เดิมที เด็กชายนิวัฒน์ พ้นชั่ว เป็นชาวระยองโดยกำเนิดพอโต

พักอาศัยกับพี่สาว แล้วเข้าเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ที่ทุกคนเรียนจบแล้วมีโอกาสก้าวหน้าหาที่เรียนต่อได้โดยไม่ยาก เขามีเพื่อนร่วมรุ่น ชื่อ สันติ เศวตวิมล หรือ ช้อย นางรำ ยอดนักชิมอาหารไทย ดังทางนักเขียน และอีกคนเป็นเจ้าของ บริษัท ช.การช่าง ที่เป็นบริษัทมหาชน ด้านการก่อสร้างที่ไปเรียนวิศวกรรมจุฬา

ส่วนตัวเขาเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ม.ศ.3 ปัจจุบัน) แทนที่จะเข้าโรงเรียนต่อระดับเตรียมอุดมศึกษาเหมือนเพื่อนๆ เขากลับมุ่งเบนเข็มไปที่วิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ เชียงใหม่ (มหา’ลัยแม่โจ้) อาจเป็นเพราะวัยรุ่นสมัยนั้นต่างหลงใหลพระเอกในนวนิยายเรื่องร้อยป่า พระเอกชื่อ “เสือ กลิ่นสัก” ที่นักอ่านหนังสือระดับนวนิยายที่เป็นชาววัยรุ่นต่างติดกันงอมแงม อยากมาเรียนที่แม่โจ้ตามรอยพระเอกในยุคนั้น

ด้วยรูปร่างอ้อนแอ้นเหมือนพระเอกยี่เก ร่างบอบบางไม่น่าจะมาเรียนเกษตร แต่เป็นเพราะมาจากโรงเรียนสวนกุหลาบ เขาใช้ความสามารถผ่านข้อเขียนที่ต้องไปสอบถึงเชียงใหม่ผ่านฉลุยมาจากความสามารถ แล้วมาผ่านการวิ่งมาราธอนสอบวิชาข้อปฏิบัติได้ จึงเข้าเรียนอยู่ในแม่โจ้ เพราะสายเลือดเกษตรชาวสวนเมืองระยอง บวกกับความแข็งแกร่งในแม่โจ้ถึง 5 ปี จนจบการศึกษาระดับอนุปริญญา ปี 2509

ความมีมานะอดทน และมีสวนยางพารา กับสวนทุเรียนที่พ่อเขาคือ ลุงสุน บุกเบิกไว้แล้วในแปลงขนาดเกือบ 200 ไร่ ริมถนนสุขุมวิทสายระยอง-แกลง ในยุคยางพาราเฟื่องฟู มีสวนทุเรียนรวมอยู่ด้วยเป็นรายได้สวนทุกปี

พรรคพวกเพื่อนฝูงในรุ่นต่างแยกย้ายออกมาไปทำงานรับราชการ บางคนไปเรียนต่อ บ้างก็ออกไปประกอบอาชีพส่วนตัว ที่บรรดาลูกแม่โจ้ได้บ่มเพาะความรู้และและภาคปฏิบัติอย่างโชกโชน เขาก็เป็นคนหนึ่งที่มีเป้าหมายไปดูแลสวนยางพารา ทุเรียน ที่มีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และเห็นบิดามีอายุมากแล้วให้เป็นเสาหลัก ส่วนเขาถอดชุดมาเป็นลูกชาวสวนอย่างแท้จริง

ชีวิตลูกชาวสวนอย่าง นิวัฒน์ หรือ หลง ชื่อเล่นที่ชาวระยองใช้เรียกกัน เนื่องจากบิดาตั้งชื่อไว้ว่า “หลง” เพราะเป็นลูกหลงที่ออกมาห่างกับพี่ที่ถัดไปกว่า 10 ปี ว่ากันอย่างนั้น แต่ครั้นสวมชุดมาทำงานในสวนที่อยู่ห่างจากบ้านจังหวัดระยองถึงแกลง 50 กิโลเมตร สิ่งแรกที่เขาต้องประสบปัญหาในสวนนั้นกับโรครากเน่าโคนเน่ากับต้นทุเรียนที่ระบาดอยู่

จากสภาพสวนทุเรียนที่อยู่ติดกับสวนยางพารา มีสภาพใบร่วง ยืนต้นตายตามๆ กัน เขาสังเวชใจมาก เห็นสวนทุเรียนที่กำลังทำรายได้ในขณะนั้นกำลังมีอายุให้ผลผลิต ซึ่งเขาเคยมาอยู่ในระหว่างปิดภาคเรียน เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาต้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานเกษตรที่อยู่ในจังหวัด ซึ่งขณะนั้น ถ้ายารักษาใช้ไม่ได้ผล ความพยายามของเขาที่จะต้องรักษาโรครากเน่าโคนเน่าจากเชื้อไวรัสคงจะหายาก เมื่อเขาอุตส่าห์ไปขอความช่วยเหลือที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำยามารักษาต้นทุเรียนก็ไร้ผล

จนในที่สุดคงต้องปล่อยไปตามยถากรรม ให้ทุเรียนยืนต้นตายเหมือนกับสวนส้มไร่กำนันจุลที่เพชรบูรณ์ก็เจอปัญหาเช่นเดียวกัน เมื่อพบปัญหาแท้จริงแล้ว เขาไม่ท้อแท้และหมดกำลังใจ เขาฟื้นฟูสวนทุเรียนใหม่หมด มาเป็นการปลูกมังคุดแทน แม้ว่ามังคุดจะใช้เวลานานกว่า 10 ปี ก็ต้องยอมรอมัน เพราะมังคุดมันจะทนระบบรากเน่าโคนเน่าดีกว่าพืชชนิดอื่น ที่เขาได้รับคำแนะนำจากบรรดาชาวสวนด้วยกัน และระหว่างการรอผลผลิตมังคุดนั้น บนพื้นที่กว่า 80 ไร่ สวนลุงสุน ยังพอมีรายได้จากการกรีดยางพาราขายมีรายได้จุนเจือ ไม่อนาทรร้อนใจ แม้ว่าจะขาดรายได้จากทุเรียนไปแล้ว ชีวิตของหนุ่มลูกแม่โจ้ที่ไม่ได้มาทำสวนอย่างที่เขาคิดว่ามันจะโรยด้วยกลีบกุหลาบราบรื่นก็หาไม่ อุปสรรคการทำสวนผลไม้มันช่างมีปัญหาทั้ง โรค แมลง ผลผลิต และราคาตลาดรับซื้อที่ต้องเสี่ยงกับรายได้จะคุ้มทุนหรือไม่

ช่วงระหว่างเขาฟูมฟักสวนมังคุด เขาได้ศึกษาการดูแลผลไม้ให้ได้ผลประโยชน์ ความรู้ที่เรียนมากับประสบการณ์ที่เขาได้รับนั้น มาผสมผสานกันได้ลงตัวด้านปฏิบัติกับวิชาการ ต้องค้นคว้าอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เขาแข็งแกร่ง บึกบึน ต่อสู้กับปัญหามาโดยตลอด

จนในที่สุดเขาเริ่มรู้นิสัยของต้นมังคุดอย่างละเอียดถี่ถ้วน บทเรียนที่เขาเคยพบกับทุเรียนมาแล้ว เขาไม่ประมาท เมื่อมังคุดออกผลผลิต เขาต้องการมังคุดที่มีคุณภาพออกมาจำหน่าย เขาประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมานั้นก็คือ ถุงผ้าไม้สอยผลมังคุด เพื่อไม่ให้ผลตกลงบนพื้นดินจะมีตำหนิ การรักษามังคุดต้องเริ่มจากการดูแลรักษาตั้งแต่การให้ปุ๋ย และเริ่มรักษาการออกดอก การใช้ยาป้องกันโรค แมลง อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ผลมังคุดออกมาได้คุณภาพทุกผล จนในเวลานั้นเกษตรกรเริ่มค้นคว้าเห็นว่าสวนมังคุดลุงสุนเป็นต้นแบบของการพัฒนามังคุดให้มีราคาดีขึ้น การคัดเกรดผลมังคุด การใช้เครื่องขัดผิวมังคุด ล้วนเป็นเทคโนโลยีในสมัยเมื่อ 30 ปีก่อน สามารถทำให้มังคุดเปิดตลาดออกไปสู่ประเทศอังกฤษ เป็นประเทศแรกที่เขาประสบความสำเร็จ มีบริษัทส่งออกผลไม้มาร่วมมือด้วยจนทำให้ชื่อเสียงเขาโด่งดังทันที

สิ่งแรกที่เขาเผชิญก็คือ การถูกเชื้อเชิญจากหน่วยงานของรัฐบาลให้ไปบรรยายการเก็บเกี่ยวมังคุด การดูแลรักษามังคุดให้ได้คุณภาพ จะได้เผยแพร่ไปสู่เกษตรกรชาวสวนรายอื่นๆ ต่อไป สิ่งที่เขาไม่ประทับใจก็คือ

ในสมัยที่คนเห่อปริญญา การที่เชิญไปบรรยายตามสไตล์ของหน่วยงานรัฐบาล จะต้องบอกคุณวุฒิของผู้บรรยายที่ประสบความสำเร็จ ยิ่งมีปริญญามันยิ่งขลัง ว่างั้นเถอะ แต่ทว่าจบแม่โจ้ในยุคเก่า พอเห็นสีหน้านักฟังที่เป็นนักวิชาการเกษตร หน้าตาบ่งบอกถึงไม่ยินดียินร้ายกับคุณวุฒิที่เป็นวิทยากร ทำให้เขาต้องออกไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จันทบุรี จนเรียนจบปริญญา

ความสำเร็จในการใช้ถุงผ้าสอยมังคุด เขาต้องเดินสายไปบรรยายถึงปักษ์ใต้ เกษตรกรภาคใต้ตื่นตัว เพราะราคาสวนมังคุดตกต่ำมาโดยตลอด อาจทำให้ราคาดีขึ้น

ทำให้จังหวัดระยองมีชื่อเสียงจนเขาได้รับเป็นนายกสมาคมชาวผลไม้ระยอง และเป็นเกษตรกรดีเด่นภาคตะวันออก ที่ชาวสวนระยองให้การยอมรับที่ชาวสวนมังคุดมีรายได้ส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น จนทำให้มังคุดส่งออกมีราคาสูงขึ้น แต่สิ่งที่เขาเคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ผลมังคุดจะดีได้ ขออย่าให้ผู้หญิงเข้ามาคัดเป็นอันขาด หมายถึงสวนมังคุดรายเล็กๆ ที่ไม่มีเครื่องคัดขนาด หรือคัดผิวมันได้ต้องใช้มือคัดเกรดมังคุด เพราะเหตุผลผู้หญิงจะเสียดายผลมังคุด อยากได้ราคาดี แต่ดูจากสายตาแล้วตกเกรด จะเอามารวมกับเกรดดีๆ เพื่อให้ราคาสูงขึ้น แต่ในที่สุดมันมีผลเสียก็ต้องถูกตีกลับมาเพราะคุณภาพไม่ถึง

ชีวิตของลูกผู้ชายที่ต่อสู้กับสวนผลไม้และประสบผลสำเร็จ ทำให้เขาต้องได้รับเกียรติสูงสุดในชีวิต เมื่อเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาแห่งชาติ ในปี 2538 โดยอยู่ในคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์วุฒิสภา ตลอด 4 ปี ที่เขาได้รับการคัดเลือกเป็นประธานคนที่ 4 มีโอกาสลงพื้นที่ออกมารับใช้เกษตรกรทั่วประเทศ

ต่อมาในปี 2539 เขาได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ด้านสวนผลไม้ ชาวสวนระยองต่างชื่นชมกับตำแหน่ง

ปี 2540 มหา’ลัยเกษตรแม่โจ้ ในฐานะศิษย์เก่าที่ทำชื่อเสียงให้กับสถาบัน จนได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพืชศาสตร์

เมื่อหมดสมัยวาระการเป็นสมาชิกวุฒสภา แต่งตั้งจบสิ้นลงในปี 2542 เขาสามารถเข้าชิงสมัครการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งแรก ในปี 2543 จนชนะ การเลือกตั้งในจังหวัดระยองอยู่จนครบวาระ ปี 2549 ซึ่งเขาได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์วุฒิสภา

ถัดมาในปี 2544 เขาได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรโลก หรือเกษตรกรยูเอ็น (สหประชาชาติ) ที่น้อยคนนักจะได้รับคัดเลือกสำหรับคนไทย ความมีชื่อเสียงและช่วยเหลือเกษตรกรมาโดยตลอด เขายึดมั่นในความซื่อสัตย์ อดทน ช่วยเหลือเกษตรกรมามาก เมื่อพ้นตำแหน่งแล้วเขายังได้รับการเลือกตั้งให้เป็น สมาชิกสภาการเกษตรแห่งชาติ จังหวัดระยอง จนถึงปัจจุบัน

ชาวแม่โจ้ และชาวระยอง ภาคภูมิใจในตัวเขา ที่สร้างชื่อเสียงและความดีที่เขาต่อสู้เพื่อเกษตรกรไทยมาตลอด เทศกาล “เจียไต๋ แฟร์ 2018 FARMNIVAL…ฟาร์มนี้ ว้าว!” ที่จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม 2561-13 มกราคม 2562 ณ ชนม์เจริญฟาร์ม ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งกิจกรรมงานเจียไต๋ แฟร์ ได้จัดติดต่อกันมาเป็นครั้งที่ 9 แล้ว เน้นโชว์มหัศจรรย์พันธุ์พืช-ดอกไม้ ละลานตา ที่สุดความฟินแห่งปี โดยกำหนดคอนเซ็ปต์งานแบบสนุกๆ เนรมิตฟาร์ม ผัก-ผลไม้ ให้กลายเป็นวันเดอร์แลนด์ดินแดนแสนสนุก ชวนให้ร้องว้าวๆ หลายครั้งกับความอลังการงานแสดงโชว์สายพันธุ์พืชผัก อันดับ 1 ของประเทศไทย ดอกไม้นานาพรรณที่มาอวดความงามพร้อมๆ กัน

โซนกิจกรรมเขาวงกตข้าวโพดนานาสายพันธุ์ มีหอคอยข้าวโพดที่สามารถเห็นทัศนียภาพจากมุมสูงของงาน เมื่อลงมายังจะได้รับประทาน “ข้าวโพดฮอกไกโด” ข้าวโพดหวานอร่อย ที่รับประทานสดได้อย่างปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ รวมไปถึงข้าวโพดซูพรีม ข้าวโพด 3 สี ข้าวโพดขาวหวาน ข้าวโพดหวานอัญชัน สายพันธุ์ข้าวโพดหวานม่วง 737

อีกจุดที่ต้องแวะชมคือ โรงเรือนปลูกพืชสายพันธุ์แปลก ที่มีตั้งแต่ขนาดเท่ากำปั้นไปถึงขนาดยักษ์ อาทิ ฟักทองขนาดใหญ่มหึมา ฟักทองรูปทรงประหลาด ฟักทอง Mix จานบิน ฟักทองสองสี ซูกินีสีทอง ข้าวโพดหลากสีสัน ซึ่งเจียไต๋ได้รวบรวมเมล็ดพันธุ์พืชแปลกจากทั่วทุกมุมโลกมาปลูกโชว์ให้เห็นผลผลิตของจริงภายในงานนี้โดยเฉพาะ อีกจุดที่หลายคนร้องว้าว คือ โซน Smart farm เทคโนโลยีโรงเรือน ร้านค้าต้นกล้าและอุปกรณ์โรงเรือน จุดแสดงความก้าวหน้าการเพาะปลูกในโรงเรือน โดยการใช้เทคโนโลยี ระบบ Smart Watering และระบบ Smart Greenhouse พร้อมให้คำแนะนำจากวิศวกรมืออาชีพบริเวณงาน มหัศจรรย์พรรณไม้และเทคโนโลยีการเพาะปลูกที่ทันสมัย ดึงดูดคนไทยและต่างชาติกว่า 50 ประเทศ มาเปิดหู เปิดตา ได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรตลอดระยะเวลา 22 วัน ของการจัดงาน คาดว่า ผู้เข้าชมงานจำนวนมาก จะได้ไอเดียเด็ดๆ จากนวัตกรรมการเพาะปลูกพืชของเจียไต๋ไปปรับใช้กับการทำการเกษตรของตนเองที่บ้าน

ใช้เทคโนโลยี AR กับธุรกิจเมล็ดพันธุ์

การจัดงานในครั้งนี้ เจียไต๋ ได้ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านเกษตรกรรม ยุค 4.0 โดยนำเสนอเทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัยและน่าสนใจทั่วบริเวณจัดงาน เริ่มจาก “แอปพลิเคชั่น Chia Tai Fair” แค่ผู้เข้าชมงานโหลดแอปพลิเคชั่น “เจียไต แฟร์” เทคโนโลยี AR จะนำเที่ยวชมงานในรูปแบบ 3 มิติ แค่ยกโทรศัพท์ทุกเครือข่ายส่องไปบนตัวแผนที่ จุดไฮไลต์ต่างๆ เด้งออกมาเป็น 3 มิติ มี “ลุงยิ้ม” ตัวการ์ตูนเป็นไกด์นำทางเสริมความสนุกในการเที่ยวชมงานในครั้งนี้ นักท่องเที่ยวจะไม่พลาดทุกโซนสำคัญในงาน เจียไต๋ แฟร์ เรียกว่าเดินชมงานสนุกเพลิดเพลินแบบไม่รู้เบื่อ

นอกจากนี้ เจียไต๋ ยังนำเทคโนโลยี AR มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ช่วยให้การปลูกผักเป็นเรื่องง่ายแค่ปลายนิ้ว ด้วยไอเดีย “ฉลากพูดได้” ลูกค้าที่ซื้อเมล็ดพันธุ์พืชผักเจียไต๋ซองเล็กกว่า 300 สายพันธุ์ ไปใช้งานพร้อมโหลดแอปพลิเคชั่น “Chia Tai Fun” เมื่อนำโทรศัพท์มือถือทุกระบบไปส่องที่บาร์โคดหน้าซองเมล็ดพันธุ์เจียไต๋ จะมีตัวการ์ตูน “ลุงยิ้ม” เด้งออกมาสอนวิธีปลูกผักแบบ 3 มิติ ที่สดใส เข้าใจง่าย ทำให้การปลูกผักกลายเป็นเรื่องสนุกสำหรับคนทุกเพศทุกวัย สนุกแค่ไหน ต้องลองไปหาซื้อเมล็ดพันธุ์เจียไต๋ซองเล็กมาทดลองเล่นกัน

ปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลกสนใจพัฒนาเทคโนโลยีโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) ที่มีมูลค่าสูง และสามารถเพิ่มปริมาณพืชอาหารให้เพียงพอต่อการบริโภคของประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีโรงงานผลิตพืชตอบโจทย์ดังกล่าวได้อย่างดี ขณะเดียวกันยังช่วยยกระดับการเพาะปลูกแบบดั้งเดิม สู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นด้านการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) ด้านการผลิตที่เน้นคุณภาพ (Value-Based Product) และด้านการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation) และมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-Friendly)

เทคโนโลยีโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) ที่เจียไต๋นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ เป็นเทคโนโลยีการปลูกพืช ที่ประเทศญี่ปุ่นได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 20 ปี เป็นฟาร์มปลูกพืชผักระบบปิด ที่สามารถปลูกพืชได้จำนวนมาก ในพื้นที่จำกัด โดยปลูกผักบนโต๊ะปลูกที่มี 3 ชั้น ช่วยให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เทคโนโลยีโรงงานผลิตพืช สามารถปลูกพืชผักสมุนไพรได้หลากหลายชนิด โรงเรือนปลูกพืชระบบปิดนี้ สามารถควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น ความเข้มแสง แร่ธาตุอาหารสำหรับพืช ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่พืชใช้ในการเจริญเติบโตได้อย่างครบถ้วน ภายในโรงเรือนติดตั้งหลอดไฟแอลอีดี (LED) เป็นแหล่งกำเนิดของแสง ซึ่งให้ความร้อนน้อยกว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์และประหยัดไฟมากกว่า และใช้ชนิดสีของแสงไฟเป็นตัวกำหนดการเจริญเติบโต ยกตัวอย่าง เช่น ใช้แสงไฟสีน้ำเงินเร่งการเจริญเติบโตช่วงทำใบ แสงไฟสีแดง เร่งการทำดอก เป็นต้น

แสงไฟเทียมสำหรับการปลูกพืชระบบโรงงานผลิตพืช คือวัตถุดิบของกระบวนการสังเคราะห์แสง พลังงานจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานเคมีเพื่อให้พืชใช้ในการเจริญเติบโตในโรงงานผลิตพืช แสงไฟเทียมที่ผลิตจากหลอดไฟ เช่น หลอดแอลอีดี หลอดฟลูออเรสเซนต์ สามารถใช้ในการเพาะปลูกพืชได้ ทั้งนี้พบว่า แสงไฟแอลอีดี เข้ากันได้ดีกับตัวรับแสงในพืช เนื่องจากพืชจะนำเฉพาะแสงที่มองเห็นได้ด้วยตา (Visible light wavelength) ไปใช้ในการสังเคราะห์แสงเพื่อผลิตสารอาหาร แร่ธาตุ หรือวิตามินให้เกิดผลิตภาพที่ดีที่สุด

สำหรับแสงไฟสีแดง (625-700 nm) จะเพิ่มปริมาณแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ในกะหล่ำใบแดง เพิ่มปริมาณ สารลูทีน (Lutein) ในผักเคล (Kale) ผักใบสีเขียวเข้มที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสุดยอดของอาหาร หรือ Super Food นอกจากนี้ ยังช่วยลดปริมาณไนเตรตในผักสลัด แกรนด์แรปิดส์ (Grand Rapids Lettuce) ซึ่งเป็นผักที่มีสารต้านทานอนุมูลอิสระหลายชนิด

แสงไฟสีเขียว (490-550 nm) ลดปริมาณไนเตรตในผักสลัด Baby leaf. ผักสลัดพันธุ์ใหม่ ไซซ์เล็ก กะทัดรัดที่ตลาดให้ความนิยม ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มปริมาณวิตามินซี (ascorbic acid) ในผักกาดแก้ว ซึ่งวิตามินซีจัดเป็นสารสำคัญที่มีผลต่อการทำงานหลายระบบของร่างกาย ส่วนแสงไฟสีน้ำเงิน (425-490) เพิ่มเบต้าแคโรทีนในผักเคล (Kale) เพิ่มปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในผักสลัดใบแดง

เทคโนโลยีโรงงานผลิตพืช สามารถเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ คาร์บอนไดออกไซด์ นับเป็นวัตถุดิบสำคัญในกระบวนการสังเคราะห์แสงเช่นเดียวกับแสงและน้ำ ดังนั้น การเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในโรงงานผลิตพืชที่ระดับ ประมาณ 1,000 ส่วน ในโรงเรือน จะช่วยเร่งการเจริญเติบโตและเพิ่มปริมาณผลผลิตได้

ผักไมโครกรีน… ตลาดนี้น่าจับจอง

ภายในโรงเรือนแห่งนี้ นำเสนอการปลูกผักไมโครกรีน (Micro Greens) คือ ต้นกล้าต้นอ่อนขนาดเล็ก เพาะจากเมล็ดพืชผักสมุนไพร การปลูกผักไมโครกรีน ทำได้ง่ายเริ่มจากเตรียมเมล็ดพันธุ์พืชผักสมุนไพร มาโรยถาดเพาะปลูกที่เตรียมใช้ พีทมอส เป็นวัสดุปลูก รดน้ำทุกเช้า-เย็น เมื่อต้นพืชเจริญเติบโตจนมีใบสองถึงสามใบ ก็สามารถนำผักไมโครกรีนไปรับประทานได้ ผักไมโครกรีน มีคุณค่าสารอาหารมากกว่าผักทั่วไป 5-40 เท่า ผักไมโครกรีนมีรูปทรงและสีสันสวยงามน่ารับประทาน อายุการเติบโตสั้น ใช้เวลา 7-10 วันก็สามารถเก็บผักนำมารับประทานหรือนำออกขายได้

ผักไมโครกรีน มีคุณค่าทางอาหารสูงกว่า “ต้นอ่อน” เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ยิ่งกล้ามีอายุมากขึ้น สารอาหารก็จะถูกใช้ไปในการเจริญเติบโตเก็บเกี่ยวในระยะเวลาที่เหมาะสม เมื่อนำไปทำอาหาร ผู้บริโภคจะได้รับคุณค่าทางอาหารสูงไปด้วย พืชผักไมโครกรีนเหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัยผู้ที่ชอบรับประทานผักอยู่แล้ว การเพิ่มพืชผักไมโครกรีนในอาหารจะยิ่งช่วยให้ผู้บริโภคได้รับสารอาหารเพิ่มมากขึ้น ส่วนผู้ที่ไม่ชอบรับประทานผักแค่ใส่พืชผักไมโครกรีนในอาหารเล็กน้อย ก็ได้รับสารอาหารเทียบเท่ากับรับประทานผักจานใหญ่เช่นกัน

หลายท่านอาจสงสัยว่า ทำไม นักกีฬาจึงนิยมกินกล้วยหอมสุกระหว่างพักการแข่งขัน คำตอบก็คือ กล้วยหอมเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง เพราะมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อหัวใจและสมอง ไม่ว่าจะเป็นสารโพแทสเซียม แมกนีเซียม และเส้นใยสูง จึงเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนเลือด บำรุงประสาท ทำให้รับส่งสัญญาณประสาทเร็วขึ้น ตัดสินใจได้อย่างฉับพลันแม่นยำ และย่อยง่าย

หากใครต้องการกินกล้วยหอมเพื่อเพิ่มพลังงานยามบ่าย แค่กินกล้วยหอม 2 ลูก ก็จะได้พลังงานเพียงพอต่อการทำงานได้นานถึง 90 นาที เพราะกล้วยหอมสุกผลใหญ่ 1 ลูก มีน้ำตาล 23 กรัม (น้ำตาลซุคโคส ฟรุคโตส และกลูโคส) และแป้ง 2 กรัม กล้วยหอมจึงเป็นผลไม้มหัศจรรย์ที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับนักกีฬาที่ต้องใช้พละกำลัง และใช้เวลาแข่งขันนานๆ นักกีฬาหลายคนจึงนิยมหยิบกล้วยหอมมานั่งกินยามนั่งพักเพื่อเพิ่มพลังงานให้ร่างกายอย่างรวดเร็ว

“คิง ฟรุทส์” ผู้นำตลาดกล้วยหอม

บริษัท คิง ฟรุทส์ จำกัด เป็นผู้นำตลาดกล้วยหอมทองรายใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศไทย มีเนื้อที่ปลูกกว่า 3,000 ไร่ ผลิตกล้วยหอมทอง คุณภาพเยี่ยมเกรดส่งออก ยี่ห้อ “BANANA KING” ป้อนตลาดปีละ 6,000 ตัน ส่งขายตลาดไท ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น สายการบิน และวางแผนส่งกล้วยหอมสัญชาติไทยไปแจ้งเกิดในหลายประเทศทั่วโลกในเร็วๆ นี้

คุณเกรียงศักดิ์ และ คุณเสาวณี วิเลปะนะ สองสามีภรรยาเจ้าของ บริษัท คิง ฟรุทส์ จำกัด ยืนยันว่า “กล้วยหอมทอง” เป็นสินค้าที่มีลู่ทางเติบโตสดใส เพราะมียอดขายขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี โกยยอดขายกว่าปีละ 200 ล้านบาท เหตุเพราะกล้วยหอมทองเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย และราคาไม่แพง ตลาดยังต้องการกล้วยหอมทองเป็นจำนวนมาก ยิ่งผลิตได้คุณภาพดี ราคาขายก็พุ่งสูงตามไปด้วย เรียกว่า เป็นโอกาสทองของเกษตรกรที่จะลงทุนปลูกกล้วยหอมทอง เพื่อทำกำไรได้ในอนาคต

“ปัจจุบัน กล้วยหอมราคาดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เรียกว่าขยายพื้นที่ปลูกเท่าไร ก็ยังผลิตไม่พอขาย เพราะตลาดเติบโตขึ้นทุกปี ยิ่งปีนี้เจอปัญหาภัยแล้ง มีผลผลิตเข้าตลาดน้อย ทำให้ราคากล้วยหอมพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ยิ่งช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น ตรุษจีน สารทจีน เช็งเม้ง กินเจ กล้วยหอมทองยิ่งขายดีเป็นพิเศษ” คุณเกรียงศักดิ์ กล่าว

จุดเริ่มต้นธุรกิจ “คิงฟรุทส์”

คุณเกรียงศักดิ์ และภรรยาเรียนจบสาขาเกษตร จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ตะวันออก วิทยาเขตบางพระ อำเภอบางพระ จังหวัดชลบุรี หลังจากเรียนจบ เขากลับมาสืบทอดกิจการ “สวนส้มเขียวหวาน” ของครอบครัวที่ตั้งอยู่ในตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ต่อมา ปี 2540 เจอปัญหาผลส้มร่วง จากโรคกรีนนิ่ง เขาจึงปรับพื้นที่สวนส้มมาปลูกผักสวนครัว และกล้วยหอมทอง จำนวน 30 ไร่ ปรากฏว่า กล้วยหอมให้ผลตอบแทนที่ดี เขาจึงมุ่งขยายพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองเป็นหลัก โดยเก็บผลผลิตส่งขายพ่อค้าคนกลาง

ต่อมาคุณเกรียงศักดิ์ได้เช่าพื้นที่ที่ตลาดไท สล็อตออนไลน์ เปิดแผงขายผลผลิตในชื่อ “ร้านเกรียงศักดิ์กล้วยหอม” และเพิ่มบทบาทเป็น “พ่อค้าคนกลาง” โดยสร้างเครือข่ายเกษตรกรลูกไร่ในย่านคลองรังสิต ปทุมธานี และจังหวัดใกล้เคียง เช่น พระนครศรีอยุธยา สระบุรี นครนายก ปลูกกล้วยหอมทองส่งขายที่ตลาดไท ทำให้เขากลายเป็นผู้ค้ากล้วยหอมทองรายใหญ่ของตลาดไทจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน คุณเกรียงศักดิ์ มีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทอง 3,000 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินของตัวเอง และเช่าปลูก ในอัตราไร่ละ 2,000-5,000 บาท ต่อปี และพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองของเกษตรกรเครือข่ายอีกประมาณ 1,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดจันทบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี บึงกาฬ พัทลุง นครสวรรค์ กำแพงเพชร ชุมพร ฯลฯ

แปลงปลูกทุกแห่งได้รับคุณภาพมาตรฐาน GAP มีทีมนักวิชาการของบริษัทเข้าไปควบคุมดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกหน่อพันธุ์ดี การให้ปุ๋ย ให้น้ำ การเก็บเกี่ยว การขนส่งสินค้าถึงโรงคัดบรรจุ ที่ได้ระบบมาตรฐาน GMP และ HACCP เพื่อให้ได้กล้วยหอมทองที่มีคุณภาพดี ปลอดภัยส่งถึงมือผู้บริโภค

คุณเกรียงศักดิ์ บอกว่า โดยทั่วไปกล้วยหอมจะปลูกหมุนเวียนไปเรื่อยๆ ไม่นิยมปลูกซ้ำในพื้นที่เดิม เพราะเสี่ยงทำให้กล้วยมีขนาดผลเล็ก เครือสั้น นอกจากนี้ ปัญหาภัยธรรมชาติ ถือเป็นอุปสรรคสำคัญของการปลูกกล้วยหอม โดยเฉพาะปัญหาเรื่องลมพายุทำให้ต้นกล้วยล้มและใบฉีกขาด ที่ผ่านมาเจอปัญหาภัยแล้งรุนแรงในหลายพื้นที่ทำให้ผลผลิตเสียหายจำนวนมาก บริษัทจึงวางแผนกระจายความเสี่ยงและให้มีผลผลิตจำนวนมากรองรับการเติบโตของตลาดทั้งในประเทศ และส่งออก โดยขยายพื้นที่ปลูกให้ครบ 10,000 ไร่ ทั่วประเทศ ภายในปี 2562

การปลูกกล้วยหอมทองในเชิงอุตสาหกรรม

บริษัทจึงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ ปลอดภัย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปยังแหล่งผลิตได้ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าทุกผลิตภัณฑ์ของเราปลอดภัย ได้มาตรฐาน ผลิตจากวัตถุดิบที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพและมาจากแหล่งที่มาที่มีการจัดการด้วยกระบวนการปลูกที่ได้มาตรฐานสากล Global G.A.P เพื่อให้คนไทยได้บริโภคกล้วยหอมทองผลไม้ไทยที่ปลอดภัย รับประทานได้ทุกวัน