เนื่องจากท้องถิ่นแถบนั้น เป็นศูนย์รวมของพันธุ์ไม้ผล

เกษตรกรที่สนใจทำสวน เมื่อวิ่งรถไป ต้องการต้นไม้ 5-6 ชนิด สามารถหาได้ครบ หรือต้องการชนิดละ 4-5 พันธุ์ ก็หาได้ไม่ยาก ด้วยเหตุนี้ ต้นไม้ของคุณ ไพศักดิ์ จึงจำหน่ายได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน

แรกสุดที่มาจำหน่ายต้นไม้…คุณไพศักดิ์ขยายพันธุ์ขายเองทั้งหมด ต่อมามีปัญหาเรื่องแรงงาน จึงเหลือทำเองไม่มากนัก ส่วนใหญ่รับมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ซึ่งทุกวันนี้ การปลอมปนพันธุ์ไม่มีให้เห็น เพราะพันธุ์หาได้ไม่ยาก ผู้ผลิตจะแข่งกันเรื่องคุณภาพ รวมทั้งราคาที่เสนอขาย ด้วยเหตุนี้ผลประโยชน์จึงตกแก่เกษตรกรผู้ซื้อมาปลูก เป็นที่ทราบกันดีว่า บ้านเราเป็นเมืองร้อน จึงต้องปลูกต้นไม้ให้กับสภาพอากาศ

เจ้าของร้านจำหน่ายต้นไม้แห่งนี้ บอกว่า ชนิดของพันธุ์ไม้ผลที่จำหน่ายได้ดีคือ มะม่วง ขนุน มะกรูด มะนาว

แน่นอนว่า มะม่วงนั้นเป็นไม้ผลสามัญประจำบ้านไปแล้ว ใครที่สร้างบ้านใหม่ อยากปลูกต้นไม้สักต้นสองต้น นึกอะไรไม่ออกก็ปลูกมะม่วง ข้อดีของพืชชนิดนี้คือทนทาน ให้ร่มเงาได้ดี ปลูกเลี้ยงไม่ยาก ผลผลิตเหมาะต่อการบริโภค ขนาดของผลไม่ใหญ่เกินไป

เจ้าของร้านบอกว่า มะม่วงที่คนมาซื้อ เป็นพันธุ์ที่รู้จักกันทั่วไป อย่างเขียวเสวย น้ำดอกไม้ หากเป็นขนุน มีพันธุ์ทองประเสริฐ เพชรราชา มาเลเซีย ปีเดียวทะวาย แดงสุริยา

“ใน 12 เดือน…คนมาซื้อมากเดือนมีนาคม-กรกฎาคม ส่วนเดือนสิงหาคม-กุมภาพันธ์ ก็ขายได้เรื่อยๆ เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ หน้าฝนคนปลูกต้นไม้ ผมดูแลที่นี่เป็นหลัก แฟนรับราชการ จึงต้องจ้างคนช่วยประจำ 2 คน รดน้ำ ขึ้นต้นไม้เมื่อมีคนมาซื้อ ค่าแรงวันละ 400 บาท…คนที่มาซื้อ มาจากทั่วไป อย่างสุราษฎร์ธานี จันทบุรี เชียงราย” คุณไพศักดิ์ บอก

ถามว่า…มีวิธีการให้ลูกค้ารู้จักร้านต้นไม้ได้อย่างไร

“ปากต่อปาก ลูกค้าเคยมาซื้อเรา เราให้บริการเขาดี เราจัดต้นไม้ให้เขาไม่ได้ยัดต้นไม้ เขาได้ต้นไม้สวยๆ สม่ำเสมอ หลังๆ ก็ซื้อเรื่อยมา” เจ้าของบอก เดิมทีคุณไพศักดิ์ บอกว่า ตนเองจำหน่ายต้นไม้ให้กับผู้ปลูกโดยตรง

อย่างเกษตรกรอยู่จังหวัดนครราชสีมา จะทำสวน มาซื้อมะม่วง 200 ต้น ขนุน 300 ต้น มะพร้าวน้ำหอม 100 ต้น มากบ้างน้อยบ้าง

ระยะหลัง ในต่างจังหวัด เกิดร้านจำหน่ายต้นไม้ขึ้น ทุกภาคของประเทศไทย เช่น ชุมพร เชียงใหม่ ขอนแก่น นครสวรรค์ ร้านต้นไม้เหล่านี้ จะมาซื้อต้นไม้ครั้งหนึ่งจำนวนมาก เพื่อนำไปวางตั้งขายที่ร้าน คุณไพศักดิ์มีลูกค้าเป็นร้านต้นไม้ไม่น้อย ดังนั้น บางเดือนต้องเสาะหาต้นไม้ล็อตใหญ่ๆ 7-8 ล็อตด้วยกัน ถือว่าเป็นงานหนัก ส่วนนี้ต้องหาทีมงานมาเพิ่มชั่วคราว

“กรณีการซื้อขายเพื่อส่งไปต่างจังหวัด บวกราคาไม่แพง อย่างขนุนปีนี้แพง ของขาดตลาด ซื้อมา 55 ขาย 60 บาท ค่าแรงของทีมงานขึ้นต้นไม้วันละ 700 บาท ส่วนหนึ่งที่เราอยู่ได้เพราะขายถูกกว่าร้านอื่น โดยที่ขนาดและคุณภาพไม่ต่างกัน” คุณไพศักดิ์ บอก

อาชีพนี้อยู่ได้

คุณไพศักดิ์ อายุเลยวัยเกษียณมา 2-3 ปี เมื่อก่อนเขาบอกว่า ใช้ชีวิตอย่างคนเกษตรทั่วไป โดยเฉพาะการดื่มกิน หลังๆ สุขภาพบังคับ จึงเลิกมากว่า 10 ปีแล้ว

“อาชีพนี้อยู่ได้ ส่งลูกเรียน ส่วนหนึ่งลูกเรียนดีได้ทุน งานขายต้นไม้ไม่มีวันว่าง ไม่ได้หยุด นอกจากจะหยุดเอง ติดธุระก็หยุด ไปงานเลี้ยงรุ่น ปีที่แล้วงานเลี้ยงรุ่นเกษตรจันทบุรี กระทิง ที่ลพบุรี ปีนี้เห็นว่าจะไปชุมพร ผมไปร่วมทุกครั้ง ตอนไปเรียนเป็น 100 คน จบตามหลักสูตรจริงไม่กี่คน”

คุณไพศักดิ์พูดถึงอาชีพที่ทำอยู่ และบอกต่ออีกว่า “ถามว่าเหนื่อยไหม…ไม่เหนื่อย แต่เครียด เพราะลูกค้าสั่งของ บางครั้งของไม่เต็มรถ ต้องหาทางแก้ไข…ก็อยากบอกว่า ปลูกต้นไม้ นอกจากได้ผลผลิตแล้ว ได้ความร่มเย็น”

เป็นงานของคนเกษตร ที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ หากมองย้อนไปแล้ว วิชาที่เรียนมา สามารถนำมาประกอบวิชาชีพได้อย่างดี อุทัยธานี โดยเฉพาะในเขตพื้นที่อำเภอบ้านไร่ นับเป็นอีกแห่งที่ปลูกไม้ผลหลายชนิดได้มีคุณภาพ อันเนื่องมาจากความอุดมสมบูรณ์ของสภาพอากาศ ตลอดถึงทรัพยากรทางธรรมชาติ จนทำให้ชาวบ้านหันมาปลูกไม้ผลผสมผสานสร้างรายได้

คุณวิโรจน์ เผ่าพันธ์โพธิ์ อยู่บ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 7 ตำบลคอกควาย อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเคยยึดอาชีพปลูกพืชไร่หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น สับปะรด ข้าวโพด และมันสำปะหลัง แต่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ จึงเปลี่ยนมาปลูกทุเรียนเป็นหลัก แล้วเสริมด้วยไม้ผลหลายชนิดแบบผสมผสาน จำนวน 35 ไร่ พร้อมเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ในชื่อ “สวนคุณวิโรจน์” ดึงนักชิมผลไม้เข้ามาอุดหนุนสร้างรายได้อย่างงดงาม

คุณวิโรจน์ ปลูกทุเรียนเมื่อ 25 กว่าปีที่ผ่านมา ด้วยการไปหาซื้อกิ่งพันธุ์ทุเรียนมาจากจังหวัดจันทบุรี ได้แก่ หมอนทอง ก้านยาว และชะนี ใช้วิธีและแนวทางปลูกแบบธรรมชาติ ลักษณะพื้นที่มีทั้งพื้นราบและลาดเอียง

กระทั่งได้ผลผลิตรุ่นแรกพบว่ารูปลักษณะผลยังขาดคุณภาพ แต่เนื้อและรสชาติอยู่ในเกณฑ์ดี ภายหลังได้รับการแนะนำจากทางสำนักงานเกษตรอำเภอ แล้วพาไปดูวิธี ขั้นตอน กระบวนการปลูกทุเรียนคุณภาพในเรื่องการปัดดอก การตัดแต่งกิ่ง การใส่ปุ๋ย ดูแลโรค/แมลง จากสวนมาตรฐานหลายแห่งทางจังหวัดระยองและจันทบุรี

การนำเทคนิคเหล่านั้นกลับมาพัฒนาปรับปรุงวิธีการปลูกและการดูแลทุเรียนอย่างถูกต้อง ทำให้ผลผลิตทุเรียนในสวนคุณวิโรจน์เริ่มมีคุณภาพได้มาตรฐาน มีรสชาติอร่อย เนื้อแห้ง กรอบ เมล็ดลีบเล็ก ฉะนั้น เมื่อเห็นว่าปลูกทุเรียนได้ผลตามเป้าหมาย เจ้าของสวนรายนี้จึงต่อยอดเพิ่มไม้ผลปลูกอีกหลายชนิดเพื่อสร้างรายได้อีก ไม่ว่าจะเป็นเงาะ มังคุด กระท้อน หรือแม้แต่ไม้ผลทางเหนืออย่างลำไยด้วย

พื้นที่อำเภอบ้านไร่ ถือว่ามีความเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์ทั้ง ดิน ฟ้า อากาศ ดินดี น้ำดี เป็นอำเภอที่มีพื้นที่ติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติเช่นนี้จึงไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยบำรุงดินมาก เพียงเติมธาตุอาหารและปุ๋ยคอกบ้างเล็กน้อยก็ช่วยให้ผลไม้ทุกชนิดมีคุณภาพดีแล้ว

คุณวิโรจน์ ตัดแต่งกิ่งภายหลังเก็บผลผลิตเสร็จประมาณเดือนกรกฎาคม หลังจากนั้นใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-16 ในปริมาณต้นละ 2 กิโลกรัม ร่วมกับปุ๋ยชีวภาพชนิดที่ผลิตเองจากธาตุอาหารหลัก พร้อมกับใส่ขี้วัว ขี้ค้างคาว ประมาณต้นละ 3 กิโลกรัม โดยจะใส่ปุ๋ยในช่วงหน้าฝน พร้อมใส่ฮอร์โมนกลุ่มแคลเซียม โบรอนร่วมกับยาป้องกันแมลงผสมน้ำฉีดพ่นทางใบในช่วงแตกใบอ่อนด้วย

ก่อนทุเรียนจะออกดอกประมาณเดือนมกราคม ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 เพื่อต้องการเปิดตาดอก ขณะที่ทุเรียนเริ่มมีดอกต้องฉีดเพลี้ยไฟไรแดงป้องกัน ไปพร้อมกับฉีดพ่นยาป้องกันเชื้อราที่ดอกเพื่อไม่ให้ดอกแห้ง หลังจากดอกบานแล้ว ใช้เวลา 120 วัน จะมีผลอ่อนในราวเดือนมิถุนายน

คุณวิโรจน์ ชี้ว่าที่ผ่านมาแม้จะมีศัตรูพืชและโรคอย่างเพลี้ยจักจั่น และเชื้อราทางใบมารบกวนบ้างก็ไม่ได้สร้างปัญหา เพราะป้องกันด้วยการฉีดยาป้องกันไว้ล่วงหน้า ร่วมกับหมั่นทำความสะอาดพื้นที่ในสวนอย่าให้รก กำจัดวัชพืชออก เพื่อให้สวนมีความสะอาด โล่งเตียน ไม่เกิดการสะสมโรคหลายชนิด จึงทำให้ผลผลิตมีความสมบูรณ์ ดังนั้น เมื่อการใช้ปุ๋ยยาน้อยมากจึงถือว่าเป็นทุเรียนที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคด้วย แล้วความเด่นของทุเรียนจากสวนแห่งนี้คือ มีความหอมมัน รสหวานพอดี เมล็ดลีบ เนื้อแห้ง (เพราะน้ำไม่ขังในดิน)

นอกจากหมอนทอง ก้านยาว และชะนี ที่เป็นทุเรียนรุ่นบุกเบิกแล้ว คุณวิโรจน์ยังปลูกทุเรียนโบราณหลายชนิด อย่าง กบพิกุล ทองย้อย พวงมณี และกระจิบ ตามคำแนะนำจากลูกค้า โดยพวงมณีเพิ่งให้ผลผลิตเมื่อปีที่แล้ว (2564) มีรสชาติและเนื้อสมบูรณ์ดี ส่วนพันธุ์อื่นยังต้องรอผลผลิตในอีก 1-2 ปี

ทุเรียนแต่ละต้นสามารถให้ผลที่สมบูรณ์ได้กว่า 100 ผล มีน้ำหนักเฉลี่ยต่อผลประมาณ 3 กิโลกรัม โดยก้านยาว มีน้ำหนักเฉลี่ยต่อผลประมาณ 2 กิโลกรัม และชะนี มีน้ำหนักต่อผลประมาณ 3 กิโลกรัม

คุณวิโรจน์ บอกว่า ลูกค้านิยมทุกพันธุ์เพราะมีเอกลักษณ์ความอร่อยต่างกัน ลูกค้าบอกว่าก้านยาวมีเนื้อละเอียดและความมัน ส่วนชะนีก็มีรสมันเช่นกัน และกลิ่นไม่ฉุน ส่วนหมอนทองมีเนื้อเหนียว ลูกค้าขาประจำมีทั่วประเทศมักจะจองล่วงหน้า

เงาะโรงเรียน จะให้ผลผลิตในช่วงเดียวกับทุเรียน ปลูกเงาะไว้ 70 ต้น ผลผลิตที่ผ่านมาเฉลี่ยเกือบ 2 ตัน ผลผลิตไม่ได้นำไปขายนอกสวน ลูกค้าที่มาซื้อทุเรียนจะซื้อเงาะไปด้วย เข้าไปเก็บเองตามที่ชอบในสวน ขายราคากิโลกรัมละ 20 บาท มังคุดเช่นกัน จะได้ผลผลิตพร้อมเงาะ มีปลูกไว้ 30 ต้น ให้ผลผลิตตันกว่า ราคาขายกิโลกรัมละ 50บาท ทั้งเงาะและมังคุด ขนาดผลไม่ใหญ่เท่าทางภาคตะวันออก แต่มีจุดเด่นเรื่องเนื้อแห้ง กรอบ หวาน หอม

นอกจากนั้น ยังปลูกลำไยเป็นพันธุ์อีดอ ปลูกไว้ 10 กว่าต้น การทำผลผลิตลำไยต้องราดสาร คุณวิโรจน์รอขายทุเรียนก่อนแล้วค่อยราดสารต้นลำไยเพื่อทำผลผลิต ที่ผ่านมาขายลำไยกิโลกรัมละ 30 บาท มีเนื้อมาก เม็ดเล็ก หวาน หอม แห้งกรอบ แล้วมีกระท้อนปุยฝ้ายผลใหญ่ เนื้อฟู อร่อยมาก ออกพร้อมทุเรียน

สวนคุณวิโรจน์มีเป้าหมายการปลูกทุเรียนและผลไม้ชนิดอื่นเพื่อการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว เน้นการปลูกแบบธรรมชาติ ปล่อยให้ทุเรียนรวมทั้งไม้ผลชนิดอื่นทยอยออกผลโดยไม่บังคับ สร้างแรงดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาชมและชิม พร้อมเลือกซื้อทุเรียนและไม้ผลอื่นที่ชอบกลับบ้านอย่างมีความสุข หากลูกค้าประจำรายใดที่อยู่ไกลไม่สะดวกมาก็จะติดต่อซื้อกันทุกปี โดยจะมี ออเดอร์สั่งจองล่วงหน้ากันข้ามปีเลย

“ถือว่า ทุเรียน เป็นไม้ผลชนิดใหม่ของชาวบ้านไร่ อุทัยธานี หลายปีที่ผ่านมาชาวบ้านจำนวนมากหันมาปลูกทุเรียนกับไม้ผลอื่นกันมากขึ้น โดยไม่สนใจกับกลไกราคาซื้อ-ขายทั่วไป เพราะลูกค้าหลายจังหวัดติดใจคุณภาพรสชาติทุเรียนและไม้ผลที่ปลูกในอำเภอบ้านไร่กันมาก ถึงขนาดโทรศัพท์จองกันเลย” คุณวิโรจน์ กล่าว

สำหรับแฟนพันธุ์แท้ทุเรียนและผลไม้อื่น หากสนใจต้องการลองลิ้มชิมรสทุเรียนบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ติดต่อเข้าชมสวนโดยตรงที่ เมื่อกว่า 10 ปีก่อน “เทคโนโลยีชาวบ้าน” เคยนำเสนอ ชมพู่พันธุ์ใหม่ ที่จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในชื่อของ ชมพู่ “เพชรคลองหาด” ซึ่งเป็นชมพู่ขึ้นชื่อ และเป็นไม้ผลส่งออก ราคาดี ชนิดหนึ่ง ของจังหวัดสระแก้ว

เกษตรกรปลูกชมพู่เพชรคลองหาด จังหวัดสระแก้ว รวมกลุ่มกันในนามของ “กลุ่มปรับปรุงคุณภาพชมพู่ปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก” และมีคุณยุทธนา ทัศมากร เกษตรกร ผู้ริเริ่มนำชมพู่เข้ามาปลูกในพื้นที่อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว รายแรก เป็นโต้โผ

บริเวณเวิ้งบ้านของคุณยุทธนา 7 ไร่ ซึ่งแบ่งเป็นพื้นที่ปลูกชมพู่เพชรคลองหาดเต็มพื้นที่ 5 ไร่ ส่วนอีก 2 ไร่ จัดสรรเป็นพื้นที่บ้านและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น อาทิ แหล่งน้ำ และไม้ประดับ

คุณยุทธนา มีภูมิลำเนาเดิมที่เกาะช้าง จังหวัดตราด แต่เพราะอาชีพหลักของชาวเกาะช้างส่วนใหญ่ หากไม่ดำเนินกิจการโรงแรม เกสต์เฮ้าส์ หรือบังกะโล ก็หันหน้าเข้ายึดอาชีพประมง เพราะเป็นพื้นที่เกาะ อยู่ติดทะเล ทำให้คุณยุทธนา บ่ายหน้าออกหาพื้นที่ที่เหมาะสำหรับการปลูกไม้ผล เพราะเป็นความใฝ่ฝัน นับตั้งแต่เรียนรู้ทางด้านเกษตร ว่าต้องการหาพื้นที่ที่เหมาะสำหรับปลูกไม้ผล เพื่อการส่งออก

“เริ่มแรกผมคิดถึง ทุเรียน แต่เพราะทุเรียน ต้องเสี่ยงกับหลายปัจจัย สุดท้ายจึงมาจบที่ชมพู่ เพราะเป็นไม้ผลที่ให้ผลผลิตตลอดปี ปลูกและดูแลง่าย เหมาะกับสภาพดินทุกชนิด ระยะการปลูกสั้น แต่รับผลประโยชน์ยาว”

คุณยุทธนา ให้เหตุผลในการเลือกพื้นที่อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว สำหรับปลูกชมพู่ ว่า เพราะพื้นที่บริเวณดังกล่าว มีแหล่งน้ำที่ให้น้ำได้ตลอดปี และชมพู่เป็นไม้ผลที่แหล่งน้ำจืดเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด

พันธุ์ทูลเกล้า เป็นสายพันธุ์แรกๆ ที่คุณยุทธนา นำมาปลูกในแปลงชมพู่ แต่ผลผลิตไม่ตรงตามต้องการนัก จึงคิดนำสายพันธุ์อื่นเข้ามาปลูก ปรับเปลี่ยนไป แต่ในท้ายที่สุด คุณยุทธนา ก็ใช้ความรู้เดิมจากการเรียนเกษตร นำชมพู่สายพันธุ์ทับทิมจันทร์มาเสียบยอดกับชมพู่สายพันธุ์ทูลเกล้าที่มีอยู่ เมื่อต้นชมพู่เริ่มแข็งแรง ประมาณ 8 เดือน ให้ผลผลิตออกมาเป็นที่น่าพอใจ

“ผลชมพู่ที่ได้มีความแตกต่าง ไม่เหมือนแม่พันธุ์ โดยมีคุณลักษณะ ดังนี้ ทรงระฆังคว่ำ เอวคอด ฤดูหนาวผิวชมพู่จะเป็นสีแดงเลือดนก เนื้อในเมื่อผ่าออกจะตัน สีเขียว ความหวานสูงถึง 12.5 บริกซ์ ผลโต น้ำหนักดี จึงนำไปจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ในชื่อของ ชมพู่เพชรคลองหาด”

เพราะคุณลักษณะของชมพู่เพชรคลองหาด ทำให้ชมพู่ชนิดนี้ได้รับความนิยม ไม่เฉพาะในประเทศ แต่มีผู้บริโภคจากต่างประเทศต้องการนำเข้า เมื่อเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงทราบ จึงนำไปกิ่งพันธุ์ไปขยายพื้นที่ปลูก และรวมกลุ่มขึ้น ทำให้จำนวนสำหรับการส่งออกเพิ่มปริมาณมากขึ้น

ตลอดปีผลผลิตชมพู่เพชรคลองหาด ของคุณยุทธนา ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ อาทิ อินโดนีเซีย จีน มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม อย่างน้อย 300 ตัน หรือในฤดูที่ชมพู่ในผลผลิตมาก จะได้ปริมาณชมพู่มาก ไม่ต่ำกว่า 400 ตันต่อปี

เทคนิคการปลูกชมพู่ หากคำนวนที่ระยะห่างระหว่างต้นและระหว่างแถว คุณยุทธนา แนะนำดังนี้

1.หากปลูกระยะห่าง 4X4 จะได้จำนวนชมพู่มากขึ้นอีก แต่จำเป็นต้องตัดต้นชมพู่ทิ้ง ต้นเว้นต้น เมื่อต้นมีอายุ 3 ปี

2.หากปลูกระยะห่าง 6X8 จะได้จำนวนชมพู่มากกว่า 29 ต้นต่อไร่ แต่จำเป็นต้องตัดต้นชมพู่ทิ้ง ต้นเว้นต้น เมื่อต้นมีอายุ 10 ปี

3.หากปลูกระยะห่าง 8X8 จะได้จำนวนชมพู่ 29 ต้นต่อไร่ ซึ่งการปลูกลักษณะนี้ ไม่ต้องตัดต้นชมพู่ทิ้ง

ปัจจัยที่ทำให้ต้องตัดต้นชมพู่ทิ้งตามการเจริญเติบโตของต้น เนื่องจาก ชมพู่เป็นไม้ผลที่แตกกิ่งก้านใบรวดเร็ว จำเป็นต้องตัดแต่งกิ่งใบอยู่เสมอ และเมื่อเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้ทรงพุ่มชนกัน ไม่สะดวกต่อการดูแล ทั้งยังให้ผลผลิตน้อยลง สำหรับสวนของคุณยุทธนา ใช้ระยะปลูก 6X8 ตัดแต่งกิ่งอยู่เสมอ โดยเฉพาะทรงพุ่มด้านบน คุณยุทธนาจะแต่งกิ่งให้ไม่ความสูง สูงไปกว่าความสูงของผู้ดูแล เพื่อสะดวกต่อการดูแลผลชมพู่

การให้น้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของไม้ผล สวนชมพู่เพชรคลองหาด ของคุณยุทธนา ให้น้ำด้วยระบบสปริงเกลอร์ ใช้หัวมินิสปริงเกลอร์ ในช่วงปลูกใหม่ๆ ให้น้ำวันละ 1 ชั่วโมง วันเว้นวัน เมื่อชมพู่เริ่มติดผลผลิต ควรให้น้ำทุกวัน วันละ 1 ชั่วโมง ปริมาณน้ำใน 1 ชั่วโมง ชมพู่จะได้น้ำปริมาณ 120 ลิตร

“ปริมาณน้ำที่ให้ชมพู่ ถ้ามากเกินไปก็ไหลทิ้งเปล่าๆ เพราะชมพู่ดูดซับน้ำไปเท่าที่ใช้ ถ้ายังให้น้ำเกินความต้องการ น้ำจะชะเอาปุ๋ยที่ให้กับต้นไปด้วย ทำให้การให้ปุ๋ยเสียเปล่า และปัญหาที่พบบ่อยในฤดูฝน สำหรับชมพู่ คือ ผลชมพู่ระเบิด (แตก) ทำให้การขายตกเกรด ไม่ได้ราคา การแก้ไขสำหรับสวนผม คือ เมื่อเมฆฝนตั้งเค้า และมีทีท่าว่าจะตกในไม่ช้า จะเปิดสปริงเกลอร์ประมาณ 5-10 นาที เมื่อฝนตกลงมา จะทำให้ชมพู่ไม่ระเบิด (แตก) คาต้น”

การให้ปุ๋ย ใช้มูลไก่แกลบเพียงชนิดเดียว เนื่องจากราคาถูก และไม่ควรใช้มูลวัว เพราะมูลวัวมีไนโตรเจนสูง จะทำให้ผิวชมพู่เป็นสีเขียวมากกว่าแดง และทำให้เนื้อชมพู่ออกรสเปรี้ยวมากกว่าหวาน

ระยะการให้ปุ๋ย คุณยุทธนา บอกว่า stacyscreations.net เริ่มจากเดือนกรกฎาคมที่ตัดแต่งกิ่งชมพู่ จากนั้นราดสารแพคโคบิวทราไซล ภายใน 45 หลังจากราดสารก็ให้ปุ๋ยทุก 7 วัน โดยให้ปุ๋ยที่มีสัดส่วนโพแทสเซียมสูง เช่น 0-46-32 เพื่อเปิดตาดอก หลังจากออกดอกแล้ว 90 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตจำหน่ายได้

“การห่อผลชมพู่เป็นสิ่งสำคัญ เพราะช่วยป้องกันแมลงวันทองที่ฝังตัวกับดิน และจะทำลายชมพู่ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน พลาสติกที่ใช้ห่อจะผลิตเป็นถุงห่อชมพู่โดยตรง มีช่องระบายน้ำออก เมื่อรดน้ำ จะทำให้น้ำไม่ค้างในผลชมพู่”

ไซซ์ที่สวนคุณยุทธนา ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศมี 3 ไซซ์ คือ XXL, XL และ L

ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ไซซ์ XXL จะได้จำนวนผลชมพู่ 5-8 ผลต่อกิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 80 บาท

XL จะได้จำนวนผลชมพู่ 8-10 ผลต่อกิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 60 บาท

L จะได้จำนวนผลชมพู่ 10-12 ผลต่อกิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 50 บาท

สำหรับราคาชมพู่ระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ จะถูกลง ราคา 60-50-40 บาท ตามลำดับ

ผลกำไร เมื่อหักต้นทุนและรายจ่ายสุทธิแล้ว สวนขนาด 7 ไร่ รวมพื้นที่บ้าน สร้างรายได้ให้กับครอบครัวทัศมากร ได้มากถึงปีละ 700,000 บาท เป็นอย่างน้อย แต่เมื่อถามถึงการขยายพื้นที่ปลูกแล้ว คุณยุทธนา บอกว่า ยังไม่มีพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับปลูกชมพู่ เนื่องจากต้องเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำตลอดปี นอกจากนี้ ยังประสบปัญหาเรื่องแรงงาน ซึ่งต้องใช้แรงงานคนในการห่อหรือเก็บผลชมพู่ด้วย

เกือบ 20 ปีแล้วที่คุณยุทธนาปลูกและจำหน่ายกิ่งพันธุ์ชมพู่เพชรคลองหาด เป็นรายแรกและรายเดียวที่ทำกิ่งพันธุ์ชมพู่เพชรคลองหาดจำหน่าย ซึ่งเขาก็เพียงพอและพอเพียงกับเกษตรกรรมที่ดำเนินอยู่ บนแนวทางการดำเนินชีวิตตามที่ต้องการ คือ อาชีพเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผล

สนใจกิ่งพันธุ์ หรือ ต้องการชมการปลูก ดูแลรักษาชมพู่เพชรคลองหาด ติดต่อล่วงหน้าได้ที่ คุณยุทธนา ทัศมากร กลุ่มปรับปรุงคุณภาพชมพู่ปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก หมู่ 2 บ้านไกรนคร ตำบลซับมะกรูด อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว หรือโทรศัพท์พูดคุยกันก่อนได้ที่

มะนาว พืชเศรษฐกิจที่มีบทบาทสูง และเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน มะนาวจะมีราคาสูงกว่าปกติ ทำให้มะนาวกลายเป็นพืชที่ล่อตาล่อใจในเรื่องของรายได้ ส่งผลให้มีเกษตรกรทั้งมือเก่ามือใหม่มากหน้าหลายตาอยากที่จะลงทุนปลูกมะนาว เพราะมองเห็นโอกาสที่จะรวยจากการปลูกมะนาว แต่เหรียญที่มี 2 ด้านฉันใด การประกอบธุรกิจก็เป็นเช่นนั้น มีข้อดี ข้อเสีย อยู่ที่ว่าใครจะเรียนรู้และปรับตัวได้เร็วกว่ากัน

คุณชาคริยา วิวรวงษ์ หรือ พี่กรร อยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 3 บ้านเปล ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส อดีตเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สถิติ ผันตัวเอาดีด้านงานเกษตร ลองผิดลองถูกจนประสบผลสำเร็จ ด้วยการทำเกษตรผสมผสาน ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ สร้างรายได้หลักแสน มีส้มโชกุนเป็นดาวเด่นของสวน รวมไปถึงการคิดต่อยอดแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าสูงสุด