจเจริญ จัดหน่ายที่โรงเรียน และหน่วยงานต่างๆ ภายในจังหวัดอำนาจเจริญ ราคาจำหน่ายน้ำผึ้ง ประมาณ 250-300 บาท ต่อ 1 ขวด หรือ 1 กิโลกรัม

“โครงการเลี้ยงผึ้งพันธุ์ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ที่ประสบผลสำเร็จมากที่สุด เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น นักเรียนได้ปฏิบัติจริง สามารถคิดวิเคราะห์ มีความสุขในการร่วมกิจกรรม มีรายได้ระหว่างเรียน นักเรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ มีการขยายเครือข่ายสู่โรงเรียนต่างๆ กลุ่มเยาวชนคนรักษ์ผึ้งโคกสวาสดิ์ และกลุ่มเกษตรกรกว้างขวาง เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของชุมชน คณะครูและนักเรียนโรงเรียนต่างๆ”

เด็กชายชิติพัทธ์ ปัสสา หรือน้องเสก นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เล่าว่า เริ่มเลี้ยงผึ้งตอนเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เริ่มแรกกลัวผึ้งต่อย แต่ตอนนี้ไม่กังวลแล้ว เพราะรู้จักวิธีป้องกันไม่ให้ผึ้งมาต่อย โดยการให้น้ำหวานกับผึ้ง จากนั้นนำที่พ่นควันมาพ่นใส่ผึ้ง เพื่อให้ผึ้งดุน้อยลง และกรณีที่อาหารของผึ้งไม่เพียงพอ ก็สามารถทำขึ้นเองได้ โดยการนำน้ำผสมน้ำตาลให้กลายเป็นน้ำหวาน เทลงไปในถาด ควรมีกิ่งไม้วางพาดไว้ เพื่อให้ผึ้งเกาะกิ่งไว้กินน้ำหวาน ไม่อย่างนั้นผึ้งอาจจะจมลงไปที่น้ำหวานก็ได้

เด็กหญิงอรสา สุขปลั่ง หรือน้องแพน นักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ 6 บอกว่า จากการเลี้ยงผึ้ง ทำให้เราได้รู้หลายอย่าง เช่น รู้จักนางพญาผึ้ง ซึ่งจะมีขนาดใหญ่ที่สุด และมีเพียง 1 ตัวต่อรัง ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝูง ในแต่ละวันจะต้องดูแลผึ้ง โดยการเช็คว่าไข่ผึ้งอยู่ดีหรือไม่ โดยสังเกตจากไข่ที่อยู่ในคอนสีขาวๆ ซึ่งระยะจากไข่ก็จะเติบโตเป็นตัวหนอน จากนั้นจึงเติบโตเป็นผึ้ง นอกจากนี้ยังต้องสังเกตอาหารของผึ้ง เช่น ดอกไม้ ว่าเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่เพียงพอ ต้องผสมน้ำหวานให้ โดยเฉพาะฤดูฝนที่ออกไปหาอาหารเองได้น้อยครั้งมาก จึงต้องหมั่นสังเกตให้มาก โดยทั้งหมดที่ทำได้และเป็นความรู้ ก็ได้มาจากตำราที่ครูเขียนขึ้นเป็นตำราเรียน

ด้านเด็กชายนฤเทพ เรืองวงศ์ หรือน้อยเต้ย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กล่าวว่า ครอบครัวทำการเกษตร ได้แก่ ทำนา ปลูกผัก ในเวลาว่างจะออกไปช่วยพ่อแม่ดำกล้าในนา และเกี่ยวข้าวด้วยตัวเอง แม้ว่าจะร้อนหรือเหนื่อย แต่ก็พร้อมช่วยเหลือพ่อแม่ให้งานเสร็จสมบูรณ์ และคิดว่า หากไม่ได้มีความรู้ทางด้านการเกษตรติดตัวไว้เลย อนาคตอาจลำบากได้

สำหรับ การเลี้ยงผึ้งของโรงเรียนโคกสวาสดิ์หนองสองห้องดอนแดง ได้ถ่ายทอดความรู้ให้กับกลุ่มเยาวชนคนรักษ์ผึ้งโคกสวาสดิ์ และ กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงผึ้งอำนาจเจริญ เพื่อพัฒนาเทคนิคการเลี้ยง การขยายพันธุ์ผึ้ง และการเก็บน้ำผึ้ง ได้อย่างมีประสิทธิภาพระดับประเทศ มีเครือข่ายการจำหน่ายน้ำผึ้งบริสุทธิ์และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผึ้งส่งจำหน่ายออกไปยังต่างประเทศ

ในปีพ.ศ.2560 ได้น้ำผึ้งรวมประมาณ 150 ถัง ถังละ 300 ขวด (กิโลกรัม) มีการจำหน่ายพันธุ์ผึ้งให้เกษตรกรและโรงเรียนต่างๆ ปีละ 150-200 กล่อง (ราคา 2,500-3,000 บาทต่อกล่อง) และน้ำผึ้งบริสุทธิ์ของโรงเรียนและเครือข่าย ได้รับการคัดเลือกเป็น “หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์” เป็นของฝากที่มีคุณค่าจากจังหวัดอำนาจเจริญ

หากสนใจเข้าเยี่ยมชมหรือศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงผึ้ง โรงเรียนโคกสวาสดิ์หนองสองห้องดอนแดง ยินดีต้อนรับ ติดต่อได้ที่ ดร.สมพงษ์ สุรารักษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนโคกสวาสดิ์หนองสองห้องดอนแดง โทรศัพท์ 081-760-4604 หรือประสานงานไปที่ โรงเรียนบ้านโคกสวาสดิ์หนองสองห้องดอนแดง หมู่ 9 บ้านโคกสวาสดิ์ ตำบลนาผือ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ ได้ในวันเวลาราชการ