เทคนิคทำให้รสชาติหวาน ให้ใช้เกลือเม็ดหว่านรอบโคนต้น

วิธีนี้จะใช้ก็ต่อเมื่อฝนฟ้าอากาศมากไป ฝนตกมากไป แต่ถ้าไม่มีปัญหาสภาพอากาศก็ไม่ต้องใช้ ช่วงเวลาการหว่านให้หว่านช่วงก่อนห่อถุงมืด 3-5 วัน หรือหว่านพร้อมตอนที่กำลังห่อผลก็ได้ สามารถยืดหยุ่นได้ตามความสะดวก ปริมาณการหว่าน 1 กิโลกรัม ต่อ 10 ตารางเมตร หว่านครั้งหนึ่งอยู่ได้นาน อาจจะอยู่ได้ถึง 2 รุ่น ของชมพู่ อย่าง 1 ปี เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม หว่านไม่เกิน 3 ครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ อย่างปลายปีนี้แทบไม่ต้องหว่าน เพราะในดินไม่มีน้ำ ในอากาศน้ำน้อย ชมพู่ก็จะหวานเองตามธรรมชาติ แต่ถ้าไม่หวานจริงๆ เจ้าของสวนจะรู้เอง รุ่นเดือนมกราคมจะเห็นผลชัดเจนว่าจะหวานหรือไม่หวาน ถ้าไม่หวานก็เริ่มหว่านเกลือ พอเข้าเดือนกุมภาพันธ์หน้าแล้งชมพู่ก็จะหวานเอง

การฉีดพ่นน้ำตาล อีกเทคนิคเพิ่มความหวาน วิธีนี้ต้องดูความจำเป็น หากประเมิณแล้วว่ารุ่นนี้ถ้าไม่ฉีดพ่นน้ำตาลช่วยจะไม่หวานแน่นอนถึงค่อยทำสูตรนี้ คือต้องดูที่ห่อไปจำนวนเท่าไรแล้วมีรุ่นน้องที่ติดต่อกันหรือไม่ ถ้ามีรุ่นน้องที่ติดต่อกันต้องฉีดเพิ่ม เพราะว่าจะแย่งอาหารกัน ความหวานจะไม่พอ ฉีดพ่นน้ำตาลต้องใช้ความระมัดระวังในการทำ การฉีดพ่นสามารถทำได้บ่อย 10 วันฉีดได้ 1 ครั้ง ยกตัวอย่าง 1 รุ่นการห่อจะฉีดพ่นไม่เกิน 1-2 ครั้ง พ่นทางใบตอนห่อผลแล้ว ในส่วนผสมจะมีน้ำตาลทราย 1 กก.ผสมน้ำ 1 ลิตร เคี่ยวให้น้ำตาลสุก แล้วนำมาผสมน้ำตาล 100 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร เป็นส่วนผสมที่เจือจางมาก เพื่อให้เปลี่ยนรสชาติเพียงนิดเดียว ถ้าผสมมากกว่านี้จะไม่ดี เพราะความเหนียวของน้ำตาลจะไปเคลือบใบมากไปทำให้ฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคมาเกาะและอาจทำให้เกิดแมลงมารบกวนได้

ภูมิปัญญาต่างๆ เหล่านี้คุณเกบอกว่า คุณพ่อของเขาคือคุณไพฑูรย์ ธาตุทอง เป็นคนคิดค้นทำมานานกว่า 30-40 ปี แล้ว สูตรเหล่านี้ทำแล้วได้ผลดีมาตลอดและไม่หวงสูตรด้วยใครมาถามก็บอกหมดอย่างละเอียด แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยทำตามกันเพราะค่อนข้างยุ่งยากสลับซับซ้อน บางคนก็บอกว่าสิ้นเปลืองต้องเปลี่ยนถุงห่อ 2 ครั้ง ต้องมีต้นทุนการฉีดพ่นเพิ่มเติมอีก แต่อยากจะบอกว่าถ้าทำได้ถือว่าคุ้มต้นทุนค่าถุงเพิ่มอีกไม่กี่บาท แต่ถ้าเราห่อถุง 2 รอบ จากที่จะขายได้กิโลกรัมละ 200 บาท กลายเป็นขายได้ 250-300 บาทต่อกิโลกรัม ขายได้สบาย แล้วลูกค้าก็จะยิ้มด้วยเพราะชมพู่ที่เขาได้ซื้อไปมีสีสันที่สวยงามเพิ่มขึ้น สามารถดึงดูดสายตาได้ใครเห็นก้อยากซื้อ

ป้องกันโรคแมลงด้วยพริกแกงผสมเหล้าขาว ชมพู่ก็เหมือนผลไม้ทั่วไปที่มีศัตรูตัวสำคัญคือแมลงวันทอง หรือแมลงวันผลไม้ อันดับสองคือหนอนกินใบ สูตรการทำสารไล่แมลงมีดังนี้ ใช้พริกแกง 1 ขีด ผสมเหล้าขาว 5-10 ช้อนโต๊ะ ขยำให้เข้ากันเพื่อให้เหล้าคั้นเอาสารที่อยู่ในน้ำพริกแกงออกมา แล้วกองเอากากออก จากนั้นนำน้ำที่ได้ไปผสมกับน้ำเปล่า 20 ลิตร แล้วฉีดพ่นไปที่ใบ ในช่วงเวลาตอนเย็น ถือเป็นการป้องกันและขับไล่แมลง

ตลาด “ชมพู่เพชรสายรุ้ง” ยังไปได้ดี
ขายได้ราคามานานกว่า 10 ปี
เจ้าของบอกว่า ราคาชมพู่เพชรสายรุ้งดีมานานต่อเนื่องกว่า 10 ปีแล้ว ลักษณะการแบ่งไซซ์ของชมพู่จะมี 4 เบอร์ มีเบอร์0-4 เบอร์0 จะใหญ่ที่สุด ขนาดไม่เกิน 5-8 ลูกต่อ 1 กิโลกรัม ราคาจะอยู่ที 350 บาทต่อกิโลกรัม แต่ที่สวนไพฑูรย์ส่วนใหญ่ผลิตได้เบอร์ 1และเบอร์2 ราคาลดหลั่นลงมาตามลำดับ เบอร์ 1 กิโลกรัมละ 300 บาท เบอร์ 2 กิโลกรัมละ 250 บาท แต่ความต้องการของลูกค้ามีทุกขนาดไซซ์ บางคนถ้าซื้อไปฝากผู้ใหญ่เขาก็จะเลือกเบอร์0 แต่ถ้าซื้อกินเองจะเลือกเบอร์ลองลงมา หรือไซซ์เล็ก บางคนก็ซื้อแบบมีตำหนิไปก็มี เพราะเรื่องขนาดลูกไซซ์ไม่สำคัญประเด็นสำคัญอยู่ที่ความหวานต้องได้

“ซึ่งตลอดระยะเวลาที่สวนไพฑูรย์ทำมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราใช้คุณภาพเข้าสู้ถึงทำให้มีตลาด ทุกวันนี้ไม่ต้องนำผลผลิตออกไปขายที่ไหน ปลูกเองขายเอง มีลูกค้ามาซื้อถึงสวนกิโลกรัมละ 250-300 บาท ก็อยู่ได้สบาย และช่วงที่หมดฤดูชมพู่ก็ทำกิ่งพันธุ์ขายต่อ ราคาของกิ่งพันธุ์มีขายตั้งแต่ต้นละ 200-15,000 บาท ราคาต้นละ 15,000 บาท สามารถซื้อไปปลูกแล้วมีลูกเก็บกินได้เลย ความสูงของต้นไม่ต่ำกว่า 1.50 เมตร ทรงพุ่มไม่ต่ำกว่า1.50 เมตรเหมือนกัน”

อนาคตชมพู่เจ้าของมองว่ายังไปได้อีกไกล เพราะสาเหตุที่ชมพู่เพชรสายรุ้งมีราคาสูงเพราะปัจจุบันปริมาณต้นชมพู่ลดน้อยลง แต่ความต้องการของผู้บริโภคมีเท่าเดิมและเพิ่มขึ้น ฉะนั้นราคาก็สูงขึ้นตามข้อจำกัดด้วย คุณประมวลกล่าวทิ้งท้าย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสนใจซื้อกิ่งพันธุ์ชมพู่เพชรสายรุ้งติดต่อคุณประมวลได้ที่เบอร์โทร.093-578-8557

นางอังคณา พุทธศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 เชียงใหม่ (สศท.1) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า “อะโวกาโด” เป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ ได้รับความนิยมสูงจากผู้บริโภค เนื่องจากเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเบาหวาน รวมถึงตลาดยังมีความต้องการต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และการสกัดน้ำมันอะโวกาโดเพื่อนำมาใช้ในอุตสาหกรรมความงาม

พบการปลูกอะโวกาโดมากที่สุดในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย คิดเป็นร้อยละ 97 ของพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ แหล่งปลูกสำคัญอยู่บนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และตาก ซึ่งเกษตรกรบนพื้นที่สูงในเขตภาคเหนือหันมาปลูกอะโวกาโดเป็นพืชทางเลือกมากขึ้น เนื่องจากสามารถช่วยแก้ปัญหาพื้นที่ที่มีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นจำนวนมาก เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง และถั่วลิสง เป็นต้น ซึ่งเป็นการทำลายที่ดินและบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ รวมถึงอะโวกาโดยังเป็นไม้ยืนต้นที่มีใบเขียวตลอดทั้งปีสามารถเป็นป่าทดแทนได้

ปัจจุบัน จังหวัดเชียงใหม่เป็นแหล่งผลิตอะโวกาโดอันดับ 1 ของภาคเหนือ ซึ่งจากการขึ้นทะเบียน เกษตรกรผู้ปลูกอะโวกาโดกรมส่งเสริมการเกษตร (ข้อมูลวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564) มีพื้นที่ปลูก รวม 11,309 ไร่ เกษตรกรผู้ปลูก 1,761 ราย แหล่งปลูกสำคัญครอบคลุมในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ เชียงดาว ฝาง หางดง แม่แตง และแม่วาง ซึ่ง สศท.1 ได้ลงพื้นที่เพื่อศึกษาการผลิต และการตลาดอะโวกาโดของจังหวัดเชียงใหม่ โดยศึกษาอะโวกาโดพันธุ์คุณภาพดี 5 สายพันธุ์ ได้แก่ ปีเตอร์สัน บัคคาเนียร์ บูท 7 พิงค์เคอร์ตัน และ แฮสส์ ซึ่งเป็นพันธุ์การค้าที่ตลาดมีความต้องการสูง เนื้อผลดี มีเปอร์เซ็นต์ไขมันสูง

โดยจากการสัมภาษณ์เกษตรกรกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 109 ราย พบว่า เกษตรกรนิยมนำกล้าพันธุ์ที่เสียบยอดพันธุ์คุณภาพดีมาปลูกลงในแปลง เพราะสามารถป้องกันการติดโรค และได้ต้นกล้าที่มีความสมบูรณ์ ซึ่งเกษตรกรจะซื้อต้นพันธุ์จากสวนที่จำหน่ายกล้าพันธุ์ในราคา 150 บาท/ต้น

ด้านต้นทุนการผลิตอะโวกาโด5 สายพันธุ์ พบว่า ในปีแรกของการลงทุนเกษตรกรจะมีต้นทุนเฉลี่ย 11,877 บาท/ไร่/ปี ประกอบด้วยค่าต้นพันธุ์ และค่าบำรุงรักษาต้น ปีที่ 2-3 ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 5,443 บาท/ไร่/ปี ต้นทุนลดลงเนื่องจากเกษตรกรไม่ต้องจ่ายค่าต้นพันธุ์ จะมีเพียงค่าดูแลรักษาเท่านั้น และเมื่อเข้าสู่ปีที่ 4 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มให้ผลผลิต จะมีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 14,989 บาท/ไร่/ปี ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเกษตรกรมีการบำรุงรักษาต้นอย่างพิถีพิถัน ค่าแรงงานในการเก็บผลผลิต และค่าวัสดุอุปกรณ์การเกษตร

สำหรับการปลูกอะโวกาโด สามารถปลูกได้ทุกฤดูแต่จะนิยมปลูกในช่วงฤดูฝน ถ้ามีฝนตกชุกมาก ต้องระวังไม่ให้น้ำขัง ถ้าปลูกในช่วงฤดูร้อนควรเตรียมวัสดุป้องกันแสงแดด เพื่อบังส่วนของเปลือกลำต้น หรือกิ่งก้าน เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงเดือนกรกฎาคม-กุมภาพันธ์ ของทุกปี ให้ผลผลิตรวม 5,800 ตัน/ปี ผลผลิตเฉลี่ย 835 กิโลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ ณ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 เฉลี่ยอยู่ที่ 37 บาท/กิโลกรัม เกษตรกรได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 30,913 บาท/ไร่/ปี คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 15,924 บาท/ไร่/ปี

ด้านสถานการณ์ตลาดอะโวกาโด 5 สายพันธุ์ พบว่า ผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 46 เกษตรกรจำหน่ายให้กับมูลนิธิโครงการหลวง เพื่อกระจายสินค้าไปจำหน่ายให้กับร้านค้าโครงการหลวง ห้างสรรพสินค้า และผู้รวบรวมเอกชนของโครงการหลวง รองลงมาผลผลิตร้อยละ 28 ส่งจำหน่ายให้กับผู้รวบรวมในพื้นที่เพื่อกระจายสินค้าไปจำหน่ายยังตลาดขายส่งจังหวัดเชียงใหม่ พ่อค้าขายปลีกในจังหวัด และตลาดขายส่งจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน และเพชรบูรณ์ ผลผลิตร้อยละ 20 ส่งจำหน่ายให้กับสถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน ซึ่งจะกระจายสินค้าไปจำหน่ายยังตลาดไท และโรงงานแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ อะโวกาโดแช่แข็ง ไอศกรีม แชมพู เป็นต้น ส่วนผลผลิตที่เหลือส่งจำหน่ายพ่อค้าขายปลีกในพื้นที่ และผ่านทางออนไลน์

อะโวกาโด นับเป็นพืชทางเลือกที่น่าสนใจ สามารถสร้างรายได้สูงให้กับเกษตรกรบนพื้นที่สูง เนื่องจากมีพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม มีความหลากหลายของสายพันธุ์ ทำให้มีผลผลิตออกกระจายตลอดทั้งปี ทั้งนี้ เกษตรกรควรวางแผนการผลิตและตลาด โดยปลูกหลายสายพันธุ์ เป็นพันธุ์ทางการค้า ตลาดมีความต้องการ ซึ่งจะทำให้มีผลผลิตออกจำหน่าย ได้ตลอดฤดูกาล รวมถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า

ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 เชียงใหม่ จึงขอเชิญชวนประชาชนหันมาบริโภคอะโวกาโด ที่มีทั้งรสชาติอร่อย พร้อมด้วยคุณค่าทางอาหารสูง เพื่อสนับสนุนรายได้แก่กลุ่มเกษตรกรได้มีกำลังใจในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพต่อไป

“ฟักข้าว” นับเป็นพืชโบราณ ที่เชื่อว่ามีมาตั้งแต่ก่อนจะค้นหาพืชพรรณธัญญาหาร แต่ทุกวันนี้นับวันจะหาตามธรรมชาติยากมากขึ้น บางพื้นที่หายสูญไปเลย คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยจะรู้จัก จะเห็นมีคนที่อายุมากสักหน่อยมักจะถามหากัน ก็อาจเป็นเพราะปัจจุบัน มีสื่อเผยแพร่สรรพคุณของฟักข้าว ว่าเป็นพืชมหัศจรรย์ มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอเสื่อมสภาพตามกาลเวลา เช่น ผิวหนัง เส้นผม และที่สำคัญต้านทานยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อเอดส์และยับยั้งมะเร็ง และมีการจดลิขสิทธิ์พืชทรงคุณค่าให้ประโยชน์ของประเทศไทยแล้ว

เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์ CUCURBI TACEAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ Momordica cochinchinensis Spreg. มีชื่อเรียกแถบภาคกลาง ว่า “ฟักข้าว” ทางเหนือที่จังหวัดตาก เรียก “ผักข้าว” แพร่-น่าน เรียก “มะข้าว” ชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน เรียก “พุกู้เด๊ะ” เชียงใหม่ เรียก “ฟักข้าว” ทางอีสานทั่วไป เรียก “ฝักไฟ” จังหวัดเลย เรียก “หมากข้าว” ปักษ์ใต้ที่ปัตตานี เรียก “ขี้กาเครือ” สตูล-สงขลา เรียก “ขี้พร้าไฟ” เวียดนาม เรียก “แก็กงึก” ซึ่งที่เวียดนามนั้นมีปลูกฟักข้าวกันมาก โดยปลูกพันขึ้นไม้ระแนงข้างบ้าน

ลักษณะทั่วไปของฟักข้าวที่หลายๆ คนไม่รู้จักและอยากรู้จัก ฟักข้าวเป็นไม้เถาเลื้อย พาดพันต้นไม้ใหญ่หรือรั้วบ้าน หรือค้างไม้ เถามีสีเขียวอมเหลือง เถาแก่มีข้อโปนออกเป็นปุ่ม ผิวเปลือกเถามีเม็ดสีขาวเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วไป เส้นผ่าศูนย์กลางเถา 0.5-1 เซนติเมตร จุดเด่นสังเกตที่ใบ เป็นประเภทใบเดี่ยว รูปร่างคล้ายใบโพธิ์ หรือรูปหัวใจ ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉก 3-5 แฉก กว้างยาวเท่ากัน ประมาณ 6-12 เซนติเมตร มีหนวดหรือมือเกาะที่แข็งแรงมาก ดอกเป็นประเภทแยกเพศ ดอกตัวผู้สีเหลืองอ่อน ดอกตัวเมียเล็กกว่า ผลจะออกมากช่วงปลายฝนต้นหนาว

แต่ในช่วงนี้หน้าร้อน ที่มีดิน น้ำ และอายุเหมาะสมก็ให้ผลเหมือนกัน ผลดิบสีเขียวอมเหลือง มีหนามเล็กๆ รอบผลสีเหลือง ผลแก่มีสีเหลืองถึงเหลืองส้ม หรือส้มอมแดง ผลกลมรี เนื้อแน่น ฉ่ำน้ำ ผลยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร กว้าง 6-10 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด หรือแยกรากปักชำ หรือตัดเถาที่มีรากเลื้อยตามดิน ตัดขนาดยาวพอเหมาะ ปักชำไว้ในที่ชื้น และย้ายปลูกในที่ที่ต้องการ

ถ้าจะนับกันจริงๆ ถือว่าฟักข้าวเป็นไม้พื้นเมืองของไทย พบในบริเวณป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบ และที่รกร้างว่างเปล่า ชาวบ้านภาคเหนือ-อีสาน และภาคกลาง นิยมปลูกไว้รับประทาน

ค้นพบว่ามีต้นฟักข้าวอยู่หลายพื้นที่ในเขตอาเซียน มีบางท่านบอกว่า ฟักข้าวน่าจะมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน เมียนมา ไทย ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ พบว่าชาวบาหลีและชาวฟิลิปปินส์นำใบอ่อนและยอดอ่อนมาต้มกินเป็นอาหาร บางแห่งนำเมล็ดมาบีบทำน้ำมันใช้จุดตะเกียง หรือใช้เป็นน้ำมันซักแห้ง (drying oil)

ที่มาเลเซียใช้น้ำมันจากเมล็ดฟักข้าวบำบัดรักษามะเร็งตับ ฟิลิปปินส์ใช้รากฟักข้าวสระผม กำจัดเหา รากเอาไปบดหมักผม กระตุ้นให้ผมดก ประเทศจีนใช้เป็นยา มากว่า 1,000 ปี ใช้เมล็ดแก่บำบัดอาการอักเสบ บวม กลาก เกลื้อน ฝี อาการฟกช้ำ ริดสีดวง ท้องเสีย ผื่น โรคผิวหนัง

ชาวเวียดนามนิยมใช้เยื่อฟักข้าวประกอบอาหารมาก โดยนำเอาเยื่อสีแดงหรือสีส้มแดงจากผลฟักข้าวสุก พร้อมทั้งเมล็ดมาหุงกับข้าวเหนียว ใช้เป็นอาหารบำรุงสายตาดีมาก เยื่อสีส้มแดงของฟักข้าวมีสารเบตาแคโรทีนสูงมาก มากกว่าแครอต 10 เท่า ในผลฟักข้าว 1 ผล จะได้เยื่อสีแดงประมาณ 2 ขีด มีสารไลโคฟีนมากกว่ามะเขือเทศ 12 เท่า และมีกรดไขมันดีหรือไขมันขนาดยาว ประมาณร้อยละ 10 การกินเบตาแคโรทีนจากเยื่อฟักข้าวสีแดง ซึ่งมีมากถึง 101 มิลลิกรัม บำรุงสายตาได้ดี ไลโคฟีนมีมาก ถือเป็นอาหารต้านมะเร็งที่ดีที่สุดชนิดหนึ่ง

ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า พบโปรตีนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ HIV หรือเชื้อเอดส์ และยับยั้งเซลล์มะเร็ง มีคนเล่าว่า ที่ปักษ์ใต้กินแกงฟักข้าวใส่ปลากระทิง สามารถลดน้ำตาลและรักษาโรคเบาหวานได้ผลด้วย

การนำฟักข้าวมาปรุงเป็นอาหารรับประทาน นิยมผลอ่อนและยอดใช้เป็นผัก โดยนำไปนึ่ง ลวกให้สุก รับประทานเป็นผักเครื่องเคียงน้ำพริก ผลอ่อนจะหั่นเป็นชิ้นตามยาวหรือตามขวางก็ได้ สำคัญอย่าทิ้งเปลือกที่มีหนามอ่อนและเยื่อสีแดงส้ม มีประโยชน์มากหลาย ทางเหนือจะนิยมเอาลูกอ่อนไปแกงร่วมกับปลาย่าง ชะอม ชะพลู ผักเชียงดา เป็นแกงแค แต่ไม่ค่อยนิยมใช้ยอดแกงเพราะจะขมนิดๆ เมล็ดจากผลแก่จะอร่อยมาก มีน้ำมันที่มากประโยชน์ เปลือกเมล็ดกรอบ ขบแตกง่าย เมล็ดของผลอ่อนจะนิ่ม หวานอร่อย รับประทานผลฟักข้าวช่วยบรรเทาอาการร้อนในร่างกาย

ผลฟักข้าว 1 ขีด หรือ 100 กรัม ให้พลังงาน 28 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย เส้นใย 0.8 กรัม แคลเซียม 50 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 9 มิลลิกรัม เหล็ก 0.4 มิลลิกรัม วิตามินเอ 202 IU วิตามินบีหนึ่ง 0.11 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.14 มิลลิกรัม ไนอะซิน 0.6 มิลลิกรัม วิตามินซี 178 มิลลิกรัม

ก็อย่างที่บอกไว้ว่า “ฟักข้าว” เป็นพืชที่มหัศจรรย์ มากมายด้วยคุณประโยชน์ ยังมีหลายพื้นที่ตัดต้นทิ้งเพราะรก ขึ้นพันต้นไม้ บางพื้นที่ก็ยังมีอยู่มาก ขึ้นอยู่กับความนิยมชมชอบของคนเรา คนเรานี่ก็แปลกนะ เมื่อของมีจำกัด ก็เร่งขวนขวายเสาะหา ถ้าของมีมากไม่ชายตามอง คนวัยเด็ก วัยหนุ่มสาวไม่รู้จักกันเลย ในสื่อการเกษตรต่างๆ ก็ไม่ค่อยจะเผยแพร่มากนัก คอยดูนะ อีกไม่นานจะมีคนปลูกฟักข้าวเป็นพืชหลักประจำสวน เรียก “สวนฟักข้าว…มหัศจรรย์แห่งพรรณไม้”

เมื่อเร็วๆ นี้ นายชำนาญ นุ่นดำ เกษตรจังหวัดกระบี่ เป็นประธานเปิดการอบรมโครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในระดับไร่นา ณ ห้องประชุมศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดกระบี่ (พืชสวน)

ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือเรียกย่อๆ ว่า ศพก. โดย กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดตั้ง ศพก. ขึ้นทั่วประเทศ อำเภอละ 1 ศูนย์ รวมเป็น 882 ศูนย์ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชนสำหรับแก้ไขปัญหาของชุมชน และสามารถตอบสนองความต้องการด้านการเกษตรของชุมชนได้ และเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเกษตรโดยเน้นการเรียนรู้จากเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรในประเด็นการเพิ่มผลผลิต การลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาคุณภาพและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิต ตลอดจนยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

คุณวสันต์ สุขสุวรรณ เกษตรจังหวัดตรัง ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานของ ศพก. โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องตลอดฤดูกาลผลิต เกษตรกรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรต้นแบบในลักษณะของเกษตรกรสอนเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรที่มาเรียนรู้เกิดความรู้ความเข้าใจและเกิดจิตสำนึกในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรที่มีการใช้ปัจจัยการผลิตได้อย่างเหมาะสม และนำองค์ความรู้ที่ได้รับจาก ศพก. ไปปรับใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต ผลิตสินค้าที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อม และมีระบบการผลิตที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งยังเป็นจุดที่ให้บริการข้อมูลข่าวสารและบริการด้านการเกษตรต่างๆ กับเกษตรกร อีกทั้งยังใช้เป็นจุดนัดพบในการพบปะพูดคุยของเจ้าหน้าที่กับเกษตรกร และเกษตรกรกับเกษตรกรด้วยกันเอง

คุณจรูญ ภักดีโชติ เกษตรอำเภอเมืองตรัง เว็บสโบเบ็ต กล่าวถึงสถานการณ์ด้านการเกษตรของอำเภอเมืองตรัง ว่า เกษตรกรในพื้นที่มากกว่า ร้อยละ 70 ประกอบอาชีพหลัก คือ ทำสวนยางพารา มีพื้นที่ปลูกยางพารากว่าแสนไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่มีรายได้หลักจากการทำสวนยางพารา เมื่อราคายางพาราตกต่ำทำให้กระทบความเป็นอยู่ของเกษตรกรอำเภอเมืองตรังโดยตรง จึงจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยางพารา โดยการผลิตยางพาราให้มีคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต และสร้างรายได้เสริมแก่เกษตรกรโดยใช้พื้นที่สวนยางพาราให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่า ศพก.อำเภอเมืองตรัง จึงจัดตั้ง ณ แปลงยางพารา หมู่ที่ 6 ตำบลหนองตรุด อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ของเกษตรกรต้นแบบ คุณชัยวัฒน์ เพชรเล็ก ทำการเกษตรแบบผสมผสาน ใช้พื้นที่สวนยางพาราให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยทำกิจกรรมเสริมรายได้ในสวนยาง เช่น การปลูกผักเหมียง สะละอินโด มังคุด ร่วมยางพารา การเลี้ยงไก่พื้นเมือง ไก่ไข่ ปลาดุก กบ ผึ้งโพรงไทย การทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำหมัก เป็นต้น

คุณชัยวัฒน์ เกษตรกรต้นแบบ ประธาน ศพก.อำเภอเมืองตรัง จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อปี 2550 ได้เข้ามาช่วยงานด้านการเกษตรของบิดา คุณเชื่อง เพชรเล็ก อย่างเต็มกำลัง ซึ่งขณะนั้นพื้นที่ทำการเกษตรเป็นสวนยางพาราปลูกใหม่ ยังไม่ได้เปิดกรีด บนพื้นที่ 16 ไร่ จึงทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกผักเหมียง สะละอินโด และมังคุด ร่วมกับยางพารา ด้วยความสนใจใฝ่รู้ด้านการเกษตรจึงมุ่งมั่นพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ได้เข้ารับการอบรมที่กับหน่วยงานต่างๆ ร่วมกับบิดาอยู่เป็นประจำ และมีจิตอาสาทำงานเพื่อส่วนรวม โดยได้สมัครเป็นอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน หมอดินอาสา ครูบัญชีอาสา และเข้าร่วมอบรม เป็น Young Smart Farmer ปี 2560 ได้รับตำแหน่งกรรมการ Young Smart Farmer จังหวัดตรัง จึงนำความรู้มาปรับใช้ในพื้นที่สวนยางพาราตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งการทำกิจกรรมด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ และการปรับปรุงบำรุงดิน จนสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ สำหรับกิจกรรมเด่นในศูนย์ที่จะนำเสนอในครั้งนี้ ได้แก่ การปลูกผักเหมียงร่วมยางพาราเสริมรายได้

ผักเหมียง หรือ ผักเหลียง เป็นผักที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ มีสารเบตาแคโรทีนสูง มีสรรพคุณทางยา ช่วยบำรุงร่างกาย เส้นเอ็น กระดูก และสายตา การปลูกผักเหมียงมีส่วนช่วยในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันการกัดเซาะหน้าดิน ช่วยให้หน้าดินมีความชุ่มชื้น เอื้อต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของพืชหลัก เจริญเติบโตได้ดีในสภาพร่มเงามาก ปลูกได้ในสวนยางพาราอายุ 4 ปีขึ้นไป ควรปลูกในฤดูฝน ห่างแถวยางพาราประมาณ 2.5-3 เมตร ระยะปลูกระหว่างต้น 3 เมตร วางต้นพันธุ์ให้เอียง 45 องศา และกลบดินให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม ประมาณ 1-2 ปี หลังปลูก จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ควรตัดแต่งกิ่งก้านและยอดให้สูงประมาณ 1 เมตร เพื่อสะดวกต่อการเก็บเกี่ยว การขยายพันธุ์ทำได้หลายวิธีทั้งการตอนกิ่ง การชำราก หรือใช้ต้นจากรากแขนง การปักชำกิ่ง และการเพาะเมล็ด