เทคนิคการปลูกเสาวรสสามารถปลูกได้ทั่วไป แต่ควรมีการจัด

ที่ให้เหมาะสม สภาพดินสมบูรณ์ ระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ท่วมขัง โดยที่สวนจะใช้วิธีปลูกแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน ไม่เน้นปลูกตามหลักวิชาการมากนัก อาศัยการปลูกจากต้นพันธุ์เพาะเมล็ด เป็นวิธีที่ดีและปลูกง่ายกว่าวิธีปักชำ

ก่อนปลูกจะมีการเพาะเมล็ดไว้ประมาณ 1-2 เดือน หรือความสูงของต้นประมาณ 10-15 เซนติเมตร เมล็ดที่ใช้เพาะกล้าควรเลือกจากผลเสาวรสที่มีขนาดใหญ่ ผลมีความสมบูรณ์ การปลูก เนื่องจากสภาพดินของที่สวนมีความอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว จึงไม่ต้องมีการเตรียมดินอะไรมาก ไถพรวนดิน 1 รอบ พร้อมกับการกำจัดวัชพืช จากนั้นขุดหลุมปลูกไม่ต้องลึกมาก แค่พอวางต้นกล้าพันธุ์ปลูกได้ ปลูกในระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 2 เมตร

การทำค้าง เป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากเสาวรสเป็นพืชเถาเลื้อย การเตรียมค้างจะเตรียมหลังจากการขุดหลุมปลูก หรือปลูกได้ในระยะ 2 เดือน ต้นเริ่มเลื้อยก็เตรียมทำค้างได้ โดยของที่สวนจะใช้เสาปูนในการทำค้างเพื่อความคงทน และใช้เครื่องเจาะดินให้ลึกประมาณ 50-80 เซนติเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้เสาล้มในช่วงมรสุม โดยการฝังเสาให้ใกล้กับต้นเสาวรสตามแนวของแถว จากนั้นใช้ลวดขึงโยงแต่ละเสาตามแนว ให้เป็นตารางสี่เหลี่ยม เมื่อเสาวรสโตขึ้น ผลผลิตจะดกมาก

การดูแลรดน้ำ เสาวรสเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำมาก ถ้าเป็นช่วงปลูกใหม่ๆ หน้าแล้งฝนไม่ตกเลยจะให้น้ำวันเว้นวัน แต่หลังจากนั้นเมื่อต้นเริ่มโตแข็งแรงแล้วเปลี่ยนเป็นรดน้ำอาทิตย์ละครั้ง ถือว่าเพียงพอ เพราะถ้าให้มากไปกว่านี้จะเกิดอาการบวมน้ำ โคลนจะโปร่ง ทำให้เกิดโรคได้ง่าย แต่ข้อดีของการปลูกเสาวรสคือไม่ค่อยมีเรื่องโรคแมลงเข้ามารบกวน ที่สวนปลูกเสาวรสแบบปลอดสารเคมี และมีเครื่องหมายรองรับ Q เพื่อแสดงถึงการให้การรับรองสินค้าเกษตรและอาหาร ว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่ประกาศโดยหรือได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ในด้านความปลอดภัยอาหาร (food safety) และด้านคุณภาพที่จำเป็น (essential quality) จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ปุ๋ย ในช่วงเริ่มต้นของการปลูกจะมีการใส่ปุ๋ยน้อยมาก ที่สวนจะใส่ปุ๋ยเคมีต้นละประมาณ 3-5 เม็ด 1 กำมือใส่ได้ประมาณ 20 ต้น ด้วยการโรยให้ห่างจากต้น ใส่ทุก 15 วัน ใส่แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนถึงเดือนที่ 4 จะมีการปรับปริมาณการให้ปุ๋ยเพิ่มขึ้นเป็นต้นละ 1 กำมือ ใส่เดือนละครั้ง

“โดยสูตรปุ๋ยที่ใส่เป็นสูตรปุ๋ยทั่วไปในช่วงแรกใส่สูตร 21-0-0 สำหรับบำรุงต้นอย่างเดียวในช่วง 2-3 เดือน เมื่อเข้าเดือนที่ 4 เปลี่ยนสูตรปุ๋ยเป็นสูตร 15-15-15 ต้นละ 1 กำมือ เป็นปริมาณที่กำลังพอดี หรือสวนไหนมีปุ๋ยคอกก็ให้ปุ๋ยคอกสลับไปด้วยก็ได้”

ปริมาณผลผลิต เสาวรสใช้เวลาปลูก 8 เดือนให้ผลผลิตรอบแรก หลังจากนั้นเก็บผลผลิตได้นานประมาณ 3-4 ปีแล้วแต่การดูแล หลังจากสิ้นสุดฤดูกาลเก็บเกี่ยวในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ จะตัดเถาโครงสร้างที่เกิดจากลำต้นให้เหลือ 3-4 กิ่งยาว หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือนต้นเสาวรสจะแตกยอดใหม่ที่กิ่งโครงสร้าง จนกระทั่งเมื่อเริ่มเข้าฤดูฝนจึงจะแตกตาข้างเกิดยอดใหม่ที่สมบูรณ์ไว้ 2-3 ยอดต่อเถาโครงสร้าง 1 เถา และจัดเถาให้กระจายไปรอบต้น ซึ่งวิธีการดูแลกิ่งถือเป็นเทคนิคที่ทำให้ผลผลิตดก ติดทุกข้อ

“เสาวรสพืชดาวเด่น”
หลากช่องทางสร้างรายได้
พี่กุ้ง บอกว่า เสาวรสถือเป็นพืชทางเลือกที่น่าสนใจ ลงทุนครั้งเก็บเกี่ยวได้นาน เหมาะกับการปลูกเป็นรายได้เสริม เนื่องด้วยเสาวรสเป็นผลไม้ที่คุณประโยชน์มากมาย เป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ เหมาะกับเทรนด์ในปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่หันมาใส่ใจกับสุขภาพของตัวเองมากขึ้น ปัจจุบันที่สวนมีช่องทางการขายเสาวรสออกมาหลากหลายรูปแบบ ทั้งรูปแบบขายผลสด แคะเนื้อเสาวรสบรรจุใส่ถุง บรรจุถุงละ 1-2 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 100 บาท ไว้สำหรับให้ลูกค้าร้านน้ำปั่น ร้านไอศกรีม ร้านทำเค้ก และสุดท้ายนำมาแปรรูปทำน้ำผสมเนื้อเสาวรส และน้ำเสาวรสปั่นขายเอง ผลตอบรับเป็นไปได้ดีตลอดจากกลุ่มลูกค้าประจำ กลุ่มลูกค้ารักสุขภาพ

โดยมีตลาดกระจายสินค้าทั้งในตลาดออนไลน์ เปิดร้านขายเองในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลสุราษฎร์ธานี ออกบู๊ธกับหน่วยงานราชการ ออกบู๊ธสินค้าโอท็อป ส่งประจำให้กับโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี และส่งประจำให้สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สุราษฎร์ธานี วันละ 80-150 ขวด ทำให้สามารถสร้างรายได้จากการปลูกเสาวรสกว่าเดือนละ 40,000 บาท ถือเป็นรายได้ที่พอใจมากเพราะได้มากกว่าเงินเดือนประจำที่เคยทำ และที่สำคัญใช้เวลาในการดูแลสวนน้อยมาก มีเวลาเหลือให้ทำงานบ้านและงานอื่นๆ อีกมากมาย

“กิจวัตรประจำวันของพี่ทุกวันนี้ ตื่นเช้ามาทำน้ำเสาวรสบรรจุใส่ขวดวันละ 80 ขวดบ้าง 100 ขวดบ้าง หรือวันไหนมีงานจัดประชุมมีการสั่งเพิ่มเป็น 150 ขวดบ้าง เก็บเงินสดได้ทุกวัน พี่ก็ทำเสร็จประมาณ 11 โมง ไม่เกินเที่ยง เป็นงานที่ใช้เวลาน้อย ได้ผลตอบแทนคุ้มค่ามากเลย ถ้าใครอยากจะทำพี่กุ้งคิดว่าเหมาะสมถ้ามีกลุ่มลูกค้ารองรับ ลงทุนครั้งเดียว สามารถต่อยอดสร้างรายได้ได้หลากหลาย”

แนะนำเกษตรกรมือใหม่
ให้เริ่มจากพื้นที่เล็กๆ

“แนะนำและให้กำลังใจสำหรับมนุษย์เงินเดือนสามารถทำได้ ให้เริ่มทำจากพื้นที่เล็กๆ ไปก่อน เริ่มทำแบบง่ายๆ ก็ได้ผลเหมือนกันถ้าเรามีการดูแลที่ดีและถูกต้อง ไม่ต้องอิงหลักวิชาการอะไรมากมาย เอาตามความเหมาะสมของพื้นที่และตามภูมิปัญญาที่เรามี หากทำได้ผลตอบแทนดีแน่นอน แล้วใช้เวลาในการทำไม่เยอะ ถ้าคิดทำให้เป็นรายได้เสริม คิดว่าถูกทาง เพราะว่าเสาวรสคนรู้จักแพร่หลาย ทานง่ายมีประโยชน์ ยิ่งปลูกแบบปลอดสารพิษ คนจะยิ่งให้ความสนใจ ถือเป็นพืชทางเลือกที่ดีอีกชนิดหนึ่ง และในส่วนของการแปรรูปก็เป็นทางออกที่ดี ถ้าเราขายผลสดไม่ทัน แนะนำให้แคะเนื้อใส่ถุงซีลแล้วนำแช่ฟรีซ การฟรีซจะทำให้เก็บเนื้อเสาวรสได้นานข้ามปีเลย อย่างบ้านพี่กุ้งใช้ตู้แช่ไอศกรีมมาเก็บไว้เฉพาะ เพราะถ้าเน้นขายผลสดอย่างเดียว ถ้าตลาดส่งมีไม่มาก จะทำให้ของเราเสียหาย การแคะแช่ฟรีซไว้ถือเป็นตัวช่วยยืดอายุสินค้าที่ดีมาก” พี่กุ้ง กล่าวทิ้งท้าย

จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันนั้น การทำเกษตรเพียงด้านเดียวนั้นไม่สามารถที่จะสร้างรายได้ที่มั่นคงได้ เกษตรกรหลายคนจึงเปลี่ยนมาทำการเกษตรแบบผสมผสานเป็นระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่ได้รับการยืนยันว่าสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในครัวเรือน เพราะมีผลผลิตออกจำหน่ายที่หลากหลาย ลดปัจจัยการผลิตจากภายนอกสวน ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร ไม้ใช้สอย และเกิดประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม จึงทำให้เกิดรายได้หลากหลายช่องทาง สร้างเป็นอาชีพที่ยั่งยืนให้กับตนเองได้เป็นอย่างดี

เกษตรผสมผสานเป็นการทำการเกษตรตั้งแต่ 2 กิจกรรมขึ้นไป เช่น การปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และประมง เพื่อลดความเสี่ยง มีการวางแผนการผลิต การใช้ปัจจัยการผลิตที่ผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิต ตามแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียง การทำเกษตรแบบผสมผสานจะไม่มีคำจำกัดความ ไม่มีกติกาหรือกฎตายตัว ว่าต้องเป็นพืชชนิดใด เลี้ยงสัตว์ชนิดใด เพราะแต่ละพื้นที่และท้องถิ่นมีสภาพทางธรรมชาติที่แตกต่างกัน การเกษตรแบบผสมผสานเป็นการสร้างความร่มรื่นให้พืชหลายชนิดที่ปลูกอยู่ในพื้นที่เดียวกัน มีการเกื้อกูลกันทางธรรมชาติให้มากที่สุด และสำคัญที่สุดคือผู้ปลูกต้องได้ประโยชน์มากที่สุด แล้วยังสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนด้วยเช่นกัน ในสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจแปรปรวน เกษตรผสมผสานจึงเป็นทางเลือกที่ดีในการสร้างรายได้เพื่อนำไปสู่การดำรงชีพที่มั่นคงสำหรับเกษตรกร

คุณวิมลทิพย์ ทองด้วง ผู้นำสาวแห่งบ้านพรุท่อม เกษตรกรหมู่ที่ 5 ตำบลนาโต๊ะหมิง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง พ่วงด้วยตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน และเป็น Smart Farmer ของชุมชน ได้มีแนวคิดทำการเกษตรแบบผสมผสานจากการได้มีโอกาสเดินทางไปดูงานนอกสถานที่ ตลอดจนศึกษาหาความรู้ด้านการทำเกษตรหลายแห่งหลายด้าน พบว่าการทำเกษตรกรรมแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยวจะเกิดความเสี่ยงต่อความเสียหายมาก เพราะรายได้ของการมีชีวิตแบบชาวสวนส่วนใหญ่เกิดจากการทำเกษตรกรรม แล้วเมื่อมีความเสียหายจากการทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวแล้ว พวกเขาจะได้รับผลกระทบโดยตรงทันที จึงมีแนวคิดว่า หนทางออกที่ดีที่สุด คือการทำสวนเกษตรผสมผสาน

ทั้งนี้ การทำเกษตรแบบผสมผสานจะไม่มีกฎตายตัว ว่าต้องปลูกพืชชนิดใด ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพของแต่ละพื้นที่ แต่ละท้องถิ่น จึงได้ตัดสินใจทำการเกษตรแบบผสมผสาน มีการจัดการการผลิตเพื่อให้คุ้มค่าและมีการวางแผนในการทำกิจกรรมการเกษตรหลายๆ อย่าง ภายในสวนทั้งกิจกรรมการปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และกิจกรรมอื่นๆ ที่สามารถเกื้อกูลผลประโยชน์ซึ่งกันและกันได้โดยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในสวนอย่างเหมาะสมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและเพิ่มรายได้ในครัวเรือน ตลอดจนนำวัสดุเศษเหลือใช้ในฟาร์มมาใช้ให้เกิดประโยชน์

การดำเนินงานของคุณวิมลทิพย์ในการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ได้จัดสรรที่ดินในการใช้ประโยชน์บนเนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ คือ

ส่วนที่ 4 เป็นแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการผลิต และมีการเลี้ยงสัตว์น้ำร่วมด้วย

กิจกรรมหลักของเกษตรกรคือ ปลูกปาล์มน้ำมัน ในเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ บริเวณร่องระหว่างสวนปาล์มจะปลูกสละอินโดรอบๆ สวน และมีการเลี้ยงไก่พื้นเมืองประมาณ 60 ตัว สาเหตุที่เลี้ยงไก่พื้นเมืองเพราะว่าเป็นไก่ที่สามารถเลี้ยงได้ง่าย ทนต่อสภาพแวดล้อมและโรคต่างๆ ได้ดี จึงเลี้ยงเอาไว้ประกอบเป็นอาหารภายในครัวเรือน ส่วนที่เหลือสามารถนำมาขายเพื่อสร้างรายได้เสริม เมื่อไก่เจริญเติบโตเต็มที่ไก่ก็จะผสมพันธุ์ออกลูกขยายพันธุ์เรื่อยๆ และสามารถออกไข่เพื่อไว้บริโภคได้อีกด้วย มีไข่เก็บได้ต่อวันประมาณ 25-35 ฟอง ไก่ทั้งหมดจะปล่อยให้หากินตามธรรมชาติและให้อาหารที่หาได้เอง เช่น หยวกกล้วย เศษผัก ที่หาได้ในท้องถิ่น เพื่อลดต้นทุนค่าอาหารเม็ด มูลของไก่ที่เลี้ยงไว้จะก็สามารถนำมาเป็นปุ๋ยคอกใส่พืชผักหรือต้นไม้ภายในฟาร์มได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ภายในสวนมีการปลูกไม้ผล อ้อย พืชอายุสั้น พืชผักสวนครัว ไว้กินในครัวเรือน ที่เหลือก็นำออกขายให้กับพ่อค้าในหมู่บ้านนำไปขายต่อที่ตลาดสดเมืองตรัง พืชผักที่ปลูกจะมี ผักหวาน บวบ มะเขือ กะเพรา ข่า ตะไคร้ และผักกินใบต่างๆ ส่วนไม้ผลที่ปลูกจะมี มะม่วง ฝรั่ง กล้วยหอม กล้วยเล็บมือนาง มะละกอ สละอินโด มะนาว กระท้อน ขนุน เป็นต้น คุณวิมลทิพย์ยังนำเศษใบไม้ หญ้าแห้ง ทะลายปาล์ม ที่อยู่ภายในสวนมาใช้ในการผลิตปุ๋ยหมักและนำมาเป็นวัสดุปลูกพืช มีการเผาถ่านเองจากต้นไม้ในละแวกบ้านเพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง แล้วยังนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ประโยชน์ด้วย และในพื้นที่ยังมีบ่อน้ำใช้ในด้านการเกษตร มีการเลี้ยงปลาไว้สำหรับทำอาหารในครัวเรือนด้วย

“การทำการเกษตรแบบผสมผสานนี้เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก จึงทำให้เหลือเงินสำหรับการออม วิถีชีวิตที่เรียบง่ายแบบนี้ถือเป็นความพอเพียง ครอบครัวของเขาแทบจะไม่ต้องใช้เงินเลย เพียงแต่อาจจะต้องซื้อวัสดุปรุงรส อย่างเช่น กะปิ น้ำปลา น้ำตาลทราย ผงชูรส เท่านั้น ซึ่งเป็นรายจ่ายที่ไม่มาก แล้วไม่ต้องซื้อบ่อย เป็นการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนได้ภายใต้กรอบของวิถีเศรษฐกิจพอเพียงที่นำทรัพยากรทางธรรมชาติในพื้นที่มาทำการเกษตรแบบผสมผสาน”

คุณวิมลทิพย์ กล่าวว่า ปัจจุบันรายได้หลักของครัวเรือน นอกจากเงินเดือนประจำแล้ว จะมีรายได้จากสวนปาล์มน้ำมัน เฉลี่ยเดือนละ 5,000 บาท รายได้จากการขายพืชผักผลไม้ ประมาณเดือนละ 1,000 บาท และรายได้ไก่ ไข่ไก่ และปลา ประมาณเดือนละ 3,000 บาท ในส่วนของรายจ่ายนั้นก็มีน้อย เพราะส่วนใหญ่จะกินอาหารที่หาได้จากครัวเรือน ทั้งไก่ ไก่ไข่ ปลา พืชผัก และผลไม้ ทำให้ลดรายจ่ายในส่วนนี้ไป

สวนเกษตรผสมผสานของคุณวิมลทิพย์ จึงถือเป็นต้นแบบของแหล่งความรู้ แนวทางการทำอาชีพเกษตรกรรมแบบพึ่งพาตนเองที่ยั่งยืน เป็นสถานที่สำหรับให้ผู้คนที่สนใจเกษตรทฤษฎีนี้เข้ามาเรียนรู้กันอย่างเต็มที่

คุณวิมลทิพย์ บอกด้วยว่า ปัจจุบัน เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากจนทำให้คนที่อยู่ในอาชีพเกษตรกรรมหลงไปตามกระแส จนลืมความเป็นอยู่แบบดั้งเดิม แต่ถ้าทุกคนหันกลับมาสนใจเอาใจใส่ในอาชีพเกษตรกรรมด้วยการแสวงหาความรู้การใช้ชีวิตแบบวิถีพอเพียงได้อย่างถ่องแท้ ชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรทุกคนก็จะมีความแข็งแรงและมั่นคง เมื่อเราปฏิเสธเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปในปัจจุบันไม่ได้ เราก็ต้องยอมรับและนำมาใช้ แต่ควรเลือกใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้ตรงและเกิดประโยชน์กับตัวเรามากที่สุด

ฝรั่ง ผลไม้พื้นบ้านที่รู้จักกันมาช้านาน ฝรั่งเป็นไม้ผลเมืองร้อนขนาดกลาง เจริญเติบโตได้ทุกพื้นที่ พบได้ทั่วไปในประเทศไทย มีการทำสวนฝรั่งกันมาก แต่การปลูกฝรั่งในโรงเรือนเป็นเรื่องฉีกแนวจากการทำการเกษตรกรรมทั่วไปและเป็นสิ่งที่ไม่มีใครจะทำกัน เพราะฝรั่งไม่ใช่พืชที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่ตลอดเหมือนกับพืชบางชนิดที่นิยมปลูกกันในโรงเรือน ในไต้หวันแหล่งผลิตฝรั่งพันธุ์ดีก็ไม่ได้ปลูกฝรั่งในโรงเรือน ไม้ผลที่มีปลูกในโรงเรือนตามที่เราเคยทราบกันคือ การปลูกมะม่วงในโรงเรือนของญี่ปุ่น เนื่องจากต้องการควบคุมอุณหภูมิ ส่วนฝรั่งไม่มีความจำเป็นต้องปลูกในโรงเรือน มีเหตุผลอะไรจึงต้องมาปลูกฝรั่งในโรงเรือนที่ประเทศไทยด้วย เป็นการคิดสวนทาง ทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่เขาไม่ทำกัน ชาวสวนฝรั่งได้ยินคงหัวร่อกันท้องคัดท้องแข็งกับเรื่องตลกแบบนี้ บอกว่าเป็นบ้ากันไปแล้วก็ได้

การปลูกฝรั่งในโรงเรือน ชาวสวนฝรั่งในบ้านเราเขาไม่ทำกัน และจะต้องใช้เงินทุนสูง เสียเงินไปเปล่าๆ ไม่คุ้มกันแน่นอน ฝรั่งไม่ใช่พืชที่ทำเงินให้มากมายจนต้องสร้างโรงเรือนไว้ปลูก

เรื่องการปลูกฝรั่งในโรงเรือนนี้มีความเป็นมาอย่างไร ต้องสอบถาม คุณปิยะ วงศ์จันทร์ แห่งเซฟตี้ ฟาร์ม (Safety Farm) จังหวัดลำปาง คิดอย่างไร จึงหันมาสนใจการปลูกฝรั่งในโรงเรือน คุณปิยะให้เหตุผลว่า ต้องการผลิตฝรั่งดีมีคุณภาพที่ไม่มีการใช้สารเคมีกำจัดแมลงเลย ซึ่งจะต่างจากการปลูกฝรั่งปลอดสารพิษ ที่มีการใช้สารเคมีในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ใช้ปุ๋ยเคมี แต่จะเว้นช่วงการใช้สารเคมีก่อนการเก็บเกี่ยว ซึ่งผลผลิตที่ได้ยังมีสารเคมีตกค้าง แต่ไม่เกินในปริมาณที่กำหนด ส่วนการปลูกฝรั่งในโรงเรือนนั้น ไม่ใช้สารเคมีกำจัดแมลง แต่มีการใช้ปุ๋ยเคมีและฮอร์โมน

การเลือกปลูกฝรั่งในโรงเรือน ก็เพราะฝรั่งเป็นผลไม้ที่ให้ผลผลิตได้ตลอดปี ฝรั่งยังเป็นผลไม้ที่ไม่บอบช้ำง่ายระหว่างการขนส่ง ฝรั่งเป็นผลไม้ที่รับประทานได้เรื่อยๆ ไม่เบื่อง่าย และมีรสชาติถูกปาก ไม่ว่าคนระดับไหน ฐานะไหน ก็สามารถหาซื้อมารับประทานได้ ราคาไม่แพงเหมือนกับผลไม้บางชนิดที่คนระดับล่างไม่สามารถหาซื้อมารับประทานได้ แต่ฝรั่งเป็นผลไม้ที่คนจนสามารถจับต้องได้ หาซื้อมารับประทานได้ง่าย

ฝรั่ง ที่ปลูกในโรงเรือน ใช้พันธุ์ฝรั่งจากไต้หวัน เป็นฝรั่งที่อร่อย มีรสชาติดีถูกปากในขณะนี้ รสชาติดีกว่าฝรั่งที่มีอยู่ในประเทศ พันธุ์ฝรั่งที่ใช้ปลูกในโรงเรือนมี หงเป่าซือ เฟิ่นหงมี่ และเจินจู โดยเป็นต้นพันธุ์แท้จากไต้หวันทั้งหมด ซึ่งผลฝรั่งดังกล่าวยังไม่ปรากฏมีจำหน่ายในตลาดผลไม้ทั่วไป อีกเหตุผลหนึ่งของการปลูกฝรั่งในโรงเรือนก็เพื่อต้องการทำให้เป็นธุรกิจท่องเที่ยวเชิงเกษตร ด้วยเหตุผลเพียงแค่นี้ จะสมเหตุสมผลกันหรือไม่ กับการที่จะต้องปลูกฝรั่งในโรงเรือน

คุณปิยะ เสริมว่าการปลูกฝรั่งในโรงเรือนของเขา ทำเพื่อต้องการรองรับตลาดลูกค้าระดับสูงขึ้นมาหน่อย คนที่พอมีเงินจึงเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายหลัก ซึ่งลูกค้าบางคนอาจจะไม่สะดวกนักกับการเดินเข้าไปในสวนเหยียบดินเหยียบโคลน เหม็นทั้งกลิ่นปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก สารเคมีต่างๆ ไม่ชอบแมลงและสัตว์อื่นๆ ที่มีในสวนนั้น การเดินเข้าสวนอาจทำให้เสื้อผ้าเปื้อนได้ หรืออยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมกับการเดินลุยสวน ดังนั้น การเดินในโรงเรือนจึงตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ เพราะในโรงเรือนสะอาด ไม่มีหญ้าหรือดินให้เหยียบ ไม่มีกลิ่นเหม็นของสารเคมี เพียงแต่อุณหภูมิจะสูงกว่าด้านนอกโรงเรือน ลูกค้าจะเข้ามาตัดผลฝรั่งเลือกได้เองตามชอบใจ แต่ราคาผลฝรั่งจะสูงกว่า

การปลูกฝรั่งในโรงเรือนใช้โรงเรือนขนาด กว้าง 15 เมตร ยาว 30 เมตร สูง 4 เมตร หลังคาโค้ง 2 หลังคา ต่อกันมุงด้วยพลาสติกใสสำหรับมุงหลังคาโรงเรือนโดยเฉพาะ ด้านข้างติดมุ้งลวดทั้ง 4 ด้าน มีประตู เข้า-ออก 1 ประตู กับประตูพักด้านนอกก่อนเข้าด้านในอีก 1 ประตู วางวงบ่อซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร ได้ 250 วงบ่อ วางติดกันหรือได้ 250 ต้น ระยะห่างระหว่างต้น 80 เซนติเมตร ใส่ดินในวงบ่อละ10 ถุง และคอยเติมดินเป็นระยะๆ พื้นปูด้วยแผ่นคลุมหญ้า ป้องกันไม่ให้หญ้าขึ้นแต่น้ำซึมลงได้สะดวก

ปลูกมาได้ไม่ถึงปี แต่การเจริญเติบโตเร็วมาก ดังนั้น จึงต้องมีการตัดแต่งทรงพุ่มไม่ให้แต่ละต้นสูงเกิน จะรักษาความสูงไว้เท่าระดับความสูงของคน เพื่อความสะดวกในการดูแลรักษา การตัดแต่งกิ่งไม่ใช่เป็นการตัดกิ่งก้านทิ้งไปเหมือนการตัดแต่งกิ่งทั่วไป แต่จะใช้วิธีการตอนกิ่ง ทาบกิ่งกับกิ่งที่ต้องการตัดออก ทำให้ได้ทรงพุ่มที่ต้องการและได้กิ่งพันธุ์ตามมา การตัดแต่งกิ่งช่วยให้ทรงพุ่มโปร่ง ใบสามารถรับแสงได้ทั่วถึง ส่วนกิ่งที่ยังเล็กจะไว้ให้ติดผลเพียง 1 ผล การปลูกฝรั่งในโรงเรือนจะไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำฝนที่ตกในฤดูฝน ที่จะทำให้ธาตุอาหารเจือจางหายไป และเกิดน้ำท่วมขังเหมือนการปลูกกลางแจ้ง ทำให้สามารถควบคุมให้มีผลผลิตได้ตลอดปี โดยเฉพาะในฤดูฝน การปลูกฝรั่งหลายพันธุ์ในโรงเรือนเดียวกันจะมีการผสมข้ามพันธุ์กันหรือไม่ ภายในโรงเรือน แมลง ผึ้ง เข้ามาไม่ได้ จึงไม่มีตัวนำละอองเกสรไป และไม่มีลมพัดแรงมาพาละอองเกสรไปเช่นกัน ดังนั้น โอกาสผสมข้ามต้นจึงมีน้อยมาก

ระบบการให้น้ำและปุ๋ย เป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด ใช้ถังเก็บน้ำ ขนาด 45,000 ลิตร สามารถใช้ได้ 45 วัน ถังปุ๋ยน้ำขนาด 200 ลิตร ใสปุ๋ยเกล็ด สูตร 13-13-21 จำนวน 1 ถุง 25 กิโลกรัม ผสมกับน้ำในถังปุ๋ย ผลใกล้แก่จะเพิ่มปุ๋ยสูตร 0-0-24 สัปดาห์ละครั้ง ในวันหนึ่งจะใช้น้ำประมาณ 1 ลูกบาศก์เมตร ให้น้ำพร้อมปุ๋ย วันละ 2 ครั้ง เวลา 9 โมงเช้าและบ่าย 3 โมง ใช้น้ำครั้งละ 500 ลิตร เปิด-ปิดตามโปรแกรมที่ตั้งไว้โดยอัตโนมัติ คนจึงไม่ต้องทำอะไร ปัญหาอยู่ที่ไฟฟ้าในหมู่บ้านจะดับบ่อยแค่ไหน คิดคำนวณแล้ว เสียค่าน้ำวันละ 10 บาท

การปลูกฝรั่งในโรงเรือนควบคุมการแพร่ระบาดของแมลงได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องแมลงจะมาทำความเสียหาย อย่าง เช่น แมลงวันทอง เพลี้ยแป้ง และหนอนเจาะลำต้น แต่ก็พบแมลงชนิดหนึ่งเข้าอยู่ได้คือ แมลงหวี่ขาว ซึ่งอาจติดมากับดินปลูก ไม่ได้ทำความเสียหายอะไร ใช้แผ่นกาวดักจับ เมื่อปราศจากแมลงรบกวนก็ไม่จำเป็นต้องห่อผลฝรั่ง การห่อผลฝรั่งเพื่อป้องกันแสงแดดส่องที่ผิวผลฝรั่ง ช่วยให้ผลฝรั่งมีสีเขียวอ่อนออกเหลือง ผิวสวยน่ารับประทานและได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ จุดประสงค์หลักของการห่อเพื่อป้องกันแมลงศัตรูตัวฉกาจที่มาเจาะผลฝรั่งคือ แมลงวันทอง การห่อจะห่อด้วยกระดาษและห่อด้วยถุงพลาสติกทับอีกชั้น เพื่อป้องกันน้ำไม่ทำให้กระดาษที่ห่อไว้เปื่อยก่อนผลแก่

ปัญหาจากการห่อผลฝรั่งปิดมิดทั้งผลที่พบคือ การห่อจะเกิดแผลเน่าสีน้ำตาล แผลจะบุ๋มลงไป ผลเน่าเสียหาย ถ้าเกิดน้อยทำให้ฝรั่งมีตำหนิ คุณภาพลดลง ผลฝรั่งเน่าจึงพบง่ายจากการห่อผล โดยเฉพาะฝรั่งที่มีความหวานมากจะพบบ่อย ผลเน่าเสียจากการห่อจะเกิดกับต้นที่อายุน้อย ไม่ค่อยเกิดกับต้นที่แก่ การปล่อยให้ผลแก่เกินไปจะเกิดผลเน่าได้ การห่อผลมีข้อเสียที่ทำให้ไม่รู้ว่าผลไหนแก่สมควรจะเก็บได้ จะรู้ว่าผลแก่ได้ต่อเมื่อแกะกระดาษหรือถุงที่ห่อออก ถ้าห่อด้วยถุงพลาสติกก่อนแล้วใช้กระดาษหนังสือห่อแบบคลุมบังร่มคือ ไม่ห่อปิดหมดทั้งผล วิธีนี้จะทำให้สามารถดูผลว่าแก่หรือยังไม่แก่ได้ หรือใช้การบีบผล ผลเน่าอาจเกิดจากถุงพลาสติกที่ห่อไม่ได้เจาะหรือตัดเป็นช่องระบายน้ำไว้ การปลูกฝรั่งในโรงเรือนตัดปัญหาเรื่องการห่อออกไป จึงไม่เกิดผลเน่า ผลที่ได้ดูเป็นธรรมชาติ แต่ผิวผลอาจจะไม่สวยเหมือนกับผลที่ห่อ

การลงทุนปลูกฝรั่งในโรงเรือน englishdefenceleague.org เจ้าของที่ดินที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ต้องจ่ายเงินค่าสร้างโรงเรือนและระบบการให้น้ำและปุ๋ย ประมาณ 260,000 บาท แบ่งจ่ายชำระเป็น 3 งวด งวดแรก 50 เปอร์เซ็นต์ งวดที่ 2 และงวดที่ 3 ชำระงวดละ 25 เปอร์เซ็นต์ จุดคืนทุนภายใน 3 ปี ทุกอย่างเจ้าของที่ดินไม่ต้องทำอะไร ทีมงานจะไปสร้างโรงเรือนเอง ทั้งต้นพันธุ์และอุปกรณ์อื่นๆ จะนำมาไว้ให้พร้อม

ปัจจุบัน มีเจ้าของที่ดินที่เข้าร่วมโครงการ 5 โรงเรือน ใน 5 พื้นที่ จังหวัดลำปางมี 3 โรง และที่กรุงเทพฯ อีก 2 โรง และฝรั่งที่ไม่ได้ปลูกในโรงเรือนอีกประมาณ 30 ไร่ เป็นฝรั่งพันธุ์ไต้หวันทั้งหมด คุณปิยะจะส่งทีมไปดูทุกเดือน เพื่อติดตามปัญหาและให้คำแนะนำ แก้ไขสิ่งที่บกพร่อง ซ่อมแซมหรือเพิ่มสิ่งที่ต้องเพิ่มเติม เช่น ปุ๋ย ฮอร์โมน โครงการนี้เพิ่งดำเนินการครบ 1 ปี เมื่อเดือนเมษายนนี้ หลังจากปลูกแล้ว ตอนอายุประมาณ 6 เดือน ทรงพุ่มเริ่มใหญ่ ทางคุณปิยะจะส่งทีมไปตัดแต่งด้วยการตอนกิ่ง ทาบกิ่ง เมื่อครบเวลาการตอนกิ่งหรือทาบกิ่งจะตัดกิ่งออกเพื่อรักษาทรงพุ่มไม่ให้สูงเกิน พันธุ์เฟิ่นหงมี่เป็นพันธุ์ที่ให้ผลดก ฝรั่งที่ปลูกในโรงเรือนให้ผลผลิตดีไม่ต่างจากฝรั่งที่ปลูกกลางแจ้ง แต่ผลจะดกกว่าผลใหญ่และให้ผลตลอดปี เนื่องจากควบคุมการให้น้ำและปุ๋ยได้ โดยรับซื้อกิ่งที่ตอนหรือทาบคืน กิ่งละ 80 บาท ส่วนผลฝรั่งจะรับซื้อกิโลกรัมละ 50 บาท จากเจ้าของที่ดิน ผลที่รับซื้อคืนจะส่งไปขายที่บรูไนและดูไบ ส่วนกิ่งพันธุ์จะจำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจภายในประเทศ ซึ่งปริมาณยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพียง 8 เดือนแรกเจ้าของพื้นที่ได้ทุนคืน ประมาณ 80,000 บาท จากการขายคืนกิ่งพันธุ์

การปลูกฝรั่งในโรงเรือนอาจเป็นเรื่องแปลกใหม่ในประเทศไทย แต่ถ้าท่านใดชอบสิ่งที่ไม่เหมือนใคร สนใจการปลูกฝรั่งในโรงเรือน ปรึกษาได้ที่ เบอร์โทร. 085-687-8778 หรือเข้าไปที่ Face book: Piya Safety Farm

สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักและคิดถึงยิ่ง หนึ่งเดือนเราได้เวียนมาพบกันหนึ่งครั้ง พร้อมเรื่องราวดีๆ มาบอกเล่าสู่กัน ในช่วงที่บ้านเมืองของเรายังประสบภาวะต้องป้องกันตนเองจากโรคร้าย ปัญหาฝนตกน้ำท่วม ปัญหาค่าครองชีพ ฯลฯ สารพันปัญหาที่ต้องพบ ยังดีที่เราเป็นประเทศที่ทำเกษตรกรรม ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรแต่อย่างน้อยเรายังมีอาหาร เพราะเรายังต้องกินวันละ 3 เวลา เมื่อท้องร้องก็คงไม่มีความสุขในการประกอบกิจการงานอื่นเท่าใดนัก

จากคำขวัญของจังหวัดตาก ที่เราเคยได้ยินกันมานาน อาจถึงคราวต้องเปลี่ยนโดยการเพิ่มคำขึ้นมาอีกดีไหมหนอ อย่างแรกคือ อุทยานไม้กลายเป็นหินที่สร้างสถิติใหม่ในตำแหน่งยาวที่สุดในโลก เมืองค้าขายชายแดนอันแสนคึกคักที่แม่สอด (แต่ตอนนี้ต้องหยุดไปเพราะโควิด-19) หรือกระทั่งคำว่า เมืองหลวงของอะโวกาโด ใช่ครับ วันนี้จะมาบอกเล่าเรื่องราวของอะโวกาโดที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก

ในช่วงที่ผ่านมา ผมได้เดินทางไปร่วมงาน เทศกาลอะโวคาโด ที่ อบต.รวมไทยพัฒนา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ที่จัดงานกันตั้งแต่วันที่ 29-31 กรกฎาคม 2565 งานนี้ท่านนายก อบต. นายมณฑล สว่างนภาลัย และทีมงานทุกท่าน เนรมิตพื้นที่บริเวณที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลรวมไทยพัฒนา ให้เป็นเมืองอะโวกาโด มีเวทีกลางที่เป็นพื้นที่จัดประกวด เสวนา และกิจกรรมอื่นๆ บริเวณโดยรอบก็มีการมาออกร้าน สวนสนุก สนามแข่งขันกีฬาทั้งฟุตซอล วอลเล่ย์บอล เปตอง และชกมวย ตรงนี้ต้องยอมรับครับว่าจัดงานได้อลังการมากๆ