เทคนิคช่วยผสมเกสรฟักทองโดยธรรมชารติแล้ว ต้นฟักทอง

จะออกดอกเดี่ยวอยู่ตามข้อใบแยกเพศ มีกลีบเลี้ยงสีเขียว กลีบดอกมีสีเหลือง 5 กลีบ ดอกตัวเมีย จะมีรังไข่กลมยาว 2-5 เซนติเมตร ลักษณะคล้ายผลฟักทองขนาดเล็ก ส่วนของยอดเกสรมี 2-5 แฉก ดอกฟักทองตัวเมีย ในระยะแรกของการเจริญเติบโต ฟักทองจะมีแต่ดอกตัวผู้ ส่วนดอกตัวเมียจะเริ่มมีตั้งแต่ข้อที่ 12-15 เป็นต้นไป ส่วนใหญ่ดอกที่เกิดปลายเถาและเถาแขนงจะเป็นดอกตัวเมีย โดยทั่วไปนิยมใช้วิธี “การต่อดอก” โดยปลิดกลีบดอกตัวผู้ออก แล้วนำไปเคาะให้ละอองเกสรตกลงบนดอกตัวเมีย การต่อดอกฟักทอง ดอกตัวเมียและตัวผู้ของฟักทองจะเริ่มบานในช่วงเวลา 03.30-06.00 น. อับละอองเรณูของฟักทองจะแตกระหว่าง เวลา 21.00-03.00 น. ละอองเรณูจะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 16 ชั่วโมง

หลังอับละอองเรณูแตกยอด เกสรตัวเมียจะพร้อมรับการผสมเกสรก่อนดอกบาน 2 ชั่วโมง และหลังดอกบาน 10 ชั่วโมง ดังนั้น ในช่วงเวลาที่มีความเหมาะสมต่อการช่วยผสมเกสรฟักทอง คือ ตั้งแต่เวลา 06.00-09.00 น. เมื่อดอกฟักทองกำลังบานให้เลือกดอกตัวผู้ เด็ดมาแล้วปลิดกลีบดอกออกให้หมด นำไปเคาะละอองเกสรตัวผู้ให้ตกลงบนดอกตัวเมีย ถ้าติดผลจะให้ผลอ่อน ถ้าไม่ติดผลดอกตัวเมียจะฝ่อไป

ขณะที่เกษตรกรบางรายนิยมใช้วิธีการล่อแมลงช่วยผสมเกสร โดยนำนมผงที่ใช้เลี้ยงทารกผสมน้ำพอประมาณ พ่นใส่ดอกฟักทองในระยะที่ดอกกำลังบาน เพื่อล่อแมลงมาช่วยผสมเกสร วิธีนี้ช่วยให้ฟักทองติดผลทุกเถา โดยไม่ต้องต่อดอก

ฟักทองผลแก่ สามารถสังเกตได้จากสีเปลือก คือ ผลฟักทองมีนวลขึ้นตั้งแต่ขั้วไปจนตลอดก้นผล แสดงว่า ผลฟักทองแก่จัด ควรเก็บผลฟักทองให้เหลือขั้วติดไว้พอประมาณเพื่อช่วยให้เก็บรักษาได้นานขึ้น โดยไม่ต้องใส่ตู้เย็น

กระแสรักสุขภาพยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง หากเกษตรกรท่านใดอยากจะสร้างรายได้และช่องทางการตลาดเพิ่ม การทำเกษตรอินทรีย์ หรือเกษตรปลอดสารพิษ ถือเป็นเรื่องที่ตอบโจทย์ เพราะไม่เพียงแต่ดีต่อสุขภาพของตัวเอง แต่ยังดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค และที่สำคัญคือ สินค้าที่เป็นเกษตรอินทรีย์จะขายได้ราคาดี และเป็นที่ต้องการของตลาด สามารถกำหนดราคาขายได้เอง ซึ่งการเกษตรที่ใช้สารเคมีไม่สามารถทำได้

คุณสำราญ แคยิหวา อดีตประธานยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ 2 สมัย อยู่บ้านเลขที่ 177 หมู่ที่ 3 ตำบลเขาขาว อำเภอละงู จังหวัดสตูล เล่าว่า จากเดิมตนมีอาชีพเป็นเกษตรกร ทำสวนยางมาก่อน แต่เลิกทำสวนยางแล้วหันมาทำไม้ผลชนิดอื่นเพราะมีแรงจูงใจ

จากการที่ชอบไปเยี่ยมชมสวนของคนอื่น ได้เห็นวิธีการทำและการแก้ปัญหาของเขาแล้ว รู้สึกว่าชอบ เพราะนิสัยส่วนตัวเป็นคนที่ชื่นชอบแก้ปัญหา ชอบคิดอย่างไม่หยุดนิ่ง อย่างปลูกพืชก็จะมีโรคแมลงหรือปัญหาต่างๆ ให้หาวิธีแก้ แต่กับยางพาราทำอะไรเดิมๆ กรีดยางก็กรีดอยู่แบบนั้น ที่เดิมไม่ได้ออกไปเจออะไรใหม่ๆ จึงเกิดแรงจูงใจที่จะไปทำไม้ผล และพืชที่เลือกปลูกหลังจากเลิกกรีดยางคือ มะละกอ ด้วยเหตุผลที่มะละกอสามารถมีผลผลิตให้เก็บขายได้ทุกวันไม่ใช่ออกตามฤดู ยิ่งถ้าดูแลดีๆ ทำให้ต้นสมบูรณ์ แสดงว่ารายได้จะเกิดขึ้นทุกวัน หรือจะเก็บตามรอบ 4 วันครั้ง ก็ทำได้

ยึดหลักศาสตร์พระราชา
เริ่มต้นทำจากสิ่งที่ตัวเองรัก
คุณสำราญ บอกว่า ตนเริ่มปลูกมะละกอเป็นพืชหลักสร้างรายได้ครั้งแรกตอน ปี 2558 เริ่มจากการปลูกมะละกอพันธุ์กินดิบก่อน คือปลูกมะละกอพันธุ์แขกดำ แต่เมื่อเวลาผ่านไปพฤติกรรมของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไป จากเคยขายพันธุ์กินดิบได้ดี ก็ขายได้น้อยลง แต่ความนิยมบริโภคมะละกอกินสุกมีมากขึ้น จึงต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ หันมาปลูกมะละกอกินผลสุกแทน ซึ่งมะละกอพันธุ์กินสุกที่นิยมปลูกมี 2 สายพันธุ์ คือ ฮอลแลนด์ และเรดเลดี้ แต่ที่สวนเลือกปลูกมะละกอฮอลแลนด์ สายพันธุ์ปลักไม้ลาย เป็นสายพันธุ์นำเข้าจากมาเลเซีย มีจุดเด่นที่เปลือกบาง เนื้อแน่น รสชาติหวาน เนื้อข้างในสีแดงแจ๊ด และค่อนข้างเป็นพันธุ์ที่หายาก จะมีปลูกแค่เฉพาะในจังหวัดสตูลเท่านั้น และอีกข้อดีคือ สามารถขยายพันธุ์ปลูกต่อ06เพิ่มได้ มาถึงปัจจุบันนี้ก็ปลูกมะละกอไป 3 รุ่นแล้ว เริ่มเก็บผลผลิตครั้งแรก ตอนปี 2559 ปลูกบนพื้นที่ 3 ไร่ และมีการนำศาสตร์พระราชาเกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับปรุงใช้ภายในสวน คือจะหมุนเวียนวัตถุดิบในสวนมาลดต้นทุน เพิ่มรายได้ โดยการปลูก

กล้วยหอม และกล้วยเล็บมือนาง แล้วใช้ต้นกล้วยมาทำน้ำหมักจุลินทรีย์หน่อกล้วย ใช้แทนปุ๋ย ส่วนผลก็เก็บขายได้อีก รสชาติกล้วยของที่สวนดีมาก เพราะไม่เคยใช้สารเคมีในการดูแล
ฝรั่งอินทรีย์
มะละกอฮอลแลนด์ สายพันธุ์ปักไม้ลาย ราคาดี เป็นที่ต้องการของตลาด เทคนิคการปลูกมะละกอฮอลแลนด์
ให้มีผลผลิตเก็บขายได้ทุก 4 วัน
เริ่มจาก การเตรียมดิน… ไถพรวน 3-4 ครั้ง ให้ดินร่วน แต่ถ้าจะให้ดีในระยะที่ไถให้หว่านขี้ไก่แกลบ เขาไปช่วยให้ดินมีความร่วนซุย แล้วยกร่องให้เป็นคูน้ำ โดยระยะวางแนวให้ได้ 1 แถว 3×3 ระยะนี้เป็นระยะที่เหมาะสม ช่วยให้ใบไม่ทับซ้อนกัน

ขุดหลุม… ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร หรือ 1 ศอก รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกขี้วัว หรือขี้ไก่ แล้วแต่ความสะดวก ซึ่งในสวนจะใช้ขี้วัว เพราะว่าในท้องถิ่นมีวัวเยอะ จะให้เด็กๆ แถวบ้านเก็บตามท้องนาเอามาขาย ที่สวนจะรับซื้อไว้เอง

การเพาะกล้า… ใช้เวลาการเพาะ 45 วัน 1 ถุง เพาะ 3 ต้น เพื่อการคัดแยกเพศของมะละกอ หลังจากนั้นนำลงแปลงปลูก เมื่อครบ 3 เดือน ดอกจะออกมาให้เห็น ก็สามารถคัดเพศมะละกอได้ ถ้ามีต้นสมบูรณ์เพศเกิดมา 2 ต้น จะใช้วิธีง้างกิ่งออกให้ห่างกัน หรือถ้าชิดกันเกินไปก็จะใช้วิธีตอนกิ่งไปขยายปลูกเพิ่ม

การใส่ปุ๋ย… แนะนำสำหรับท่านที่ปลูกแบบเคมี ช่วงดอกเริ่มออกให้ใส่ปุ๋ย สูตรเสมอ 15-15-15 เข้าไปนิดหนึ่ง เพื่อกระตุ้นให้ต้นเจริญงอกงามได้เร็วขึ้น แต่ที่สวนปลูกแบบอินทรีย์ จะใช้น้ำหมักเข้าไปทดแทนส่วนตรงนี้

วิธีการใส่ให้ดูที่ใบ ไม่ได้ใส่ที่โคนต้น เพราะจะทำให้โคนเน่า ต้องใส่ปุ๋ยให้ได้ระยะทางใบ และมีการใช้ฮอร์โมนไข่มาใช้พ่นด้วย ปริมาณการใส่ปุ๋ยคอก 1 ต้น ใส่ไปทีเดียว 1 ถัง พืชจะกินได้นาน การให้ปุ๋ยจะมองที่สีของใบ ถ้าใบเหลืองหมายถึงพืชต้องการอาหารแล้วนะ แต่ถ้าใบยังเขียวก็ยังไม่ต้องให้

รดน้ำ… เช้า-เย็น ต่อต้น ต่อครั้ง รดประมาณ 10 ลิตร แต่ให้ดูพื้นดินประกอบด้วยว่าแฉะไปไหม ถ้าแฉะรากจะเปื่อย มะละกอไม่ชอบน้ำแฉะ แต่จะชอบน้ำปริมาณที่พอดี

ระยะ 4 เดือนแรกตอนติดดอก เป็นอะไรที่ต้องดูแลใส่ปุ๋ยรดน้ำให้สม่ำเสมอ ผลผลิตจะเริ่มติดช่วง 4 เดือน เริ่มเก็บผลผลิตได้ตอนอายุ 7 เดือน แล้วหลังจากนั้นก็สามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดเลย นี่เป็นอีกแรงจูงใจที่ทำให้หันมาปลูกมะละกอ

โรคแมลง… มะละกอจะมีโรคที่น่ากลัวคือ โรคใบด่างจุดวงแหวน และโรคแอนแทรคโนส ชาวบ้านมักเข้าใจผิดระหว่างโรคใบด่างจุดวงแหวน กับโรคแอนแทรคโนส ซึ่งแถวบ้านส่วนใหญ่ที่เจอโรคจะเป็นแอนแทรคโนส ไม่ใช่ใบด่างจุดวงแหวน แต่ถ้าเป็นโรคใบด่างจุดวงแหวน สังเกตง่ายๆ ยอดจะไม่โตและหงิก ให้เผาทำลายทิ้งได้เลย แต่ถ้าเป็นโรคแอนแทรคโนสถ้าเกษตรกรดูแลมะละกอให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรงจะมีภูมิคุ้มกันโรคอยู่ในตัวอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดขึ้นมาจะไม่ถึงขั้นต้องเผาทำลายทิ้ง อาจจะต้องใช้สารชีวภัณฑ์เข้ามาช่วย

ใช้พลาสติกคลุม… ที่ลูกจะทำให้ผิวของมะละกอสวย และช่วยป้องกันแมลงวันทองเข้ามาชอนไชมะละกอให้เกิดความเสียหายได้ และอีกวิธีคือ ใช้ถุงพลาสติกคลุมโคนต้น ช่วยป้องกันหอยทากกัดกินลำต้นได้

ผลผลิต… มะละกอถือเป็นพืชที่สร้างรายได้แบบคุ้มค่า มะละกอ 1 ต้น เก็บได้ 4 ลูก ต่อ 4 วัน น้ำหนักเฉลี่ย 8 ขีด ถึง 2 กิโลกรัม ต่อลูก 1 ไร่ ปลูกได้ 140 ต้น ปลูก 3 ไร่ สรุปเป็นรายได้ต่อ 4 วัน คิดเป็นเงิน 14,000-15,000 บาท คิดเป็นรายได้ต่อเดือนจะสูงพอสมควร ซึ่งเมื่อเทียบกับต้นทุนแล้วแทบไม่ได้เสียอะไรเลย ผลผลิตที่เสียหายจากแมลงเจาะหรือเป็นโรคราน้ำค้าง ก็สามารถเก็บมาทำปุ๋ยหมักไว้ใช้ดูแลพืชได้ต่อ

สูตรทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เองภายในสวน
ช่วยมะละกอผลดก
คุณสำราญ บอกว่า สาเหตุที่ทำให้ผลผลิตดก เก็บขายได้ทุก 4 วัน ส่วนหนึ่งมาจากการใช้ปุ๋ยน้ำหมักที่ทำเอง ส่วนผสมมีดังนี้

มะละกอที่ช้ำเสียหายจากการโดนแมลงกัดกิน 20 กิโลกรัม
พด.2 ที่ขอจากกรมพัฒนาที่ดิน 1 ห่อ
กากน้ำตาล 5 ลิตร
น้ำเปล่า ใส่ไม่มาก ปุ๋ยหมักต้องมีความข้น
ผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ใส่ถังหมักปิดฝา หมักทิ้งไว้ 45 วัน น้ำหมักจะเริ่มขึ้นยีสต์เป็นสีขาว ก็เอามาใช้ได้แล้ว

แต่สำหรับใครที่อยากเพิ่มไนโตรเจนให้กับพืชมีใบเขียว สร้างต้นให้สมบูรณ์ ให้ใช้สูตรดังต่อไปนี้

หัวปลาที่เหลือทิ้งจากแม่ค้าในตลาด
พด.2 ที่ขอจากกรมพัฒนาที่ดิน 1 ห่อ
กากน้ำตาลในส่วนนี้ต้องใช้เยอะหน่อย ถ้าใส่หัวปลา 10 กิโลกรัม ก็ต้องใช้กากน้ำตาล 10 ลิตร และน้ำเปล่า 1 ส่วน สาเหตุที่ต้องใช้กากน้ำตาลเยอะ เพราะในกรณีของปลา ถ้ากากน้ำตาลน้อยจะส่งกลิ่นเหม็น สร้างความรำคาญให้เพื่อนบ้าน

ปลูกมะละกออินทรีย์ ดีอย่างไร
คุณนิภาพร แคยิหวา ภรรยาของคุณสำราญ บอกเล่าประสบการณ์การตลาดของมะละกอที่ผ่านมาว่า ถ้ามองเรื่องตลาดมันไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เพราะคนยังปลูกได้น้อย มะละกอถือเป็นพืชปราบเซียน ปลูกยาก และแหล่งที่ปลูกก็หายาก เพราะบางที่น้ำท่วม บางที่ไม่มีน้ำ มันเหมาะกับพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ดินร่วนซุย แต่ถ้าทำได้ถือว่ามะละกอเป็นพืชที่สร้างรายได้ค่อนข้างดี ยิ่งถ้าปลูกแบบอินทรีย์แล้วไม่ต้องห่วงเรื่องราคาและการตลาด เพราะในปัจจุบันกลุ่มคนรักสุขภาพเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ตลาดก็จะกว้างมากขึ้น แต่คนปลูกแบบอินทรีย์ยังมีน้อยอยู่ นั่นก็หมายความว่า เกษตรกรที่ปลูกแบบอินทรีย์จะเป็นสินค้าที่มีค่าและหายาก ราคาจะสูง เจ้าของสวนสามารถกำหนดราคาได้เอง อย่างทุกวันนี้มะละกอที่สวนริมคลองของเธอตั้งราคาขายหน้าสวนอยู่ที่ กิโลกรัมละ 40 บาท แต่ถ้าออกบู๊ธตามงานต่างๆ จะขาย กิโลกรัมละ 50-60 บาท ถือเป็นราคาที่สูง แต่ยังขายได้ดี เพราะสินค้าได้คุณภาพและปลอดภัย ตลาดส่งมีหลายช่องทาง

ส่งที่โรงพยาบาลละงู กิโลกรัมละ 40 บาท ซึ่งยังมีโรงพยาบาลอีกหลายแห่งที่ต้องการมะละกอของที่สวน แต่เธอไม่สามารถผลิตได้ทัน
ตลาดค้าปลีก-ส่ง ผลไม้ในตัวเมือง เธอและคุณสำราญมีหน้าที่เก็บออกจากสวนไปจอดให้แม่ค้าที่รับซื้อประจำ ที่เหลือทางร้านรับซื้อเป็นคนชั่ง นับกิโลให้ เธอมีหน้าที่คอยรับเงินอย่างเดียว
ออกบู๊ธตามงานเกษตรของหน่วยงานราชการ ในส่วนของราชการมักจะนำผลผลิตของที่สวนไปเป็นผลไม้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง สั่งไปจัดกระเช้า หรือสั่งไปเป็นของเบรกงานประชุมบ้าง
ช่องทางออนไลน์ จะมีลูกค้าทักมาตลอดว่าวันนี้ผ่านทางนี้ไหม ถ้าผ่านลูกค้าก็สั่งผ่านเฟซบุ๊ก แล้วให้แวะส่งที่บ้าน แต่กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ใช้โชคช่วยอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องใช้ความจริงใจและความซื่อสัตย์ จะไปบอกปากเปล่าว่าผลผลิตที่สวนเป็นอินทรีย์อย่างเดียวไม่ได้ ซึ่งภายในสวนมีฐานการเรียนรู้ที่ชัดเจน ใครได้มาที่สวนจะเห็นและเกิดความประทับใจ เกิดความเชื่อมั่น ว่าผลผลิตจากสวนนี้ผ่านกระบวนการอะไรมาบ้าง ฝากไว้ให้คิด

คุณสำราญ และ คุณนิภาพร ฝากข้อคิดว่า การประกอบกิจการหรือธุรกิจต่างๆ ต้องมีการวางแผนที่ดี ดังคำที่ว่า “การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ” ที่สวนขายผลผลิตดีก็จริง แต่ถ้าถามว่ามีแผนจะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มไหม บอกเลยว่า ยังไม่มี เพราะที่สวนจะยึดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาตลอด ทำเท่าที่ไหว และเมื่อเกิดปัญหาพลิกล็อกเกิดโรคแมลง หรือวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นมา เราต้องสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองไว้ก่อน ให้ทุกคนเริ่มทำจากจุดเล็ก เริ่มจากสิ่งที่ตัวเองชอบ และหาจุดยืนของตัวเองให้เจอ ทำเกษตรไม่ต้องทำเยอะ ไม่ต้องปลูกผักทีเดียว 5-7 อย่าง ปลูกแค่ 2 อย่าง ก็พอ เพื่อให้ได้ผล เพราะถ้าปลูกเยอะ ก็ไม่สามารถที่จะเรียนรู้ในชนิดของผักได้ทั้งหมด จำเป็นต้องมีจุดเด่นและชัดเจน ว่าเรามีความสามารถและความรู้เรื่องไหน และเชื่อว่าถ้าทุกคนหาจุดยืนของตัวเองได้ ก็ประสบผลสำเร็จได้ไม่ยาก

สำหรับอาชีพเกษตรถือเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศและคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในช่วงอายุประมาณสัก 28-35 ปี เป็นอย่างมาก ถือเป็นปรากฏการณ์ที่แตกต่างไปจากอดีต ที่อาชีพเกษตรจะเป็นอาชีพสุดท้ายที่คนจะนึกถึง ขนาดที่ว่าลูกบ้านไหนที่มีพ่อแม่ปูทางงานด้านการเกษตรไว้ให้ก็ไม่เต็มใจอยากจะสานต่อสักเท่าไหร่ กระเสือกกระสนที่จะไปทำงานในเมืองหลวง

เหตุผลส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะได้จดจำภาพที่พ่อแม่ทำแล้วลำบาก ทำแล้วมีแต่หนี้ แต่เมื่อมาถึงยุคปัจจุบันยุคที่ข้าวยากหมากแพง กลับกลายเป็นว่าอาชีพเกษตรกลายเป็นอาชีพที่เนื้อหอม ด้วยการดำรงชีวิตยุคปัจจุบันที่มีความเคร่งเครียดขึ้น แก่งแย่งเพื่อให้ตัวเองได้อยู่รอด หรือหลายคนอยากหลุดพ้นจากงานประจำ อยากมีชีวิตอิสระ เพราะฉะนั้นอาชีพเกษตรกรจึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ ทั้งในแง่ของการลดค่าใช้จ่ายประจำวันปลูกผักกินเอง รวมถึงในแง่ที่จะได้หนีจากความวุ่นวายในเมืองหลวง ไปใช้ชีวิตอิสระแบบที่อยากเป็น แต่ก็ยังคงตอบโจทย์ชีวิตที่มั่นคงได้อีกด้วย

คุณปรียาภรณ์ กงเพชร หรือ คุณบุ๋ม อยู่บ้านเลขที่ 98 หมู่ที่ 12 ตำบลเชียงยืน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม สาวบ้านนาหน้าใส ผันตัวเป็นเกษตรกรเริ่มต้นทำเกษตรผสมผสานบนพื้นที่ 3 ไร่ บนความรู้ที่เกือบจะเป็นศูนย์ ใช้เพียงความตั้งใจค่อยๆ เรียนรู้ทดลองผิดลองถูก จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็เป็นระยะเวลากว่า 4 เดือน ที่เธอคนนี้ได้ทุ่มทั้งแรงกายแรงใจกับงานทำสวน จนได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจสามารถเก็บพืชผักสวนครัวที่ปลูกไว้เล็กๆ น้อยๆ ภายในสวนขายได้แล้ว ถึงแม้ว่าในช่วงเริ่มต้นรายได้อาจจะยังไม่มาก แต่ในอนาคตตั้งเป้าหมายไว้จะต้องสร้างรายได้จากสวนผสมให้ได้วันละพันบาท

คุณบุ๋ม เล่าถึงจุดเริ่มต้นการมาเป็นเกษตรกรสาวบ้านนาว่า ก่อนหน้าที่จะมาทำเกษตรตนเองได้เดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศเพื่อเก็บเงินสักก้อนแล้วกลับมาลงทุนหาอะไรทำอยู่ที่บ้าน โดยตั้งเป้าหมายของอาชีพที่จะลงทุนไว้ว่าจะต้องเป็นงานที่สามารถทำอยู่ที่บ้านได้ และมีเวลาเหลือดูแลพ่อแม่ได้ทุกเวลา แล้วก็ได้มาประจวบเหมาะกับที่บ้านมีที่ดินว่างเปล่าที่ไม่ได้ทำประโยชน์ไว้ จึงมีความคิดว่าอยากจะสร้างที่ดินตรงนี้ให้เกิดประโยชน์ ด้วยการทำเกษตรที่แตกต่างจากรุ่นพ่อแม่ที่ปลูกแต่พืชเชิงเดี่ยว ปลูกมันสำปะหลัง ทำไร่อ้อย นานกว่าจะมีรายได้ ด้วยการทำเกษตรผสมผสานเพื่อลดค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว และยังสามารถเก็บขายสร้างรายได้เป็นรายวันได้อีกด้วย จึงตัดสินใจลงมือทำอย่างไม่ลังเล อาศัยหาความรู้จากเกษตรกรมืออาชีพในช่องยูทูป ดูไปทำไปจนได้ออกมาเป็นสวนผสมผสานในรูปแบบของตนเอง ยึดหลักความสะดวก ใช้สอยประโยชน์ได้จริงๆ ไม่เน้นทฤษฎีมากเกินไป ทำตามในรูปแบบที่ตนเองพอใจ

เกษตรผสมผสาน 3 ไร่ จัดสรรพื้นที่
ปลูกผัก-เลี้ยงสัตว์ ตามใจตัวเอง
เจ้าของบอกว่า ในพื้นที่ 3 ไร่ ได้มีการจัดสรรไว้สำหรับปลูกพืชผักผลไม้หลากหลาย ส่วนที่ 1 แบ่งเป็นพื้นที่ขุดสระน้ำไว้ 2 บ่อ ไว้กักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับการเพาะปลูก และในขณะเดียวกันก็จะปล่อยปลาลงไปเลี้ยงควบคู่กันไป โดยจะแยกระหว่างปลากินพืชและปลากินสัตว์ เช่น ปลาดุก ปลานิล ปลาตะเพียน และปลาบึก บ่อละ 3,000 ตัว รวมถึงมีการปล่อยหอยเชอรี่ลงไปเลี้ยงถือเป็นผลพลอยได้ เก็บกินได้ เก็บขายได้กิโลกรัมละ 20 บาท

พื้นที่สำหรับทำนาปลูกข้าวไว้จำนวน 1 งาน และในช่วงหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วมีโครงการทดลองปล่อยน้ำลงในนาข้าวแล้วปล่อยปลาเลี้ยงพืชลงไปเลี้ยง เพื่อสังเกตความแตกต่างระหว่างการเลี้ยงในสระกับการเลี้ยงในนาข้าว ปล่อยให้ปลาได้กินตอซังข้าว แบบไหนปลาจะเจริญเติบโตได้ดีกว่ากัน ถ้าหากผลออกมาว่าปล่อยเลี้ยงในนาข้าวได้ผลดีกว่า ภายในปีหน้าก็จะลดพื้นที่การปลูกข้าวลงแล้วขยายการเลี้ยงปลาเพิ่มมากขึ้น
พื้นที่สำหรับปลูกพืชผักสวนครัวหลากหลายชนิดสลับหมุนเวียนกัน เช่น มะเขือเปราะ พริก มะนาว ผักบุ้ง คะน้า ผักกาด กวางตุ้ง ตะไคร้ ต้นหอม ผักชี ถั่วฝักยาว มะเขือเทศ รวมถึงผักสลัด โดยพืชผักทุกอย่างปลูกแบบปลอดสารพิษทั้งหมด

พื้นที่ 1 ไร่ ไว้สำหรับทำโคก หนอง นา โมเดล ปลูกไม้ผล เช่น กล้วยหอม 20 กอ กล้วยน้ำว้าปลูกไว้บริเวณรอบขอบสระ ข่า 20 กอ มะพร้าวน้ำหอม 20 ต้น มะขามเทศ 10 ต้น ฝรั่งกิมจู 5 ต้น มะม่วง 3 ต้น น้อยหน่า 10 ต้น มะละกอฮอลแลนด์ มะละกอดำเนิน ข้าวโพดหวาน เป็นต้น
พื้นที่สำหรับปลูกไม้ยืนต้น เช่น ยางนา เพื่อไว้ใช้ประโยชน์ทางด้านนิเวศ ให้ร่มเงา กำบังลม ให้ความชุ่มชื้น ควบคุมอุณหภูมิในอากาศ ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน ฯลฯ
สระสำหรับเพาะเลี้ยงแหนแดง ไว้ต่อยอดอาหารลดต้นทุนในการเลี้ยงสัตว์ต่อไป “ขยายไว้ก่อน พอมีเยอะก็เลี้ยงสัตว์ต่อเลย”

ซึ่งในตลอดระยะเวลากว่า 4 เดือน ที่ได้เริ่มลงมือทำเกษตรก็เริ่มเกิดรายได้ขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่มาก แต่ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี ในตอนนี้จะเริ่มมีรายได้มาจากพืชอายุสั้นอย่างมะเขือเปราะ พริก และพืชผักสวนครัวเก็บขายสร้างรายได้เป็นรายวันได้ประมาณ 200-300 บาท โดยในอนาคตวางแผนไว้ว่าจะต้องสามารถสร้างรายได้จากสวนผสมผสานให้ได้วันละพันบาทขึ้นไป

เทคนิคการปลูกผักสไตล์คนรุ่นใหม่
คุณบุ๋ม บอกว่า สำหรับเทคนิคการเตรียมดินสำหรับปลูกพืชผักสวนครัวทั่วไป เริ่มต้นจากการเตรียมดิน ที่สวนจะใช้จอบขุดดินเพื่อยกร่องทำแปลงปลูกผัก แล้วตากดินทิ้งไว้สัก 1-2 วัน จากนั้นให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์คลุกเคล้าไปกับดินที่เตรียมไว้ เพื่อเป็นการเพิ่มสารอาหารให้ดินและยังช่วยการอุ้มและระบายน้ำของรากพืชได้ดี แล้วนำฟางมาคลุมดินคือสำคัญมาก ช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับหน้าดิน

การปลูก ใช้ต้นกล้าที่แข็งแรงแล้วลงปลูก จากนั้นรดน้ำ ใช้เวลาปลูกเพียง 30-45 วัน ได้เก็บขาย การดูแลใส่ปุ๋ย หลังจากลงหลุมปลูกได้ 2 สัปดาห์ ให้ใส่ปุ๋ยคอก และจะมีการใส่จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงลงไปเพื่อเร่งการเจริญเติบโต ทำให้พืชแข็งแรงแล้วโตเร็ว และมีการฉีดพ่นด้วยสูตรน้ำหมักผักสดที่เป็นสูตรเฉพาะของที่สวนให้กับพืชผักทุก 15 วัน เพื่อบำรุงให้ผลผลิตออกมาเขียวสวย

สูตรน้ำหมักผักสด มีวิธีทำดังนี้

ส่วนผสม

จุลินทรีย์ EM
กากน้ำตาล
เศษผัก เศษผลไม้ ที่เหลือจากการเหลือกินเหลือทิ้ง เกมสล็อต UFABET เตรียมน้ำเปล่าใส่ถังไว้ปริมาณ 20 ลิตร จากนั้นใส่เศษผักผลไม้ที่เตรียมไว้ลงไป แล้วเทจุลินทรีย์ EM และกากน้ำตาลลงไป ในสัดส่วน จุลินทรีย์ EM 2 ฝา กากน้ำตาลประมาณ 1.25 ลิตร และเศษผักเหลือทิ้งอีกประมาณ 2 กิโลกรัม ปิดฝาทิ้งไว้ วันต่อมานำไม้มาคนให้ส่วนผสมเข้ากันแล้วปิดฝาทิ้งไว้ โดยทำแบบนี้ติดกันในช่วงระยะเวลา 3 วันแรก แล้วนำถังหมักมาวางไว้ในที่ร่ม แล้วให้หมักทิ้งไว้อีกประมาณ 3 เดือน สามารถนำมาใช้ได้

วิธีการใช้ นำมาผสมใส่บัวรดน้ำในสัดส่วนปุ๋ยหมัก 2 ฝาต่อ 1 บัวรดน้ำ รดทุก 15 วัน ถ้าเป็นผักที่มีอายุการเก็บเกี่ยวเร็วประมาณ 30 วัน รดเพียง 1 ครั้ง แต่ถ้าเป็นผักที่มีระยะเวลาการปลูกประมาณเดือนครึ่งก็จะให้น้ำหมัก 2 ครั้ง คือ 15 วัน รด 1 ครั้ง สูตรนี้จะช่วยให้ผักใบเขียวสด และยังช่วยบำรุงดินได้ดีด้วย

การตลาด หาได้ง่ายๆ จากคนในชุมชนและหมู่บ้านใกล้เคียง ด้วยการนำเสนอและทำให้ทุกคนเห็นว่าผักทุกชนิดที่ออกมาจากสวนเราปลอดภัย และขายในราคาเหมือนพี่เหมือนน้อง ขายบ้างแถมบ้าง ส่วนเพื่อนบ้านชุมชนใกล้เคียงนั้นเกิดจากการสร้างตัวตนในเฟซบุ๊กให้น่าเชื่อถือ ใครเห็นแล้วสนใจอยากกินผักกินปลาที่สวนของเราจะมาขอเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊ก จนเกิดเป็นเพื่อนและลูกค้าได้อีกช่องทางหนึ่ง

มือใหม่หัดปลูก จิตใจต้องแน่วแน่
“ของพี่ตอนช่วงที่กลับมาอยู่บ้านปลูกผักปลูกผลไม้ ในช่วงแรกต้นไม้ของพี่จะโตมาพร้อมกับคำพูดสารพัด ปลูกทำไม กว่าจะเห็นเงิน ปลูกอย่างอื่นดีกว่า กี่ปีจะใช้งานได้ เปลืองพื้นที่ และอีกมากมายที่เขาจะดูถูกได้ แต่ถ้าเราอดทนผ่านคำดูถูกนี้ไปได้ เราจะพบกับความสุขทางใจ กับการที่ไม่ต้องไปทำงานตามคำสั่งใคร ได้ทำงานที่ตัวเองรักและอยากทำได้ มีเวลาดูแลพ่อแม่ และยิ่งมีความสุขไปกว่านั้นคือเมื่อได้เดินเยี่ยมชมต้นไม้ที่ปลูกขึ้นมาเองกับมือ เห็นการเติบโต มันกลายเป็นความสุขที่ออกมาจากใจ ลืมคำดูถูก คำพูดคนไปเลย” คุณบุ๋ม กล่าวทิ้งท้าย

ดิน เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชและการเกษตรกรรม เป็นที่สำหรับรากพืชได้เกาะยึด เป็นแหล่งให้ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช เป็นแหล่งเก็บความชื้นและน้ำในดิน เป็นแหล่งที่ให้อากาศในดินสำหรับรากพืชใช้เพื่อการหายใจ ดังนั้น การทราบองค์ประกอบของดิน ระดับความอุดมสมบูรณ์และธาตุอาหารในดิน จะทำให้เกิดประโยชน์อย่างมาก ที่เกษตรกรจะใช้เป็นข้อมูลสำหรับส่งเสริมธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต ให้อยู่ในรูปที่รากพืชสามารถดึงดูดไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

รายการเกษตรช่อง 5 พัฒนาชุมชน เมื่อวันพุธที่ 21 เมษายน 2564 เวลา 11.00 น. ออกอากาศทาง ททบ.5 TV5HD1 และไลฟ์สดพร้อมกันทางเพจ “รายการเกษตรช่อง 5 พัฒนาชุมชน” เสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับดิน โดยแขกรับเชิญผู้เชี่ยวชาญเรื่องดิน ผศ.ดร. อรรถศิษฐ์ วงศ์มณีโรจน์ และ อาจารย์ ดร. อัญธิชา พรมเมืองคุก จากภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล่าเรื่องดินในแง่มุมต่างๆ ให้เกิดความรู้ ความเข้าใจพื้นฐานของธาตุอาหารในดินแปลงปลูกของตนเอง การใช้ปุ๋ยประเภทต่างๆ อาทิ ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยเคมี การเลือกใช้ปุ๋ยแต่ละชนิดให้เหมาะกับสภาพดิน ธาตุอาหารที่ต้องการและเหมาะสมสำหรับพืชแต่ละชนิด ดังนั้น ก่อนการจะปลูกพืช เกษตรกรควรทราบคุณสมบัติและธาตุอาหารในแปลงปลูกของตนเองก่อน เพื่อการปรับสภาพดินและเตรียมธาตุอาหารสำหรับพืชที่จะปลูก เพื่อให้ได้ผลผลิตดีที่สุด