เธอเลยเอามาโพสลงเฟซบอกว่านี่มันข้าวปลอมจากพลาสติคชัดๆ

เมื่อวันที่ 5 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดเชียงใหม่มีฝนตกโปรยปรายตั้งแต่ช่วงเช้า ท้องฟ้ามืดครึ้ม มีลมหนาวพัดแรงมาเป็นระยะ สร้างความสดชื่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เพราะมองเห็นทะเลหมอกขาวเป็นสายบริเวณดอยสุเทพ-ปุยได้อย่างชัดเจน คนก็แชร์กันไปหลายพันแล้ว อยากจะบอกเธอคนนี้ว่า

มึงใช้ไฟแรงเกินไปโว้ยอีปึก!!!!!

ใช้ไฟแรงงั้นข้าว…ไรก็ไหม้หมด

แล้วก็ถ้าเป็นพลาสติค มันจะละลายเว้ยไม่ใช่ไหม้

แล้วก็ ไอ้ข่าวข้าวปลอมทำจากพลาสติคน่ะ สื่อบ้านหล่อน…เต้าข่าวโว้ย

หัดแหกขี้ตาดูสื่ออื่นมั่ง

ต้นทุนพลาสติค…แพงกว่าข้าวเยอะ ใครมันจะบ้าเอาพลาสติคไปผลิตเป็นข้าวปลอมขายว๊ะ

หลังจากนั้น ได้มีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นในโพสต์ของสาวรายดังกล่าวและแชร์ต่อจนเป็นกระแสที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง ส่วนทางด้านนายวุฒิพงศ์ ดงคำฟู ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เปิดเผยว่าบนดอยอินทนนท์มีฝนชุ่มฉ่ำตั้งแต่เช้า คาดว่าหลังฝนชุดนี้ผ่านไป มวลความเย็นจะพาอากาศหนาวจะเข้ามาแรงๆ คงทำให้เกิดทะเลหมอกและเหมยขาบที่สวยงาม ช่วงนี้ดอกนางพญาเสือโคร่งกำลังบานต้อนรับ ทำให้บรรยากาศท่องเที่ยวสวยงามและสร้างความสุขให้กับนักท่องเที่ยวได้พอสมควร

โดยยอดดอยอินทนนท์ ต่ำสุดยอดหญ้า 7.8 องศาเซลเซียส กิ่วแม่ปาน ตำ่สุด 9.2 องศาเซลเซียส คาดมีฝนตกตลอดทั้งวัน อย่างไรก็ตามสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ รายงานว่า ตั้งแต่เวลา 01.25 น.-04.36 น. เชียงใหม่เกิดเหตุแผ่นดินไหวตลอดรวม 6 ครั้งแล้วสำหรับวันนี้ โดยมีศูนย์กลางและรู้สึกได้ที่ อ.จอมทอง 5 ครั้ง และ 1 ครั้งที่ อ.แม่วาง แต่ยังไม่มีรายงานความเสียหายแต่อย่างใด

หลังประสบปัญหาราคาตกต่ำมานาน เดือนพฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา ชาวสวนยางเหมือนถูกรางวัลใหญ่ ราคายางในตลาดโลกปรับขึ้นไม่คาดฝัน แค่เดือนเดียวราคาประมูลซื้อขายยางแผ่นดิบ ณ ตลาดกลางยางพารา สงขลา วันที่ 16 พฤศจิกายนที่ 59.50 บาท/กก. พุ่งทะลุ 80.29 บาท/กก.เมื่อ 16 ธันวาคม 2559 ขณะที่ยางแผ่นดิบปรับขึ้นจาก 59.50 บาท/กก.เป็น 77.25 บาท/กก.

ก่อนยางแผ่นรมควันจะปรับลดลงเหลือ 72.75 บาท/กก. ยางแผ่นดิบลดเหลือ 70.71 บาท/กก.เมื่อ 28 ธันวาคม 2559 จนถูกมองว่าผู้ส่งออกกับพ่อค้าสกัดราคายางขาขึ้นรวมหัวกันทุบราคาลง บวกกับเจอแจ็กพอตรัฐไฟเขียวให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ประกาศจะนำยางในสต๊อกรัฐ 3.1 แสนตันประมูลขาย แทนที่ผู้ส่งออกกับพ่อค้าจะกว้านซื้อยางถึงมือชาวสวนเหมือนก่อนหน้านี้ ก็วิ่งเข้าหา กยท.ที่มีสต๊อกยางลอตใหญ่อยู่ในมือ

ทำให้ นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายยาง และสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) กับ นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและสวนปาล์มน้ำมัน 16 จังหวัดภาคใต้ พร้อมตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ขอให้ศาลมีคำสั่งฉุกเฉินให้ กยท.ยกเลิกประมูลขายยาง วันที่ 28 ธันวาคม 2559 ออกไปอีก 3 เดือน จนถึงเดือนเมษายน 2559 ซึ่งเข้าสู่ช่วงฤดูปิดกรีดยาง

ขณะที่ นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท.ยืนยังพร้อมรับฟังคำสั่งศาล และหากศาลวินิจฉัยคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ชะลอการขายยางออกไปก็ยินดีจะปฏิบัติตาม ส่วนผู้ส่งออก-พ่อค้ายางรวม 28 ราย ที่สนใจเสนอตัวเข้าประมูลยางในสต๊อกรัฐบางส่วนประกาศถอนตัว เพราะไม่อยากตกเป็นจำเลยว่าเป็นตัวการทำให้ราคายางตก

อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าการ กยท.ชี้ว่า สาเหตุที่ราคายางปรับลดลงเร็วและต่อเนื่องหลายวัน สวนทางกับการวิเคราะห์คาดการณ์ที่หลายฝ่ายชี้ว่ายางเป็นช่วงขาขึ้น ราคามีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่องในปี 2560 มาจากการเริ่มเข้าสู่เทศกาลวันหยุดยาวช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ ประกอบกับผู้ส่งออกรับซื้อยางไว้ในมือเพียงพอแล้ว และการนำยางในสต๊อกรัฐออกโละขาย จะไม่ให้กระทบราคาตลาด

จึงต้องจับตาดูว่าราคายางที่ทำให้ชาวสวนยิ้มได้ชั่วขณะ เช่นเดียวกับที่รัฐบาลก็น่าจะโล่งอก เพราะถึงฤดูกรีดยางต้นปี 2560 ไม่ต้องควักกระเป๋าออกมาตรการช่วยเหลือชดเชยชาวสวนยางเหมือนหลายปีที่ผ่านมา จากอานิสงส์ราคายางดีดกลับ ซัพพลายยางลดน้อยลงจากหลายมาตรการ อาทิ โค่นยาง 4 แสนไร่ ลดพื้นที่ปลูกยาง เป็นต้น

จึงต้องจับตามองว่า สุดท้ายราคายางในตลาดโลก โดยเฉพาะราคาซื้อขายล่วงหน้าทั้งตลาดเซี่ยงไฮ้ โตเกียว ฯลฯ จะไต่ระดับทะลุ 100 บาท/กก. สร้างสถิติใหม่ในรอบ 4-5 ปี พลิกยางขาลงเป็นขาขึ้นตามแรงลุ้นได้หรือไม่

บวกกับมีข่าวดีเป็นระยะ ๆ ทั้งการจัดทำมาตรฐานอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพารา 150 มาตรฐาน การจัดตั้งศูนย์ทดสอบยานยนต์และล้อยางแห่งชาติ ที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังดำเนินการ

การประกาศตั้งโรงงานผลิตยางล้อเครื่องบิน 2 แห่ง วงเงินลงทุน 150 ล้านเหรียญสหรัฐ ของบริดจสโตน คอร์ป และแบรนด์กู๊ดเยียร์จะปักธงลงทุนผลิตยางล้อเครื่องบินในไทย 162 ล้านเหรียญสหรัฐ

ล่าสุด กยท.จะร่วมมือกับเอกชนผลิตยางล้อรถยนต์ ตั้งเป้าขายให้กับสหกรณ์แท็กซี่ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ภายใต้โครงการยางล้อประชารัฐ ทั้งหมดนี้น่าจะส่งผลดีทำให้ชาวสวนยางลืมตาอ้าปากได้มากขึ้น

ที่สำคัญ แม้ราคายางจะมีขึ้นมีลงตามธรรมชาติ แต่รายได้มหาศาลจากผลิตภัณฑ์ยาง อย่างปี 2558 สถิติการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางโดย กยท.ชี้ว่า มียอดขายรวมสูงถึง 620,155 ล้านบาท แยกเป็นขายในประเทศ 190,833 ล้านบาท หรือ 35% ส่งออก 354,263 ล้านบาท หรือ 65% ชี้ชัดว่ายางพารายังเป็นพืชเกษตรหลักสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจไทย

รัฐบาลประกาศนโยบายประเทศไทย 4.0 ฉะนั้น คนไทยก็ต้อง 4.0 ในทศวรรษที่ 21 ซึ่งการใช้ชีวิตต่างจากอดีตคนไทยเราคุ้นกับวัฒนธรรม ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวŽ ทำนาเกี่ยวข้าว ลงแขกŽ ลงแรง ช่วยกันทำมาหากินเก็บเกี่ยวข้าวในนาร่วมด้วยช่วยกัน อยู่กันแบบพอมี พอกิน พออยู่ ตามอัตภาพ แต่วันนี้โลกอนาคตเต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่เจริญพรั่งพรู ดั่งสึนามิ อนาคตจะเป็นอย่างไร ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป จนกว่าจะสิ้นลมหายใจ การดำรงชีวิตก็ต้องมีการปรับตัวเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง แม้ไม่สมัครใจก็ถูกบังคับจากปัจจัยภายนอกที่มีการเปลี่ยนแปลงแผน ไทยแลนด์ 4.0Ž ได้นิยามคนไทยทศวรรษที่ 21 ว่า เป็นคนไทยที่มีปัญญาเฉียบแหลมคม มีทักษะที่เห็นผล มีสุขภาพที่แข็งแรง มีจิตใจที่งดงามŽ เรียกว่า ปฏิรูปและปฏิวัติคนไทยตั้งแต่หัวจรดเท้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ

หากติดตามข้อมูล การเตรียมการของรัฐบาลเตรียมพลิกโฉมคนไทยที่เคยถูกกล่าวว่า คนไทยในระบบอุปถัมภ์ คนไทยที่เฉื่อยช้า คนไทยขี้เกียจ คนไทยขี้อิจฉา คนไทยขี้โกง ฯลฯ สารพัดที่ถูกกล่าวอ้างชื่อ ไปสู่ คนไทย 4.0 ที่ดีงามŽ ในปัจจุบันให้ประกอบด้วย 4 มิติคือ

1.เปรียบคนไทยจากแบบ Thai-Thai เป็นแบบ Global Thai ที่มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย แต่มีกรอบความคิดที่เป็นสากล เพราะโลกกำลังเปลี่ยนจาก One Country One Destiny เป็น One World One Destiny

2.คนไทยต้องเปลี่ยนจาก Analog Thai เป็น Digital Thai เพื่อให้สามารถดำรงชีวิต เรียนรู้ ทำงาน และประกอบธุรกิจได้ทั้งในโลกจริงและโลกเสมือน เพราะโลกกำลังเปลี่ยนจาก Analog Society เป็น Digital Society

3.คนไทยต้องเปลี่ยนจากคนไทยที่มีความรู้และทักษะต่ำ เป็นคนไทยที่มีความรู้และทักษะสูง มีความสามารถในการรังสรรค์นวัตกรรมเพื่อให้อยู่ได้เป็น Global Digital Platform

4.คนไทยต้องเปลี่ยนจากการเน้นประโยชน์ส่วนตัว เป็นคนมีจิตวิญญาณเกื้อกูล แบ่งปัน และรับผิดชอบของส่วนรวม

ทั้งหมด 4 ประการนี้ คือ คุณสมบัติคนไทยยุค 4.0 เมื่อประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในทศวรรษที่ 21 คือ ในอีก 100 ปี สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 แจงผลศึกษาวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ทุเรียนในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จังหวัดตราด ระบุ ผลิตทุเรียนผลสด 1 ตัน ใช้น้ำ 868.45 ลูกบาศก์เมตร โดยความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ พบว่า ลงทุนปริมาณน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร ได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ไร่ละ 43.89 บาท แนะดึงเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ เครื่องวัดแรงดึงน้ำในดิน และการส่งน้ำแบบท่อเพื่อการเกษตร

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการศึกษาวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ (Water Footprint) โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี (สศท.6) ของทุเรียนในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จังหวัดตราด เพื่อจัดทำบัญชีรายการการใช้น้ำของทุเรียน ศึกษาปริมาณการใช้น้ำของทุเรียน และประเมินมูลค่าน้ำทางเศรษฐกิจและเปรียบเทียบผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการผลิตทุเรียนในพื้นที่โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ปี 2558 ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกรสมาชิกทุกราย จำนวน 37 ราย ใช้หลักการประเมินวัฏจักรชีวิตแบบ Cradle to Gate ตั้งแต่แรกปลูกจนถึงอายุ 30 ปี ผลการศึกษา พบว่า

วอเตอร์ฟุตพริ้นท์ของทุเรียนในพื้นที่ส่งเสริมแบบแปลงใหญ่ อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด มีปริมาณการใช้น้ำของการผลิตทุเรียนผลสด 1 ตัน จำนวน 868.45 ลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นปริมาณการใช้น้ำฝน (Green Water Footprint) จำนวน 416.56 ลูกบาศก์เมตรต่อตัน (ร้อยละ 48) และปริมาณน้ำชลประทาน (Blue Water Footprint) จำนวน 451.89 ลูกบาศก์เมตรต่อตัน (ร้อยละ 52)

หากพิจารณาเป็นพื้นที่การผลิตทุเรียน 1 ไร่ พบว่า มีปริมาณการใช้น้ำ จำนวน 1,525.86 ลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นปริมาณการใช้น้ำฝนเท่ากับ 731.89 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ (ร้อยละ 48) และปริมาณการใช้น้ำชลประทาน 793.97 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ (ร้อยละ 52) มีค่าฟุตพริ้นท์การขาดแคลนน้ำ (Water Scarcity Footprint) เท่ากับ 6.78 ลูกบาศก์เมตรน้ำเทียบเท่า ซึ่งมีค่าไม่มากไม่เกิดความตึงเครียดในการแย่งน้ำเมื่อเปรียบเทียบกับลุ่มน้ำภาคอื่น ๆ

สำหรับการประเมินมูลค่าน้ำทางเศรษฐกิจและเปรียบเทียบผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ โดยมีการคำนวณต้นทุนการผลิตที่รวมต้นทุนค่าน้ำ ต้องคิดจากปริมาณน้ำที่เกษตรกรต้องจัดหา ได้แก่ น้ำชลประทาน ซึ่งใช้เทียบกับค่าน้ำของกรมชลประทานที่คิดลูกบาศก์เมตรละ 0.50 บาท ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตมีค่าใช้จ่ายค่าน้ำเพิ่มขึ้น 396.99 บาทต่อไร่

ส่วนการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจต่อปริมาณการใช้น้ำ (Water Footprint Income; WFI) หากมีการจัดสรรหรือลงทุนปริมาณน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร ในการผลิตทุเรียนพื้นที่โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ อำเภอ เขาสมิง จังหวัดตราด จะได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ไร่ละ 43.89 บาท ซึ่งถือว่าน้ำมีความคุ้มค่าต่อการลงทุนสูงมาก หรือลงทุนค่าน้ำ 0.50 บาท ได้ผลตอบแทนไร่ละ 43.89 บาท คิดเป็น 87.78 เท่าของเงินลงทุน

ทั้งนี้ พื้นที่โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ทุเรียน อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราดมีจำนวน 553 ไร่ หากมีการลงทุนด้านน้ำให้กับทุเรียนในแปลงใหญ่ จะทำให้แปลงใหญ่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมูลค่า 24,270.69 บาทต่อลูกบาศก์เมตร อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะจากการศึกษา พบว่า ทีมผู้จัดการแปลงใหญ่และสมาชิกโครงการควรมีเงื่อนไขในการส่งเสริมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำโดยการปลูกทุเรียน 1 ไร่ ควรแหล่งน้ำเพื่อใช้การเกษตรขนาด 793.97 ลูกบาศก์เมตร ถึง 1,525.86 ลูกบาศก์เมตร เป็นเบื้องต้น โดยควรนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ เช่น เครื่องวัดแรงดึงน้ำในดิน (Tensiometer) สำหรับบ่งชี้สภาพความชื้นของดินเพื่อการให้น้ำอย่างเพียงพอ การส่งน้ำแบบท่อเพื่อการเกษตร และควรนำข้อมูลการจัดทำวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ทุเรียนของโครงการ ไปประชาสัมพันธ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางการค้า ตลอดจนเตรียมการขอขึ้นทะเบียนฉลากวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ต่อไป

กระทรวงเกษตรฯ พร้อมนำร่อง ขับเคลื่อนบูรณาการข้อมูลสารสนเทศตามนโยบายรัฐบาล สู่การเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารร่วมกันอย่างเต็มรูปแบบ จับมือร่วมสำนักงานสถิติแห่งชาติ เตรียมจัดทำโครงการต้นแบบการบริหารจัดการระบบข้อมูลสารสนเทศ รับสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน รัฐบาลได้ให้ความสำคัญของการจัดทำข้อมูลสารสนเทศของหน่วยงานให้เกิดการการบูรณาการ ใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างเต็มที่ ซึ่งการจัดระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อการบริหาร (Management Information System : MIS) นับเป็นสิ่งสำคัญที่ภาครัฐได้เน้นให้เกิดประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ตามร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2559 เรื่องการปฏิรูปประเทศ ที่ให้มีการบูรณาการฐานข้อมูลของหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบข้อมูลเพื่อการบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชน อีกทั้งยังสอดคล้องกับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2559 กำหนดให้สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นหน่วยงานหลักในการจัดระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อการบริหารของทุกส่วนราชการ รวมทั้งให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างส่วนราชการ เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประกอบการตัดสินใจการดำเนินนโยบายในด้านต่างๆ ของรัฐบาล

ขณะนี้ รัฐบาลได้ริเริ่มจัดทำระบบดังกล่าว และนำร่องใน 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงคมนาคม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งทางสำนักงานสถิติแห่งชาติได้มีการประชุมหารือร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2559 โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน ซึ่งมีการนำเสนอแนวทางการบูรณาการตลอดจนศักยภาพของหน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาล

ผลจากการหารือดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะมีการดำเนินการโครงการต้นแบบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการระบบข้อมูลสารสนเทศ จำนวน 4 โครงการ ซึ่งมีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่ประสานงานกับสำนักงานสถิติแห่งชาติเพื่อดำเนินการ ซึ่งจะมีการหารือร่วมกันอีกครั้งเพื่อกำหนดรายละเอียดโครงการในระยะต่อไป ทั้งนี้ ในอนาคตคาดว่าการบูรณาการด้านสารสนเทศ ด้วยหลักการบริหารจัดการระบบข้อมูลสารสนเทศ จะสามารถขยายครบ 20 กระทรวง ในทุกหน่วยงาน อันเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมการบริหารราชการระหว่างภาครัฐและประชารัฐ สู่ประเทศไทย 4.0 อย่างเต็มประสิทธิภาพ

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ที่มีความรุนแรงมากขึ้นจนเข้าสู่ขั้นวิกฤต เนื่องจากฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่อง กยท. ได้มีนโยบายช่วยเหลือชาวสวนยางที่ประสบอุทกภัย โดยให้ความช่วยเหลือขั้นต้นด้วยการลงพื้นที่มอบถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบภัย และขณะนี้ได้เริ่มโครงการ “กยท. รวมน้ำใจ ช่วยภัยน้ำท่วมภาคใต้” ซึ่งเป็นศูนย์รับบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ได้ ณ การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ บางขุนนนท์ กรุงเทพฯ หรือการยางแห่งประเทศไทย ทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยผู้ที่ประสงค์ร่วมบริจาคเป็นเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยฯ สามารถโอนผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาบางขุนนนท์ ชื่อบัญชี นายพูลสุข อุเทนพันธ์ และ น.ส.สิตานัน เครือประดิษฐ์ เลขที่บัญชี 058-0-36479-8 ซึ่ง กยท.จะนำไปซื้อสิ่งของที่จำเป็นทั้งเครื่องอุปโภคบริโภค มอบให้ประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึงมากที่สุด

“สิ่งของจำเป็นที่ขอรับบริจาคอย่างเร่งด่วน ได้แก่ ยารักษาโรค เสื้อผ้าใหม่ เช่น เสื้อ กางเกง ชุดชั้นใน และของใช้ประจำวัน เช่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน แป้ง มีดโกนหนวด ผ้าอนามัย ผ้าอ้อมเด็ก เป็นต้น ซึ่งกยท. จะปล่อยขบวนรถน้ำใจ ช่วยภัยน้ำท่วมภาคใต้รอบต่อไป ในวันที่ 9 มกราคม นี้”นายธีธัช กล่าว

นายธีรวัฒน์ เดชทองคำ รองผู้ว่าการกยท. ด้านธุรกิจและปฏิบัติการ กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ในขณะนี้ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสวนยางพาราของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศและเป็นอาชีพหลักของเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ จากการลงพื้นที่สำรวจของกยท.พบว่า มีเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับความเดือดร้อน จากอุทกภัยครั้งนี้ จำนวน 60,338 ราย และมีพื้นที่สวนยางที่ได้รับความเสียหายทั้งหมด ประมาณ 531,876 ไร่ แบ่งเป็น จ.นครศรีธรรมราช 41,932 ราย มีพื้นที่ความเสียหาย 416,133 ไร่ จ.พัทลุง 17,331 ราย มีพื้นที่ความเสียหาย 105,944 ไร่ จ.ตรัง 700 ราย มีพื้นที่ความเสียหายประมาณ 7,250 ไร่ จ.สงขลา 353 ราย มีพื้นที่ความเสียหาย 2,396 ไร่ และ จ.นราธิวาส 22 ราย มีพื้นที่ความเสียหาย 153 ไร่ ทั้งนี้หลังจากสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว กยท.จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปประเมินความเสียหายของพื้นที่สวนยางที่ถูกน้ำท่วม พร้อมทั้งให้คำแนะนำดูแลสวนยางที่ถูกน้ำท่วมขัง เพื่อฟื้นฟูสวนยางอย่างถูกวิธี

วันที่ 6 มกราคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ภูลมโล อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า มีนักท่องเที่ยวทยอยเดินทางขึ้นไปท่องเที่ยวชมดอกนางพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทยที่กำลังเริ่มเบ่งบาน สร้างความสวยงามเป็นอย่างมาก เพราะบรรยากาศช่วงนี้มีหมอกหนาและหนาวเย็น ทำให้เกิดความตื่นตาตื่นใจแก่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมดอกนางพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทย เพราะได้ชมท่ามกลางหมอก เสมือนท่องเที่ยวในต่างประเทศและแปลกตาไปอีกแบบ โดยอุณหภูมิในช่วงเช้าที่ผ่านมาที่ยอดภูลมโลอยู่ที่ 21 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นสภาพอากาศที่เย็นสบาย นักท่องเที่ยวเดินชมดอกนางพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทยได้อย่างเพลิดเพลิน

สำหรับดอกนางพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทยที่ภูลมโลแห่งนี้กำลังเริ่มเบ่งบาน คาดว่าในอีก 1-2 อาทิตย์น่าจะเบ่งบานมากกว่า 50% นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นภูเขาสีชมพูกว้างกว่าหมื่นไร่ทีเดียว และตั้งแต่ในช่วงนั้นจะมีนักท่องเที่ยวขึ้นเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก และส่งผลดีต่อชาวบ้านในพื้นที่ที่มีการเตรียมรถเพื่อนำนักท่องเที่ยวขึ้นไปท่องเที่ยวชมดอกนางพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทยบนภูลมโล

ทั้งนี้ เนื่องจากมีการประชุมจัดการร่วมกันระหว่างอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าและชาวบ้านในพื้นที่เพื่อดูแลบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยว เพราะเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมาเกิดปัญหาเรื่องการสัญจรไปมาและการควบคุมดูแล ในปีนี้จึงกำหนดจุดจอดรถและให้โดยสารรถกระบะรับจ้างที่ทางชาวบ้านในพื้นที่จัดเตรียมให้ โดยกำหนดราคาเที่ยวละ 1,000 บาท ในการพาชมต่อ 2 ชั่วโมงครึ่ง ตั้งแต่เวลา 05.00-17.00 น. ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมได้ทั่วบริเวณ และถือเป็นการส่งเสริมอาชีพเสริมให้กับชาวบ้านในพื้นที่อีกด้วย

วันที่ 6 มกราคม 2560 นายสิธิชัย จินดาหลวง thehistoryof.net รองผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 29 ธ.ค.-4 ม.ค.ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยต่างประเทศ เดินทางมาท่องเที่ยวหนองหานกุมภวาปี หรือที่เรียกติดปากกันว่า “ทะเลบัวแดง” เพื่อชมความสวยงามของดอกบัวแดง ที่เกิดและบานติดกันเป็นแปลงขนาดใหญ่ จากสถิติการลงเรือท่องเที่ยวมากถึง 53,394 คน แยกเป็นชาวไทย 45,559 คน ชาวต่างประเทศ 7,835 คน สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน

“ปีนี้มีท่าเรือท่องเที่ยวรวม 6 แห่ง ที่ทางราชการเข้าไปช่วยกำกับดูแล ให้มีมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งแต่ละท่าเรือมีจุดเด่นแตกต่างกัน อาทิ มองเห็นบัวแดงจากฝังท่าเรือ , การเลี้ยงควายในหนองหานกุมภวาปี และวิถีชีวิตการหาปลาแบบพื้นบ้าน โดยเฉพาะด้วยยอยักษ์จำนวนมาก โดยท่าเรือที่ได้รับความนิคมมมากที่สุด คือ ท่าบ้านเดียม รองลงมาเป็นท่าดอนคง ท่าเชียงแหว ท่าแชแล ท่าโนนน้ำย้อย และท่าคอนสายตามลำดับ ” นายสิธิชัย กล่าว

นายสิธิชัย กล่าวต่อว่า ท่าเรือรอบหนองหานกุมภวาปี 6 ท่า ได้กระจายนักท่องเที่ยว ไม่แออัดกระจุกตัวอยู่จุดเดียว เหมือนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สร้างรายได้ให้ชาวบ้านเป็นวงกว้าง นอจากค่าโดยสารเรือรวม 3,356,000 บาท ชาวบ้านยังมีรายได้จาก การจำหน่ายอาหาร , เครื่องดื่ม , ผลิตผลทางการเกษตร , ผลิตภัณฑ์ชุมชน และพืชผลที่เก็บจากหนองหาน ตลอดจนภาคบริการอื่นๆ อาทิ โฮมสเตย์

นอกจากนี้ นายสิธิชัย กล่าวอีกว่า อุดรธานีได้กำหนดแผนท่องเที่ยวให้หนองหานกุมภวาปีเที่ยวได้ตลอดปี เพราะนอกจากความสวยงาม ทะเลบัวแดงช่วงเดือน ธ.ค.-มี.ค. ยังมีความเก่าแก่ของศาสนสถาน , วัฒนธรรมประเพณี , วิถีชีวิต , ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตปลา-นก-พืชน้ำ เฉพาะนกมีมากกว่า 200 ชนิด บางชนิดเป็นนกใกล้สูญพันธุ์ และตำนานรักพื้นบ้านผาแดง-นางไอ ที่เดนเรื่องสอดคล้องกับสถานที่ปัจจุบัน ซึ่งกำลังจะเปิดตัวเร็วๆนี้

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2560 กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศ ฉบับที่ 37 เรื่อง “ฝนตกหนักถึงหนักมากภาคใต้ตอนล่าง และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย”

ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงยังคงพัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทย ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่ปกคลุมทะเลอันดามันตอนล่าง ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ระนอง และพังงา ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ปริมาณฝนที่ตกสะสม น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากที่จะเกิดขึ้น และขอให้ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด