เดิมทีเขาปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ สำหรับกินสุกและมะละกอ

สำหรับทำส้มตำ จากนั้นก็เก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ แต่ปรากฏว่าผลผลิตที่ได้ไม่เหมือนทั้งฮอลแลนด์และแขกดำ เพราะมีผลขนาดใหญ่กว่า เนื้อแน่น กินได้ทั้งมะละกอสุกและสำหรับส้มตำ

มะละกอของคุณไพศาล เมื่อสุกเนื้อสีแดงส้มบางช่วงคุณไพศาลปลูกมะละกอมากถึง 10 ไร่ ส่วนหนึ่งปลูกเป็นพืชแซมปลูกขนุน ไม่ต้องพ่นสารเคมี

ขนุน เป็นไม้ผลที่ดูแลรักษาไม่ยาก มีบางช่วงที่ผลผลิตตกต่ำมากๆ ราคากิโลกรัมละ 4-5 บาท แต่เนื่องจากทุกวันนี้ คนรู้จักคุณค่าของขนุน ประกอบกับต่างประเทศ อย่าง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซื้อผลสดไปบริโภค ทำให้ราคาของขนุนขยับขึ้น แหล่งใหญ่ขนุนส่งออกอยู่ที่จังหวัดระยอง และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

คุณไพศาล ปลูกขนุน จำนวน 60 ต้น มีพันธุ์มาเลเซีย ทองสุดใจ และทองประเสริฐ

ขนุนมาเลเซีย รสชาติอาจจะไม่เด่น หากเก็บผลผลิตในช่วงฝนชุก แต่จุดเด่นอยู่ที่ผลมีขนาดยักษ์ใหญ่ แกะขายได้เงินดีมาก หากให้มีดอกช่วงกลางฝน ไปเก็บผลผลิตช่วงแล้ง จะได้รสชาติดี

ขนุนทองสุดใจ เป็นขนุนเก่าแก่ มีถิ่นกำเหนิดอยู่ตำบลบ้านพระ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เจ้าของคือ คุณสมปอง ตวงทอง เมื่อก่อนมีขนุนพี่น้องของทองสุดใจ เรียกกันติดปากว่า “ฟ้าถล่ม ทองสุดใจ จำปากรอบ” หากเก็บแก่จัดและกินในเวลาที่เหมาะสม ขนุนทองสุดใจรสชาติดี

สำหรับ ขนุนทองประเสริฐ เป็นขนุนยอดนิยม ที่ระยองและประจวบคีรีขันธ์ ปลูกเพื่อส่งออกไปจีนและเวียดนาม

“ขนุนดูแลไม่ยาก ไม่ต้องฉีดยา ราคาขายโดยทั่วไป กิโลกรัมละ 8-10 บาท…สวนของผมพื้นที่ 28 ไร่ ค่อยๆ เก็บเงินสะสมซื้อมา แรงงานหลักก็มีผมกับภรรยา…พืชอีกชนิดหนึ่งที่ปลูกแล้วทำรายได้ให้ไม่น้อยคือมะกอกน้ำครับ ปลูกไว้ตามริมสระ ผลผลิตดก และขายได้อย่างคาดไม่ถึง” คุณไพศาล บอก

ราคาขนุน กิโลกรัมละ 8-10 บาท บางผลน้ำหนัก 20 กิโลกรัม ราคาขายตกผลละ 200 บาท ถือว่าไม่น้อย

เกษตรกรที่อำเภอน้ำยืน มีงานเด่นแตกต่างกันไป คุณไพศาล และภรรยา มีไม้ผลเก็บขายตลอดปี แนวทางการขายอย่างหนึ่งที่ช่วยได้มากนั้น คุณนิ่มนวลบอกว่า ทางเฟซบุ๊ก ยิ่งโตยิ่งหยุดพัฒนาไม่ได้ สำหรับงานปลูกข้าวโพดฝักอ่อนของ คุณณัฐพล ทองร้อยยศ

ปัจจุบัน คุณณัฐพล ทองร้อยยศ เป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 8 และยังเป็นผู้รวบรวมผลผลิตข้าวโพดฝักอ่อนที่ตำบลยางม่วง อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี คุณณัฐพล เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อและแม่ โตขึ้นมาจึงมารับสานต่อกิจการที่พ่อแม่เคยทำไว้ หากแต่ว่าแต่เดิมนั้นยังไม่ได้มีความหลากหลาย ทำเพียงแค่เก็บฝักมากรีด (ปอก) ส่งโรงงาน แต่เดิมส่งโรงงานเพียงแค่ 1-2 โรงงานเท่านั้น แต่เมื่อคุณณัฐพลมารับช่วงต่อแล้ว เขาเริ่มทำหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น มีการทำการตลาด การส่งโรงงาน บรรจุใส่ถาดเองและมีส่งออกไปต่างประเทศ

ปัจจุบัน พันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อน ที่ปลูกอยู่ก็คือ พันธุ์แปซิฟิค 271 เป็นพันธุ์หลักที่เกษตรกรใช้ เพราะเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตดี เนื้อสวย ปลายเรียว เป็นที่ต้องการของตลาด

ปลูกข้าวโพดไม่ได้ยาก แค่ต้องดูแลเอาใจใส่ ขั้นตอนในการปลูกและเก็บผลผลิตนั้น ในการเก็บผลผลิต จะใช้เวลาในการเก็บทั้งหมดอยู่ที่ 7-10 วัน เมื่อเก็บผลผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถตัดต้นเพื่อเอาต้นไปเลี้ยงวัวหรือนำไปขายได้ พักแปลงประมาณ 1 สับดาห์ ต่อมาให้ชักร่องแล้วเริ่มปลูกใหม่ได้เลย โดยเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดที่ใช้นั้น ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 5 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่ ในการให้ปุ๋ยระยะแรกใช้ 46-0-0 ในระยะเวลา 15 วันแรก

เมื่อข้าวโพดอายุได้ 45 วัน ให้ถอดยอด ก่อนถอดยอดต้องใส่ปุ๋ย 21-0-0 แต่บางคนจะใช้สูตรเสมอ คือ 15-15-15 ต้องให้น้ำในทุก 7 วัน แต่ถ้าอยู่ในช่วงแล้งจะต้องให้น้ำทุก 5 วัน ในช่วงข้าวโพดอายุ 45-50 วัน คือช่วงที่ถอดยอด เว้นระยะห่าง 5 วัน ก็เริ่มเก็บผลผลิตได้เลย 1 ต้น จะให้ฝักได้ทั้งหมด 4 ฝัก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่ที่การดูแลของเกษตรกรด้วย โดยขั้นตอนการปลูกรวมเบ็ดเสร็จแล้วจะไม่เกิน 2 เดือน ข้าวโพดจะสามารถปลูกได้ทั้งปี ใน 1 ปี สามารถปลูกได้ขั้นต่ำ 5 รอบ

ปริมาณผลผลิตที่ได้ จะได้ 2-2.5 ตัน ต่อ 1 ไร่ ราคาขายจะอยู่ที่ 4.50 บาท ต่อกิโลกรัม (ทั้งเปลือก) แต่ถ้าช่วงไหนข้าวโพดราคาสูง จะขายอยู่ในราคา 8-10 บาท เลยทีเดียว

“เมื่อเก็บฝักมาแล้ว จะมีกลุ่มคนที่มากรีดฝักข้าวโพด บางคนกรีดเอาไปให้วัว บางคนกรีดเอาเปลือกไปขาย โดยส่วนนี้เราไม่ต้องจ้างเขา เขามาทำด้วยตัวของเขาเอง อย่างเก็บข้าวโพดอันนี้ ผมจ้างเขามาเก็บกิโลกรัมละ 1 บาท วันหนึ่งก็จะเก็บได้ 300-400 กิโลกรัม ก็เป็นรายได้ของพวกเขา ส่วนต้นจะขายได้ตันละ 500 บาท ยอดก็สามารถขายได้กิโลกรัมละ 1 บาท เหมือนกัน” คุณณัฐพล พูดถึงการสร้างรายได้ที่ได้ทั้งตนเองและกลุ่มคนในชุมชนที่อยู่ร่วมกัน

ในเรื่องของศัตรูพืช คุณณัฐพล เล่าว่า ในปีนี้เกษตรกรประสบปัญหาเรื่องหนอนเจาะยอด ดังนั้น จะต้องฉีดยาในช่วงที่ข้าวโพดมีอายุได้ประมาณ 10-15 วัน ขึ้นไป

เรื่องการตลาด ต้องตื่นตัวอยู่เสมอ

“เรื่องการตลาด ต้องทำการบ้านตลอด ต้องดูแลในเรื่องของความต้องการของตลาดต่อจำนวนผลผลิตที่เรามี ว่าโรงงานสามารถรับผลผลิตทั้งหมดได้หรือเปล่า ถ้าไม่หมดต้องเตรียมหาพื้นที่สำรองไว้รองรับผลผลิตของเราเอาไว้ด้วย” คุณณัฐพล กล่าว

การส่งออกนั้น ช่วงที่มีข้าวโพดฝักอ่อนมาเยอะๆ จะมีส่งมาที่แหล่งรวบรวมที่นี่ ถึงวันละ 10 ตัน ต่อวัน ราคาขายก็ขายตามราคาท้องตลาด อย่างเช่น ช่วงนี้ราคาจะอยู่ที่ ประมาณ 25-26 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ในเรื่องของราคานั้นอาจจะมีปัจจัยอย่างอื่นมาเป็นตัวแปรด้วย เช่น เรื่องฤดูกาลต่างๆ ปัจจุบันแหล่งรวบรวมข้าวโพดฝักอ่อนแห่งนี้มีสมาชิกทั้งหมดกว่า 100 ราย เฉลี่ยแล้วตกอยู่ที่ รายละ 3-4 ไร่ รวมทั้งหมดก็มีประมาณ 300-400 ไร่ ณ ตอนนี้

พันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อน ที่มีหลักๆ ก็คือ พันธุ์แปซิฟิค 271 และ พันธุ์แปซิฟิค 371 แต่ว่าปริมาณของพันธุ์แปซิฟิค 271 จะมากที่สุด

ถ้านับตั้งแต่สมัยก่อนมาจนถึงสมัยปัจจุบัน ในเรื่องของการเปลี่ยนพันธุ์ข้าวโพด คุณณัฐพล เล่าว่า “ก็มีเปลี่ยนบ้างนะครับ พอมีข้าวโพดพันธุ์ใหม่มา ลูกไร่ก็จะนำไปลองปลูกเรื่อยๆ แต่ว่าแต่ละพันธุ์มันก็จะมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป”

แหล่งรวบรวมผลผลิตของข้าวโพดฝักอ่อน

ย้ายมาดูในฝั่งกระบวนการรวบรวมกันบ้าง คุณณัฐพล ให้รายละเอียดว่า “ที่นี่จะเป็นจุดรวบรวมให้โรงงาน ตลาด และลูกค้าประจำ โดยที่เราจะเป็นคนเข้าไปหาเขา แต่จะมีบางรายที่จะโทร.มาเมื่อต้องการสินค้าจากเรา แต่ส่วนมากเราจะเป็นฝ่ายติดต่อเขาไปเองมากกว่า ช่วงนี้ก็ส่งออก วันละ 5-6 ตัน หรือ 2,000 กว่าแพ็ก”

ลักษณะข้าวโพดฝักอ่อนที่ดี ต้องมีความสวยของฝัก ขนาดต้องไม่ยาวมาก ความยาวประมาณ 10-11 เซนติเมตร แต่ขนาดและความยาวของฝักจะขึ้นอยู่กับการควบคุมของการเก็บฝักของตัวเกษตรกรเองมากกว่า ถ้าข้าวโพดตกเกรดราคาจะอยู่ที่ 4 บาท ต่อกิโลกรัม ราคาจะต่ำมากเมื่อเทียบกับข้าวโพดไซซ์มาตรฐานที่มีราคาอยู่ที่ประมาณ 25-26 บาท ต่อกิโลกรัม

การตลาด และการส่งออก

“ตลาดหลักที่ส่งออกจะอยู่ที่ไต้หวันและโรงงานกระป๋อง โดยที่ไต้หวันจะเป็นรถบริษัทมารับข้าวโพดถึงที่บ้าน ส่วนที่แพ็กสดจะส่งตลาดไท แต่ถ้าเป็นที่อื่นต้องดูเรื่องความคุ้มของภาระรายจ่ายต่อรายได้ที่ได้รับ ซึ่งส่วนมากจะไม่คุ้ม ก็เลยทำตลาดหลักคือ ส่งออกไต้หวัน และโรงงานกระป๋อง”

ราคาขายส่งออกกับขายในประเทศราคาจะใกล้เคียงกันมาก แต่ส่งออกต่างประเทศจะต้องใช้ปัจจัยหลายอย่าง เช่นการทำ GMP (มาตรฐานผลิตภัณฑ์ เป็นเกณฑ์ควบคุมการผลิต) GHP (มาตรฐานสุขลักษณะที่ดีในการผลิตอาหาร) และจำเป็นที่จะต้องมีความชำนาญเรื่องของการตลาดควบคู่กันไปด้วย เรื่องภาษาก็เป็นสิ่งสำคัญ

หลักการบริหารการตลาด ส่วนมากจะเป็นไปในแนวทางของการคุยและเจรจากับคู่ค้าเสียมากกว่า
เวลา 2 เดือน ก็ทำเงินได้
“บางทีเขาก็มีความต้องการในเรื่องของขนาด เราก็ต้องเอาขนาดที่เขากำหนดไปต่อรองราคากับเขา…ในช่วงที่สินค้าล้นตลาด ส่วนมากแล้วจะส่งไปที่แกรนด์เอเชียและโรงงานที่ลำปาง ของขาดตลาดเองก็มีบ้าง แต่ช่วงนี้ปริมาณของจะอยู่ในจุดที่พอดี ช่วงที่ของจะล้นตลาดจะอยู่ในช่วงของเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ขณะที่ของล้นตลาดจะส่งไปที่โรงงานที่ลำปาง ส่งไปเที่ยวละ 6 ตัน ใน 1 สัปดาห์ จะส่ง 2 ครั้ง ก็ตกอาทิตย์ละ 12 ตัน” คุณณัฐพล เล่า

ถ้ามีเกษตรกรอยากจะลองเริ่มทำดูบ้าง คุณณัฐพล แนะนำว่า ให้มองหาตลาดหลักที่ส่งออกเยอะ ยิ่งช่วงเวลาของขาดราคาจะยิ่งดีขึ้นมาก แต่ต้องยอมรับว่าอาจจะมีปัญหาในช่วงที่ของตายบ้าง ดังนั้น ผู้ที่จะเริ่มทำต้องดูเรื่องปริมาณความต้องการของตลาดกับจำนวนผลผลิตที่มีควบคู่กันไปด้วย

สนใจติดต่อซื้อขาย สามารถติดต่อ คุณณัฐพล ทองร้อยยศ ได้โดยตรง โทร. 085-297-5087 บ้านเลขที่ 33/1 หมู่ที่ 8 ตำบลยางม่วง อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี

หรือติดต่อได้ที่ เจ้าของพันธุ์…บริษัท แปซิฟิค เมล็ดพันธุ์ จำกัด เลขที่ 1 หมู่ที่ 13 ถนนพหลโยธิน ตำบลพระพุทธบาท อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เมื่อไม่นานมานี้ พบเห็นข่าวพืชยักษ์ เป็นพืชจำพวกพืชผัก ที่บ้านเรานิยมรับประทาน ทั้งนำมาทำขนมหวาน อาหารคาว และเป็นยาป้องกันรักษาอาการเจ็บป่วย ผิดปกติ ได้มากมายหลายอย่าง ที่สำคัญเป็นของที่คนไทยทั่วทุกภูมิภาครู้จัก และรักที่จะนำมาเป็นประโยชน์ มีขนาดที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ลูกเล็กๆ จนถึงผลยักษ์ ประมาณว่า ใช้คนตัวโต 2 คนอุ้ม หรือใส่คานหามกันเลยก็มี ผิวเรียบเกลี้ยงเกลาก็มี ผิวผลหยาบขรุขระ เป็นตะปุ่มปมน่าเกลียด ชนิดที่เคยเรียกขานเปรียบเปรยว่า นอกขรุขระในตะติงโหน่งก็มี เราๆ ท่านๆ คงรู้จัก “ฟักทอง” กันเป็นส่วนมากแล้ว

มีปลูกกันอยู่ 2 ตระกูล คือ ฟักทองตระกูลสคว็อซ (Squash) คือ ฟักทองไทย และฟักทองญี่ปุ่น ปลูกกันมาก เพื่อส่งตลาดผักในและต่างประเทศ ขนาดผลพอเหมาะ เนื้อแน่น เหมาะนำมาทำอาหารที่ต้องการเป็นชิ้น เป็นคำของผัก สะดวกในการขนส่งและการตลาด อีกตระกูลคือ ฟักทองอเมริกัน (Pumpkin) เป็นฟักทองที่มีผลขนาดใหญ่ เนื้อยุ่ย เหมาะสำหรับนำมาทำขนม และปั่นเป็นอาหารเหลว แต่ฟักทองทั้ง 2 ตระกูล ดูเหมือนว่าจะมีการผสมปนพันธุ์กัน เป็นพันธุ์ที่แพร่หลายกันในชนบทขณะนี้

สายพันธุ์ที่มีการปลูกแพร่หลาย เป็นพันธุ์ลูกผสม มีการแสดงความเป็นเจ้าของ ตั้งชื่อเป็นกลุ่มพันธุ์ สายพันธุ์ฟักทอง ตามลักษณะผลฟักทอง เช่น สายพันธุ์คางคก ที่มีผิวขรุขระ ได้แก่ คางคกดำ คางคกลาย หรือตั้งชื่อให้เป็นมงคล เช่น พันธุ์ศรีเมือง พันธุ์ข้องปลา เป็นต้น ฟักทองส่วนใหญ่จะมีสีผิวเปลือกเมื่ออ่อนสีเขียว แก่จะสีเหลืองสลับเขียว ผิวขรุขระเล็กน้อย หรือมากก็มี เปลือกนอกแข็ง เนื้อในสีเหลือง มีเมล็ดมากพอสมควร ลักษณะเป็นเมล็ดแบนๆ สีขาว ติดเป็นตลับ หรือเป็นก้อนอยู่ช่องโพรงกลางในผล เรียกว่าไส้ฟักทอง เมล็ดนำมาคั่ว หรืออบเกลือ เป็นของขบเคี้ยว คล้ายเมล็ดแตงโม หรือเมล็ดทานตะวัน และเก็บคัดแยกเมล็ดที่สมบูรณ์ไว้เป็นเมล็ดพันธุ์ปลูกต่อไป

การปลูกฟักทอง ขุดหลุม หยอดเมล็ดตามที่ว่างทั่วไป หรือปลูกแซมในแปลงพืชไร่อื่นๆ ได้ เท่าที่สังเกตเห็น ฟักทองที่ขึ้นได้ดีในบริเวณที่เป็นเนินดิน มีความชื้นพอประมาณ หรือจะปลูกเป็นแปลงใหญ่ ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น หรือหลุม 1.5 เมตร หรือห่าง 2.5 ถึง 5 เมตร ระหว่างแถว 1.8 ถึง 2 เมตร ขุดหลุมกว้าง หรือวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 25-30 เซนติเมตร ปรับพรวนดินใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก หยอดเมล็ดฟักทองหลุมละ 3-5 เมล็ด กลบดินให้เมล็ดจม ลึก 2-4 เซนติเมตร กลบด้วยขี้เถ้าแกลบดำ หรือเศษหญ้าแห้ง เพื่อให้มีความชื้นพอที่จะทำให้เกิดการงอกงามเจริญเติบโต และที่ให้ทำหลุมปลูกห่างกัน ก็เพื่อให้ต้นฟักทองซึ่งเป็นพืชประเภทเถาเลื้อย จะยืดปล้องให้เถายาวๆ ซึ่งจะหมายถึง มีมากข้อปล้อง ก็จะให้ผลมาก แต่ว่าบนเถาหรือต้นหนึ่งควรไว้ผลเพื่อจะเอาผลโตและแก่เต็มที่ ไม่เกิน 4 ผล

นอกนั้นสามารถตัด ผลอ่อน ดอกที่มีรังไข่คล้ายผลติดอยู่ นำไปใช้เป็นผัก ต้มผัดแกงทอดอร่อยมาก เช่นเดียวกับยอดปลายเถาฟักทอง มักจะตัดเอาไปเป็นผักทำอาหารได้หลายอย่าง หั่นฝอยผัดไข่ ใส่แกงเลียง แกงหน่อไม้ แกงเห็ด ต้มเป็นผักจิ้มน้ำพริก ผลอ่อนฟักทองเป็นผักการค้า ตลาดผักสดต้องการมาก แต่แหล่งปลูกฟักทองเพื่อการค้า มักจะปลูกเลี้ยงจนฟักทองโต ดอกผลอ่อนที่เป็นส่วนเกินจะเด็ดทิ้ง อาจจะเป็นเพราะว่ากรรมวิธีการปลูก การดูแลรักษา ความปลอดภัยจากการใช้สารเคมี ระหว่างการปลูกไว้กิน กับปลูกเพื่อการค้า มีกรรมวิธีต่างกัน ความเสี่ยงจากพิษภัยของสารเคมี ทำให้ต้องทิ้งในส่วนที่เป็นของชาวบ้านกินกันบ้าง คิดและทำถูกต้องแล้ว

อายุ 70-80 วัน หรือประมาณ 3 เดือน ต้นฟักทองหรือเถาฟักทองที่เลื้อยยาว จะแตกแขนง ขั้วที่ 5-6 จะออกดอกให้ผล ดอกตัวเมียจะมีรังไข่ติดอยู่ส่วนโคนเห็นได้ชัด ลักษณะเหมือนผลอ่อน และนั่นก็คือ ผลฟักทอง เมื่อได้รับการผสมเกสรแล้ว จะโตขึ้นเป็นผลอ่อน ผลแก่ ตามลำดับ ดอกฟักทองจะบานช่วงเช้ามืด ประมาณ 03.30 น. ถึง 06.00 น. ถ้าจะช่วยผสมเกสรช่วงเวลาที่เหมาะ ตอนที่ดอกฟักทองบานเต็มที่ 06.00-09.00 น.ช่วงเวลาออกล่าหาเกสรและน้ำหวานของแมลง แต่จะอาศัยแมลงพวกแมลงภู่ผึ้งคงไม่เพียงพอ ต้องช่วยผสมเกสรให้ด้วย ฟักทองจะได้ให้ลูกให้ผลเป็นรุ่นๆ เก็บเกี่ยวได้พร้อมกัน แต่ถ้าจะทยอยเก็บ ปล่อยตามธรรมชาติก็พอที่จะทำได้ สภาพภูมิศาสตร์และบรรยากาศแบบบ้านเรานั้นเหมาะกับการเจริญพันธุ์ได้มากอยู่แล้ว

ฟักทอง มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก ให้พลังงานมากถึง 26 กิโลแคลอรี โดยเฉพาะวิตามินต่างๆ ได้แก่ วิตามินเอ มีมากถึง 476 ไมโครกรัม หรือ 0.476 มิลลิกรัม วิตามินบีหนึ่ง 0.05 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.11 มิลลิกรัม วิตามินบีสาม 0.6 มิลลิกรัม วิตามินบีห้า 0.298 มิลลิกรัม วิตามินบีหก 0.061 มิลลิกรัม วิตามินบีเก้า 16 มิลลิกรัม วิตามินซี 9 มิลลิกรัม วิตามินอี 0.44 มิลลิกรัม แคลเซียม 21 มิลลิกรัม เหล็ก 0.8 มิลลิกรัม แมกนีเซียม 12 มิลลิกรัม แมงกานีส 0.125 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 44 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 340 มิลลิกรัม โซเดียม 1.0 มิลลิกรัม คาร์โบไฮเดรต 6.5 กรัม น้ำตาล 2.76 กรัม เส้นใยหรือไฟเบอร์ 0.5 กรัม ไขมัน 0.1 กรัม โปรตีน 1.0 กรัม และยังประกอบด้วยเบตาแคโรทีน ลูทีน ซีแซนทีน สารทั้ง 3 ชนิดหลังมีพบมากในฟักทอง เป็นสารที่สำคัญในการรักษา บำรุง ปรับปรุง ฟื้นฟูร่างกาย ได้อย่างยอดเยี่ยม

มีคุณสมบัติเป็นยา ต้านอนุมูลอิสระ ติดต่อ SBOBET ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง ฟื้นบำรุงผิว บำรุงสายตา เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน บำรุงประสาท อารมณ์ดี ลดน้ำตาลในเลือด ควบคุมน้ำหนัก ป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบ รักษาโรคข้อเข่าเสื่อม โรคผิวหนัง กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน บำรุงกล้ามเนื้อ รากต้มกินแก้ไอ ช่วยระบบย่อยอาหาร การขับถ่าย ป้องกันมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นิ่ว ลูกหมากโต ปรับฮอร์โมนเพศชายในลูกอัณฑะ บำรุงตับ และอื่นๆ อีกมากมาย เพราะฟักทองมีคุณค่าทางอาหารสูง แต่ก็พึงระวังและระลึกอยู่เสมอว่า สิ่งใดมีคุณอนันต์ ก็มีโทษอย่างมหันต์ได้เช่นกัน ฟักทอง ถ้ากินมากๆ เป็นพืชมีฤทธิ์ร้อน ก่อให้เกิดโรคกระเพาะร้อน กรดไหลย้อน กระหายน้ำ ท้องผูก แผลช่องปาก เหงือกบวม ควรกินแต่พอดี เกิดประโยชน์มากมาย ฟักทองแก่ ต้ม บด จัดเป็นอาหารเหลวให้ผู้ป่วยทางสายยาง ทดแทนอาหารหนักได้ เพราะในตัวฟักทองมีคุณค่าทางอาหารมากมาย และสูงค่ามาก ควรค่าแก่การนำมาบอกกล่าวให้รับรู้โดยทั่วกัน

ชาวสวนยางพาราในอดีตปลูกทุกอย่างที่กินหรือใช้ในครอบครัว ทำงานอยู่ในสวนยางประมาณ 10-12 ชั่วโมง ต่อวัน สวนยางในอดีตจึงเปรียบเสมือนซูเปอร์มาร์เก็ตและตู้เย็นที่มีชีวิต มักพูดกันติดปากว่า อยากได้อะไรก็ไปหาจากป่ายาง แต่ระยะหลังเกษตรกรหันมาปลูกยางในลักษณะพืชเชิงเดี่ยว ทำให้วิถีชีวิตชาวสวนยางแบบดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงไป เมื่อเจอวิกฤตยางพาราราคาตกต่ำ ทำให้มีรายได้ไม่เพียงพอรายจ่าย

ปี 2557 การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จึงกำหนดนโยบายให้สงเคราะห์ปลูกยางพาราทดแทนแบบผสมผสาน โดยปลูกยางพันธุ์ดีไม่น้อยกว่า 40 ต้น ต่อไร่ ร่วมกับไม้ยืนต้นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ เกษตรกรหลายรายตัดสินใจลงทุนทำ “สวนวนเกษตรยางพารา” (Rubber Agroforestry) ซึ่งเป็นการปลูกยางพาราโดยมีพืชอื่นๆ ปลูกร่วมและปลูกแซม ทำให้ภายในสวนยางพารามีความหลากหลายของพืชและสัตว์เพิ่มมากขึ้น มีแมลงช่วยผสมเกสร ตัวเบียน ช่วยกินศัตรูพืช จุลินทรีย์ดินช่วยย่อยสลาย ไส้เดือนช่วยทำให้ดินร่วนซุย ฯลฯ

สวนวนเกษตรห้วยหาด

บังหมัดฉา หรือ คุณหมัดฉา หนูหมาน เจ้าของสวนวนเกษตรห้วยหาด เป็นหนึ่งในเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการสร้างป่าในสวนยางพารา บังหมัดฉา อาศัยอยู่ที่ บ้านเลขที่ 52/12 หมู่ที่ 1 บ้านห้วยหาดสวนหลวง ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โทรศัพท์ 089-596-6432 เฟซบุ๊ก “บังหมัดฉา สวนวนเกษตรห้วยหาด”

บังหมัดฉา มีพื้นที่สวนยางพาราแบบวนเกษตร จำนวน 2 แปลง รวมเนื้อที่ 19 ไร่ เขาปลูกยางพาราแปลงแรก เนื้อที่ 10 ไร่ เมื่อ ปี 2546 สวนยางพาราแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่เนินเขา เป็นดินภูเขา ลักษณะดินเหนียวปนทราย หน้าดินตื้น ด้านล่างเป็นดินดาน ซึ่งลักษณะพื้นที่ดังกล่าว ทำให้สวนยางพาราแห่งนี้มีปริมาณน้ำยางน้อยกว่าสวนยางพาราเชิงเดี่ยวทั่วไป