เชิญชวน Young Smart Farmer และ Smart Farmer

กรมส่งเสริมการเกษตรแจ้งข่าวดีพร้อมเชิญชวนลูกหลานเกษตรกร เกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) และเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ที่มีความสนใจ เพื่อพัฒนาอาชีพการเกษตรยุคใหม่ให้ยั่งยืน สมัครเข้าร่วมโครงการทุนปริญญาตรีเฉลิมพระเกียรติสืบสาน ร.9 เพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร แจ้งว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ได้จัดทำโครงการทุนปริญญาตรีเฉลิมพระเกียรติ สืบสาน ร.9 เพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่ เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยความร่วมมือของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) และกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดรับสมัครเกษตรกรรุ่นใหม่ผู้สนใจ ตั้งแต่วันที่ 16-24 พฤษภาคม 2562

รุ่นที่ 1 โดยสมัครสอบผ่านลิงค์ http://bit.ly/2VTYAMs หรือ Scan QR Code เพื่อสร้างนักวิจัยด้านการเกษตรระดับชุมชนและเป็นผู้นำเกษตรกรให้กับชุมชน ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพเริ่มต้นธุรกิจใหม่ (Start-up) และสร้างรายได้ให้ภาคการเกษตร สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศและสืบสานต่อแนวพระราชดำริ ส่งเสริมบุคลากรด้านการเกษตรให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต

โดยสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักพัฒนาบุคลากรวิจัย สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) โทร. (02) 579-7435 ต่อ 3616-17 กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนลูกหลานเกษตรกร เกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) และเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer)ล และเกษตรกรทั่วไปที่มีความสนใจ สมัครเข้าร่วมโครงการนี้ ซึ่งมีทุนสนับสนุน สำหรับเข้าร่วมหลักสูตร ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิต (ศาสตร์แห่งแผ่นดินเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน)

มีจำนวน 90 ทุน ระยะเวลาโครงการดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปี ปีละ 30 ทุน เริ่มตั้งแต่ ปี 2562-2564 ซึ่งจุดเด่นของหลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรมีความเฉพาะและเหมาะสมกับกลุ่มเกษตรกรที่มีประสบการณ์ในการทำเกษตร มุ่งเน้นฝึกปฏิบัติจริงในภาคสนาม และวิชาชีพบนพื้นฐานด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตามมาตรฐานการศึกษาที่มีคุณภาพ ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างนวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ ทั้งในเรื่องของการประกอบการกิจการยุคใหม่ เศรษฐศาสตร์ด้านศาสตร์พระราชาทางสิ่งแวดล้อมการเกษตรเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน การเข้าใจและเข้าถึงชุมชน จึงขอเชิญชวนให้เกษตรกรรุ่นใหม่ เกษตรกรปราดเปรื่อง เกษตรกรทั่วไปทุกคนได้รับทราบโดยทั่วกัน

สำหรับคุณสมบัติของเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) เป็นบุคคลที่มีความภาคภูมิใจในอาชีพการเกษตร มีความรู้ในระบบการผลิตด้านการเกษตร บริหารการผลิตและการตลาดโดยใช้ข้อมูลและสิ่งที่สำคัญต้องคำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค ส่วนเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) เป็นบุคคลผู้มีความสนใจหรือประกอบอาชีพด้านการเกษตร ไม่จำกัดเพศ อายุระหว่าง 17-45 ปี จบการศึกษาระดับชั้น ป.6 ขึ้นไป เป็น Smart Farmer มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 180,000 บาท/ครัว/ปี

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ซึ่งเน้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม อากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน นับเป็นอีกนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมและหลายประเทศมีการนำมาปรับใช้กับภาคเกษตรได้มีประสิทธิภาพ อาทิ ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา โดยปัจจุบัน โดรนถูกนำมาใช้ในการตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกเพื่อวิเคราะห์หาการเจริญเติบโตของพืชในแต่ละจุด การถ่ายภาพทางอากาศโดยใช้ระบบ GPS การพ่นยา การหว่านเมล็ดพันธุ์ และการหว่านปุ๋ย ซึ่งสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้แรงงานคน ช่วยประหยัดเวลาในการพ่นสารกำจัดศัตรูพืชและสามารถลดปริมาณการใช้สารเคมี เป็นต้น

สำหรับประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร ได้มีการทดลองนำโดรนมาพ่นสารชีวภัณฑ์ในแปลงผักคะน้า หอม ผักชี นาข้าว และไร่อ้อย ซึ่งพบว่า การใช้โดรนพ่นสารชีวภัณฑ์สามารถลดเวลาในการพ่นเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้แรงงานคนที่ใช้เครื่องสะพายหลังติดเครื่องยนต์ 4-5 เท่า และลดปริมาณการใช้สารเคมีลงร้อยละ 30-50 อย่างไรก็ตาม โดรนเพื่อการเกษตรที่จำหน่ายในท้องตลาด นับว่ามีราคาสูง โดยราคาอยู่ระหว่าง 219,000-330,000 บาท ต่อเครื่อง

สศก. จึงได้ทำการวิจัยเรื่อง การศึกษาความคุ้มค่าการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ช่วยทำนาในภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง เพื่อศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนของการใช้และไม่ใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ในการช่วยทำนา และจากการสำรวจเบื้องต้นในพื้นที่จังหวัดสระบุรี นครสวรรค์ ลพบุรี ชัยนาท ซึ่งผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า เกษตรกรที่มีการจ้างบริการโดรนในการพ่นสารกำจัดวัชพืช/แมลงศัตรูพืช และการพ่นฮอร์โมนบำรุงข้าว ซึ่งการใช้โดรนพ่นสามารถลดเวลาลงเมื่อเทียบกับการใช้แรงงานคน 3-5 เท่า ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับทักษะของผู้ควบคุมโดรน สามารถลดปริมาณการใช้สารเคมีลงร้อยละ 15-20 และไม่มีสารตกค้างในตัวผู้ปฏิบัติงาน สำหรับการคิดค่าบริการพ่นสารโดยใช้โดรน จะเท่ากับค่าจ้างแรงงานคน คือไร่ละประมาณ 50-80 บาท แต่กรณีเป็นพื้นที่ห่างไกลจะมีการคิดค่าบริการเพิ่มขึ้นตามระยะทาง ดังนั้น การใช้โดรนช่วยในการพ่นสารดังกล่าว ส่งผลให้เกษตรกรลดเวลาในการพ่น ลดสารเคมี และข้าวไม่เสียหาย

ด้านเกษตรกรที่ยังไม่มีการจ้างบริการโดรนในการพ่นพบว่า บางส่วนมีความสนใจที่จะจ้างบริการโดรนในการดูแลรักษานาข้าวครั้งต่อไป เนื่องจากเห็นการใช้โดรนพ่นจากพื้นที่นาแปลงใกล้เคียง แต่บางส่วนยังไม่แน่ใจที่จะใช้บริการ เพราะยังขาดความรู้ในการใช้โดรนพ่นสาร และมีพื้นที่ปลูกอยู่ห่างไกลจากพื้นที่ที่ใช้บริการโดรนฉีดพ่น ทำให้ไม่พบเห็นการใช้โดรนจากพื้นที่ใกล้เคียง

สำหรับผู้ประกอบการที่ให้บริการโดรนฉีดพ่นสารที่ทำมาเป็นเวลานานพบว่า มีความต้องการโดรนพ่นสารเพิ่มขึ้น แต่ยังมีไม่เพียงพอที่จะให้บริการลูกค้า เนื่องจากขาดแคลนทุนทรัพย์ ในการซื้อโดรนซึ่งมีราคาแพง จึงมีความต้องการให้รัฐบาลเข้ามาสนับสนุนเงินสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำ ในการจัดซื้อโดรนให้เพียงพอ

ทั้งนี้ การใช้โดรนช่วยในการทำนา เป็นแนวทางหนึ่งในการนำเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนแรงงานคนตามนโยบายของรัฐบาล เนื่องจากการใช้โดรนสามารถลดเวลาการทำงาน ลดการใช้สารเคมี และไม่ทำให้ผลผลิตเสียหาย อย่างไรก็ตาม เครื่องโดรนและอะไหล่นับว่ายังมีราคาแพง อีกทั้งผู้ควบคุมโดรนต้องมีทักษะและความชำนาญสูง จึงจะสามารถใช้โดรนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผู้ประกอบการใช้โดรนหรือกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการซื้อโดรนมาใช้งาน จำเป็นต้องมีเงินทุนและผู้ควบคุมโดรนที่มีความชำนาญจึงจะเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลจากการใช้โดรนทางการเกษตร โดยปลายเดือนพฤษภาคมนี้ สศก. จะลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก กำแพงเพชร และอุตรดิตถ์ เพื่อศึกษาข้อมูลความคุ้มค่าการใช้โดรนในการดูแลรักษานาข้าวและจะรายงานผลศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบต้นทุน ผลตอบแทน จากการใช้และไม่ใช้โดรนในการดูแลรักษานาข้าวในโอกาสต่อไป

นายวรวิทย์ อรุณรักษา ผู้ช่วยรองกรรมการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท ซี.พี. เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ซี.พี. เวียดนาม นำเพื่อนพนักงาน นักศึกษามหาวิทยาลัยในเขตโฮจิมินห์ และองค์กรเวียดนามสะอาดและเขียว กว่า 700 คน เข้าร่วมรณรงค์ลดการทิ้งขยะ เนื่องในวันคุ้มครองโลกและวันสิ่งแวดล้อมโลก ปี 2019 เพื่อสร้างความตระหนักและจิตสำนึกในการลดการใช้พลาสติกเพื่อลดปัญหาขยะ พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการเก็บขยะมูลฝอยและดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยมี นายตันเทิด เถียน ป๋าว ประธานองค์กรเวียดนามสะอาดและสีเขียว เป็นประธานเปิดงาน ณ สำนักงานใหญ่ พร้อมสถานประกอบการ 22 สาขาทั่วประเทศเวียดนาม

ไผ่ เป็นพืชที่มนุษย์ในส่วนต่างๆ ของโลก นำมาใช้ประโยชน์อย่างมากมายในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่สมัยโบราณ ต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน มนุษย์มีการนำไผ่มาใช้ประโยชน์ทั้งในด้านการใช้บริโภค และอุปโภคแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งพันปี ซึ่งในการนำไผ่มาใช้ประโยชน์เพื่อการบริโภคนั้น พบว่ามนุษย์ได้มีการนำหน่อมาแปรรูปเป็นอาหารบริโภคในชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ พบว่า มนุษย์นำเอาส่วนต่างๆ ของไผ่ เช่นเหง้า แขนง และใบ มาใช้บริโภคในรูปแบบของสมุนไพรเพื่อรักษาไข้หวัด โรคหืด และโรคไต เป็นต้น ส่วนในการนำไผ่มาใช้เพื่อการอุปโภคนั้น พบว่า ได้มีการนำใบไผ่มาใช้ห่ออาหารและนำลำไผ่มาใช้ในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย อุปกรณ์ในการประกอบอาชีพล่าสัตว์ อาวุธเพื่อการต่อสู้และเครื่องดนตรี

ส่วนการใช้ประโยชน์จากไผ่ของคนไทย ซึ่งนับได้ว่า เป็นอีกชนชาติหนึ่งที่มีความผูกพันใกล้ชิดกับไผ่ มีการนำไผ่มาใช้ประโยชน์ในหลากหลายรูปแบบเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานไม่แพ้ชนชาติอื่น โดยระยะแรกจะเป็นการนำไผ่จากป่ามาใช้เป็นหลัก ต่อมาจนกระทั่งเมื่อพื้นที่ป่าไม้ได้ถูกทำลายให้ลดปริมาณลง ความจำเป็นที่จะต้องปลูกไผ่เพื่อใช้ประโยชน์ จึงได้เริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเป็นลำดับ

คุณสงบ สุขันธ์ อยู่บ้านเลขที่ 12 หมู่ 8 บ้านจอมทอง ตำบลศรีบุญเรือง อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู เล่าให้ฟังว่า เดิมที่รับราชการเป็นครูสอนที่โรงเรียนบ้านห้วยฮวกจอมทองนาฝาย ตำบลศรีบุญเรือง ซึ่งระหว่างรับราชการ ได้ทำมะนาวนอกฤดูกาลมาแล้วหลายปี ทำให้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ และสร้างเนื้อสร้างตัว ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น

แต่พื้นที่ติดกับลำน้ำพอง ทำให้เกิดน้ำเอ่อล้นท่วมต้นมะนาวที่ปลูกไว้เป็นเวลานาน ทำให้ต้นมะนาวเกิดความเสียหายอย่างต่อเนื่อง ประกอบต้นมะนาวก็มีอายุมาก สภาพต้นทรุดโทรมมากและทำให้ผลผลิตไม่ดี ด้านราคาก็ไม่แน่นอน จึงเริ่มศึกษาค้นคว้า จากวารสารการเกษตร และปรึกษา คุณจำนงค์ ขันกสิกรรม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ และได้เกิดแนวความคิดว่าไผ่เลี้ยงน่าจะปลูกได้ ประกอบกับพื้นที่ติดกับลำน้ำพอง หากน้ำท่วมจะพัดเอาปุ๋ยหรือธาตุอาหารมาสะสมไว้ที่สวนไผ่ และไผ่เป็นพืชตระกูลหญ้า น้ำท่วมนานๆ ก็ไม่เสียหายเลย

นอกจากนี้ดูแลรักษาก็ง่ายโรคและแมลงก็ไม่มีมารบกวน และเป็นพืชที่ปลูกแล้วให้ผลผลิตเร็ว อายุประมาณ 8 เดือน ก็ให้ผลผลิตได้ ในหน้าแล้งมีการให้น้ำอยู่เรื่อยๆ สามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดปี ทำให้มีราคาดีในหน้าแล้ง และเป็นสินค้าการเกษตรที่ตลาดต้องการ เนื่องจากคนในท้องถิ่นนิยมบริโภค สามารถแปรรูปผลผลิตได้หลายอย่าง เช่น การดอง หน่อไม้อัดปี๊บ/ถุง ทำให้เก็บรักษาผลผลิตได้นานๆ จึงได้นำไผ่เลี้ยงมาจากจังหวัดเพชรบูรณ์ มาปลูกในพื้นที่ จำนวน 13 ไร่

การปลูก
1. การเตรียมดิน โดยการไถเตรียมพื้นที่ปลูก และขุดหลุม ขนาด 30x30x30 เซนติเมตร

2. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ย สูตร 15-15-15 จำนวน 1 กำมือ ผสมปุ๋ยคอก 4 กำมือ

3. ใช้ระยะปลูก 2×3 เมตร หลังจากปลูกแล้วควรรดน้ำทุกวันหรือวันเว้นวัน ตรวจดูสภาพความชื้นของดิน

4. เมื่อแตกใบอ่อน ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 จำนวน 2 ช้อนแกง/ต้น โดยโรยบริเวณรอบโคนต้น แต่อย่าให้ถูกต้น

5. การให้น้ำจะให้น้ำแบบสปริงเกลอร์

6. การเกิดหน่อเมื่อมีการเกิดหน่อขึ้นมา ให้เหลือหน่อที่สมบูรณ์ ประมาณ 3 หน่อ ห่างกัน ส่วนหน่อที่เหลือเก็บจำหน่าย การดูแลรักษา
ทำได้ไม่ยาก เพียงแต่ต้องคอยกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้หญ้าขึ้นรกคลุมแปลงปลูก ในช่วงหน้าแล้งถ้าไม่มีฝนตกควรรดน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เมื่อปลูกไผ่ได้ประมาณ 7 เดือนแล้ว ควรตัดแต่งกิ่งและลำต้นที่เล็กออก แล้วพรวนดินให้ทั่วรอบกอ ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก กอละประมาณ 5–10 กิโลกรัม แล้วนำหญ้าที่ถอนออกมาคลุมโคนต้นไว้ หรืออาจเป็นใบไม้แห้ง ฟางข้าวก็ได้ เพื่อเก็บรักษาความชื้นในดินไว้ ควรให้น้ำตลอดช่วงฤดูแล้ง เพื่อเร่งการเจริญเติบโต เมื่อไผ่มีอายุได้ 8 เดือน ขึ้นไปก็จะสามารถให้หน่อได้และเพิ่มจำนวนต้นในแต่ละกอ เพื่อจะได้ปริมาณจำนวนต้นไว้ผลิตหน่อในฤดูต่อไป

เมื่อปลูกไผ่เลี้ยงได้ประมาณ 2 ปี ต้องมีการตัดต้นที่แก่และชิดกันออก ให้แต่ละกอเหลือจำนวนต้นอยู่ประมาณไม่เกิน 12 ต้น ควรตัดแต่งกิ่งทุกปี ปีละ 1 ครั้ง ในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม

หลังจากตัดแต่งกิ่งเสร็จ ให้ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก กอละประมาณ 15-20 กิโลกรัม แล้วรดน้ำทันทีเพื่อเร่งให้ได้ผลผลิตในช่วงต้นฤดูแล้ง ซึ่งจำหน่ายได้ราคาสูงลักษณะของหน่อไผ่ที่เหมาะสมต่อการเก็บผลผลิต ต้องรอให้หน่อไผ่พ้นขึ้นมาจากดินประมาณ 4-6 วัน จะมีขนาดประมาณ 30-40 เซนติเมตร จึงจะสามารถตัดได้ มีขนาดพอดีไม่แก่เกินไป และเป็นที่ต้องการของตลาด และราคา 15-20 บาท จะอยู่ในช่วงฤดูมีหน่อไม้ออก

คุณสงบ จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 50-60 บาท อาจราคาสูงกว่านี้ในต้นฤดูกาลหรือนอกฤดูกาล นอกจากหน่อไผ่สดที่คุณสงบจำหน่ายแล้ว หน่อไผ่เลี้ยงยังสามารถแปรรูปเป็นหน่อไม้อัดปี๊บและบรรจุถุงขายทั้งในฤดูและนอกฤดูได้อีกด้วย ซึ่งวิธีการผลิตก็ทำได้ไม่ยาก คือ นำหน่อไม้มาเผาแล้วแกะเอาเปลือกออก หลังจากนั้นนำออกมาต้มให้สุก ช่วงที่ต้มใส่เกลือปรุงรสเล็กน้อย แล้วนำบรรจุถุงออกจำหน่ายในราคาถุง 20 บาท มีรสชาติอร่อย และยังสามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน ถ้าใส่ตู้เย็นเก็บไว้ได้ถึง 10 วัน

การผลิตไผ่นอกฤดูกาล
เดือนธันวาคม จะทำการตัดต้นและแต่งกิ่งเหลือไว้ประมาณ 3-5 ต้น/กอ หลังจากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม
2. หลังจากนั้นให้หว่านปุ๋ยยูเรีย จำนวน 2-4 กำมือ/กอ หว่านให้ห่างโคนต้นประมาณ 20 เซนติเมตร โดยอย่าให้ปุ๋ยถูกหน่อโดยเด็ดขาดจะทำให้เกิดการเน่าเสีย

3. เมื่อใส่ปุ๋ยแล้วรดน้ำทันทีจนปุ๋ยจะละลายหมด และรดน้ำติดต่อประมาณ 4-5 วัน เพื่อให้ปุ๋ยละลายเต็มที่

4. ให้สังเกตดูสภาพดินหรือความชื้น ถ้าดินเริ่มแห้งต้องให้น้ำ

5. หลังจากนั้น ประมาณ 1 เดือน ไผ่เลี้ยงจะเริ่มออกหน่อ จากนั้นจะให้ปุ๋ย 15-15-15 ประมาณ 2 ช้อนแกง/กอ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม และให้หมั่นสังเกตอาการหน่อไม้ว่าขาดน้ำหรือไม่ (อาการกาบใบเหลือง) หรือขาดปุ๋ย (หน่อน้อย)

6. การเก็บหน่อไม้ ควรเก็บทุกวัน

อาจารย์สงบ สุขันธ์ เล่าให้ฟังว่า ช่วงประมาณเดือนมิถุนายน คัดเลือกต้นที่สมบูรณ์และใหญ่ไว้ เหลือกอละ 10-12 ส่วนที่เหลือตัดทิ้งหรือนำไปจำหน่ายหรือนำไปใช้ประโยชน์ สำหรับในการผลิตหน่อไม้ครั้งต่อไป ควรมีการตัดต้นและแต่งกิ่งควรเหลือต้นเก่าไว้ประมาณ 2 ต้น

ด้านคุณจำนงค์ ขันกสิกรรม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กล่าวเสริมว่า อาจารย์สงบ นอกจากจะมีการผลิตไผ่นอกฤดูกาลแล้ว ยังได้มีการปักชำกล้าไผ่ไว้จำหน่าย หน่อละ 30 บาท การทำหน่อไม้ปี๊บ/ถุง การทำหน่อไม้ดองไว้จำหน่าย จากการปฏิบัติดังกล่าว ทำให้เกิดรายได้ประมาณปีละ 700,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายในด้านปัจจัยการผลิต ประมาณ 200,000 บาท คงเหลือกำไร 500,000 บาท

ไผ่เลี้ยง เป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ตลอดทั้งปี ดูแลรักษาง่าย วิธีการปลูกก็ง่ายไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับโรคระบาดต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับต้นไผ่เพราะยังไม่ปรากฏชัดเจน อาจมีปัญหาเรื่องหนอนหรือตัวด้วงบ้างที่มาเจาะกินต้นไผ่ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ สามารถกำจัดและดูแลรักษาให้ดีได้ จึงเป็นพืชที่สามารถปลูกร่วมกับการทำการเกษตรกรรมชนิดอื่นๆ ได้ดีมาก สร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ยังได้คัดเลือกให้เป็นจุดสาธิตการปลูกไผ่เพื่อการค้า ของศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลศรีบุญเรือง ซึ่งเกษตรกรสามารถจะเข้าเยี่ยมชมหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จะซื้อผลผลิตสามารถติดต่อได้ที่อาจารย์สงบ สุขันธ์ โทร. 085-764-3234

23 พฤษภาคม 2562 กรุงเทพฯ : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (ASEAN Centre for Biodiversity : ACB) เปิดตัว “ฐานข้อมูลจุลินทรีย์อาเซียน หรือ AmiBase (ASEAN Microbial Database) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีการรวบรวมข้อมูลของจุลินทรีย์ที่ค้นพบในอาเซียนไว้มากกว่า 30,000 ชนิด ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้มีประโยชน์ในการสร้างนวัตกรรม เพื่อพัฒนาทางเทคโนโลยีชีวภาพในภูมิภาค ให้ก้าวไปสู่เศรษฐกิจฐานชีวภาพ

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะความหลากหลายของจุลินทรีย์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ และถือเป็นรากฐานความสำคัญของเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมด้านอาหาร การแพทย์ การเกษตร และพลังงาน ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพให้ทันกับพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งทางกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยไบโอเทค สวทช.

ได้ผนึกกำลังผสานความร่วมมือกับเครือข่ายอาเซียนด้านการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ (ASEAN Network on Microbial Utilization : AnMicro) กับ ACB ดำเนินโครงการพัฒนาและจัดตั้งศูนย์ข้อมูลจุลินทรีย์แห่งอาเซียน โดยได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากกองทุนอาเซียนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (ASEAN Science, Technology and Innovation Fund) นำไปสู่การพัฒนา AmiBase เพื่อเป็นฐานข้อมูลสนับสนุนนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ และผู้สนใจในการศึกษาวิจัยการใช้ประโยชน์จุลินทรีย์ การพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กล่าวว่า กระทรวงเป็นตัวแทนประเทศไทยในฐานะคณะกรรมการอาเซียนว่าด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม (ASEAN COSTI) มุ่งส่งเสริมความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งฐานข้อมูลจุลินทรีย์อาเซียน หรือ AmiBase นี้เป็นผลงานของประชาคมวิทยาศาสตร์อาเซียนด้านเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อนวัตกรรม และความยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยแสดงให้เห็นถึงการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อความยั่งยืนที่ตรงกับแนวคิดหลักของการเป็นประธานอาเซียนปี 2562 ของไทยที่ว่า “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” (Advancing Partnership for Sustainability)”

ด้าน ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการไบโอเทค กล่าวว่า ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ไบโอเทคได้พัฒนาความเชี่ยวชาญ สู่การเป็นสถาบันวิจัยชั้นนำด้านการอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ โดยได้ก่อตั้งเครือข่ายอาเซียนด้านการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ (ASEAN Network on Microbial Utilizationท: AnMicro) ในปี พ.ศ. 2557 ภายใต้การสนับสนุนของคณะอนุกรรมการอาเซียนด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ การวิจัย และเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรด้านการใช้ประโยชน์จุลินทรีย์ในสถาบันการศึกษาและองค์กรวิจัยในภูมิภาคอาเซียนผ่านเครือข่าย AnMicro นี้

ดร.สมวงษ์ กล่าวต่อไปว่า ฐานข้อมูล AmiBase เป็นอีกโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถแก่นักวิจัยในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลจุลินทรีย์ของอาเซียนซึ่งก่อนหน้านี้เก็บกระจายอยู่ในหน่วยงานต่างๆ ไว้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ก่อให้เกิดการศึกษาการใช้ประโยชน์จุลินทรีย์ และเร่งการค้นพบนวัตกรรมจุลินทรีย์อย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจชีวภาพ

ดร.เทเรซ่า มุนดิตา เอส ลิม ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (ACB) ให้ข้อมูลว่า ACB เป็นหน่วยงานระหว่างประเทศของอาเซียนที่มุ่งมั่นจะส่งเสริมความร่วมมือด้านการอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน โดย ACB สนับสนุนกลไกเผยแพร่ข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ (Clearing House Mechanism : CHM) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระดับภูมิภาคในการแบ่งปันข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อใช้ในการพัฒนานโยบายในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของอาเซียน โดยทาง ACB มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับไบโอเทค ซึ่งเป็นตัวแทนของเครือข่าย AnMicro ในการสร้างฐานข้อมูล AmiBase และการเชื่อมโยงข้อมูลจุลินทรีย์จาก AmiBase ไปสู่ฐานข้อมูลสิ่งมีชีวิตของ CHM จะช่วยทำให้ฐานข้อมูลของ CHM ครอบคลุมและตอบสนองความต้องการของประเทศสมาชิกอาเซียนในด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างกว้างขวาง

ดร.ลิลี่ เอื้อวิไลจิตร นักวิจัยไบโอเทค และหัวหน้าโครงการฯ อธิบายว่า ฐานข้อมูล AmiBase จัดตั้งขึ้นเพื่อบูรณาการข้อมูลจุลินทรีย์ในหลากหลายมิติจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพของจุลินทรีย์ ข้อมูลพันธุกรรมระดับยีนและจีโนม รายงานการวิจัย และบทความทางวิชาการ ข้อมูลการเก็บรักษา และบริการของศูนย์ทรัพยากรจุลินทรีย์ในอาเซียน เป็นต้น ซึ่งข้อมูลส่วนหนึ่งของ AmiBase เกิดจากการแชร์ข้อมูลจุลินทรีย์ของศูนย์ทรัพยากรจุลินทรีย์ในอาเซียน ที่มีการจัดเก็บข้อมูลจุลินทรีย์ด้วยซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า iCollect ซึ่งพัฒนาโดยทีมวิจัยของไบโอเทค โดยกิจกรรมหนึ่งที่สำคัญในโครงการนี้ที่นำไปสู่ความสำเร็จในการจัดตั้ง AmiBase ได้ คือการสร้างความสามารถด้านการบริหารและการจัดการข้อมูลจุลินทรีย์ ให้กับบุคลากรของศูนย์ทรัพยากรจุลินทรีย์ในอาเซียนผ่านการฝึกอบรมการใช้งานซอฟต์แวร์ iCollect เพื่อให้แต่ละศูนย์สามารถจัดการข้อมูลจุลินทรีย์ได้อย่างเป็นระบบและยังสามารถเชื่อมต่อกับฐานข้อมูล AmiBase ได้เมื่อต้องการ

อย่างไรก็ตาม การบูรณาการข้อมูลจากศูนย์ทรัพยากรจุลินทรีย์ไม่สามารถครอบคลุมความหลากหลายทางชีวภาพของจุลินทรีย์ที่มีการค้นพบ และเคยถูกรายงานได้ทั้งหมดเนื่องจากสายพันธุ์จุลินทรีย์จำนวนมากยังไม่สามารถคัดแยกหรือเลี้ยงในห้องปฏิบัติการได้ ดังนั้น การพัฒนาฐาน AmiBase จึงใช้เทคโนโลยีดิจิตอลทำการสืบค้น การทำเหมืองข้อมูลและสกัดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับจุลินทรีย์จากการศึกษาวิจัยด้านไมโครไบโอม และเมตาจีโนมิกส์ที่มีอยู่มารวบรวมและจำแนกออกเป็นกลุ่มต่างๆ ตามลำดับอนุกรมวิธาน ปัจจุบันฐาน AmiBase มีข้อมูลจุลินทรีย์ที่เคยถูกรายงานการค้นพบในอาเซียนมากกว่า 30,000 ชนิด ในกลุ่มแบคทีเรีย อาร์เคีย รา สาหร่าย โปรโตซัว และไวรัส

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้ถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ www.amibase.org ทำให้สามารถค้นหาได้ง่ายและสะดวก เว็บไซต์ได้มีการพัฒนาวิธีการนำเสนอข้อมูลแบบกราฟฟิก (Data Visualization) ที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งคัดเลือกข้อมูลเพื่อสร้างกราฟฟิกตามข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไป (Data-Driven Document) เพื่อแสดงปฏิสัมพันธ์ระหว่างจุลินทรีย์กันเอง และความสัมพันธ์ระหว่างจุลินทรีย์กับแหล่งที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ ฐานข้อมูล AmiBase ยังมีเครื่องมือวิเคราะห์ออนไลน์ที่สามารถเปรียบเทียบข้อมูลพันธุกรรมสายพันธุ์ของจุลินทรีย์ในระดับยีนและจีโนมเพื่อสนับสนุนการค้นพบจุลินทรีย์ชนิดใหม่ และการวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลไมโครไบโอมในลักษณะโครงสร้างและองค์ประกอบของจุลินทรีย์อีกด้วย

นอกจากนี้ การเชื่อมโยงข้อมูลจุลินทรีย์เหล่านี้ไปยังกลไกการเผยแพร่ความหลากหลายทางชีวภาพของอาเซียน (CHM) ของ ACB จะช่วยให้มีข้อมูลในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น และเป็นที่น่ายินดีที่ฐานข้อมูล AmiBase นี้จะมีปริมาณข้อมูลเพิ่มขยายมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากศูนย์ทรัพยากรจุลินทรีย์ในอาเซียนที่มีส่วนร่วมให้ข้อมูลทั้ง 16 แห่ง ต่างมีความมุ่งหมายจะช่วยเชิญหน่วยงานในประเทศของตนเองเข้าร่วมในโครงการเพื่อพัฒนาความสามารถของบุคลากรในการจัดการข้อมูลจุลินทรีย์และร่วมพัฒนาฐานข้อมูลจุลินทรีย์ของอาเซียน