เตือนหน้าแล้ง ระวังไรแดงระบาดในมันสำปะหลังหัวหน้ากลุ่ม

อารักขาพืชรักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวว่า ในระยะช่วงนี้เป็นช่วงที่มีสภาพอากาศแห้งแล้ง จึงเหมาะแก่การระบาดของไรแดง ซึ่งเป็นศัตรูของมันสำปะหลังที่ทำให้เกิดความเสียหายอยู่ในขณะนี้ สาเหตุที่ไรแดงมันสำปะหลังระบาดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีสภาพอากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของไรแดง ทำความเสียหายให้กับมันสำปะหลัง โดยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบ ทำให้สูญเสียคลอโรฟิลล์ หากระบาดรุนแรงจะเคลื่อนย้ายไปดูดกินบนยอดอ่อน สร้างเส้นใยปกคลุมใบและลำต้น ทำให้ใบด้านบนเป็นจุดด่างประสีเหลืองซีด ยอดไหม้ ใบเหี่ยวแห้ง และร่วง หากพบการระบาดของไรแดง ให้ดำเนินการควบคุมอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตร ดังต่อไปนี้

เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงมันสำปะหลังอย่างสม่ำเสมอ หากพบการทำลายของไรแดง ให้เก็บใบที่ถูกทำลายออกมาเผาทิ้งนอกแปลง จะสามารถป้องกันกำจัดได้ทันก่อนที่จะระบาดรุนแรงมากขึ้น
ควรเลือกปลูกมันสำปะหลังในต้นฤดูฝน เพราะจะช่วยลดการระบาดของไรแดงได้
ในสภาพธรรมชาติไรแดง จะถูกควบคุมการระบาดโดยศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ ดวงเต่าตัวห้ำ ไรตัวหำ และด้วงปีกสั้น จึงไม่ควรใช้สารเคมีฉีดพ่น เพื่อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ
กรณีที่ไรแดงระบาดรุนแรง แนะนำให้ใช้สารเคมีชนิดและอัตราสารฆ่าไรที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด พวกสารไพริดาเบน 25 % อัตรา 10 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือ
และสำคัญการใช้สารฆ่าไร ไม่ควรพ่นสารเคมีชนิดเดียวกันติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง ควรสลับชนิดสารเคมีเพื่อป้องกันการต้านทานสารฆ่าไร ใช้กาแฟยกล้อ อัตราการใช้ 150 ซีซี.(1 กระป๋องกาแฟ) ผสมน้ำ จำนวน 20 ลิตร ฉีดพ่นห่างกันประมาณ 3 วัน/ครั้ง
ใช้เชื้อราบิวเวอร์เรีย จำนวน 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 100 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วแปลง ควรฉีดพ่นในช่วงเย็น
หากเกษตรกรมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู กลุ่มอารักขาพืช โทร.0-4231-6788 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอทุกอำเภอ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช ใกล้บ้านท่าน

นายธนวัฒน์ จันทร์ทอง ผู้ใหญ่บ้านบ้านงิ้ว หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านสาง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา กล่าวว่า ปัญหาขยะล้นเมืองกำลังเป็นปัญหาสำคัญของทุกชุมชนในบ้านเรา ดังนั้น กลุ่มแม่บ้านบ้านงิ้วที่มีสมาชิกประมาณ 20 คน จึงได้ช่วยกันออกแบบนำขวดนมพลาสติกที่เป็นขวดเก่า ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรแล้วมาทำเป็นแบบในการถักผ้าพันคอ

สำหรับการถักดังกล่าว ทางกลุ่มแม่บ้านฯ เรียกลายขวดนม เนื่องจากใช้ขวดนมเป็นโครงสร้างในการถัก โดยใช้เส้นด้ายขนแกะที่มีความนุ่มและสวยงาม สามารถนำไปใช้ประโยชน์สร้างความอบอุ่นแก่ร่างกายได้เป็นอย่างดี จำหน่ายผืนละ 100 บาท หากพ่อค้าแม่ค้ารายใดต้องการรับไปขาย สามารถติดต่อที่กลุ่มแม่บ้านบ้านงิ้วได้

“ในอนาคตกลุ่มแม่บ้านได้หารือกันว่าจะออกแบบถักผ้าชนิดต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น เช่น ผ้าคลุม สามารถใช้คลุมกันหนาว หรือใช้ประโยชน์ได้สารพัด ถือว่าเป็นการส่งเสริมทักษะการถักของกลุ่มแม่บ้านให้เป็นแรงงานฝีมือคุณภาพด้านการถักผ้าด้วย” นายธนวัฒน์ กล่าว

ด้าน นางภัทชนก จันทร์ทอง ประธานกลุ่มแม่บ้านบ้านงิ้ว ซึ่งเป็นผู้ออกแบบใช้ขวดนมเป็นแบบถักผ้าพันคอ กล่าวว่า มีแม่บ้านส่วนหนึ่งรับงานไปทำที่บ้าน หลังจากที่ได้เรียนรู้วิธีการถักจนสามารถถักเองเป็นแล้ว เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวและทำงานอื่นๆ ในบ้านได้ด้วย

ทั้งนี้ การถักผ้าพันคอ 1 ผืน แม่บ้านจะใช้ขวดนม 25 ขวด วางเรียงกันเป็นวงกลม จากนั้นใช้เส้นด้ายคล้องและถัก ทุกคนสนุกสนานและมีความสุขกับการทำงานครั้งนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีงานทำและมีรายได้เสริมในครอบครัวและชุมชนด้วย ที่สำคัญช่วยลดปริมาณขยะจากขวดนมพลาสติกเป็นอย่างดี

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า เดือนมีนาคมนี้ กยท. จะปิดบัญชีขายยางในสต๊อกรัฐบาลปริมาณ 3.1 แสนตัน ที่นำออกประมูลในล็อตแรกประมาณ 1 แสนตัน และได้เงิน 6 พันล้านบาท ในเดือนกุมภาพันธ์ และเดือนมีนาคมประมูลอีก 1 แสนตัน คาดว่าจะได้เงินจากการประมูลขายยางพารากว่า 18,000 ล้านบาท เพื่อส่งคืนรัฐ ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมประมูลกว่า 30 ราย สาเหตุที่เอกชนสนใจเข้าร่วมประมูลจำนวนมาก เนื่องจากราคายางยังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง หลังสต๊อกยางหายไปจากตลาดส่งออกใหญ่ของโลกคือไทยเพื่อนบ้าน ประมาณ 1 ล้านตัน จากมาตรการจำกัดปริมาณส่งออกของบริษัทร่วมทุน 3 ประเทศ ประมาณ 7 แสนตัน และจากน้ำท่วมภาคใต้อีก 3 แสนตัน

นายธีธัช กล่าวว่า ราคายางในตลาดโลกและตลาดในประเทศน่าจะชัดเจนว่าจะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ใน 3 ไตรมาสของปีนี้ โดยราคายางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 ณ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ตลาดกลางยางพาราสงขลา 92.09 บาท ต่อกิโลกรัม (ก.ก.) ยางแผ่นดิบ ราคา 91.60 บาท ต่อกิโลกรัม น้ำยาง 74 บาท ต่อกิโลกรัม โดยยอมรับว่าราคาน้ำยางแกว่งตัวขึ้นลงตามกลไกตลาดและการรับซื้อของพ่อค้า อาจมีราคาที่ตกลงไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกับราคายางแผ่น และยางแผ่นดิบรมควันในตลาดโลก ซึ่ง กยท. จะเตรียมเปิดตลาดกลางน้ำยางสด เพื่อรองรับราคาน้ำยางช่วงออกมามากไปในบางเวลา ส่งผลให้ราคาตก

นายธีธัช กล่าวว่า ในปี 2560 กยท. ยังเตรียมเปิดตัวโครงการยางประชารัฐ โดยการนำยางพาราไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ภายใต้เป้าหมายใช้ยางพารา ประมาณ 5.836 ล้านตัน โครงการแรกที่จะเปิดตัวเดือนมีนาคมคือ โครงการยางล้อประชารัฐ หรือการผลิตล้อยางพารา เพื่อขายให้หน่วยงานรัฐ และสหกรณ์แท็กซี่ เป้าหมายใช้ยางพารา 96,000 ตัน ผลิตยางล้อรถ จำนวน 3 หมื่นเส้น หลังจากนั้นจะร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการกรุงเทพฯ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ทำโครงการยางปูพื้นสนามกีฬา เป้าหมายใช้ยาง 1.24 ล้านตัน และโครงการยางพาราเพื่อสุขภาพ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และมูลนิธิโรคหัวใจแห่งประเทศไทย เป้าหมาย 4 ล้านตัน และโครงการยางปูทางผ่านเสมอระดับทางรถไฟ ร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เป้าหมาย 5 แสนตัน ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ยางพาราเพื่อสุขภาพ เช่น หมอนรองคอ เผือกยาง ลูกบอลบริหารมือและนวดประคบเพื่อสุขภาพ อาสนะ เก้าอี้คนป่วย ซึ่งหมอนสุขภาพได้รับความนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนอย่างมาก

อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ กำหนดจัดงานพญาปาด เทศกาลหอม กระเทียมและของดีอำเภอน้ำปาด ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 16-18 มีนาคม 2560 กำหนดให้มีกิจกรรมออกร้านแสดงและจำหน่ายสินค้า การประกวดแข่งขัน มหรสพต่างๆ มากมาย

“นายอดุลย์ศักดิ์ ไชยราช” เกษตรอำเภอน้ำปาด เปิดเผยว่า อำเภอน้ำปาดได้กำหนดจัดงาน “พญาปาดเทศกาลหอม กระเทียม และของดีอำเภอน้ำปาด”ประจำปี 2560 ในระหว่างวันที่ 16-18 มีนาคม 2560 ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอน้ำปาด รวมทั้งถนนเพชรานุรักษ์ตลอดสาย ในงานนี้จัดให้มีกิจกรรมต่างๆมากมายประกอบด้วย ขบวนแห่วัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่อลังการ ศิลปะการแสดงของพื้นถิ่น การออกร้านแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP ของดีอำเภอน้ำปาด ตลาดถนนคนเดินจำหน่ายสินค้าพื้นบ้าน การออกร้านแสดงนวัตกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวน้ำปาดจากชุมชนตำบลต่างๆ การแข่งขันตำส้มตำรสเด็ดลีลาโดนใจ การประกวดหอมแดง กระเทียม และสับปะรด ผลผลิตเลื่องชื่อของน้ำปาด ในงานนี้สิ่งที่จะขาดไม่ได้คือ การประมูล “หำกระเทียม”

ในการประกวดหอมแดง กระเทียม และสับปะรดครั้งนี้ เกษตรอำเภอน้ำปาด เปิดเผยเพิ่มเติมรายละเอียดว่า มีการประกวดในวันที่ 16 มีนาคม 2560 โดยรับสมัครตั้งแต่เวลา 08.00 น.ถึง 13.00 น.กรรมการตัดสินเวลา 13.00-16.00 น.และมอบรางวัลเวลาประมาณ 17.00 น.ในพิธีเปิดงานพญาปาดฯ กำหนดให้การส่งหอมแดงเข้าประกวดต้องรายละไม่น้อยกว่า 2 กิโลกรัม กระเทียมรายละไม่น้อยกว่า 1.5 กิโลกรัม กระเทียมให้ส่งประกวดในลักษณะได้รับการคัดแต่งมัดจุกตามแบบมัดจุกเอกลักษณ์การมัดจุกกระเทียมแบบชาวน้ำปาด เช่นเดียวกันหอมแดง ต้องแต่งตัดรากกาบต้นใบมัดจุกให้เรียบร้อย ส่วนสับปะรดห้วยมุ่น ส่งเข้าประกวดรายละ 2 ผล เป็นสับปะรดห้วยมุ่นตรงตามพันธุ์ มีน้ำหนักผลระหว่าง 1.5-3 กิโลกรัม มีความแก่สุกรับประทานได้ในวันตัดสิน ซึ่งสับปะรดห้วยมุ่นจะตัดสินกันด้วยหลักเกณฑ์ ลักษณะภายนอกได้แก่ ขนาด รูปร่างลักษณะ ความสม่ำเสมอของผลทั้ง 2 ผล สีเปลือก จุก ก้านผล ความหนาบางของเปลือก สภาพโดยรวมภายนอก และลักษณะภายใน ให้คะแนนที่เนื้อ รสชาติ ความหวาน ไส้หรือแกน และสภาพความสมบูรณ์โดยรวม คณะกรรมการจากจังหวัดอุตรดิตถ์ จะตัดสินตามหลักเกณฑ์ที่กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดเกณฑ์การตัดสินไว้เป็นมาตรฐานการประกวดแล้ว ส่วนรางวัลการประกวด ทั้ง 3 ประเภท เป็นเงินสดและประกาศนียบัตร มีรางวัลที่ 1,2,3 และชมเชย 2 รางวัล ส่วนการประมูล

“หำกระเทียม” จะเผยแพร่รายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง จึงขอเชิญชวนเกษตรกร ร่วมกันส่งผลผลิตเข้าประกวด เพื่อชื่อเสียงเกียรติ และสร้างสิ่งจูงใจ สร้างการรับรู้ ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าถึง อำเภอน้ำปาด และขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจเข้าชมการประกวด และเที่ยวชมงานพญาปาด เทศกาลหอม กระเทียมและของดีอำเภอน้ำปาด ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 16-18 มีนาคม 2560 ที่อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า องค์กรชาวนาในประเทศไทยนั้นมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มชาวนา สมาคมกว่า 10 กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มนั้นล้วนเป็นกลุ่มที่มีพลังและแสดงออกเพื่อให้ทราบว่าเป็นกลุ่มตัวแทนชาวนาระดับชาติ ยังไม่นับกลุ่มตัวแทนชาวนาแต่ละจังหวัดและภูมิภาคอีกหลายสิบกลุ่ม โดยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาไม่สามารถรวมตัวเป็นเอกภาพได้

“เคยหารือกับแกนนำสมาคมชาวนาหลายสมาคมว่าทำอย่างไรเราจึงจะรวมตัวกันได้ ซึ่งทุกคนล้วนแต่มีเจตนารมณ์ที่จะรวมตัวกันทั้งนั้น ขาดแต่การพูดคุยทำความเข้าใจกันพอสมควร ซึ่งตนนั้นพยายามทำหน้าที่นี้หลายครั้ง” นายประพัฒน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สภาเกษตรกรแห่งชาติได้ประสานงานให้มีคณะทำงานประสานงานองค์กรเครือข่ายชาวนาไทยโดยได้จัดประชุมเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ชั้น 6 อาคารวชิรานุสรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีผู้แทนชาวนา 8 สมาคม และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ซึ่งในที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้มีการจัดตั้ง “สถาบันชาวนาไทย” เป็นองค์กรกลางของชาวนาที่จะทำหน้าที่รวบรวมปัญหาความต้องการข้อเสนอแนะของชาวนาและร่วมมือกับรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาแก้ปัญหาของชาวนา

ซึ่งองค์กรนี้น่าจะเป็นองค์กรนิติบุคคลได้ในอนาคตที่จะผลักดันให้รัฐบาลรับรอง โดยหน้าที่หลักของ “สถาบันชาวนาไทย” คือการเสนอแนะนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องของข้าวและชาวนา มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอตัวเป็นกรรมการพิจารณานโยบายร่วมกับรัฐบาล ต่อรองนโยบายกับภาคส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมาคมโรงสี สมาคมผู้ส่งออก ผู้แปรรูป เป็นต้น โดยมอบหมายให้สภาเกษตรกรแห่งชาติให้ยกร่างคำสั่งจัดตั้งคณะทำงานเพื่อเตรียมการ เนื่องจากสภาเกษตรฯเป็นองค์กรหลักของเกษตรกรจึงทำหน้าที่แรกเริ่มก่อนจนสามารถก่อตั้งสถาบันฯได้เรียบร้อยแล้วจึงค่อยมาดูกันอีกทีว่าสถาบันฯแห่งนี้จะอยู่ส่วนใดของสังคมไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการโดยภายในเดือนมีนาคม 2560 น่าจะได้ข้อสรุป และจะแจ้งให้สังคมไทยทราบต่อไป

เอสซีจี จัดกิจกรรม “เอสซีจี รวมพลังคืนสุขชาวใต้” ภายใต้แนวคิดการฟื้นฟู บ้าน วัด โรงเรียน ผนึกกำลังทุกภาคส่วนกว่า 400 คน เปิดตัวคาราวาน “รวมพลังซ่อมบ้านสร้างสุข” ให้คำปรึกษาซ่อมแซมบ้านหลังน้ำลดในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา และพัทลุง พร้อมสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวให้ชุมชน เตรียมงบช่วยเหลือและฟื้นฟู 20 ล้านบาท

นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า “จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากอุทกภัยในครั้งนี้ ทางจังหวัดเล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน จึงเร่งดำเนินการช่วยเหลือมาโดยตลอด ซึ่งในขณะนี้ถึงช่วงเวลาของการฟื้นฟูหลังน้ำลด จึงได้ร่วมจัดกิจกรรมเพื่อพลิกฟื้นและคืนความสุขให้พี่น้องชาวใต้ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่ปกติโดยเร็ว นับเป็นความร่วมมือกันอย่างดียิ่งที่จะได้ช่วยกันดูแลพื้นที่ภาคใต้ไปด้วยกัน”

นายนิธิ ภัทรโชค ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ – ตลาดในประเทศ เอสซีจี ซิเมนต์ – ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง กล่าวว่า “จากวิกฤติการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องชาวใต้ เอสซีจี พร้อมด้วยพนักงาน คู่ค้า คู่ธุรกิจ เครือข่ายผู้แทนจำหน่าย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคใต้ ได้ระดมความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ตั้งแต่การช่วยเหลือเร่งด่วนเบื้องต้น รวมถึงการนำความรู้ความเชี่ยวชาญขององค์กรร่วมบรรเทาทุกข์ชาวใต้ ขณะนี้ ปัญหาน้ำท่วมเริ่มคลี่คลายสู่ระยะฟื้นฟูความเสียหายของบ้านเรือนแล้ว ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุก่อสร้างและที่อยู่อาศัย จากสถาบันนายช่างดี และ SCG Experience จึงร่วมกันจัดกิจกรรม “คาราวานรวมพลังซ่อมบ้านสร้างสุข” ในจังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา และพัทลุง เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำการซ่อมแซมบ้านหลังน้ำลด พร้อมแจกหนังสือคู่มือซ่อมบ้านสร้างสุขเผยแพร่ความรู้เบื้องต้นในการดูแลซ่อมแซมที่อยู่อาศัยด้วยตัวเอง

นอกจากนี้ เอสซีจี ยังได้สนับสนุนวัสดุก่อสร้างราคาพิเศษ ได้แก่ ปูนซีเมนต์ หลังคา ฝาฝ้าสมาร์ทบอร์ด ไม้สังเคราะห์ ร่วมกับโครงการสร้างบ้านผู้ประสบภัยของหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงการจัดโปรแกรมสินค้าราคาพิเศษลดสูงสุดถึง 30% เพื่อช่วยบรรเทาความเดือนร้อนให้กับผู้ประสบภัยในการซ่อมแซมบ้านที่อยู่อาศัย ซึ่งผู้ประสบภัยสามารถรับคูปองดังกล่าวได้ที่ศูนย์ราชการกว่า 400 แห่ง และที่คาราวานรวมพลังซ่อมบ้านสร้างสุข ทั้งนี้ เอสซีจี เตรียมงบประมาณเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูระยะแรก 20 ล้านบาท” นายนิธิ กล่าว

นายยุทธนา เจียมตระการ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ การบริหารกลาง เอสซีจี กล่าวว่า “ เอสซีจีตระหนักถึงความสำคัญของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจและปูชนียสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคใต้ ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้ จึงได้รวมพลังกับพี่น้องชาวใต้และภาคีเครือข่ายภาคใต้ปรับปรุงพื้นทางเดินในบริเวณวัดให้กลับมาสวยงามดังเดิม เพื่อเตรียมต้อนรับพุทธศาสนิกชนที่จะเข้ามาร่วมทำบุญในช่วงเทศกาลวันมาฆบูชา และงานแห่ผ้าขึ้นธาตุ งานบุญประจำปีที่มีผู้คนจากทั่วสารทิศมาร่วมสร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่”

มูลนิธิเอสซีจี ยังเปิด “ศูนย์ Fix it center” ซึ่งเป็นกิจกรรมของกลุ่มนักเรียนอาชีวศึกษา ภายใต้โครงการฝีมือชนคนสร้างชาติ เพื่อร่วมซ่อมแซมสิ่งของต่างๆ ที่ได้รับความเสียหาย ทั้งเครื่องยนต์รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ระบบไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

สำหรับการฟื้นฟูโรงเรียนนั้น พนักงานเอสซีจีจิตอาสา ได้เข้าฟื้นฟูโรงเรียนที่ประสบอุทกภัยไปแล้วกว่า 20 แห่ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งในวันนี้ เอสซีจีและเครือข่ายจิตอาสาชาวใต้ ได้ร่วมกันฟื้นฟูโรงเรียนวัดกัลยานฤมิตร อ.ปากพนัง พร้อมเตรียมฟื้นฟูโรงเรียนบ้านปากบางกลม อ.ชะอวด และสร้างอาคารอเนกประสงค์ เพื่อใช้เป็นอาคารเรียนและศูนย์พักพิงชั่วคราวในยามเกิดภัยพิบัติ รวมถึงปรับปรุงห้องน้ำให้กับศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านหลังอ้ายหมี อ.ชะอวด ต่อไป

“นอกจากนี้ มูลนิธิเอสซีจี มีแผนดำเนินการคืนอาชีพให้กับชุมชน โดยจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนเพื่อฟื้นฟูอาชีพประมงขนาดเล็กที่ จ.พัทลุง และจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับชุมชนในการรับมือภัยพิบัติที่ จ.สงขลา โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กิจกรรมในวันนี้และในระยะต่อๆ ไป จะคืนความสุขอย่างยั่งยืนให้กับพี่น้องชาวใต้ทุกคน” นายยุทธนา กล่าว

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า วันที่ 14 ก.พ. 2560 กรมการค้าต่างประเทศ เปิดให้ผู้ประกอบการเข้ายื่นซองเอกสารเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ ก่อนเข้าร่วมประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล ครั้งที่ 1/2560 ปริมาณ 2.87 ล้านตัน ซึ่งเป็นข้าวเกรดพี เอ บี และซี ผสมไม่เกิน 20% รวม 17 ชนิดเช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว ข้าวเหนียว เป็นต้น ปรากฏว่ามีเอกชนสนใจเข้าร่วมยื่นซองเอกสารเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ 73 ราย เช่น บจ.มหาทรัพย์ ฟีด, บจ.กรุงไทยพืชผล, บจ.แคปปิตัลซีเรียลส์, บจ.วัฒนพร อินเตอร์โกลเด้นไรซ์, บจ.พงษ์ลาภ, บจ.ธนสรรไรซ์ เป็นต้น จะประกาศรายชื่อที่ผ่านคุณสมบัติและให้ยื่นซองเสนอราคา 16 ก.พ. 2560 จาก 22 พ.ค.-6 ก.ย. 2559 ได้ระบายข้าวในสต๊อกไปแล้ว 8.4 ล้านตัน ครั้งนี้ระบายหมดเท่ากับระบายได้รวม 11.27 ล้านตัน

ด้านผู้ประกอบการที่เข้าร่วมยื่นซองประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาล กล่าวว่า การเสนอราคาซื้อข้าวในสต๊อกรัฐน่าจะไม่สูงนัก ราคาต่อกิโลกรัมอาจไม่ถึง 2 หลัก เพราะการที่รัฐนำข้าวหอมมะลิออกมาประมูลมากถึง 1.4 ล้านตันถือว่ามากเกินไป ควรแบ่งประมูลครั้งละ 4 แสนตัน เพื่อไม่ให้มีผลต่อตลาด เพราะช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่ชาวนานำข้าวมะลิในยุ้งออกมาขาย และขึ้นอยู่กับราคาคุณภาพข้าวในคลังด้วย เพราะผู้ประกอบการต้องรับความเสี่ยงภายหลังการประมูล หากไม่เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันทั้งคลังก็ต้องกำหนดราคาเผื่อไว้ สำหรับระดับราคาตลาดข้าวหอมมะลิใหม่ขณะนี้อยู่ที่ตันละ 17,000-20,000 บาท หรือ กก.ละ 10-20 บาท ไม่ต่างจากราคาข้าวหอมมะลิเก่ามากนัก

แหล่งข่าวจากวงการโรงสี กล่าวว่า สถานการณ์ราคาข้าวสารในตลาดปรับตัวลดลงทันทีหลังจากมีข่าวการประมูลข้าวลอตใหญ่ แม้จะมีข่าวดีที่กระทรวงพาณิชย์จะทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) กับรัฐบาลจีน เพื่อส่งมอบข้าวลอตที่ 2 ปริมาณ 100,000 ตัน ซึ่งเป็นข้าวขาว 5% ฤดูการผลิตใหม่ ราคา 386 เหรียญสหรัฐ/ตัน สำหรับข้าวที่บรรจุถุงละ 25 กก. และราคา 391 เหรียญสหรัฐ/ตัน ขนาดบรรจุ 50 กก. ในเทอม FOB CY (Container Yard) ภายในเดือน ก.พ.-มี.ค. 2560

“การขายข้าวดังกล่าวไม่ได้ทำให้ราคาข้าวสารในตลาดปรับสูงขึ้น หากคำนวณต้นทุนจากราคาขาย 386 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นบาท คูณ 34.70 บาท เท่ากับ 13,394 บาท หักค่าใช้จ่าย 250 บาท หักค่าถุงค่าโลจิสติกส์อีก 1,500 บาท จะเหลือตันละ 11,644 บาท แต่ผู้ส่งออกซื้อข้าวสารจากโรงสีเพียง 11,000 บาท มีส่วนต่าง 644 บาท ทั้งที่ควรซื้อ 11,250 บาท ซึ่งเมื่อเปิดทำการวันที่ 14 ก.พ. ระดับก็ยังทรงตัว”

ทั้งนี้การที่โรงสีเข้าร่วมประมูลไม่มากนัก sixbetg8.com เพราะติดปัญหาธนาคารกรุงไทยลดวงเงินตั๋วเงินกู้ระยะสั้นสำหรับโรงสี (P/N) แม้จะปล่อยกู้ให้กับภาคส่งออก 5,000 ล้านบาทแล้ว แต่การสนับสนุนให้ภาคส่งออกล้วน ๆ 5,000 ล้านบาท จึงไม่ถือเป็นการสนับสนุนสภาพคล่องที่แท้จริง เนื่องจากการใช้ตั๋ว P/N นั้น โรงสีต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันกับธนาคารอยู่แล้ว การที่จะออกตั๋วสัญญาใช้เงินรายครั้ง โรงสียังคงต้องมีสินค้าค้ำประกันอีก ธนาคารจะให้เงินเพียง 70% ของมูลค่าสินค้าที่สต๊อกไว้ และเท่ากับผู้กู้ต้องมีสต๊อกเองอยู่แล้ว 30% หรือมีมูลค่าน้อยกว่าหลักประกันถึง 55%

“ธนาคารควรแยกแยะลูกหนี้ดีและเสียออกจากกัน ลูกหนี้ที่มีหนี้เสียก็แก้ไขไป แต่ลูกหนี้ที่ดีต้องใช้วงเงินได้ตามปกติ เพื่อให้สามารถวางแผนทางธุรกิจได้ ไม่มีปัญหาสภาพคล่อง สุดท้ายหากธนาคารยังคงยืนยันจะบริหารสัดส่วนเงินกู้ยืมโดยใช้หลักการบริหารวงเงินรวมของธนาคาร หมายถึงการที่ให้ผู้กู้ไม่สามารถกู้ได้ไม่เต็มวงเงินที่อนุมัติไว้ตามหลักประกัน ก็ควรคืนหลักประกันที่มีมูลค่ามากกว่าส่วนที่กู้ เพื่อให้ผู้กู้นำไปหาแหล่งเงินกู้อื่นเพิ่มเติม”

สำหรับความคืบหน้าในคดียึดทรัพย์นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวก 5 คนที่กระทำผิดทุจริตขายข้าวแบบ G to G มูลค่าความเสียหายรวม 20,000 ล้านบาท ล่าสุดผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังกรมบังคับคดีเมื่อ 14 ก.พ. 2560 ได้รับคำยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์ยังไม่ได้ส่งเอกสารขอตั้งให้กรมบังคับคดีเข้าไปดำเนินการยึดทรัพย์ กรณีศาลปกครองมีคำสั่งให้ดำเนินการยึดทรัพย์นายบุญทรงขณะที่กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงว่าได้ประชุมร่วมกับกรมบังคับคดีและส่งเอกสารไปที่นายวิษณุเครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

เอกชน 73 รายแห่ยื่นประมูลข้าวสารบิ๊กลอต3 ล้านตันแรกของปี”60 เปิดซองเสนอราคา 16 ก.พ.นี้ ฟันธง “ราคาต่ำ” เหตุจากรัฐเทบิ๊กลอต ข่าวดี G to G จีนช่วยไม่ได้ ปมตั๋วพี/เอ็นทำโรงสีขาดสภาพคล่องแก้ไม่ตก ราคาตลาดดิ่งต่อเนื่องแตะตันละ 11,000 บาท เผยพาณิชย์ยังไม่ตั้งเรื่องยึดทรัพย์ “บุญทรง” พร้อมพวก 5 คน นายวรกุล บุตรดาจักร หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช

รักษาราชการการแทนเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวว่า ในจังหวัดหนองบัวลำภู มีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวโพดรับประทานฝักสด หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่อำเภอนาวัง และนากลาง ฝากเตือนเกษตรกรขอให้ระวังหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวโพดรับประทานฝักสด ซึ่งจะพบการระบาดมากในข้าวโพดที่มีอายุ 20 วันขึ้นไป ถ้าข้าวโพดที่กำลังออกช่อ เกสรตัวผู้ถูกทำลาย จะพบว่าช่อเกสรตัวผู้จะถูกกัดกิน ใบส่วนยอดจะม้วนและถูกเจาะเป็นรู ผลที่ตามมาเกสรตัวเมียไม่มีเกสรตัวผู้มากพอที่จะผสมทำให้เมล็ดติดฝักน้อย

เกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู ขอแนะนำการป้องกันและกำจัดดังนี้