เทคโนโลยี 5 G เพื่อลดต้นทุนทางการเกษตรรัฐบาลกำหนดโมเดล

พัฒนาขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม เพื่อพัฒนาขีดความสามารถใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคการเกษตร มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยในด้านการผลิตในภาคเกษตร ก้าวไปสู่ “เกษตรอัจฉริยะ” (Smart Agriculture) ตามยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ “ไทยแลนด์ 4.0” เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตสินค้าเกษตรไทยและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะขึ้น โดยมีภารกิจจัดทำแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะต้นแบบ ได้แก่ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สับปะรด และ มะเขือเทศ (ในโรงเรือน) ให้เกษตรกรได้ศึกษาและนำไปปรับใช้ โดยคาดหวังว่า ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และการปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล จะก่อให้เกิดการผลิต-การค้าขาย ในรูปแบบระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในระยะยาว

เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯ ส่งเสริมเกษตรกรใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในแปลงเพาะปลูก เพื่อให้ได้สินค้าเกษตรที่แม่นยำสูง มีระบบการบริหารจัดการฟาร์ม/แปลงที่นำชุดข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) มาวิเคราะห์ช่วยให้เกษตรกรหาทางเลือกในการผลิตที่เหมาะสม และนำเสนอสินค้าให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย ตลอดจนเข้าสู่ตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ e Commerc และระบบการขนส่ง e logistics รวมทั้งการจ่ายเงิน แบบ e payments เพื่อให้เกษตรกรสามารถค้าขายและมีรายได้เพิ่มขึ้น

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดนโยบายการขับเคลื่อนเทคโนโลยีเกษตร GovTech/Big data ดังนี้

พัฒนาและจัดทำระบบรายการข้อมูลภาครัฐ (Government Data Catalog) โดยตรวจสอบ วิเคราะห์ และกำหนดชุดข้อมูลที่มีอยู่ให้เป็นมาตรฐาน และรวบรวมเพื่อเป็น Data Catalog จากนั้นพัฒนากลไกการสืบค้นในมิติต่างๆ เพื่อให้บริการได้อย่างสะดวก รวมทั้งออกแบบเครื่องมือสำหรับการกำกับติดตามให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานอินเตอร์เน็ตที่กระทรวงดิจิทัลได้วางระบบให้ครอบคลุม 75,000 หมู่บ้านเพื่อให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร สามารถเชื่อมโยงและสื่อสารข้อมูลขนาดใหญ่และข้อมูลสินค้าเกษตร เข้าสู่ตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

การสื่อสารและบริการข้อมูลที่จำเป็นไปยังเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรฯ รวมถึง Smart Farmer และ Young Smart Farmer และอาสาเกษตรกร เช่น ข้อมูลภูมิอากาศ ข้อมูลน้ำ ข้อมูลดิน เทคโนโลยีสมัยใหม่ ข้อมูลตลาดและราคาสินค้า เพื่อให้เกษตรกรใช้ตัดสินใจวางแผนการผลิต แผนการตลาด
การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและการอำนวยความสะดวกในการอนุมัติ อนุญาต เช่น การขึ้นทะเบียน การขอรับการรับรองมาตรฐานสินค้า การขอนำเข้า ส่งออก การตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร เพื่อความรวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างผลประกอบการที่ดีกว่าเดิม

การจัดให้ภาคเกษตรได้ใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ที่จัดสรรให้เพื่อการเข้าถึงข้อมูลอันจำเป็น เช่น การให้บริการคลื่นความถี่สำหรับระบบการติดตามเรือประมง (VMS) หรือเพื่อระบบฟาร์มอัจฉริยะ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีต้นทุนการใช้บริการเครือข่ายการสื่อสารที่ลดน้อยลง และ
การเชื่อมโยงสินค้าเกษตรกับแพลตฟอร์มการบริหารจัดการเพื่อการท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าเกษตร

ดร. วราภรณ์ พรหมพจน์ อดีตผู้ตรวจราชการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเป็นที่ปรึกษา คณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ กล่าวว่า ในปี 2563 กระทรวงเกษตรฯ วางแผนขยายแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะเพิ่มเติมในกลุ่มไม้ผลเศรษฐกิจ (ทุเรียน/ลำไย) ธุรกิจประมง (ฟาร์มเลี้ยงกุ้ง/ปลา) ธุรกิจปศุสัตว์ ฯลฯ มุ่งเชื่อมโยงเทคโนโลยีจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งนี้ เป้าหมายการสร้าง GovTech/Big data ของกระทรวงเกษตรฯ โดยใช้เครื่องมือนวัตกรรมเทคโนโลยีสำหรับตรวจโรคพืช ธาตุอาหารในดิน คุณภาพน้ำ สภาพอากาศ ฯลฯ ข้อมูลที่ได้จากเซ็นเซอร์ต่างๆ จะถูกส่งผ่านระบบคลาวด์ (Cloud) เพื่อจัดเก็บ ประมวลผล และสั่งการการทำงานของระบบด้วยการควบคุมระยะไกล ผ่านระบบ IoT (Internet of Things)

มีนักวิชาการลงพื้นที่ทำการศึกษาวิจัยและเก็บข้อมูลควบคู่อย่างใกล้ชิด ข้อมูลต่างๆ จากแปลงไร่นาเกษตรกรจะถูกประมวลเพื่อจัดทำ Big Data และ IoT Platform ด้านการเกษตรอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้และลดต้นทุนการผลิต ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลแบบเรียลไทม์ รัฐบาลสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้บริหารจัดการผลผลิตและกำหนดทิศทางนโยบายด้านการเกษตรของประเทศ แก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

ผู้ยืนยันลงทะเบียน รับฟรี พันธุ์ไม้ผล มะละกอ มะพร้าวน้ำหอม กล้วยหอมทอง กล้วยน้ำว้า ทุเรียน และขนุน (อย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านละ 1 ต้น) เกษตรกรตัวจริงเสียงจริงสร้างธุรกิจเงินล้านได้ไม่ยาก แค่จับตลาดให้ถูกช่องทาง แม้ทำธุรกิจกล้วยๆ อย่าง คิงฟรุทส์ (King Fruit) ผู้ผลิตกล้วยหอมสุกพร้อมทานบรรจุในถุงพลาสติกใสที่เราคุ้นตากันในร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ สามารถสร้างรายได้สูงต่อปีถึง 150 ล้านบาททีเดียว

คุณเสาวณี วิเลปะนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัทคิง ฟรุทส์ จำกัด กล่าวว่า เราเป็นเกษตรกร ผู้ปลูกกล้วยหอมที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทยมานานกว่า 15 ปี มีพื้นที่การปลูกกล้วยหอมทองกว่า 3,000 ไร่ และเกษตรกรในเครือข่ายกว่า 1,000ไร่ ควบคุมดูแลการปลูก โดยนักวิชาการผู้เชียวชาญ โดยเฉพาะ ภายใต้มาตรฐาน GAP ตั้งแต่การคัดเลือก หน่อพันธุ์ที่ดี จนถึง การเก็บเกี่ยว มีโรงคัดบรรจุตามระบบ GMP และ HACCP เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และปลอดภัยต่อผู้บริโภค ภายใต้นโยบายคุณภาพ ” มุ่งมั่น พัฒนา ผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐาน เพื่อการบริโภคที่ปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ”

คิงฟรุทส์ ตั้งเป้าเติบโตด้วยคุณภาพ เน้นการรวมกลุ่มเกษตรกรเครือข่ายผู้ปลูกกล้วยหอมทอง เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตมาตรฐาน GAP ให้ครบทุกแปลง เพื่อร่วมกันพัฒนาปรับปรุงคุณภาพกล้วยให้เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างยั่งยืนเพื่อให้กล้วยหอมทองสัญชาติไทยยี่ห้อ BANANA KING ที่รับประกันความสด รสชาติ คุณค่าสารอาหาร และความปลอดภัย จนถึงผู้บริโภค ป้อนตลาดในประเทศและวางแผนแปรรูปสินค้ากล้วยหอมทองส่งออกตลาดต่างประเทศในอนาคต

“ทุกวันนี้ คิงฟรุทส์ เน้นเพิ่มคุณภาพผลผลิต ลดการสูญเสียในแปลง และการแปรรูปผลผลิตจากกล้วยเชิงอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าให้มากขึ้น เราใส่ใจศึกษาข้อมูลตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์กล้วยหอมทองคุณภาพดี การปลูก การเก็บเกี่ยว การคัดบรรจุ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตกล้วยหอมทองอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงของเกษตรกรเครือข่ายให้เติบโตไปพร้อมกับเรา ” คุณเสาวณีกล่าว

เมืองไทยมีกล้วยหอมหลากหลายสายพันธุ์ ได้แก่ กล้วยหอมทอง กล้วยหอมส้ม กล้วยหอมค่อม กล้วยหอมกระเหรี่ยง กล้วยหอมแกรนด์เนน กล้วยหอมจันทน์ รวมทั้ง กล้วยหอมคาเวนดิช” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กล้วยหอมเขียว” พืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่คนไทยยังไม่ค่อยรู้จักนัก แต่เป็นสายพันธุ์กล้วยหอมที่นิยมปลูกเชิงการค้าในเวทีตลาดโลกถึง 95%

เมื่อ 2 ปีก่อนที่เกิดวิกฤตภัยแล้งคุกคามในพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองของคิงฟรุทส์ ทำให้ผลผลิตลดลง คิงฟรุทส์ซื้อกล้วยหอมคาเวนดิชส่งสายการบินแห่งหนึ่งแทน ปรากฎว่า ลูกค้าต่างชาติไม่เอากล้วยหอมคาเวนดิช ต้องการกิน“กล้วยหอมทอง ” ผลไม้รสอร่อยคุณภาพดีของไทยอย่างเดียว เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้คิงฟรุทส์ตัดสินใจควักกระเป๋าลงทุนทำงานวิจัยเรื่องกล้วยหอมทองของไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การคัดเลือกกล้วยหอมทองพันธุ์ดี การปลูกดูแลจัดการแปลงปลูก และการดูแลผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ผลผลิตคุณภาพดีตรงกับความต้องการของตลาด วางแผนเปิดตัวผลงานวิจัยดังกล่าวสู่สาธารณะชนในช่วงต้นปี 2563

คิงฟรุทส์ วางเป้าหมายเติบโตด้วยนวัตกรรม จึงทุ่มงบประมาณและบุคคลากรด้านงานวิจัยแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกล้วยหอมทอง โดยใช้นวัตกรรมที่ทันสมัย ผลิต “ผงชงดื่มเพื่อสุขภาพจากกล้วยหอม” ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพและมีมาตรฐานให้รสชาติอร่อยอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งกลิ่นและรส อันเป็นเอกลักษณ์ของกล้วยหอมทอง Banana Fiber Prebiotic Plus เสริมคุณค่าทางใยทางอาหาร มี Prebiotic จากธรรมชาติ ช่วยปรับสมดุลในการขับถ่าย เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ และผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย ผลงานชิ้นนี้ยังได้รับรางวัลเหรียญทอง ในกลุ่มสินค้า energy drink จากงาน Silicon Valley International Invention Festival 2018 (SVIIF 2018) สหรัฐอเมริกา เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของคิงฟรุทส์ ที่ได้รับรางวัลจากงานระดับโลก

กล้วยหอมทองของไทย เปลือกสีเหลือง รสหวานจัด เนื้อเนียนละเอียด มีกลิ่นหอม รสชาติอร่อยที่สำคัญมีคุณค่าทางอาหารสูง ที่เป็นเอกลักษณ์เด่นเฉพาะตัว ตลาดมีความต้องการบริโภคกล้วยหอมทองเพิ่มขึ้นทุกปี แม้ปีที่ผ่านมา เจอผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตลดลง แต่เกษตรกรดูแลเอาใจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ได้กล้วยหอมทองคุณภาพดีขึ้นเป็นสินค้าเกรดเอ เกรดพรีเมียร์จำนวนมากขึ้น และขายสินค้าได้ราคาดีขึ้น ทำให้มีผลกำไรเพิ่มจากปีก่อนถึง 24 %

กล้วยหอมทองมีจุดอ่อนสำคัญคือ เปลือกบาง อายุเก็บรักษาสั้น ไม่ทนทานต่อการขนส่งโดยเฉพาะตลาดไกลที่ใช้ระยะเวลาการขนส่งนานมีผลต่อคุณภาพสินค้า จึงจำเป็นต้องแปรรูปกล้วยหอมทอง เพื่อยืดอายุการขาย รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า เป็นสินค้าทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพเพราะกล้วยหอมทองมีโปรตีนสูง มีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยบำรุงระบบประสาท ช่วยลดความตึงเครียด ทำให้ร่างกายสดชื่น สามารถป้องกันโรคซึมเศร้าได้เป็นอย่างดี

หากใครยังมีที่ว่างและสนใจปลูกกล้วยหอมทอง คุณเสาวณีมีข้อแนะนำปลูกกล้วยหอมทองอย่างไรให้ได้ผลผลิตไร่ละ 120,000 บาท หลังหักค่าใช้จ่าย ฟันกำไรไร่ละแสน เรื่องจริงที่เกษตรกรต้นแบบของคิงฟรุทสทำได้จริงในหลายพื้นที่ มาฟังเคล็ดลับสู่ความสำเร็จในเส้นทางอาชีพการทำสวนกล้วยหอมทองกับคุณเสาวณีได้ในงานเสวนา “ไม้ผลพารวยยุค 5 G “ ในวันที่ 31 ตุลาคม 2562 เวลา 13.00-16.00 น.ณ หอประชุมใหญ่ หนังสือพิมพ์ข่าวสด ประชานิเวศน์ 1 จตุจักร กทม. งานนี้ คุณเสาวณีเตรียมนำกล้วยหอมทองผลสดและกล้วยผงแปรรูปมาให้ชมและชิมรสชาติความอร่อยภายในงานกันอย่างจุใจ ห้ามพลาดเด็ดขาด

ที่หมู่ 4 บ้านสงาว ตำบลห้วยพิชัย อำเภอปากชม จังหวัดเลย เป็นหมู่บ้านทำการเกษตร และประมงจับปลาตามลำแม่น้ำโขง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบเชิงเขา และอยู่ติดกับแม่น้ำโขง ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะปลูกกล้วยน้ำหว้า ปลูกตามเชิงเขาและที่ราบ ปลูกกล้วยแต่ไม่ขายกล้วย ตัดแต่ใบขายตองกล้วยขายกันทั้งหมู่บ้าน สร้างรายได้แต่ละครอบครัวถึงวันละ 600-700 บาท ส่งลูกเรียนจบถึงปริญญาตรี มีพ่อค้ามารับถึงในบ้าน

นางพัฒนรินทร์ แก้วเศรษฐี ชาวบ้าน หมู่ 4 บ้านสง่าว เผยว่า ตนมีอาชีพทำการเกษตร ถึงฤดูทำนาก็ทำนา แต่ว่างจากการทำนาก็ปลูกกล้วยน้ำหว้า จำนวนหลายพันต้น ส่วนใหญ่ชาวบ้านสง่าว จะหันมาปลูกกล้วยกันทั้งหมู่บ้าน และสร้างได้รายเข้าครอบครัวทุกวัน จากการขายใบกล้วย ซึ่งมีราคาแน่นอนกว่าตัดขายได้ทุกวัน ตลาดมีความต้องการมาก มีเท่าไรพ่อค้ารับซื้อหมด เนื่องจากว่า บ้านสงาว เป็นทางผ่านจากจังหวัดเลยไปจังหวัดหนองคาย และอุดรธานี ซึ่ง 2 จังหวัด มีคนทำอาชีพ ทำแหนม ทำหมูยอ และเป็นของฝากที่ขึ้นชื่อของภาคอีสาน จึงต้องการใบตองกล้วย เพื่อห่อแหนมและหมูยอ เป็นจำนวนมาก

“โชคดีของชาวบ้านสงาว ที่มีภูมิลำเนาเป็นที่ราบเชิงเขา ลมไม่แรง การปลูกกล้วยใบตองกล้วยจึงไม่ถูกลมพัดมากนัก ใบไม่แตก จนเป็นที่ต้องการของร้านทำแหนมทำหมูยอ ชาวบ้านเกือบทุกหลังคาเรือนจึงปลูกกล้วย เพื่อขายใบตองกล้วยกัน โดยจะเริ่มไปตัดใบกล้วยตั้งแต่เช้า บ่ายๆนำใบกล้วยมาบ้าน และใช้มีดเลาะเอาก้านออก เหลือแต่ในตองกล้วย นำมามัดกองไว้ และช่วงเย็นก็จะมีพ่อค้ามารับ

ซึ่งทุกวันพ่อค้าจะสั่งต้องการใบกล้วยกี่มัด ทางชาวบ้านจะรวมกันและขายให้กับพ่อค้า ซึ่งราคาขายมัดละ 10 บาท โดยเฉลี่ยแต่ละบ้านจะขายได้วันละ 60-70 มัดต่อวัน สร้างรายได้ให้แต่ละครอบครัว 600-700 บาท ต่อวัน บางบ้านขยันมีพื้นที่ปลูกต้นกล้วยมากขายได้วันละ 1,000 กว่าบาทก็มี จนบางบ้านส่งลูกเรียนจบถึงปริญญาตรี ทำงานดีๆ เป็นเจ้าเป็นนายไปหลายคนแล้ว จากเงินที่ตัดใบกล้วยขาย” นางพัฒนรินทร์ กล่าว

แก้วมังกร เป็นพืชตระกูลตะบองเพชรชนิดหนึ่ง ปัจจุบันกลายเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการปลูกเชิงการค้า และได้รับความนิยมบริโภคไม่แพ้ผลไม้ชนิดอื่น โดยเฉพาะสุภาพสตรีส่วนใหญ่ใช้บริโภคเพื่อลดน้ำหนัก (ลดความอ้วน) เมื่อมีคนใดคนหนึ่งสามารถลดน้ำหนักได้จริง ทำให้มีการใช้ผลแก้วมังกรนี้เป็นองค์ประกอบของการควบคุมน้ำหนักของสุภาพตรี ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ คุณสมบัติของแก้วมังกรมีพอสมควร โดยมีสารมิวซิเลจ (Muciage) สารพวกนี้เป็นโพลีแซกคาไรด์เชิงซ้อน มีลักษณะคล้ายวุ้น หรือเยลลี่ ช่วยดูดน้ำตาลกลูโคส โดยเฉพาะในคนที่เป็นเบาหวาน โดยไม่พึ่งอินซูลิน ลดไตรกลีเซอไรด์ และคอเลสเตอรอลชนิดความหนาแน่นในเลือดต่ำ เพิ่มธาตุเหล็กอีกด้วย

การปลูกแก้วมังกรเพื่อให้ได้ผลผลิตดีมีคุณภาพ ไม่ว่าจะปลูกแบบสวนหลังบ้านหรือเพื่อการค้า จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการจัดการบ้าง การจัดการแก้วมังกรนั้นไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผู้ที่สนใจ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้ที่คิดจะปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิตโดยไม่ใส่ใจอะไรเลย

สำหรับบทความนี้จะนำเสนอวิธีการตัดแต่งกิ่งแก้วมังกร ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการผลิตแก้วมังกรที่ให้ผลผลิตแล้ว อายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป เพื่อให้ออกดอกติดผลที่มีคุณภาพดี เนื่องจากมีเกษตรกรหลายรายปลูกแก้วมังกรแล้วมีปัญหาเรื่องการออกดอก หรือออกดอกแล้วไม่ติดผล

ประโยชน์ของการตัดแต่งกิ่งแก้วมังกร คือช่วยเสริมสร้างให้แก้วมังกรมีผลผลิตดีขึ้นถึง 25-30 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่านี้แล้วแต่สภาพพื้นที่ปลูก ดังนั้น การตัดแต่งกิ่งจำเป็นต้องทำทุกปี เพื่อให้ผลผลิตแก้วมังกรเกิดขึ้นกับกิ่งที่แตกใหม่ซึ่งยังสาวอยู่กิ่งมีความ สมบูรณ์มากที่สุด

นอกจากนี้ การพรวนดินหรือการสับรากออกบางส่วนเป็นการตัดแต่งรากไปในตัวด้วย เพื่อให้เกิดความสมดุลกันระหว่างยอดและรากที่เกิดใหม่ การตัดแต่งรากนั้นจะตัดห่างจากโคนต้น ประมาณ 30 เซนติเมตร

รายละเอียดจะกล่าวต่อไปในขั้นตอนวิธีการตัดแต่งกิ่งและราก บริเวณที่ตัดแต่งรากจะเป็นบริเวณที่ให้ปุ๋ย (ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี) ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีรากใหม่เกิดขึ้น

ขั้นตอนการตัดแต่งกิ่งและรากแก้วมังกร ทำได้ดังนี้

หลังจากเก็บผลผลิตหมดแล้ว ให้ตัดแต่งกิ่งทันที โดยเลือกกิ่งที่เสียหายโดยมดทำลาย หรือกิ่งที่เกิดซ้อนทับกันมากๆ ออก ให้มีช่องว่างและสัดส่วนพอดี ไม่มากเกินไป เพราะว่าจะทำให้ค้างรับน้ำหนักมากเกินความจำเป็น นอกจากนี้ ให้สับรากบริเวณโคนต้นห่างจากโคนต้นประมาณ 30 เซนติเมตร รอบโคนต้นด้วย แล้วใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยเคมี บริเวณที่สับราก

การตัดแต่งกิ่งโดยการตัดกิ่งที่ให้ผลผลิตแล้ว โดยการตัดออกประมาณ 50 เซนติเมตร ของความยาวกิ่ง แต่ถ้ากิ่งยาวไม่ถึงก็ให้ตัดเกือบชิดข้อที่แตกออกมาจากกิ่งเดิม

โดยทั่วไปการตัดแต่งกิ่งแก้วมังกรนิยมตัด 2 แบบ คือ แบบที่หนึ่ง ตัดออก 50-60 เปอร์เซ็นต์ ของกิ่งที่มีอยู่ จะทำให้การเกิดกิ่งใหม่เร็วขึ้นและสมบูรณ์ แบบที่สอง การตัดแบบโกร๋น คือตัดออกหมดทั้งต้น การตัดแต่งแบบนี้ต้นต้องมีเวลาเลี้ยงกิ่งสะสมอาหารนานกว่าตัดแบบแรก คือควรตัดให้เสร็จประมาณกลางเดือนมกราคม และจะออกดอกได้ในเดือน พฤษภาคมเช่นเดียวกัน แต่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยมากกว่าแบบแรก แต่ถ้าจะให้ออกดอกติดผลในฤดูกาล ให้ตัดกิ่งให้เสร็จก่อนกลางเดือนกุมภาพันธ์ และจะออกดอกประมาณต้นเดือนพฤษภาคม แล้วสามารถเก็บผลได้กลางเดือนกรกฎาคม

หลังจากตัดแต่งกิ่งแล้ว ต้องให้เวลาต้นเลี้ยงกิ่งใหม่ไม่ต่ำกว่า 4 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่กิ่งนั้นยาวประมาณ 60-80 เซนติเมตร และมีอาหารสะสมเพียงพอสำหรับการออกดอก การตัดกิ่งแบบที่สอง สามารถนำมาใช้ได้กับการผลิตนอกฤดูกาลคือในเดือนกันยายน ระยะนี้เริ่มตัดแต่งกิ่งได้เลย แต่ควรตัดออกเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ ของกิ่งที่มีอยู่ เพื่อให้กิ่งที่เหลืออยู่สร้างอาหารให้กับกิ่งที่กำลังจะแตกออกมาได้มากขึ้น หลังจากนั้น ในเดือนมกราคมก็สามารถเร่งการออกดอกได้ อาจจะเร่งด้วยไฟฟ้า หรือใช้ฮอร์โมนป้ายก็ได้ผลดี

อย่างไรก็ตาม จากการทดลองเบื้องต้นของผู้เขียนพบว่า กิ่งที่เกิดใหม่มีอายุเพียง 2 เดือนครึ่ง และจะเร่งการออกดอกในช่วงหน้าหนาว โดยการป้ายฮอร์โมนที่ตาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ตาที่แตกออกมาส่วนใหญ่เป็นตาใบ จึงไม่แนะนำให้ใช้ฮอร์โมนกระตุ้นการแตกตากับกิ่งที่มีอายุน้อยๆ

หมายเหตุ พื้นที่ปลูกของแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกันด้านสภาพภูมิอากาศ สภาพความสมบูรณ์ของดิน บทความนี้เป็นแนวทางในการปฏิบัติเท่านั้น เกษตรกรควรนำไปประยุกต์หรือปรับปรุงให้เข้ากับสวนของตัวเอง ผู้อ่านท่านใด สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์วินัย วิริยะอลงกรณ์ สาขาไม้ผล ภาควิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ 50290 โทร. (053) 873-387-9 ในวันและเวลาราชการ

ไม้สักทอง เป็นไม้โตเร็วปานกลางและเป็นไม้เนื้อแข็ง ที่มีลักษณะพิเศษกว่าไม้ชนิดอื่น โดยเฉพาะเนื้อไม้ มอด ปลวก และแมลง ไม่ทำอันตราย เนื้อไม้มีสีเหลืองทอง ลวดลายสวยงาม เลื่อยไสกบตบแต่งง่าย จึงนิยมใช้ทำบ้านเรือนที่ต้องการความสวยงาม ในสมัยโบราณไม้สักทองหาง่าย ราคาไม่แพง การสร้างบ้านเรือน ใช้ไม้สักทองทำเสาเรือนด้วย เพราะมีความทนทาน สามารถอยู่ในดินได้เป็นเวลานานๆ ปัจจุบันไม้สักทองหายากและมีราคาแพงมากขึ้น

สภาพพื้นที่เหมาะสมกับการปลูกต้นสัก
ต้นสักเจริญเติบโต และให้คุณภาพของเนื้อไม้ดี ต้องการสภาพพื้นที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 200-1,000 เมตร ดินควรเป็นดินร่วนปนทรายที่กำเนิดมาจากหินปูน เนื่องจากมีธาตุแคลเซียมสูงเป็นที่ต้องการของต้นสัก หน้าดินลึกระบายน้ำได้ดี มีฝนเฉลี่ย 1,250-2,500 มิลลิเมตร ต่อปี ต้องการแสงจ้าและอุณหภูมิระหว่าง 13-40 องศาเซลเซียส ต้นสักจะให้ผลดียิ่งขึ้นถ้าปลูกในพื้นที่มีความลาดเอียง 15 เปอร์เซ็นต์

การขยายพันธุ์ และแหล่งจำหน่ายพันธุ์
การขยายพันธุ์ ปัจจุบันนิยมปลูกด้วยเหง้าที่ได้จากการนำเมล็ดสักที่แก่จัด เพาะลงในแปลง ขนาด 1×20 เมตร ยกระดับสูง 20-30 เซนติเมตร ย่อยดินให้ละเอียด ปรับผิวแปลงให้เรียบ หากดินขาดความอุดมสมบูรณ์ให้ใส่ปุ๋ยคอกเก่า อัตรา 200 กิโลกรัม ต่อไร่ คลุกเคล้าลงในดิน ปลูกระยะ 25×60 เซนติเมตร โดยการเปิดหลุมตื้น ๆ วางเมล็ดลงในหลุม กลบดินตื้น ๆ รดน้ำพอชุ่มคลุมด้วยฟางข้าว

หากต้องการให้ได้ผลดี พนันบอลออนไลน์ ควรเพาะเมล็ดในต้นฤดูฝนตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม เมล็ดสักจะงอกภายใน 30 วัน เนื่องจากกล้าสักต้องการแสงแดดจัดจึงไม่จำเป็นต้องทำหลังคาพรางแสงแต่อย่างใด หมั่นเก็บวัชพืชในแปลงให้สะอาด เมื่อมีอายุครบ 8-10 เดือน จะได้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของต้นกล้าบริเวณคอของราก 1-1.5 เซนติเมตร

จากนั้นรดน้ำพอชุ่มแล้วถอนต้นกล้าจากแปลง ใช้มีดคมและสะอาดตัดรากฝอยออกจนหมด พร้อมกับตัดปลายรากแก้วทิ้ง ส่วนบนของลำต้นตัดเหนือคอราก 1 นิ้ว ให้มีความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ต้นกล้าที่ถูกตัดแต่ง ที่ได้เรียกว่า เหง้าสัก มัดรวมกันหลายเหง้าเก็บในร่มรำไร หากยังไม่พร้อมปลูกควรเก็บในหลุมทรายที่ชื้นเล็กน้อย ระยะปลูก 2×2, 3×3, 4×4 หรือ 6×6 เมตร จะให้ผลไม่แตกต่างกัน แต่เป็นที่นิยมที่สุดคือ ระยะ 2×2 เมตร หรือ 400 ต้น ต่อไร่ เนื่องจากมีการแข่งขันการยืดตัวในช่วงแรก มีผลทำให้ต้นตั้งตรง เรือนยอดชิดกันได้เร็ว จึงสามารถแข่งขันกับวัชพืชได้ ครบ 5 ปี ตัดสางจำหน่ายได้ ให้เหลือระยะปลูก 2×4 เมตร หรือ 4×4 เมตร อายุ 15 ปี ตัดจำหน่ายได้

การปลูก ขุดหลุมลึก 20 เซนติเมตร วางเหง้าสักลงในหลุมให้ตั้งตรง กลบดินระดับ คอเหง้า หรือรอยต่อระหว่างรากกับต้น กลบดินอัดให้แน่นพอประมาณอย่าให้มีโพรงอากาศในหลุมปลูก เพราะน้ำจะขังหลังฝนตก หรือในช่วงแล้งเหง้าจะแห้งตาย ช่วงปลูกที่ดีที่สุดต้องปลูกในต้นฤดูฝนจะมีอัตรารอดตายสูง เหง้าที่สมบูรณ์อายุ 1 ปี ต้นสักจะเจริญเติบโตให้ความสูง 2-3 เมตร ต้นที่ตายให้ปลูกซ่อมทันที

ใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 25 กรัม ต่อต้น ปีละ 2 ครั้ง ต้นฝนและปลายฝน ระยะ 1-2 ปีแรก ลิดกิ่งระโยงระยางที่ไม่ต้องการทิ้งไป ปีต่อไปอาจใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตราต้นละ 200 กรัม โรยรอบโคนต้นแล้วกลบดิน หากเห็นว่าเจริญเติบโตแข็งแรงดีควรเว้นการใส่ปุ๋ยบ้างก็ได้ ส่วนศัตรูของต้นสักไม่ค่อยรุนแรง อาจพบหนอนกินใบสักเข้าทำลาย ในบางฤดูสามารถกำจัดได้โดยสารเคมีตามความจำเป็น ไฟป่า อาจเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะในช่วงแล้ง จึงหมั่นดูแลแปลงปลูกอยู่เสมอ ครบ 15 ปี ตัดฟันไปใช้ประโยชน์ได้