เชื้อรากำจัดแมลงศัตรูพืช ใช้ง่าย ต้นทุนต่ำ ผลงาน มทร. ลำปาง

ในด้านผลผลิตการเกษตรปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามุ่งเน้นให้ได้ผลผลิตที่ปลอดสารเคมีให้มากที่สุด ไม่ว่าจะใช้ชื่อพืชปลอดภัยจากสารพิษ พืชผักอินทรีย์ เกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ ฯลฯ เกษตรกรผู้ผลิตจะนำวิธีการต่างๆ เพื่อให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นต่อผลผลิตของตนเอง ส่งผลถึงราคาผลผลิตที่ดีขึ้น อย่างเช่น การใช้สารเคมีในระยะแรก แต่เมื่อจะถึงระยะเวลาเก็บเกี่ยวก็จะงดใช้สารเคมี หันมาใช้สารอินทรีย์ทดแทน หรือใช้สารอินทรีย์ตลอดระยะเวลาการปลูก ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้ผลผลิตเกษตรปลอดสารพิษตกค้าง ผู้บริโภคปลอดภัยนั่นเอง

สถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรลำปาง เป็นหน่วยงานหนึ่งของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ประสบผลสำเร็จในการศึกษาวิจัยใช้เชื้อราเพื่อกำจัดแมลง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรที่จะใช้ป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช สามารถปฏิบัติเองได้ ต้นทุนต่ำ ราคาถูก ด้วยหลักการใช้เชื้อราเข้าทำลายโดยผ่านผนังลำตัวของแมลง จึงฆ่าแมลงได้หลายชนิดและทุกระยะของการเจริญเติบโต ทั้งแมลงชนิดที่ดูดน้ำเลี้ยงจากต้นพืช เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ ไรขาว เพลี้ยแป้ง มวน หรือแมลงที่ทำลายพืชด้วยการกัดกิน เช่น ด้วง หนอนผีเสื้อชนิดต่างๆ

แม้บางช่วงของระยะการเจริญเติบโตของแมลงที่อยู่ในดิน แมลงที่มีลำตัวอ่อนนุ่ม เชื้อราสามารถแทงเข้าตัวแมลงได้ทุกส่วน ตั้งแต่ลำตัว ปีก ขา หนวด ตา แมลงที่มีปีกแข็ง เชื้อราจะแทงเข้าระหว่างข้อปล้อง สปอร์จากแมลงที่ตายแล้วจะแพร่กระจายไปในธรรมชาติ เมื่อแมลงตัวใหม่ไปสัมผัสก็จะตายไปด้วย ทำให้ควบคุมจำนวนแมลงได้นานและยั่งยืน สปอร์ของเชื้อราอยู่ในดินได้นานนับปีและขยายพันธุ์ได้อีกด้วย จึงไม่จำเป็นต้องใช้เชื้อราบ่อยครั้ง

การผลิตและใช้เชื้อราแบบง่าย

เชื้อรากำจัดแมลงสามารถผลิตได้ด้วยกรรมวิธีง่ายๆ ใช้ธัญพืชเป็นวัสดุเลี้ยงเชื้อ เช่น ข้าวเหนียว ข้าวเจ้า ข้าวโพด ข้าวสาลี อย่างใดอย่างหนึ่งที่หาได้ในท้องถิ่น นำมาหุงต้มให้สุก นำมาบรรจุลงถุงพลาสติกชนิดร้อนขนาด 8×12 นิ้ว ใส่ประมาณครึ่งถุง นำไปนึ่งฆ่าเชื้อประมาณ 45 นาที นำมาวางทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นนำหัวเชื้อสดหรือหัวเชื้อจากอาหารวุ้นมาถ่ายลงในถุง เขย่าให้เชื้อรากระจายทั่วถุง นำไปวางบ่มไว้ในที่ร่มหรือในห้อง จากนั้นประมาณ 7-10 วัน สปอร์ของเชื้อราจะเกิดขึ้นเต็มถุงพร้อมที่จะนำไปใช้ได้

หากนำไปใช้กับไม้ผลกำจัดแมลงวันผลไม้ ด้วยการโรยเชื้อรารอบโคนต้นทั่วบริเวณทรงพุ่ม ปริมาณประมาณ 1-2 กำมือ พรวนดินกลบหรือใช้วัสดุอื่นคลุม เช่น ฟางข้าว หญ้าแห้ง เศษพืช ใส่ซ้ำทุกๆ 2 สัปดาห์ การนำไปใช้กับพืชผัก หลังจากเตรียมดินเสร็จแล้วก่อนหว่านกล้าหรือย้ายปลูก ต้องโรยเชื้อราแล้วคลุกเคล้าให้เข้าในแปลง หรือนำไปใช้แบบผสมน้ำพ่นทางใบ ใช้เชื้อรา 1 ช้อนแกง ผสมน้ำ 1 ลิตร หลังผสมน้ำแล้วจะเห็นว่าเชื้อราลอยอยู่บนผิวน้ำ จึงต้องใส่สารจับใบหรือน้ำยาล้างจาน จากนั้นคนให้สปอร์หลุดออกจากวัสดุเลี้ยงเชื้อละลายลงน้ำจนหมด กรองเอาวัสดุเลี้ยงเชื้อออก น้ำที่มีเชื้อราหรือสปอร์นั้นนำไปฉีดพ่น โดยพ่นใต้ใบ พยายามให้ถูกตัวแมลง ควรพ่นเวลาเย็นเพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดด พ่นทุก 2 สัปดาห์

หลังจากที่ประสบผลสำเร็จของการใช้เชื้อรากำจัดแมลงศัตรูพืช จึงได้พัฒนาให้การนำไปใช้ได้ง่าย สะดวก เหมาะสมกับการใช้งาน เพิ่มความคงทนให้กับสปอร์ของเชื้อราในสภาพธรรมชาติ จึงได้พัฒนาเป็นสารชีวภัณฑ์ ทั้งแบบเม็ด แบบน้ำ แบบน้ำมัน และแบบผงละลายน้ำ เกษตรกรหรือผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยฯ 202 หมู่ที่ 17 ตำบลพิชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง 52000 หมายเลขโทรศัพท์

“เมืองพระชนกจักรี ปลาแรดรสดี ประเพณีเทโว ส้มโอบ้านน้ำตก มรดกโลกห้วยขาแข้ง แหล่งต้นน้ำสะแกกรัง ตลาดนัดดังโคกระบือ” คำขวัญ จังหวัดอุทัยธานี แสดงให้เห็นถึงประเพณีวัฒนธรรมของท้องถิ่น ที่ยังคงมายาวนาน และสังเกตได้ว่าในทุกคำขวัญ เรื่องของเกษตรกรรม อันเป็นรากฐานในการดำรงชีวิตจะแทรกอยู่ในคำขวัญนั้นๆ ด้วยเสมอ

เกษตรกรรม จึงพบได้และมีอยู่ในทุกที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะในโรงเรียน ที่มีเยาวชน ซึ่งควรได้รับการปลูกฝังเรื่องของเกษตรกรรมให้เป็นพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิต

โรงเรียนอุทัยธานีวิทยาคม เป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา มีการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งโดยปกติทั่วไปเท่าที่ผู้เขียนทราบ โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาจะมุ่งเน้นและให้ความสำคัญพุ่งตรงไปที่หลักการสอนในเชิงวิชาการ เพื่อส่งต่อนักเรียนไปยังระดับอุดมศึกษาที่มีคุณภาพ แต่สำหรับโรงเรียนอุทัยธานีวิทยาคมแห่งนี้ นอกเหนือจากหลักการสอนในเชิงวิชาการที่ละทิ้งไม่ได้แล้ว ยังน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาแทรกเข้าไว้ในเนื้อหาของการเรียนการสอน เพื่อให้เด็กนักเรียนมีความรู้ในเชิงวิชาชีพ โดยเฉพาะเกษตรกรรม อันเป็นรากฐานของการดำรงชีวิตที่แท้จริง

อาจารย์พรพิมล พิชญกุล รองผู้อำนวยการโรงเรียนอุทัยธานีวิทยาคม ให้การต้อนรับ และให้ข้อมูลของโรงเรียนว่า เป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา มีนักเรียนประมาณ 1,800 คน มีบุคลากรผู้สอน 100 คน โรงเรียนตั้งอยู่บนพื้นที่ 77 ไร่ แบ่งสัดส่วนออกเป็นอาคารเรียน และพื้นที่ใช้สอยอื่น และที่สำคัญปันพื้นที่ให้กับการทำการเกษตร 2 ไร่

เมื่อถามถึงสาเหตุที่ต้องมีภาคเกษตรไว้ให้นักเรียนได้ศึกษา อาจารย์พรพิมล บอกว่า เพราะเด็กนักเรียนเกินกว่าครึ่ง มีพื้นฐานครอบครัวเกษตรกรรม การมีความรู้ติดตัวไว้ไม่เสียหาย อีกทั้งเด็กนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นบางส่วน อาจไม่ได้ศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย แต่หันเหไปทางสายอาชีพ สาขาวิชาที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมก็มีให้เลือกมาก จึงอาจเป็นพื้นฐานให้เด็กนักเรียนมีทักษะที่เหมาะกับตัวนักเรียนเองและศึกษาต่อได้ถูกทางต่อไป

“โรงเรียนอุทัยธานีวิทยาคม เป็นโรงเรียนชายขอบ” อาจารย์พรพิมล บอกอย่างนั้น เหตุเพราะ พื้นที่ตั้งของโรงเรียนที่แม้จะเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด แต่ไม่ได้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเสียทีเดียว แต่กลับติดต่อกับอำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ และอำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ซึ่งทำให้เด็กในพื้นที่ 2 อำเภอดังกล่าว เดินทางมาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้เช่นกัน

การเรียนการสอนในส่วนของการส่งเสริมเรื่องเกษตรกรรม สำหรับนักเรียนของโรงเรียนอุทัยธานีวิทยาคม เน้นไปที่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยเฉพาะมัธยมศึกษาปีที่ 2 และมัธยมศึกษาตอนปลาย เฉพาะมัธยมศึกษาปีที่ 5 เท่านั้น อีกทั้งยังมีชุมนุมเกษตรให้เด็กเลือกเรียน เป็นทางเลือกสำหรับนักเรียนระดับชั้นอื่นที่สนใจ

รองผู้อำนวยการโรงเรียน บอกด้วยว่า เกษตรกรรมที่ทำอยู่ มุ่งเน้นไปที่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 และโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

พื้นที่ 2 ไร่ สำหรับทำเกษตรกรรม มีเพียงส่วนผักสวนครัว ไม้ผล และประมง เท่านั้น

แต่เพราะเป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา โครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนจึงไม่มี ระบบสหกรณ์โรงเรียนจึงไม่มี ผลผลิตที่ได้จากเกษตรกรรมทั้งหมด จึงต้องขาย และผลผลิตทั้งหมดเมื่อได้มาจะขายบุคลากรที่ใกล้ที่สุดก่อน คือ อาจารย์และแม่ค้าในโรงอาหาร เมื่อเหลือจึงนำไปขายยังตลาด ชุมชน หรือร้านค้า และกระบวนการทั้งหมดนักเรียนจะเป็นผู้ดำเนินการเอง

“ที่ผ่านมา เมื่อผลผลิตออกมา แม่ค้าโรงอาหารซื้อของเรา ครูก็ซื้อ ผลผลิตออกมาเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย เงินที่ได้มาก็นำมาหมุนเวียนในกิจกรรมนั้นๆ กรณีเด็กลงทุนเองก็ให้เด็กไปจัดการเองได้ อาจจะเก็บต้นทุนไว้สำหรับลงทุนครั้งต่อไป แล้วนำกำไรที่ได้ไปแบ่งกัน ส่วนกรณีที่โรงเรียนลงทุนให้ จะเก็บต้นทุนไว้ และนำกำไรให้เด็กนักเรียนไปจัดสรรกันเอง”

อาจารย์นิรมล สนประหัตถ์ ครูสอนเกษตร ของโรงเรียนอุทัยธานีวิทยาคม อธิบายระบบการส่งเสริมการทำเกษตรในโรงเรียน ว่า การปลูกพืชทุกชนิดหรือการเลือกกิจกรรมต้องเป็นการตัดสินใจของเด็กเอง แต่ครูจะเป็นคนแนะแนวหรือให้คำปรึกษา เพราะเด็กทุกคนรู้ว่ากติกาของการทำเกษตรในโรงเรียนและการเรียนในวิชาที่มีทุกระดับชั้นจะต้องปฏิบัติอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาการแบ่งกิจกรรม จะใช้เวลาในคาบเรียนวิชาการงานอาชีพเป็นหลัก ใน 1 สัปดาห์ มีการเรียนวิชาการงานอาชีพ 2 คาบเรียน ยกเว้นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่จะต้องทำหน้าที่หลักในการดูแลกิจกรรมนอกเหนือจากคาบเรียนวิชาการงาน

“การแนะนำ ครูจะช่วยแนะนำเมื่อเด็กมาปรึกษา แต่การตัดสินใจ ต้องให้เด็กตัดสินใจเอง เช่น เด็กมาปรึกษาว่า จะปลูกผักคะน้าดีไหม ก็จะแนะนำว่า ผักคะน้ามีระยะเวลาปลูกสั้น แต่อาจจะไม่เหมาะปลูกฤดูฝน เพราะเป็นผักที่ไม่ชอบน้ำเยอะ อาจจะทำให้เกิดโรคตามมา แต่ถ้าเด็กยังสนใจและอยากปลูก ก็จะปล่อยให้เด็กทำ เพื่อให้พบกับปัญหาอุปสรรค และรู้จักเรียนรู้วิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ดีและได้กับเด็กโดยตรงดีที่สุด และที่ผ่านมา มีเด็กอยากลองปลูกผักคะน้า ก็ให้ทำ ปรากฏว่า ผักคะน้าตาย เด็กก็ทดลองปลูกอีกเป็นครั้งที่ 2 ผักคะน้าก็ตาย เพราะเป็นช่วงฤดูฝนที่ฝนตกชุก ทำให้รากเน่า ผักไม่เจริญเติบโตและตายในที่สุด ซึ่งครั้งที่ 3 นี้ เด็กจะรู้แล้วว่า ควรปลูกผักคะน้าในฤดูใด หรือต้องทำอย่างไร จึงจะปลูกผักคะน้าในฤดูฝนให้รอดได้ผลผลิตออกมาให้ได้”

พื้นที่ 2 ไร่ สำหรับทำการเกษตร แบ่งเป็นบ่อปลา ขนาด 4×4 เมตร ความลึก 2 เมตร แต่เนื่องจากเป็นทางน้ำไหล เมื่อถึงฤดูฝน เมื่อฝนตกน้ำจะหลากผ่านบ่อดังกล่าว โรงเรียนจึงเลือกเลี้ยงปลาสวาย เนื่องจากปลาสวายจะไม่ไหลไปตามน้ำเมื่อน้ำหลากผ่าน แต่หากเป็นปลาชนิดอื่นจะไหลไปตามน้ำ และเกิดการสูญเสียขึ้น

การปล่อยปลาสวาย ปล่อยครั้งละ 100 ตัว แต่การจับปลาขายใช้เวลานานกว่าปลาชนิดอื่น เพราะต้องเลี้ยงให้ปลามีอายุไม่ต่ำกว่า 1 ปี จึงจะขายได้ ทั้งนี้ การเลี้ยงปลา ไม่ได้ใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ผลผลิตจากไม้ผล คือ กล้วยที่ปลูกไว้ รวมทั้งเศษอาหารที่เหลือจากโรงอาหาร นำมาให้ปลาสวาย ก็ทำให้ลดต้นทุนได้อย่างมาก

สำหรับไม้ผล มีทั้งหมด 3 ชนิด ได้แก่ กล้วย มะม่วง และ ขนุน เมื่อไม้ผลให้ผลผลิตก็นำไปขาย รายได้ก็แบ่งให้กับนักเรียนที่ดูแล ส่วนแปลงผัก เลือกเฉพาะผักสวนครัวที่ดูแลง่าย แต่ก็ขึ้นกับนักเรียนว่าจะเลือกผักชนิดใด เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง ต้นหอม มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว เป็นต้น นอกจากนี้ ยังปลูกผักหวาน ชะอม เอาไว้อีกแปลงต่างหาก อย่างไรก็ตาม ผลผลิตทั้งหมดจะออกสู่ตลาดก็ต่อเมื่อเหลือจากการขายให้กับแม่ค้าในโรงเรียนและบุคลากรในโรงเรียนแล้ว

การเพาะเห็ดนางฟ้าภูฎานในบ่อซีเมนต์ ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 30 ก้อน อนาคตจะเพิ่มจำนวนก้อนเชื้อเห็ด เพราะผลผลิตที่ได้มา เมื่อนำไปขายก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า

ในแต่ละวัน นักเรียนระดับชั้นที่รับผิดชอบหลัก จะต้องมาดูแลแปลงเกษตรในตอนเช้าและเย็น เช่น การถอนวัชพืช การให้น้ำ หรือการให้อาหารปลา แต่เมื่อถึงเวลาเก็บผลผลิต อาจารย์นิรมล จะพยายามให้ตรงกับคาบเรียนวิชาการงานอาชีพ เพื่อไม่ต้องเสียเวลาการเรียนในคาบวิชาอื่น และเด็กจะไม่เกิดความกังวลในวิชาเรียนอื่นด้วย

การเก็บผลผลิต จะทำเป็นขั้นตอน เด็กนักเรียนจะแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบตามความถนัด เพื่อให้งานเสร็จเร็วขึ้น โดยแบ่งเป็นแผนกเก็บ แผนกล้าง แผนกแพ็ก และแผนกขาย เพื่อให้ได้ของสดเมื่อถึงมือลูกค้า

เด็กหญิงพรพิมล ลิ้มอ่อง หรือ น้องน้ำ อายุ 14 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 บอกว่า ชอบการปลูกผัก ที่ผ่านมาเลือกปลูกผักคะน้าและมะเขือเทศ ได้ผลผลิตค่อนข้างดี มีแม่ค้าต้องการรับซื้อมะเขือเทศประจำ แต่เราผลิตไม่ได้ตามที่แม่ค้าต้องการ รู้สึกเสียดาย ซึ่งการเลือกผักสำหรับปลูกก็เป็นการตัดสินใจของกลุ่ม โดยสังเกตจากร้านค้าว่าใช้ผักอะไรมากที่สุดหรือใช้เป็นประจำ จากนั้นศึกษาการปลูก การดูแลรักษาจากอินเตอร์เน็ตหรือหนังสือ แล้วจึงแบ่งงานกับเพื่อน เมื่อได้ผลผลิตมาก็นำไปขาย นำรายได้มาจดบันทึก ซึ่งการจดบันทึกทำมาตั้งแต่แรกเริ่มซื้อเมล็ดพันธุ์ ต้นทุนการจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงสำหรับเร่งการเจริญเติบโตในพืช และปุ๋ย รวมถึงบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ที่ต้องใช้ก่อนนำไปขาย และเมื่อขายได้หักต้นทุนแล้วก็นำกำไรที่ได้มาแบ่งกัน

“ที่ผ่านมาปลูกมะเขือเทศได้ผลผลิตดี เพราะปลูกในโรงเรือนกางมุ้ง ทำให้ไม่พบกับปัญหาโรคและแมลง แต่ระยะเวลาการปลูกมะเขือเทศรอนานถึง 3 เดือน จึงจะเก็บผลผลิตได้

ด้าน นายกฤตเมธ โกดี หรือ น้องฟิว อายุ 16 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่าว่า มีความรักในเกษตรกรรมมานานแล้ว สนใจและศึกษาเรื่องของบฯ การทำการเกษตรมาตั้งแต่เรียนประถมศึกษา ปัจจุบัน ได้นำความรู้ที่ได้จากอาจารย์ผู้สอนและศึกษาเองไปทำเกษตรที่บ้าน ได้แก่ การเลี้ยงกบ การเลี้ยงปลาสวยงาม การปลูกผัก เป็นต้น และปัจจุบัน การทำการเกษตรที่บ้านก็เป็นวิชาชีพที่ทำเงินให้น้องฟิวมาเรียนหนังสืออีกด้วย

นับว่าโรงเรียนอุทัยธานีวิทยาคม นับว่าเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ที่ไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการส่งเสริมด้านเกษตรกรรมให้กับนักเรียน แต่โรงเรียนอุทัยธานีวิทยาคมก็ไม่ละทิ้งอาชีพสำคัญ ซึ่งเป็นรากฐานของอาชีพไป และยังคงดำเนินกิจกรรมให้บรรลุ ทั้งด้านอาชีพและด้านวิชาการ ท่านใดต้องการสอบถามเพิ่มเติม หรือศึกษาดูงานการบริหารจัดการของโรงเรียน ติดต่อไปได้ที่ โรงเรียนอุทัยธานีวิทยาคม เลขที่ 55 หมู่ 2 ตำบลสะแกกรัง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ในวัน และเวลาราชการ

หากให้ทุกคนพูดชื่อไม้ดอกที่ตนชื่นชอบขึ้นมาสักชื่อหนึ่ง เชื่อว่าจะมีกุหลาบเป็นคำตอบส่วนใหญ่ เพราะกุหลาบ ได้ชื่อว่าเป็นราชินีของดอกไม้ (Queen of flower) เป็นไม้ดอกที่สวยสง่า ใช้สื่อความหมายดีๆ และเป็นไม้ดอกชนิดหนึ่งที่มีการซื้อขายในอันดับต้นๆ ของตลาดไม้ดอกทั่วโลก โดยเป็นกุหลาบจำพวกตัดดอก และต้นกุหลาบที่ปลูกในภาชนะขนาดต่างๆ ซึ่งยังไม่พบสินค้าที่เป็น กุหลาบจิ๋ว หรือเบบี้โรส (baby rose) จำหน่ายอย่างแพร่หลายทั่วไป

กุหลาบจิ๋ว เป็นที่รู้จักในประเทศไทยมานานหลายสิบปีแล้ว ในระยะแรกเริ่มผลิตในหมู่นักวิชาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ตามมหาวิทยาลัยที่จัดการเรียนการสอนด้านการเกษตร หน่วยราชการสังกัดกระทรวงเกษตรฯ การผลิตมีทั้งแบบทำให้กุหลาบออกดอกในขวด หรือปลูกในกระถางเล็กๆ เป็นของฝาก ของแปลก ให้ระหว่างกัน ต่อมาจึงมีภาคเอกชนสนใจมองเห็นช่องทางธุรกิจ จึงนำไปผลิตเป็นการค้าในช่วงระยะเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งเน้นที่สายพันธุ์ดอกสีแดงเป็นส่วนใหญ่ กุหลาบจิ๋วดอกสีอื่นๆ ยังไม่แพร่หลายในตลาดการค้า อย่างไรก็ตาม กุหลาบจิ๋ว ยังคงได้รับความสนใจจากผู้ปลูกเลี้ยงเสมอมา

การผลิตกุหลาบจิ๋ว หมายถึง การนำกุหลาบในกลุ่มกุหลาบหนู (miniature rose) ที่มีการจำหน่ายในตลาดการค้าทั่วไป คัดเลือกพันธุ์ที่มีทรงพุ่มกะทัดรัด ออกดอกสวยงาม มาผ่านกระบวนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช (plant tissue culture) ซึ่งเป็นวิธีการขยายพันธุ์พืชวิธีหนึ่ง ทำให้ได้ต้นกุหลาบหนูความสูงประมาณ 2-3 เซนติเมตร จำนวนมาก ที่สามารถนำไปปลูกเลี้ยงในภาชนะขนาดเล็ก และเจริญเติบโตได้รวดเร็ว ออกดอกสวยงามเหมือนต้นแม่พันธุ์เดิมทุกประการ ต่างกันที่ต้นกุหลาบหนูที่ผลิตโดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จะมีขนาดต้นพืชที่เล็กลง เราจึงมักเรียกกุหลาบเหล่านี้ว่า กุหลาบจิ๋ว หรือ เบบี้โรส

โดยปกติแล้วกุหลาบจิ๋วออกดอกง่าย โดยผู้ปลูกเลี้ยงจะเริ่มสังเกตเห็นดอกชุดแรกภายหลังการอนุบาลในถาดหลุมเล็กๆ ประมาณ 30-35 วัน ในทางวิชาการแล้ว การออกดอกของกุหลาบจะถูกกระตุ้นโดยการตัดแต่งดอกที่โรย กิ่งที่แก่เพื่อกระตุ้นให้เกิดยอดใหม่ ช่อดอกใหม่ ซึ่งหากปฏิบัติได้อย่างสม่ำเสมอแล้ว กุหลาบจิ๋วจะออกดอกหมุนเวียนให้เชยชมตลอดทั้งปี หรือประมาณ 30-35 วัน ภายหลังการตัดแต่งกิ่ง

เมื่อปี 2552 ศูนย์ขยายพันธุ์พืชสยาม จังหวัดเชียงใหม่ ได้ทดลองผลิตกุหลาบจิ๋วดอกสีแดงและสีส้มอมชมพู (ที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชสยามเรียกสีโอโรส) โดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ รวม 2 สี ออกจำหน่ายแบบขายปลีกตามกาดนัด (ตลาดนัดของคนเชียงใหม่) ถนนคนเดิน และงานแสดงสินค้าทางการเกษตรหลายงานในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่ามีกลุ่มลูกค้าให้ความสนใจสินค้ากุหลาบจิ๋วมากทีเดียวเมื่อเทียบกับสินค้าไม้ดอกไม้ประดับอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา แม่บ้าน ข้าราชการ และผู้สนใจปลูกกุหลาบโดยเฉพาะ ลูกค้าหลายรายกลับมาซื้อหลายรอบ เพราะเมื่อใครเห็นก็ขอไป จึงต้องกลับมาซื้อใหม่ ประกอบกับที่กุหลาบจิ๋วมีขนาดเล็ก สามารถวางบนฝ่ามือได้ จึงเป็นที่ต้องการอย่างมากในช่วงเทศกาลสำคัญๆ เช่น ปีใหม่ และวาเลนไทน์ ทำให้การผลิตต้องมีการผลิตเพิ่ม รวมทั้งมีความต้องการให้ผลิตสีอื่นสู่ตลาดด้วย

ศูนย์ขยายพันธุ์พืชสยาม จึงดำเนินการศึกษา เพื่อหาแนวทางในการผลิตกุหลาบจิ๋วสีอื่นๆ โดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งมีขั้นตอนพอสรุปได้ดังนี้ 1.ดำเนินการรวบรวมและคัดเลือกกุหลาบหนูพันธุ์การค้าในท้องตลาดที่มีลักษณะทรงพุ่ม ดอก และการเจริญเติบโตที่เหมาะสมประมาณ 30 สายพันธุ์

2.ศึกษาหาวิธีการผลิตต้นพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งพบว่าประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 24 สายพันธุ์ ตอบสนองต่อวิธีการผลิต และสามารถนำไปผลิตเป็นต้นพันธุ์กุหลาบหนูเชิงธุรกิจได้

3.ทดลองปลูกเพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีลักษณะที่เหมาะสมต่อการผลิตเป็นกุหลาบจิ๋ว และคัดเลือกเพิ่มขึ้นได้อีก 6 สายพันธุ์ คือ สีอิฐ สีชมพูเข้ม (chalky pink) สีชมพูอ่อน สีขาว สีม่วง และสีเหลือง

ต้นกุหลาบจิ๋วจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เมื่อนำออกอนุบาลจะมีเปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตมาก-น้อย แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยสำคัญ คือ พันธุกรรม หรือสายพันธุ์กุหลาบ และการจัดการสภาพแวดล้อม โดยหากอนุบาลในโรง evaporative house ที่ควบคุมอุณหภูมิได้ เปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตของต้นกุหลาบจิ๋วจะสูงกว่าการอนุบาลในสภาพธรรมชาติ มีลูกค้าหลายรายอยากขอซื้อต้นพันธุ์แบบที่อยู่ในขวดเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากทางศูนย์ แต่ศูนย์ไม่เคยจำหน่ายออกไป เพราะเกรงว่าหากลูกค้าไม่มีประสบการณ์ในการอนุบาล อัตราการรอดชีวิตอาจเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์

ปิ 2554 ศูนย์ได้พัฒนาสินค้ากุหลาบจิ๋วรูปแบบใหม่ เป็นต้นพันธุ์กุหลาบจิ๋วในถาดเพาะกล้า 104 หลุม (seeding tray) ที่ผ่านการอนุบาลแล้วพร้อมปลูก เพื่อจำหน่ายแก่ลูกค้าในกลุ่มที่มีโรงเรือนปลูกต้นไม้ หรือมีร้านจำหน่ายต้นไม้เป็นของตนเอง เช่น ตลาดนัดสวนจตุจักร และตลาดนัดสนามหลวง 2 หรือที่ตลาดต้นไม้คำเที่ยง จังหวัดเชียงใหม่

กุหลาบจิ๋ว ต้องการพื้นที่ปลูกไม่มากนัก พื้นที่ 1 ตารางเมตร สามารถวางกุหลาบจิ๋วในกระถาง 2-3 นิ้ว ได้ประมาณ 130 กระถาง การดูแลก็เช่นเดียวกับการปลูกกุหลาบทั่วไป โดยใช้เวลาประมาณ 45-60 วัน ผ่านการตัดแต่งกิ่ง 1-2 ครั้ง กุหลาบจิ๋วจะออกดอกสวยงามพร้อมจำหน่ายแก่ลูกค้าได้ต่อไป

สำหรับลูกค้าซื้อปลีก มักมีคำถามว่า กุหลาบจิ๋ว จะมีอายุยาวนานหรือไม่ ในความเป็นจริง กุหลาบเป็นพืชอายุยืนนาน ขึ้นอยู่กับการดูแลของผู้ปลูกเลี้ยง แต่ที่ศูนย์ก็มีต้นกุหลาบจิ๋วที่ปลูกมามากกว่า 2 ปี ในกระถางขนาดเล็ก เป็นต้นตัวอย่างให้ลูกค้าชม เพื่อเป็นแนวทางในการปลูกเลี้ยง พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลกุหลาบจิ๋ว ซึ่งสรุปพอสังเขปได้ดังนี้

1.แสง กุหลาบเป็นพืชกลางแจ้ง เจริญเติบโตได้ดีในสภาพแสงแดด 100 เปอร์เซ็นต์ ตลอดวัน

2.ความชื้น รดน้ำให้ชุ่ม วันละ 1-2 ครั้ง หลังพระอาทิตย์ขึ้น และ/หรือก่อนพระอาทิตย์ตกดิน 1-2 ชั่วโมง แต่สำหรับในฤดูฝน ความชื้นสูง ต้องพิจารณาให้น้ำตามความเหมาะสม

3.การให้ปุ๋ย พิจารณาตามความเหมาะสม อาจใช้สูตร 25-7-7 หรือสูตร 15-15-15 ละลายน้ำ 1 ช้อนชา/น้ำ 1 บัวรดน้ำ ทุก 30 วันในช่วงพัฒนาทรงพุ่ม สำหรับช่วงเกิดดอก อาจใช้สูตร 12-24-12 รดแบบเดียวกัน

4.การแต่งกิ่ง ให้หมั่นแต่งกิ่งแก่หรือดอกแก่ทิ้งเป็นประจำ เพื่อกระตุ้นให้เกิดยอดและดอกใหม่ๆ หมุนเวียนได้ตลอดทั้งปี

5.ศัตรูพืช หากปลูกไม่มาก ไม่แนะนำให้ใช้สารเคมี แต่แนะนำให้สังเกตแมลงเจาะดูด เช่น เพลี้ยอ่อน และเพลี้ยไฟ บริเวณยอดอ่อนและใบอ่อน สามารถใช้แปรงขนอ่อนปัดทิ้งและเอามือบี้

เอาน้ำฉีดแรงๆ บริเวณที่มีแมลง ส่วนเรื่องโรค เช่น เชื้อราที่ชอบความชื้น ควรรดน้ำตามที่แนะนำในข้อ 2 เพื่อให้แสงอาทิตย์ส่องใบให้แห้งก่อนมืดค่ำ

ผู้ที่สนใจสั่งซื้อต้นพันธุ์กุหลาบจิ๋ว เพื่อจัดการระบบธุรกิจเป็นของตนเอง หรือต้องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ติดต่อได้ที่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชสยาม เลขที่ 189 หมู่ที่ 4 ตำบลเหมืองแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 50180 โทร. 08-6084-6362, 08-5618-4124 Email

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์หอมหัวใหญ่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกหอมหัวใหญ่อันดับหนึ่ง และแหล่งส่งออกที่สำคัญของประเทศไทย โดยลงพื้นที่ในอำเภอแม่วาง และอำเภอ สันป่าตอง พร้อมประชุมหารือกับภาคส่วนต่างๆ อาทิ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เกษตรกร ประธานสหกรณ์ผู้ปลูกหอมหัวใหญ่แม่วาง จำกัด ประธานสหกรณ์ผู้ปลูกหอมหัวใหญ่บ้านกาดพัฒนา จำกัด และผู้ประกอบการส่งออกหอมหัวใหญ่ เพื่อติดตามสถานการณ์ และแนวทางบริหารจัดการสินค้าหอมหัวใหญ่ที่จะออกตลาดในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2562

สำหรับข้อมูลสถานการณ์การผลิตหอมหัวใหญ่ ปี 2562 (ปีเพาะปลูก 2561/62) ข้อมูลพยากรณ์ ณ 7 มกราคม 2562 พบว่า จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย มีเนื้อที่เพาะปลูกรวม 9,233 ไร่ ลดลงเล็กน้อยจาก ปีที่แล้ว 70 ไร่ (ร้อยละ 0.75) เนื่องจากมีฝนตกช่วงต้นฤดูทำให้กล้าพันธุ์ได้รับความเสียหายปลูกได้ไม่เต็มพื้นที่ ผลผลิต 32,261 ตัน ลดลงจากปีที่แล้ว 25 ตัน (ร้อยละ 0.08) ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 3,502 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 30 กิโลกรัม (ร้อยละ 0.86) เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ไม่มีโรคและแมลงรบกวน