เตือน 2 หนอน บุกสวนเงาะระยะแตกใบอ่อน กรมวิชาการเกษตร

แนะเกษตรกรผู้ปลูกเงาะให้เฝ้าระวัง 2 แมลงศัตรูพืช คือ หนอนคืบกินใบ และหนอนร่านกินใบ สามารถพบได้ในระยะที่เงาะเตรียมความพร้อมในการออกดอกและในระยะแตกใบอ่อน เกษตรกรควรสังเกตหนอนคืบกินใบ มักพบหนอนกัดกินใบเพสลาด ใบอ่อน และใบแก่ ส่งผลให้การปรุงอาหารของใบไม่เพียงพอ และไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้

หากพบหนอนคืบกินใบ ในกรณีที่โคนต้นเงาะโล่งเตียนไม่มีหญ้ารก ให้เกษตรกรเขย่ากิ่งเงาะเพื่อให้ตัวหนอนคืบกินใบทิ้งตัวลงสู่พื้นดิน จากนั้นให้จับตัวหนอนคืบกินใบไปทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก สำหรับในระยะที่ต้นเงาะแตกใบอ่อน ถ้าพบหนอนคืบกินใบ ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 60 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

ในส่วนของหนอนร่านกินใบ จะพบลักษณะการเข้าทำลายของหนอนร่านกินใบเมื่อฟักออกจากไข่จะแทะกินผิวใบ ทำให้ใบแห้งและร่วงหล่น โดยหนอนจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ต่อมาหนอนโตขึ้นจะแยกกระจายไปทำลายกัดกินตามใบแก่ กรณีที่พบหนอนร่านกินใบระบาดในระยะที่ต้นเงาะกำลังออกดอก จะส่งผลให้เกิดความเสียหายมาก เพราะต้นเงาะที่ถูกหนอนร่านกินใบเข้าทำลายจะติดผลขนาดเล็กและด้อยคุณภาพ

สำหรับในระยะที่หนอนร่านกินใบยังเล็กจะอยู่รวมกันกัดแทะผิวใบ ส่งผลทำให้ใบเงาะแห้ง ให้เกษตรกรหมั่นสำรวจตรวจดูภายในสวนอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นเงาะมีใบแห้งหรือมีรอยทำลายของหนอนร่านกินใบ ให้เกษตรกรเก็บและนำใบเงาะที่มีรอยทำลายไปกำจัดเผาทิ้งนอกสวนทันที ถ้าพบหนอนร่านกินใบระบาดมาก ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริบ้านหนองปลาดุก หมู่ 9 ต.พังขว้าง อ.เมือง จ.สกลนคร เจ้าของศูนย์คือ คุณเกศนี ชุมปัญญา โทร.089-623-0295

บ้านสวนร่มรื่นด้วยสวนไผ่ คอกสัตว์ ข้างบ้านเป็นแปลงปลูกกล้วยหอมทอง 1 ไร่ 2 งาน (600 ต้น) ต้นกล้วยหอมทองเรียงแถวกันเป็นระเบียบสวยงาม ตัดแต่งก้านใบอย่างดี ต้นกล้วยออกหน่อมากมาย ที่ทยอยออกเครือออกผลก็มาก คุณเกศนีและสามีดูแลใส่ปุ๋ย ไถพรวนดิน ผลผลิตที่ได้มีพ่อค้ามารับซื้อถึงบ้าน นอกจากนี้ยังกำลังปลูกแปลงเกษตรผสมผสานอีกด้วย

ที่อ.พรรณนานิคม จ.สกลนคร สวนของ คุณทรงศักดิ์ ปัญญาประชุม นายกอบต.นาหัวบ่อ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร โทร.086 220 6490 คุณทรงศักดิ์ ผู้มีความสุขกับการทำสวน เคยเป็นข้าราชการครู สอนเกษตร พืช ปศุสัตว์ ปัจจุบันเป็นนายกอบต. เจียดเวลางานมาต้อนรับคณะดูงาน พาเดินชมสวนกล้วยหอมทอง พื้นที่ปลูก 6 ไร่ ทั้งกล้วยหอมทอง กล้วยน้ำว้า

สำหรับกล้วยหอมทอง อายุ 4 เดือน 5 เดือน 8 เดือน แปลงเพิ่งปลูกใหม่ก็มี

แรกเริ่มปลูก 2 ไร่ พบว่าได้ผลดี ไม่พอขาย จำเป็นต้องปลูกเพิ่ม ผลผลิตที่ได้ ส่วนหนึ่งขายหน้าสวนซึ่งเป็นร้านเล็กๆ น่ารักชื่อ ไร่สุขพอเพียง และขายในพื้นที่ ที่พระธาตุภูเพ็ก สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอ

คุณทรงศักดิ์ ยังส่งเสริมให้เกษตรกรในเขตตำบลนำหน่อกล้วยไปปลูกฟรี และคืนหน่อพันธุ์ เป็นการส่งเสริมเกษตรกรให้มีอาชีพ สำหรับเกษตรกรทั่วไป สามารถติดต่อซื้อหน่อพันธุ์ได้โดยตรง

สวนต่อไป คือสวนของคุณทองปาน พิมพานิชย์ หมอดินอาสาตำบลสว่าง บ้านคำประมง หมู่ 4 อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร โทร.080-196-9410

สวนคุณทองปาน เจ้าของสโลแกน “ความจนมีแท้ๆ เราจะแก้ด้วยตนเอง” ในสวนมีกล้วยหอมทอง แก้วมังกร มะม่วงงามเมืองย่า (ผลโต น้ำหนักลูกละประมาณ 1 กิโลกรัม) มะขามเปรี้ยวยักษ์ ปลูกแบ่งแยกแปลงในพื้นที่ 20 ไร่รอบบ้า

แหล่งพันธุ์

กล้วยหอมทองที่นำมาปลูกที่สกลนคร มาจากจังหวัดเพชรบุรี สหกรณ์บ้านลาด จ.เพชรบุรี ที่โด่งดังเรื่องกล้วยหอมทองส่งออกประเทศญี่ปุ่น

ตอนนี้ สกลนครสามารถจำหน่ายหน่อพันธุ์ได้แล้ว ติดต่อสั่งซื้อได้โดยตรง วิธีปลูก

ปลูกระยะห่าง 2×2 พื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ 400 ต้น

ขุดหลุมปลูก 30x30x30 ซม. ขุดหน้าดินออกไกลปากหลุม รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกมูลวัว 1 ปีบ คลุกเคล้าดินกับปุ๋ยคอกให้เข้ากัน สับดินปากหลุมลงทุกด้าน ไม่ให้ลึกเกินไป แล้วปลูกหน่อกล้วย

การดูแล

กล้วยหอมทองใช้เวลาประมาณ 8-9 เดือนจะให้ผลผลิต วิธีการให้ปุ๋ยของสวนท่านนายกฯทรงศักดิ์ มีดังนี้

เดือนที่ 1 รากกล้วยหอมทองจะเต็มหลุม ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 และมูลไก่ทุกเดือน ไถกลบโคลนด้วยรถไถเดินตาม กำจัดวัชพืช

เดือนที่ 3 หน่อจะออกรอบต้น ไม่ต้องขุดออก แต่ให้ตัดยอดอ่อนทิ้ง เหลือโคลนให้เป็นฐานรองรับต้นแม่ไว้ไม่ให้โค่น

เดือนที่ 6 ให้เหลือต้นแท้และต้นเทียม(ต้นรอง) ไว้ 1 ต้น หน่ออื่นให้ขุดแยกไปปลูกใหม่ได้

เดือนที่ 6-7 บำรุงปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0, 18-46-0, 0-0-60 คลุกเคล้าผสมกัน ใส่ต้นละ 2 กำมือ 2 ครั้ง เป็นสูตร ‘ปุ๋ยหวาน’ ทำให้รสชาติดี หวานกรอบ

เดือนที่ 8 กล้วยจะออกปลี ออกผล

เมื่อออกผล มีปลีกล้วย ให้สังเกต ‘ลูกแคน’ ที่ปลายเครือ 3 หวีเล็กๆ ให้ตัดปลีทิ้ง แล้วนับไปอีก 50-60 วันจึงตัดขายได้ (เกษตรกรจะเขียนป้ายกระดาษวันตัดปลีติดไว้กับเครือกล้วย เพื่อนับวันเก็บผลผลิตได้)

กล้วยหอมทอง 1 เครือ น้ำหนักประมาณ 15 กก. มี 6-7 หวี จะขายเป็นหวีหรือชั่งกิโลกรัมก็ได้ แทบจะไม่น่าเชื่อว่าพืชที่อยู่ในตระกูลเฟินอย่าง “ผักกูด”จะสามารถนำมาปรุงอาหารรับประทานได้ด้วยการนำยอดอ่อน ช่ออ่อน มาทำแกงกับปลาเนื้ออ่อนน้ำจืด เช่นปลาช่อนหรือลวกจิ้มน้ำพริกชนิดต่างๆ ยำผักกูด ผักกูดผัดน้ำมันหอย แกงกะทิกับปลาย่าง ลวกกะทิ และที่ดูน่าอัศจรรย์ไปกว่านั้นคือยังมีสรรพคุณแก้ไข้ตัวร้อน พิษอักเสบ บำรุงสายตา บำรุงโลหิต ความดันโลหิตสูง

โดยธรรมชาติของผักกูดที่มีลักษณะเหมือนเฟิร์นคือชอบขึ้นอยู่ที่ริมน้ำ แต่ไม่ชอบน้ำท่วมขัง มีใบเป็นแผงรูปขนนกคู่ขนานกัน ขณะที่ใบยังอ่อนปลายยอดม้วนงอแบบก้นหอย ตรงส่วนยอดอ่อน คือ ส่วนที่นำมาใช้ประกอบอาหาร มีสปอร์ซึ่งอยู่ด้านหลังใบที่แก่จัดทำให้แพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว โดยการแตกกอใหม่

นอกจากนั้นยังเป็นผักที่บ่งบอกถึงคุณภาพและความปลอดภัยของสภาวะแวดล้อมกล่าวคือ บริเวณไหนอากาศไม่ดี ดินไม่บริสุทธิ์ หรือมีสารเคมีเจือปนอยู่ ผักกูดจะไม่ยอมขึ้นหรือแตกต้นใหม่เด็ดขาด อีกทั้งยังเป็นผักที่มีสารเบต้าแคโรทีนและธาตุเหล็กในตัวสูง ดังนั้นเมื่อรับประทานแล้วจึงได้ประโยชน์มากมายดังที่กล่าวข้างต้น

ปัจจุบันความนิยมรับประทานผักกูดยังมีอยู่ในวงจำกัด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผักชนิดนี้จะเจริญเติบโตดีและสมบูรณ์เฉพาะบริเวณที่ชื้นริมน้ำ อีกทั้งแหล่งปลูกควรเป็นดินทรายถึง 70 เปอร์เซ็นต์ รวมไปถึงด้านการขนส่งที่จะต้องเก็บความชื้นอย่างดีเพื่อให้ผักมีสภาพสมบูรณ์สด ใหม่ เมื่อถึงมือลูกค้า ฉะนั้น น้อยคนนักที่จะรู้จักและเคยรับประทานผักชนิดนี้เหมือนเช่นผักอื่น จึงทำให้มักไม่ค่อยพบตามตลาดทั่วไป

อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดยเฉพาะริมแม่น้ำเพชรบุรีเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่ชาวบ้านหันมายึดอาชีพปลูกผักกูดจำหน่าย อาจเป็นเพราะความที่อยู่ใกล้แม่น้ำเพชรบุรีแล้วยังมีคุณสมบัติของดินที่เหมาะสมจึงทำให้สามารถปลูกผักกูดได้เป็นอย่างดี

อย่างกรณีของสามี-ภรรยาคู่นี้ คือ คุณพูนผล ศรีสุขแก้ว และคุณธนพร (ภรรยา) อยู่บ้านเลขที่14 หมู่ 6 ตำบลแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โทรศัพท์ 081-4338310 อดีตเคยปลูกมะนาวสร้างรายได้ จนเวลาต่อมาเส้นทางการปลูกมะนาวดูจะไม่ราบรื่นเนื่องจากมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งทั้งสองไม่อาจแบกรับภาระเหล่านั้นได้อีกต่อไป จนต้องเปลี่ยนมาเริ่มชีวิตเกษตรกรรมใหม่ด้วยการปลูกผักกูด

จุดเริ่มต้นปลูก

คุณพูนผล ผู้เป็นสามีบอกว่า ความจริงตอนแรกปลูกมะนาวเป็นรายได้ ต่อมาภายหลังมีปัญหาการปลูกหลายอย่างทั้งต้นทุน ค่าแรง และโรค จึงเลิกปลูกมะนาวแล้วไม่นานพบว่าเพื่อนบ้านมีการปลูกผักกูดกันเลยโค่นมะนาวแล้วหันมาปลูกผักกูดเป็นรายได้หลัก

“เริ่มมาทำเกษตรด้วยการปลูกมะนาว ช่วงแรกถือเป็นไม้ผลที่สร้างรายได้ดี พอต่อมาจำนวนคนปลูกมากขึ้น การแข่งขันสูง ต้นทุนค่าวัตถุดิบเพิ่มขึ้นตลอด ค่าแรงเพิ่ม การใช้ปุ๋ยเคมีต้องเพิ่มตามจึงมีผลทำให้ดินเสีย ที่สำคัญสุขภาพไม่ปลอดภัย แล้วพอนำไปขายมีกำไรเล็กน้อย ไม่คุ้ม ทำไม่ไหว”

คุณธนพร บอกถึงความเป็นมาที่นำมาสู่การปลูกผักกูดเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้เมื่อ 7 ปีก่อนว่า เธอและครอบครัวชอบรับประทานผักกูด เวลาต้องการบริโภคจะต้องไปหาซื้อตามตลาด ต่อมาเห็นว่าถ้าปลูกเองแทนการซื้อจะประหยัดค่าใช้จ่าย จึงตั้งใจปลูกผักชนิดนี้ไว้เพื่อรับประทานในครัวเรือน

“เห็นว่าเพื่อนบ้านปลูกกันไม่ยากเลยหามาปลูกไว้ โดยเรียนรู้วิธีการปลูกและการดูแลจากเพื่อนบ้านที่ปลูกแล้วประสบความสำเร็จมาก่อน พอนานไปผักกูดมีการแตกพันธุ์ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วทำให้กินไม่ทันเลยเก็บไปขายตามร้านอาหาร และตลาดนัด”

เธอบอกว่า สมัยก่อนมีชาวบ้านไปเก็บผักชนิดนี้ที่ขึ้นตามริมน้ำแล้วนำไปขายที่ตลาดสดราคากำละ 5 บาท เป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ ไม่มีชื่อพันธุ์

ภายหลังที่คุณพูนผลได้พาเดินชมแปลงปลูกผักกูดเขาเล่าว่าได้ช่วยกับภรรยาปลูกผักกูดในพื้นที่ 5 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 20 ไร่ พร้อมกับปลูกพืชชนิดอื่น อาทิ เงาะโรงเรียน,ทุเรียน,กล้วยเล็บมือนาง และปาล์มน้ำมัน จำนวน 300 กว่าต้น ซึ่งปาล์มที่ปลูกมีสองรุ่น รุ่นแรกมีอายุปีกว่า อีกรุ่นได้ 6 เดือน เขาบอกว่าคงต้องรออีกสัก 2 ปีจึงจะมีรายได้จากปาล์ม ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าราคาดีแค่ไหน

“กล้วยเล็บมือนางไม่ได้มีประโยชน์แค่การบังร่มเงาให้แก่ผักกูดเท่านั้น แต่ยังสร้างรายได้โดยนำผลผลิตไปขายกิโลกรัมละ 8-10 บาท ถึงแม้ราคาขายดูจะไม่มากนัก แต่ยังถือว่านำไปเป็นค่าน้ำได้

เงาะโรงเรียนปลูกไว้ประมาณ 30 ต้น เมื่อก่อนคิดว่าจะปลูกเงาะเป็นหลัก แต่ภายหลังเปลี่ยนใจเลยโค่นไปหลายต้น ทั้งนี้เนื่องจากรายได้จากเงาะมีเพียงปีละครั้งเท่านั้น ส่วนการเก็บผักกูดขายมีรายได้ทุกวัน” คุณพูนผลบอก

จากการลองชิมเงาะโรงเรียนพบว่ามีเปลือกบาง และรสชาติหวานใช้ได้ แต่น่าสังเกตว่าขนาดจะไม่ใหญ่ เนื่องจากเป็นการปลูกไปตามธรรมชาติ “เมื่อมาทำผักกูดกลับพบว่าไม่มีความยุ่งยากเหมือนการปลูกมะนาวเลย ตั้งแต่เริ่มทำแปลงก็ไม่ต้องปรับดินมากนัก เพียงแค่ถากถางหญ้าและวัชพืชอื่นออกให้หมดก่อนแล้วจึงนำต้นมาปลูก พอปลูกจำนวนตามที่ต้องการแล้วจากนั้นได้นำกล้วยเล็บมือนางมาลงเป็นแถวแนว แต่ไม่แน่นมากเพื่อให้ใบกล้วยบังแสงให้แก่ต้นผักกูดบ้าง”เจ้าของสวนให้รายละเอียดเพิ่ม

การใช้ปุ๋ย

ด้านการดูแลบำรุงรักษาคุณธนพรบอกว่าเนื่องจากมีการปลูกผักกูดจำนวนมาก จึงมีการใช้ปุ๋ยยูเรียเดือนละครั้ง ครั้งละหนึ่งกระสอบ (50 กิโลกรัม) นอกจากนั้นยังใช้ปุ๋ยหมัก จากขี้ไก่ ขี้วัว จะใส่ครั้งละ 10 กว่าตัน โดยเทใส่ในพื้นที่ทั้งหมดเพื่อให้พืชชนิดอื่นได้ประโยชน์ด้วย ใช้วิธีหว่านแล้วพ่นน้ำตาม

“เนื่องจากเป็นผักที่ต้องใช้ยอดขาย ดังนั้นถ้าช่วงใดที่ยอดแตกช้าจะเน้นใช้ปุ๋ยยูเรียเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ยอดแตกออกมา พอเวลา 7 วันให้หลังยอดจะแตกออกมาทันที”

ส่วนเคมีเธอเปิดเผยว่าอาจต้องใช้บ้างกรณีที่จำเป็นเพื่อป้องกันเชื้อราหรือป้องกันแมลงและหนอนเช่นไตรโคโดมาใช้กันเชื้อราขี้ไก่ตามรากและบิววาเรีย แต่ทั้งนี้ยาที่ใช้เป็นการทำเองตามแนวทางการแนะนำของเกษตรอำเภอ

ศัตรูพืชที่ทำให้เกิดความเสียหาย

คุณธนพร บอกว่า ตั้งแต่ปลูกผักกูดมาแมลงศัตรูพืชที่พบแล้วมักสร้างความเสียหายเช่นเพลี้ยไฟ ซึ่งจะเจอเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง ได้แก้ไขปัญหาด้วยการใช้ยาแลนเนท เป็นการผสมใช้แบบอ่อนมากในอัตราส่วนน้ำ 200 ลิตร ต่อยา 2 ช้อนโต๊ะ หรือประมาณ 10-20 ซีซี. ถือเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าการใช้พ่นในถั่วหรือแตง

“อย่างบิววาเรีย ผสมกับน้ำในอัตรา 4 ถุงต่อน้ำ 200 ลิตร แล้วใช้ฉีดพ่นป้องกันเพลี้ยไฟและหนอนส่วนไตรโคโดมา ผสมกับน้ำในอัตรา 4 ถุงต่อน้ำ 200 ลิตร แล้วใช้ฉีดพ่นป้องกันเชื้อรา เมื่อมีการฉีดยาป้องกันเพลี้ยในแถวไหนกลุ่มไหนแล้วจะยังไม่เก็บทันที จะต้องปล่อยทิ้งไว้สัก 4 วัน จึงจะเก็บ และการฉีดพ่นยาจะทำปีละ 1-2 ครั้งเท่านั้น แต่ถ้าหากไม่เกิดการแพร่ระบาดจะไม่ฉีดยาเลย”

ระบบน้ำใช้สปริงเกอร์ โดยวางระยะห่างกว้าง 4 ยาว 4 เมตร ปล่อยน้ำวันเว้นวัน ครั้งละ 1 ชั่วโมง เปิดครั้งหนึ่งจำนวน 30 หัว แต่ละแปลงจะเปิดน้ำทิ้งไว้สัก 1 ชั่วโมง แล้วย้ายไปทีละแปลงวนไปจนครบ

การเก็บผลผลิตเพื่อจำหน่าย

คุณธนพร ให้รายละเอียดการทำงานว่า โดยปกติเธอและสามีจะทำงานเป็นหลักเพียงสองคนเท่านั้น ปกติถ้าใช้เวลาเก็บ 1 ชั่วโมงได้ผักกูด 10 กิโลกรัม วันใดต้องเก็บถึง 70 กิโลกรัมจะเริ่มตั้งแต่เช้า แต่ถ้าเก็บสัก 30 กิโลกรัม จะเริ่มเก็บในช่วงบ่ายไปจนถึงสักสี่โมงเย็น หรือหากลูกค้าต้องการทันทีก็สามารถเก็บให้ได้ แต่ควรมีสปริงเกอร์ฉีดพ่นให้น้ำตลอด

“หลังจากเก็บจากต้นแล้วให้มัดเป็นกอแล้วนำไปแช่น้ำทันที แช่สักครู่ประมาณ 5 นาทีห้ามแช่นานเกินไปเพราะผักจะสุกมีสีแดง จากนั้นให้เก็บขึ้นมาวางเรียงกัน ใช้ผ้าชุบน้ำบิดพอหมาดคลุมผักกูดที่วางเรียงกันไว้รอลูกค้ามารับ แต่ถ้าวางไว้โดยไม่คลุมผ้าผักจะเหี่ยวแล้วขายไม่ได้”

เธออธิบายต่อว่า แต่ละต้นที่เก็บยอดอ่อนที่ใช้งานออกไปแล้ว ยอดที่อยู่ติดกันซึ่งมีลักษณะโค้งงอจะเป็นยอดที่จะสามารถเก็บได้ในครั้งต่อไปอีกราว 3-4 วัน ดังนั้นผักกูดแต่ละยอดในแต่ละต้นจะเก็บเว้นระยะเวลา 3-4 วัน แต่ไม่ควรเลยวันวันที่5 เพราะจะบาน

“แต่ละต้นจะมีใบจำนวน 5 ใบ ถ้าพบใบแก่หลายใบเช่นมีจำนวนถึง 10 ใบควรตัดหรือหักทิ้งเสีย โดยไม่ต้องขนไปทิ้งที่อื่นแต่ให้ทิ้งไว้ที่บริเวณนั้นเพื่อใช้คลุมความชื้นและเป็นปุ๋ย การตัดใบแก่ออกเพื่อปล่อยให้ยอดอ่อนที่กำลังโตเจริญได้อย่างรวดเร็ว มีบางคนไม่ยอมหักใบแก่ทิ้งจึงทำให้ยอดแตกช้าและมีขนาดเล็ก”

คุณธนพร บอกต่ออีกว่า ผักกูดขยายพันธุ์ด้วยการดึงต้นอ่อนที่เธอเรียกว่าลูกที่แทงขึ้นมาจากพื้นข้างต้นแม่ออกด้วยความระมัดระวัง แล้วสามารถนำต้นอ่อนไปปลูกได้เลย ผักกูดเป็นพืชที่ตายยาก ที่สำคัญขอให้มีน้ำแล้วอย่าไปโดนแดดจัด

นอกจากนั้นยังเพิ่มเติมด้วยว่าควรมีการดูแลเอาใจใส่บริเวณที่ปลูกต้องคอยหมั่นเดินดูแล้วดึงเศษวัชพืชทิ้ง แต่ห้ามใช้มีดฟันเพราะอาจไปโดนต้นอ่อนที่กำลังแตกออกมา ทั้งนี้ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มปลูกจนกระทั่งสามารถเก็บยอดไปขายได้กินเวลาประมาณไม่เกิน 6 เดือน

เธอบอกว่า ผักชนิดนี้สามารถปลูกได้ในหลายพื้นที่ แต่สิ่งสำคัญควรให้น้ำอย่างเต็มที่และควรหาร่มเงาด้วย ส่วนความสมบูรณ์ของดินที่มีความเหมาะนั้นควรเป็นบริเวณพื้นที่เป็นดินทรายสัก 70 เปอร์เซ็นต์ และช่วงหน้าฝนเป็นช่วงที่มีผักกูดมากเมื่อผักกูดถูกฝนจะแตกยอดอ่อนกันอย่างคับคั่ง เพราะเป็นช่วงที่มีความชื้นในอากาศสูงมากซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผักชนิดนี้

เก็บแล้วนำไปขายใคร ที่ไหนบ้าง

เจ้าของสวนผักกูดอธิบายถึงวิธีการเก็บการเก็บผักกูดไปขายว่าเพียงแค่เด็ดยอดที่มีความยาวจากปลายถึงตำแหน่งที่จะตัดประมาณ 30-40 เซนติเมตร จะเก็บทุกวัน และภายในอาทิตย์หนึ่งต้องมีผักกูดส่งให้ลูกค้าประมาณ 250 กิโลกรัม เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าวันละประมาณ 30 กิโลกรัม

“ราคาจำหน่ายจากสวนไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง อย่างปีหนึ่งๆราคาจะทรงเท่าเดิม ประมาณ 40-50 บาทต่อกิโลกรัม แต่อาจมีการปรับขึ้นบ้างในช่วงอากาศหนาวเพราะผักจะแตกยอดช้ามาก ส่วนราคาจำหน่ายของแม่ค้าประมาณ 80-100 บาทต่อกิโลกรัม”

สำหรับตลาดจำหน่ายผักกูดของคุณธนพรมีด้วยกันจำนวน 3 แหล่ง คือ ร้านอาหารในรีสอร์ต,แม่ค้าในตลาดสด และแม่ค้าจากกรุงเทพฯ ซึ่งรวมทั้งหมดไม่ต่ำกว่าสัปดาห์ละ 250 กิโลกรัม หรือเดือนละไม่ต่ำกว่า 1 ตัน และจะมีรายได้ถึงเดือนละ 4 หมื่นบาท

“อย่างเมื่อก่อนยังมีผลผลิตน้อยไม่กล้ารับมากก็แค่ส่งละแวกแถวแก่งกระจานเท่านั้น แต่ภายหลังที่ได้มีการขยายพื้นที่ปลูกแล้วสามารถเพิ่มจำนวนต้นขึ้นมาอีก จึงเริ่มรับยอดสั่งจากแม่ค้าด้านนอก ถ้าคราวใดที่แม่ค้าต้องการจำนวนมากและเกินขีดกำลังการผลิตที่ทำได้ อาจต้องร่วมกับชาวบ้านที่ปลูกรายอื่นด้วย”

ปัจจุบัน คุณธนพรไม่ได้เป็นเพียงผู้ปลูกผักกูดรายหนึ่งในอีกกว่าสิบรายในพื้นที่แก่งกระจานเท่านั้น เธอยังทำหน้าที่เป็นหมอดินอาสา แล้วยังเป็นเกษตรกรที่ขอการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ปี 2554 ซึ่งเป็นการรับรองโดยสถานีพัฒนาที่ดินเพชรบุรี สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 10 กรมพัฒนาที่ดิน

เจ้าของสวนผักกูดเปิดเผยอาหารที่ร้านในรีสอร์ตที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเพชรบุรีนำไปใช้ผักกูดปรุงเป็นเมนูยอดฮิตของลูกค้าทำให้ติดใจสั่งกันเป็นประจำ เช่น แกงส้ม ผักน้ำมันหอย ยำผักกูด หรือแม้แต่รับประทานดิบคู่กับน้ำพริกชนิดต่างๆ

“อย่างผักกูด 1 กิโลกรัมสามารถนำไปทำอาหารขายได้หลายประเภท เช่น ผัดน้ำมันหอยราคาจานละ 100 บาท ยำผักกูดจานละ 150 บาท หรืออย่างแกงส้มผักกูดหม้อละ 150 บาท”

เป็นอย่างไร…แค่เมนูตัวอย่างก็ทำให้น้ำลายไหลแล้ว อยากจะบอกว่าเมนูเด็ดอย่างนี้ถ้าจะเอาสเต็กมาแลกคงไม่ยอมแน่

ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วว่าเจ้าผักชนิดนี้ให้ประโยชน์ทั้งคนปลูกและคนกิน แต่ดูเหมือนแผงผักตามตลาดจะหาผักกูดเจอได้น้อยมาก ดังนั้นหากใครสนใจต้องการปลูกเพื่อให้แพร่ขยายทั่วไป ลองโทรศัพท์ไปพูดคุยกับคุณธนพรได้ที่ 081-4338310 เธอบอกว่ายินดีให้คำแนะนำการปลูกสำหรับผู้ที่สนใจ

หากคุณยังพอจำผลไม้เหล่านี้ได้ดีเช่น ชมพู่พันธุ์ทับทิมบ้านแพ้ว ขนุนพันธุ์จำปาบ้านแพ้ว ละมุดพันธุ์เมฮิโก หรือที่โด่งดังและคุ้นกับคอผลไม้มากที่สุดตั้งแต่ในห้างยันรถเร่จนถึงปัจจุบันคือฝรั่งเวียดนาม

คิดว่าหลายคนคงยังไม่ลืม ความมีรสชาติอร่อยและแปลกของผลไม้เช่นว่านี้ได้มาจากพรสวรรค์ และความสามารถของบุคคลท่านหนึ่งที่ชื่อคุณนรินทร์ วัฒนะอนุรักษ์ ที่ว่ามีพรสวรรค์นั้นคงมิได้กล่าวอ้างเกินความเป็นจริงแต่ประการใดเพราะท่านถือเป็นหนึ่งในเซียนนักพัฒนาไม้ผลเพียงไม่กี่คนที่สร้างความฮือฮาในอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร

โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม้ผลจากประเทศเพื่อนบ้านหลายชนิดจนประสบความสำเร็จ สร้างความเอร็ดอร่อยให้กับคนไทย และที่ดูจะทำมากคือผลไม้จากประเทศอินโดนีเซีย เหตุเพราะท่านได้ไปปักหลักอยู่นานถึง 32 ปี เพื่อรับเป็นที่ปรึกษาด้านการปลูกไม้ผลให้กับบริษัทเอกชนที่นั่นและปัจจุบันยังคงทำอยู่หลายแห่ง

นักพัฒนาผลไม้ท่านนี้ยังเปิดเผยว่าพอได้ตั้งหลักปักฐานอยู่ที่เมืองการาวัง มานานแสนงานจึงหาอาชีพที่ถนัดทำหลังเกษียณ โดยทำเป็นแหล่งขยายพันธุ์ไม้ผลที่มีชื่อหลายประเภทบนเนื้อที่ 10 ไร่ อันได้แก่มะม่วง ฝรั่ง และ ลำไย เป็นต้น

ครั้นพอเวลาผ่านไป ผลไม้ของท่านกลับกลายเป็นที่ชื่นชอบของคนอินโดนีเซียไปโดยปริยาย เพราะมีรสชาติแสนอร่อยกว่าผลไม้เจ้าของประเทศเสียด้วยซ้ำ จนทำให้พ่อค้าที่มารับจะต้องติดต่อสั่งจองล่วงหน้าเพื่อประกันความผิดหวัง เคล็ดลับของการผลิตผลไม้ที่เอร็ดอร่อยเช่นนี้คุณนรินทร์บอกว่าไม่มีอะไรเป็นพิเศษเลย เพียงแต่ใช้หลักการปลูกแบบไทยที่ให้น้ำกับปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น

คุณนรินทร์ เป็นชาวตำบลหลักสอง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ปัจจุบันท่านอายุ 72 ปี ที่อำเภอบ้านแพ้วท่านก็มีสวนที่ปลูกผลไม้ไว้หลายชนิด บนเนื้อที่ 7 ไร่แล้วตั้งชื่อสวนตัวเองว่า “สวนนรินทร์พันธุ์ไม้ ตั้งอยู่เลขที่ 41 หมู่ 2 ตำบลหลักสอง อำเภอบ้านแพ้ว สมุทรสาคร แต่ที่ปลูกมากและเป็นหลักคือมะพร้าวน้ำหอมมีอยู่พันกว่าต้น นอกนั้นมีมะเฟือง ขนุน ละมุด แล้วท่านยังมีพันธุ์ทุเรียนแขกอินโดฯ จำหน่ายมาได้ราวปีเศษ

หรือไม่นานนี้ท่านได้พัฒนาพันธุ์มะม่วงเวียดนามที่มีชื่อว่าก๊ากฮัวล็อคได้สำเร็จขณะนี้มีผลผลิตบ้างแล้ว แต่ยังไม่มาก มีอยู่ประมาณ 50 ต้น คุณลุงบอกว่ารสชาติต้องรับประทานช่วงสุกจึงอร่อย เนื้อไม่มีเสี้ยน ใช้ช้อนตักทานได้สบาย ถือเป็นมะม่วงชั้นหนึ่งของเวียดนาม ขนาดใหญ่กว่ามะม่วงอกร่องเล็กน้อย ลักษณะผลทรงป้อมไม่ยาวเหมือนฟ้าลั่น

ล่าสุดได้นำกิ่งมะม่วงจากประเทศอินโดนีเซียมาเสียบยอด มะม่วงชนิดนี้มีชื่อแปลเป็นไทยว่า “น้ำผึ้งในวัง” ซึ่งพันธุ์นี้ถือว่าแปลกและน่าสนใจตรงที่ เมื่อออกลูกจะเป็นพวงจำนวน 20 กว่าผล มีผลขนาดกลาง ถือเป็นพันธุ์ที่มีลูกดกและออกผลทั้งปี

นอกจากความเป็นสวนที่มีพันธุ์ไม้ผลทั้งไทยและเทศ อีกด้านที่ติดกันกับสวนแลเห็นป้ายจำหน่ายเห็ดสดและก้อนเห็ดโคนญี่ปุ่นติดไว้ด้านหน้า ถามไป-มาได้ความว่าเป็นงานเล็กๆของลูกชายสองคน แต่เท่าที่ดูจากภายนอกแล้วมีโรงเรือนจำนวน 3-4 หลัง โรงทำก้อนเห็ดขนาดใหญ่ งานนี้คงไม่เล็กตามที่คุณลุงนรินทร์กล่าว

ได้พูดคุยกับทายาทของคุณลุงนรินทร์สองท่าน ที่เป็นพี่น้องอายุห่างกันเพียงปีเดียว เกี่ยวกับธุรกิจการผลิตเห็ดโคนญี่ปุ่นคือ คุณพนมกร วัฒนะอนุรักษ์ ผู้เป็นพี่ชาย โทรศัพท์ 081-1992209 เรียนจบจากวิทยาลัยเพาะช่าง อายุ 41 ปี และคุณวิวัฒน์ วัฒนะอนุรักษ์ น้องชาย โทรศัพท์ 081-4456588 จบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง อายุ 40 ปี ทั้งคู่พักอยู่ที่บ้านเลขที่ 41 ตำบลหลักสอง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เป็นผืนเดียวกับบ้านคุณลุงนรินทร์

สำรวจตลาด ราคาไม่ตก

ต้นทุนคงที่ หมดปัญหาแรงงาน

คุณพนมกร บอกว่า ทำเห็ดโคนญี่ปุ่นมาประมาณ 2 ปี ก่อนหน้านี้เขาและน้องชายทำงานที่เดียวกันงานที่ทำเกี่ยวกับลิขสิทธิ์หนังของค่ายหนังชื่อดัง ทำมาประมาณ 5 ปี

จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจในครั้งนี้คุณวิวัฒน์เผยว่าได้สำรวจตลาดไว้ก่อนล่วงหน้า รวมไปถึงศึกษาเรื่องราคาที่ผ่านมาเห็นว่ามีราคาดีและราคาไม่ตก ไม่แกว่ง พอมาดูเรื่องผลิตก็ไม่มีความสลับซับซ้อน วัตถุดิบเครื่องมือหรือแรงงานก็สามารถหาได้ง่าย “ที่สนใจทำเห็ดโดยเฉพาะเห็ดโคนญี่ปุ่นเพราะเป็นเห็ดที่มีราคาขายที่น่าสนใจ เพราะเป็นราคายืนแน่นอนไม่แกว่งที่ 120 บาท แบบไม่ตัดแต่ง คือเก็บหน้าฟาร์มให้ลูกค้าใส่เป็นถุงๆละหนึ่งกิโลกรัม แต่หากมีการตัดแต่งให้ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 140 บาท จะเห็นว่าราคาของเห็ดชนิดนี้โดนใจคนทำมาก และเป็นราคาที่ดีกว่าเห็ดชนิดอื่นที่มีราคาแกว่งไปมาไม่แน่นอน และอายุการเก็บสั้น อีกเหตุผลที่ลงมือทำแล้วน่าสนใจคือใช้แรงงานน้อย ไม่พึ่งพาสารเคมี รวมไปถึงกระแสการบริโภคเห็ดมาแรง คนใส่ใจเรื่องสุขภาพ ดังนั้นจึงปรึกษากับพี่ชายแล้วเริ่มลุยกันเลย”

ตั้งใจทำแค่เห็ดก้อน

ภายหลังอบรม ตัดสินใจทำครบวงจร

ก่อนหน้านี้ทั้งคู่ได้ไปเรียนการเพาะเห็ดมาจากอาจารย์ชัยชาญ ที่นครชัยศรี ซึ่งท่านผู้นี้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเห็ดโคนญี่ปุ่น 1 ใน 9 ของเซียนเห็ด และมีประสบการณ์ไม่ต่ำกว่า 20 ปี

“ครั้งแรกตั้งใจว่าจะซื้อแค่ก้อนเชื้อมาอย่างเดียว แต่ภายหลังที่มีการศึกษาอย่างละเอียดในเชิงลึกรวมถึงไปอบรมมาด้วย จึงพบว่าเป็นอะไรที่ไม่ยุ่งยากส่วนหนึ่งเป็นความรู้จากภูมิปัญญาชาวบ้านตั้งแต่ดั้งเดิม จึงตัดสินใจทำทั้งระบบทุกกระบวนการจนถึงการขายดอกเห็ดเลยดีกว่า แล้วจากนั้นจึงค่อยๆ ลงทุนทำให้เป็นระบบ”

ตอนแรกที่ทำมีเพียงกองขี้เลื่อยอย่างเดียว ความที่เป็นมือใหม่อ่อนประสบการณ์จึงไม่รู้ว่าควรจะพักขี้เลื่อยไว้ก่อนสัก 20 วัน

วัตถุดิบที่ใช้เป็นขี้เลื่อยยางพารา ภูไมท์ ปูนขาว ดีเกลือ กากน้ำตาล เป็นต้น สำหรับขี้เลื่อยสั่งโดยตรงมาจากที่ยะลา ส่วนอุปกรณ์ตัวอื่นสามารถหาได้ไม่ยากในตลาดขายอุปกรณ์เห็ด

คุณวิวัฒน์ บอกว่าในอนาคตหากธุรกิจมีความก้าวหน้าไปอีกระดับ คงมีการสั่งวัตถุดิบมาเก็บไว้เพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าขนส่ง อีกทั้งยังสามารถรองรับความต้องการของลูกค้าที่เป็นสมาชิกทั้งเก่าและใหม่

ยิ่งผลิต ลูกค้ายิ่งเพิ่ม

เน้นผลิตตามจำนวนสั่งซื้อเท่านั้น

คุณพนมกรเผยว่า ขณะนี้กำลังการผลิตเห็ดโคนญี่ปุ่นเต็มที่ตกวันละ 3 พันก้อน และเคยผลิตได้แบบจัดหนักถึงวันละ 5 พันก้อนในช่วงฤดูฝนต่อหนาว เนื่องจากเกี่ยวกับอากาศ เพราะถ้าเป็นช่วงร้อนจะเสี่ยงต่อการเสียหายสูง

ยอดที่ลูกค้าสั่งซื้อหากเป็นเห็ดก้อนมีครั้งละไม่ต่ำกว่า 5 พันก้อน และเคยมียอดสั่งสูงสุดเป็นหลายหมื่น กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ละแวกแถวนี้ ส่วนที่ไกลก็มีเช่นที่เพชรบุรีหรือที่หัวหิน

เอาใจใส่เรื่องอุณหภูมิ

อย่าละเลย มิฉะนั้นจะเสียหาย

ปัจจัยอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญและเป็นตัวแปรต่อการผลิตเห็ดเห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องอุณหภูมิและความชื้น คุณคุณพนมกร กล่าวว่ามีการใช้เครื่องวัดอุณหภูมิเพื่อเป็นการตรวจวัดให้เหมาะสมกับสภาพอยู่ตลอดเวลา เขาอธิบายว่าถ้ามีความชื้นน้อยจะต้องปล่อยน้ำช่วยด้วยระบบสปริงเกอร์ หากวันใดมีฝนตกมากและเผอิญอยู่ช่วงเปิดดอกก็จะต้องงดน้ำทันที

“ก่อนที่จะเปิดดอกเพื่อให้ลูกค้า ทางเราจะจัดการเขี่ยหน้าออกก่อน จากนั้นมีการให้น้ำทั้งเช้า-เย็น แล้วจะใช้ระบบสปริงเกอร์เพื่อควบคุมอุณหภูมิเป็นเวลา 4 วัน ระหว่างนั้นต้องคอยหมั่นดูอุณหภูมิภายนอกด้วยว่ามีสภาพเป็นอย่างไร หากมีฝนมาก มีความชื้นสูงจะหยุดให้น้ำ จากนั้นไม่เกิน 10 วัน ที่ก้อนจะออกลักษณะเป็นฝ้าขาวรอบๆ”

คุณวิวัฒน์แนะว่า สำหรับผู้ที่เริ่มทำใหม่ควรซื้อก้อนไปทดลองเปิดดูก่อนสัก 5 พันก้อน ทั้งนี้เพื่อเป็นการทดสอบความพร้อมของตัวเองว่าหากทำจริงจะไหวหรือไม่ แล้วจะสู้ต่อไปหรือไม่ แล้วยังบอกต่ออีกว่าความจริงการทำเห็ดสมัยใหม่มีเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาช่วยให้สะดวกมากยิ่งขึ้น ดังนั้นหากพอมีทุนรอนก็อาจใช้เทคโนโลยีช่วยเพื่อเป็นการลดการใช้แรงงานให้น้อยที่สุด เขาบอกว่าธุรกิจแบบนี้อาจทำขนาดไม่ต้องใหญ่มากก็ได้ ขณะเดียวกันอาจทำงานอย่างอื่นที่หารายได้ควบคู่ไปด้วย

จำหน่ายทั้งแบบก้อนและดอกเห็ด

เห็ดโคนญี่ปุ่นมีจำหน่ายทั้งแบบเป็นก้อนและดอกเห็ด virtualracersedge.com การผลิตแบบเป็นก้อนจะขายดีกว่าแบบเป็นดอก ราคาจำหน่ายดอกเห็ดหน้าฟาร์มกิโลกรัมละ 120 บาท และหากขายปลีกคิดกิโลกรัมละ 180 บาทส่วนรายได้ที่ขายดอกจะมีถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของเงินลงทุน ด้านราคาจำหน่ายก้อนเห็ดกำหนดราคาก้อนละ 8-9บาท เห็ดหูหนูก้อนละ 7 บาท เห็ดนางฟ้าก้อนละ 6 บาท

การขยับตัวของราคาเห็ดโคนญี่ปุ่นนั้นคุณพนมกรเผยว่าเป็นราคาที่มีการกำหนดไว้ทั้งปี ส่วนมากเป็นราคาคงที่ นอกจากเกิดเหตุการณ์สำคัญบางอย่างขึ้นเท่านั้น การคงที่ของราคาเห็ดโคนญี่ปุ่นถือเป็นข้อดีในการควบคุมต้นทุน ซึ่งต่างกับเห็ดชนิดอื่นที่ราคาแกว่งไป-มา จนทำให้ยากแก่การควบคุมค่าใช้จ่าย

การจำหน่ายเห็ดโคนญี่ปุ่นถือเป็นตัวหลักของรายได้ ส่วนเห็ดชนิดอื่นอาจเป็นตัวเสริมเข้ามาในบางจังหวะเท่านั้น พื้นที่จะไม่ใหญ่

แต่โรงเรือนได้ตามมาตรฐาน

สำหรับโรงเรือนที่ทำมีสองแบบ ตอนแรกที่เริ่มทำจะเป็นโรงเรือนแบที่เรียกว่าตัวเอ แล้วต่อมาพบว่าโรงเรือนแบบตัวเอ.นี้เก็บก้อนเห็ดลำบาก ถ้าหากเก็บไม่ระมัดระวังอาจทำให้เกิดความเสียหายตามมา จึงปรับแก้ไขโรงเอนรุ่นใหม่ให้เป็นแบบแนวตั้งหรือแบบคอนโด

ขนาดโรงเรือนตามแบบมาตรฐานนั้นคุณพนมกรบอกว่าอยู่ที่ 5คูณ 8 เมตร แต่เนื่องจากสภาพพื้นที่ในปัจจุบันมีขนาดเล็ก และต้องการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่เลยมีการปรับขนาดโรงเรือนให้มีความเหมาะสมเหลือประมาณ 4.5 คูณ 8 เมตร

เล็กหรือใหญ่ อยู่ที่การเอาใจใส่

สร้างรายได้ดี ไม่นานคืนทุน

ถ้าถามถึงการลงทุนคุณพนมกรบอกว่าเรื่องนี้อยู่ที่ตัวเรา เพราะสามารถทำได้ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ซึ่งขนาดเล็กจะทำให้อยู่บนระบบที่ได้มาตรฐาน เพียงแต่กำลังการผลิตอาจต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม ทำได้ทั้งผู้มีทุนน้อยและทุนมาก

“หากคุณซื้อจากหน้าฟาร์มไปสัก 8 บาท ใช้เวลา 5 เดือนก็ได้ทุนคืนแล้ว จากนั้นเป็นเรื่องของกำไร ทั้งหมดฟังดูง่าย แต่ความจริงเจ้าของต้องเอาใจใส่ ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย มิเช่นนั้นคงไม่เกิดรายได้อย่างที่บอกไปแน่”

พ่อค้าที่มารับซื้อเห็ดทุกวันคือคำตอบที่บอกถึงคุณภาพเห็ด คุณวิวัฒน์กล่าวว่าถ้าสินค้าไม่ดีจริง พ่อค้าคนเดิมคงไม่กลับมาหาเราอีก ดังนั้นการการันตีของคนมารับซื้อคือเครื่องยืนยันถึงคุณภาพของเห็ดที่ทำอยู่ และทุกวันนี้มีแต่คนรับซื้อโทรศัพท์มาทวงสินค้าตลอด

ถือแม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 2 ปี แต่ถือว่าเป็นช่วงเริ่มต้นที่พี่น้องคู่นี้ต้องเรียนรู้ ศึกษาปรับปรุงแก้ไข ให้มีความเหมาะสมและดีตามหลักวิธีที่ถูกต้อง แต่ทุกวันนี้เขาทั้งสองทำไปทีละขั้นตอนก่อน แต่ว่าทุกขั้นตอนที่ดำเนินไปจะอยู่บนรากฐานของความถูกต้องตามหลักวิชาการ