เนื่องจากสวนคุณลีเป็นแหล่งผลิตมะม่วงที่มีการใช้ถุงห่อ

คาร์บอนจำนวนมากในแต่ละปี ทำให้ถุงห่อคาร์บอนที่ใช้แล้วจากการห่อผลมะม่วงในแต่ละปีมีจำนวนมาก จึงประยุกต์นำถุงห่อเหล่านี้ มาใช้ห่อผลฝรั่งอีก ซึ่งเป็นการใช้ถุงห่อคาร์บอนเหล่านี้อย่างคุ้มค่าที่สุด จากการใช้ถุงห่อคาร์บอนมาห่อผลฝรั่ง พบว่าทำให้ผิวฝรั่งสวย สีผิวขาวสวย เป็นที่ต้องการของตลาด และสามารถใช้ซ้ำได้อีกหลายครั้งมากจนกว่าถุงห่อคาร์บอนเสื่อมสภาพ โดยจะเริ่มห่อผลฝรั่งเมื่อมีขนาดเท่าลูกมะนาว หรือหลังดอกบานแล้ว 1 เดือน

ก่อนห่อผลควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราและแมลงที่ผลฝรั่งเสียก่อน 1 วัน ก่อนจะทำการห่อ แต่ที่สวนคุณลีจะค่อยๆ ทยอยห่อผลฝรั่ง ก่อนการห่อผลจะผสมสารป้องกันเชื้อรา-แมลง และฮอร์โมน เช่น สารป้องกันกำจัดแมลงและฮอร์โมน เช่น สารป้องกันกำจัดแมลง (ไซเพอร์เมทริน อัตรา 2 ซีซี) + สารป้องกันกำจัดเชื้อรา (อะซ็อกซีสโตรบิน อัตรา 1 ซีซี) + ฮอร์โมน(แคลเซียม-โบรอน อัตรา 5 ซีซี) + ฮอร์โมน (จิบเบอเรลลิน 2 ซีซี) + ปุ๋ย (ไฮโปส (สูตร 10-4-36) อัตรา 5 กรัม) ต่อน้ำ 5 ลิตร แล้วแบ่งใส่กระบอกฉีดน้ำ (ฟ็อกกี้) หลังจากเลือกผลฝรั่งพันธุ์แดงพิจิตร 2 ผลที่ดีที่สุดไว้เพียง 1 ผล ต่อกิ่ง เท่านั้น ใช้มือเด็ดกลีบเลี้ยงที่ก้นผลฝรั่งออกให้หมดเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งหลบซ่อนตัวของแมลงศัตรู แล้วฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรค-แมลง และฮอร์โมนที่ผสมไว้ให้ทั่วผลฝรั่ง

จากนั้นก็จะห่อด้วยถุงหูหิ้ว (เจาะ หรือกรีดก้นถุง เพื่อระบายน้ำ ระบายอากาศ ไม่ให้น้ำขังในถุงเมื่อเกิดไอน้ำ) มัดปากถุงหิ้วให้แน่น 1-2 รอบ เพื่อไม่ให้แมลงเข้าไปได้ แล้วห่อตามด้วยถุงห่อคาร์บอน หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ เพื่อป้องกันแสงแดด ถือว่าเป็นอันเสร็จการห่อผลฝรั่ง แล้วรอเวลาอีกประมาณ 1 เดือน ผลฝรั่งก็จะพร้อมเก็บเกี่ยว สำหรับท่านที่ห่อผลไว้ทานเองที่บ้านก็ข้ามขั้นตอนการฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรค-แมลงไป เพียงแต่เลือกผลห่อ 1-2 ผล ต่อกิ่ง ตามความเหมาะสมของกิ่งนั้นๆ ส่วนฮอร์โมนที่ฉีดพ่นทางใบเป็นประจำ

ช่วงก่อนการออกดอกจนถึงดอกบาน จะฉีดพ่นฮอร์โมนแคลเซียมโบรอนเป็นประจำ เพื่อช่วยส่งเสริมการออกดอกได้ดี ดอกสมบูรณ์ หรือช่วงติดผลอ่อนจนผลโต จะช่วยเรื่องการสร้างเนื้อ เนื้อแน่น มีน้ำหนักดี รวมถึงธาตุอาหารรองต่างๆ ฉีดเสริมช่วย

ภายหลังจากการห่อผลฝรั่งเสร็จสิ้น ก็สามารถที่จะเริ่มบำรุงลูกได้ทันที จะมีการนำปุ๋ยเคมีบำรุง เช่น สูตร 13-13-21 ซึ่งจะช่วยให้ฝรั่งมีคุณภาพผลที่ดี มีรสชาติ หวาน กรอบ อร่อยเป็นที่ถูกปากผู้ซื้อ การเก็บเกี่ยวฝรั่ง ถ้านับจากดอกบานจนถึงผลแก่ พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้ จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน หรือถ้านับจากการห่อผล (ผลขนาดเหรียญ 10 บาท หรือผลมะนาวเล็ก) ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน การเก็บเกี่ยวควรใช้กรรไกรตัดขั้วผลมา โดยไม่ต้องเอาถุงพลาสติกที่หุ้มผลฝรั่งออก เพื่อประหยัดเวลา และรักษาความชื้นให้ผิวฝรั่งไม่เหี่ยวแห้งเร็ว อีกอย่างถ้าหากไม่มีขั้วติดผล จะทำให้ฝรั่งเสียคุณภาพเร็วกว่าปกติ รสชาติดีคนซื้อย่อมกลับมาซื้อซ้ำ การตัดผลควรใช้มีดคม หรือกรรไกรตัดที่ขั้ว ไม่ต้องแกะถุงพลาสติกออก เพียงแต่ดึง หรือฉีกกระดาษชั้นนอกออกก็พอ จากนั้นคัดขนาดผลและส่งจำหน่ายให้เร็วที่สุดยิ่งดี

โรคสำคัญของฝรั่งที่มักพบอยู่เสมอ… คือ โรคผลเน่า เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง มักพบการระบาดกับผลฝรั่งที่โตเต็มที่แล้ว ระยะแรกมีจุดสีดำเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนผล ต่อมาขยายใหญ่ขึ้น ตอนกลางของแผลยุบลงเล็กน้อย ต่อมาจะเน่า และร่วงหล่นลงพื้นในที่สุด วิธีป้องกันควรตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง เจาะก้นถุง 3 รู ป้องกันน้ำขัง หากเกิดการระบาดรุนแรงให้ฉีดพ่นด้วยเบนเลท หรือคาร์เบนดาซิม อัตรา 10 กรัม ต่อน้ำ 1 ปี๊บ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือฉีดพ่นก่อนห่อผลจะยิ่งได้ผลดี ผลที่เป็นโรครุนแรงให้นำไปฝังลงดิน หรือเผาทำลาย การระบาดของโรคจะหมดไป โรคใบจุด เกิดจากเชื้อราอีกชนิดหนึ่ง เริ่มจากผิวใบด้านล่าง มีจุดสีดำขนาดเท่าเข็มหมุด ต่อมาขยายใหญ่ขึ้น มีรูปร่างไม่แน่นอน ส่วนใหญ่เกิดแผลขึ้นระหว่างเส้นใบ และที่ก้านใบจะมีแผลฉ่ำน้ำ หากระบาดรุนแรง ใบร่วง ปลายกิ่งแห้งตาย ผลผลิตลดลง

การป้องกันกำจัดเมื่อพบการระบาด ระยะแรกให้ตัดกิ่งและใบที่เป็นโรคเผาทำลาย ป้องกันการแพร่ระบาดของโรค แต่เมื่อระบาดรุนแรงให้ฉีดพ่นด้วยคาร์เบนดาซิม อัตรา 16 กรัม ต่อน้ำ 1 ปี๊บ หรือออกซี่บอกซิน อัตรา 80 ซีซี ต่อน้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่นทั่วทรงพุ่ม 2-3 ครั้ง ทุกสัปดาห์ ประการสำคัญก่อนหน้าที่จะตัดผลฝรั่งขาย ประมาณ 20 วัน ต้องงดเว้นการฉีดยาป้องกันกำจัดแมลงทุกชนิด เนื่องจากต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้บริโภค ซึ่งจะต้องไม่ได้รับสารตกค้างใดๆ จากยาฆ่าแมลงที่มีการฉีดเข้าไป อีกทั้งในช่วงก่อนใกล้ครบกำหนดตัดผลออกจำหน่ายนั้น ควรสุ่มชิมผลฝรั่ง เพื่อให้ทราบว่าฝรั่งที่กำลังจะตัดมีรสชาติเป็นอย่างไร สุก แก่ เหมาะสมต่อการตัดจำหน่ายส่งลูกค้าได้หรือไม่ ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อรักษาคุณภาพ แล้วจึงค่อยตัดส่งลูกค้าอีกทีหนึ่ง

ปัจจุบัน ฝรั่งแดงพันธุ์ “พิจิตร 2” นั้น สามารถจำหน่ายออกจากสวนคุณลี ได้กิโลกรัมละ 50 บาท ด้วยสีสันของผล และเนื้อที่มีสีแดงเป็นเอกลักษณ์ รสชาติหวาน เนื้อหนา กรอบ เป็นที่ชื่นชอบคนทาน ฝรั่งแดงพันธุ์ “พิจิตร 2” จึงสามารถเป็นทางเลือกใหม่ของเกษตรกรและผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี หากท่านที่สนใจศึกษาดูงาน ทาง “สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร นั้น เปิดบริการให้เข้าชมฟรีทุกวัน ไม่มีวันหยุด แก่ท่านที่สนใจ หรือสอบถามเส้นทางได้ที่ (081) 886-7398

ชื่อ ฟักค่าว หรือเขียนได้อีกแบบ ฟักข้าว ผลสีสด สวย น่ารับประทาน

หลายคนที่อยู่ต่างจังหวัด อาจไม่คุ้นชื่อ ฟักค่าว แต่อาจคุ้นกับชื่อที่เรียกกันในท้องถิ่น เช่น จังหวัดปัตตานี เรียก ขี้กาเครือ จังหวัดตาก เรียก ผักข้าว จังหวัดแพร่ เรียก มะข้าว หรือแม้แต่ประเทศเวียดนาม ยังมีภาษาท้องถิ่นใช้เรียก ฟักค่าว ว่า แก๊ก (Gac)

สามารถพบพืชชนิดนี้ได้ ตั้งแต่ประเทศจีนตอนใต้ พม่า ไทย ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย บังคลาเทศ และฟิลิปปินส์

ฟักค่าว เป็นไม้ประเภทล้มลุก เป็นเถาเลื้อย มีมือเกาะ แบบเดียวกับตำลึง ใบเป็นใบเดี่ยว รูปหัวใจ หรือรูปไข่ รูปร่างคล้ายใบโพธิ์ ความกว้างยาวเท่ากันประมาณ 6-15 เซนติเมตร ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉก 3-5 แฉก ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดหรือแยกรากปลูก ในพื้นที่ชุ่มน้ำ

ในประเทศไทยคนสมัยก่อนนำผลฟักค่าวอ่อนสีเขียวเป็นอาหาร เนื่องจากรสชาติเนื้อฟักค่าวเหมือนมะละกอ วิธีการนำมารับประทานโดยการนำมาลวกหรือต้มให้สุก จิ้มกินกับน้ำพริก หรือใส่แกง ส่วนยอดอ่อน ใบอ่อนนำมาเป็นผักได้ โดยการนึ่งหรือลวกให้สุก เช่นเดียวกับผลอ่อนนำไปปรุงเป็นแกง เช่น แกงแค หรือจิ้มน้ำพริกได้เช่นเดียวกัน

ผลอ่อนของฟักค่าว มีทั้งวิตามินซี แคลเซียม เหล็ก ไฟเบอร์ แต่สารอาหารที่พบมากในฟักค่าว คือ เบต้าแคโรทีน โดยพบว่า เยื่อเมล็ดของฟักค่าวมีปริมาณเบต้าแคโรทีนสูงกว่าแครอทถึง 10 เท่า ซึ่งสารตัวนี้เป็นสารตั้งต้นของวิตามิน ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงสายตาได้อย่างดี และยังทำหน้าที่เสมือนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

ว่าที่ร้อยตรีสันธาน แก้วสุวรรณ หรือ ครูเอ ข้าราชการหนุ่ม และเกษตรกรผู้ปลูกมันแกวในพื้นที่บ้านน้อยลำภู ตำบลขอนยูง อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี ที่ใช้ช่วงเวลาว่างของการทำงานประจำ ผันตัวเป็นเกษตรกรในการสานต่อธุรกิจของครอบครัว หลังครอบครัวประสบปัญหาขาดทุนจากมันสำปะหลังและอ้อยที่ปลูกไว้ ก่อนจะมองเห็นโอกาสและช่องทางการปลูกมันแกวจากพื้นที่ใกล้เคียงและชาวบ้านในหมู่บ้านเดียวกัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจการปลูกมันแกวส่งขาย

ครูเอ เล่าว่า การปลูกมันแกว เกิดขึ้นเมื่อปี 2559 ในขณะนั้นทางครอบครัวปลูกมันสำปะหลังกับอ้อย แต่ต้องเจอกับปัญหาราคาขาดทุน จึงต้องหาทางออกที่จะประคับประคองให้ธุรกิจเดินหน้าและอยู่รอดได้ ก่อนจะเห็นโอกาสใหม่ๆ จากการปลูกมันแกวในพื้นที่อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับที่อยู่อาศัย จากนั้นจึงเริ่มศึกษาหาข้อมูลอย่างจริงจัง อีกทั้งชาวบ้านในหมู่บ้านเดียวกันนั้นปลูกมันแกวแบบระยะสั้นอยู่แล้ว ในเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม จนในปี 2560 หลังครูเอเรียนจบ จึงลงมือทดลองปลูกมาเรื่อยๆ และมองหาตลาดในการส่งออกผลผลิต จนสามารถกลายเป็นธุรกิจภายในครอบครัวมาจนถึงปัจจุบัน

“หลังจากเรียนจบก็มองหาตลาดที่จะใช้ในการส่งขาย จึงศึกษาข้อมูล ก็ไปดูที่ตลาดไท ก็เห็นว่าราคากับต้นทุนไปด้วยกันไม่ได้ เพราะราคาต้นทุนและการลงทุนนั้นสูง เขาก็ไม่รับซื้อเรา ก็เลยพยายามปลูกและประชาสัมพันธ์ไปในตัว ด้วยการสร้างเพจขึ้นมา ก็เริ่มมีคนติดต่อมาช่วงเขาดิน จันทบุรี จึงเริ่มส่งขาย ก็ได้ราคาดีอยู่ครับ”

ตลอดระยะเวลาการปลูกมันแกวภายในสวนนั้น ต้องล้มลุกคลุกคลาน ลองผิดลองถูกหลายครั้ง ทั้งในเรื่องของการส่งออกผลผลิตที่ต้องเจอปัญหาในเรื่องของสถานการณ์การแพร่ระบาดโรค โควิด-19 รวมถึงเรื่องคู่แข่งทางด้านการตลาด ครูเอจึงต้องพยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและมองหาโอกาสและช่องทางใหม่ๆ เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไป

“ผมจึงศึกษาว่าช่วงไหนที่ภาคกลางทำไม่ได้ และไม่ค่อยมีผลผลิต เนื่องจากภาวะน้ำท่วม คือช่วงเดือนกรกฎาคมจนถึงเดือนตุลาคม ผมจึงพยายามที่จะปลูกมันแกว ให้มีผลผลิตออกในช่วงนั้นมากที่สุด ก็จะได้ราคา มีคนติดต่อซื้อจากเรา เพราะเขาไม่มีของครับ”

ด้านวิธีการปลูกมันแกวภายในสวนของครูนั้น จะมีพื้นที่ทั้งหมด 20 กว่าไร่ ปลูกมันแกวแบบยกร่อง ระยะห่างต่อหลุมอยู่ที่ 40-50 เซนติเมตร ใน 1 หลุม จะหยอดเมล็ดมันแกว 1-2 เมล็ด ไม่ควรเกิน 3 เมล็ด ใช้เทคนิคการปลูกมันแกวแบบหมุนเวียน แบ่งการปลูกแบบแปลง แปลงละ 2-3 ไร่ จำเป็นต้องมีพืชชนิดอื่น เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด พริก และพืชอื่นๆ ทดแทน เพื่อป้องกันโรคเชื้อรา และโรคต่างๆ ที่ตามมาภายหลังได้ ซึ่งอาจส่งผลในเรื่องของราคาและผลผลิตนั่นเอง

“ปัจจุบันมีการปลูกมันแกวในพื้นที่ 20 ไร่นิดๆ ครับ ภายในสวนจะมีการปลูกมันแกวแบบหมุนเวียน แปลงละ 2-3 ไร่ เพราะว่าหากปลูกที่เดียวอาจจะเก็บผลผลิตไม่ทัน พื้นที่เดิมจะปลูกซ้ำไม่ได้ ต้องปลูกพืชอื่นด้วย พอปลูกรอบหนึ่ง ผมก็ต้องเปลี่ยนมาปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด หรือพืชชนิดใดก็ได้ ถ้าปลูกซ้ำก็จะมีปัญหาเรื่องโรคเชื้อรา ซึ่งเสี่ยงต่อการขาดทุนได้เลยครับ ดังนั้นต้องจัดการพื้นที่ให้ได้ครับ”

ภายในสวนของครูเอ จะมีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีสลับกันไป และจะใช้ปุ๋ยเคมีรองพื้นก่อนการลงปลูกมันแกวทุกครั้ง สามารถรดน้ำได้ทันที หากช่วงนั้นไม่มีฝนตกลงมา โดยสามารถทำได้ที่สัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือถ้าดินชื้นอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องใส่ โดยปกติมันแกวจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่อายุ 3-5 เดือน ไม่ควรเกิน 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมและดีที่สุด

เมื่อสอบถามถึงเรื่องโรคที่เกิดขึ้น ครูเอ เล่าว่า อันดับหนึ่งคือเรื่องเชื้อรา สามารถป้องกันได้โดยการพักแปลงปลูกและปลูกพืชทดแทน เพื่อป้องกันโรคที่เกิดขึ้น อีกหนึ่งเรื่องสำคัญสำหรับการปลูกมันสำปะหลังนั้น คือ เรื่องน้ำ มันแกวเป็นพืชที่ต้องการความชื้นอยู่ในดินเสมอ หากไม่มีน้ำไปหล่อเลี้ยงก็จะทำให้ต้นมันแกวตายในเวลาต่อมา

“ถ้าไม่มีน้ำ มันแกวตาย เราก็ไม่ได้อะไรเลย เพราะเวลามันแกวงอกออกมาเป็นต้นอ่อน จะยิ่งโดนแดดแรงไม่ได้ จำเป็นต้องมีน้ำที่จะไปหล่อเลี้ยงมันแกว อย่างน้อยให้มีความชื้นในพื้นดิน ถึงแดดแรงก็พอตกเย็นมา ต้นมันแกวก็สามารถฟื้นคืนได้ เพราะมีความชื้นอยู่ที่ดิน”

เมื่อสอบถามถึงเรื่องการส่งขายผลผลิตนั้น ทางสวนจะมีการส่งออกไปยังลูกค้าประจำ สัปดาห์ละ 500 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพึงพอใจเท่าที่ควร เมื่อหักลบต้นทุนการผลิตแล้ว ก็สามารถเหลือเก็บและเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบายๆ

สำหรับท่านใดที่สนใจจะสั่งซื้อ หรือสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับมันแกว สามารถติดต่อได้ที่ ว่าที่ร้อยตรีสันธาน แก้วสุวรรณ หรือ ครูเอ ได้ที่บ้านน้อยลำภู ตำบลขอนยูง อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี หรือจะสอบถามทางแฟนเพจเฟซบุ๊ก “ส.สุนัน ไร่เกษตร – มันแกว” และทางเบอร์โทรศัพท์ 083-008-2907

กรมวิชาการเกษตร ได้พัฒนาชีวภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืช มีความปลอดภัยสูง ต่อมนุษย์ สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกษตรกรใช้ทดแทนการใช้สารเคมีทางการเกษตร ให้เกิดความปลอดภัยต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตร ได้ขับเคลื่อนการใช้ชีวภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมีทางการเกษตร โดยถ่ายทอดสู่เกษตรกรส่งเสริมให้เกษตรกรใช้และผลิตขยายชีวภัณฑ์เอง ทำให้ได้ผลผลิตพืชที่ปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง ลดต้นทุน เพิ่มแหล่งผลิตพืชปลอดภัยในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) และส่งเสริมระบบเกษตรปลอดภัยด้วยเกษตรอินทรีย์ โดยชีวภัณฑ์ของกรมวิชาการเกษตรที่ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกรปลูกไม้ผล และพืชผัก สามารถป้องกันได้ทั้งแมลงศัตรูพืช และโรคพืช ดังนี้

1. ราเขียวเมตาไรเซียม มีความจำเพาะเจาะจงในการเข้าทำลายของด้วงแรดซึ่งเป็นศัตรูที่สำคัญในมะพร้าวและพืชตระกูลปาล์ม สามารถทำลายด้วงแรดได้ทั้งในระยะตัวหนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย

2. โปรโตซัวกำจัดหนู ใช้ในการกำจัดทั้งหนูบ้านและหนูศัตรูพืช

3. เชื้อราไตรโคเดอร์มา ใช้ควบคุมโรคตายพรายของกล้วย 4. ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงชนิดผง ใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืชได้หลายชนิด เช่น ด้วงหมัดผัก หนอนเจาะเห็ด หนอนกินใต้ผิวเปลือกลองกอง และด้วงงวงมันเทศ เป็น

5. เชื้อแบคทีเรียบีที เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ใช้ในการควบคุมหนอนผีเสื้อศัตรูพืช เช่น หนอนใยผัก หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนเจาะยอดกะหล่ำ หนอนกระทู้ผัก หนอนกระทู้หอม และหนอนหัวดำมะพร้าว เป็นต้น

6. ไวรัส เอ็นพีวี ใช้ควบคุมศัตรูพืชได้ 3 ชนิด ได้แก่ ไวรัส เอ็นพีวี หนอนกระทู้ผัก ไวรัส เอ็นพีวี หนอนกระทู้หอม และไวรัส เอ็นพีวี หนอนเจาะสมอฝ้าย 7. เชื้อแบคทีเรียบีเอส ใช้ควบคุมโรคแอนแทรคโนสในพริก มะม่วง ควบคุมโรคใบจุดพืชตระกูลกะหล่ำ และควบคุมโรคเหี่ยวจากแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum

8. เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี ใช้ควบคุมไส้เดือนฝอยรากปมในพืชผัก ไม้ผล และพืชไร่ และ โรครากเน่าโคนเน่าของทุเรียน 9. มวนพิฆาต ใช้ในการควบคุมหนอนศัตรูพืชได้หลายชนิดโดยเฉพาะศัตรูพืชในกลุ่มหนอนผีเสื้อ เช่น หนอนกระทู้ผัก หนอนกระทู้หอม หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนแก้วส้ม หนอนหัวดำมะพร้าว หรือแม้กระทั่งศัตรูพืชในระยะดักแด้

10. แตนเบียนไข่ ใช้ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชหลายชนิดในระยะไข่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนกออ้อย หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด หนอนใยผัก หนอนคืบกะหล่ำปลี หนอนคืบ หนอนแก้วส้ม และหนอนกอแถบลาย เป็นต้น

11. แตนเบียนอะซีโคเดส ฮิสไพนารัม เป็นแตนเบียนที่มีประสิทธิภาพใช้ในการควบคุมหนอนแมลงดำหนามมะพร้าว

12. แตนเบียนเตตระสติคัส บรอนทิสปี้ สามารถเข้าทำลาย หนอนแมลงดำหนามมะพร้าว วัยที่ 4 และดักแด้แมลงดำหนามมะพร้าว แต่จะชอบเบียนระยะดักแด้มากที่สุด 13. แตนเบียนโกนิโอซัส นีแฟนติดิส เป็นแมลงศัตรูธรรมชาติที่มีความเฉพาะเจาะจงต่อแมลงอาศัยใช้ในการควบคุมหนอนหัวดำมะพร้าว

14. แตนเบียนอะนาไกรัส โลเปไซ เป็นแตนเบียนที่ใช้ในการควบคุมเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู

15. แมลงช้างปีกใส เป็นแมลงห้ำที่มีประโยชน์ช่วยกำจัดศัตรูพืชที่มีขนาดเล็ก ได้แก่ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย ตัวอ่อนแมลงหวี่ขาว หนอนตัวเล็กๆ ไรแดง และไข่ของแมลงศัตรูพืชหลายชนิด เฉพาะตัวอ่อนของแมลงช้างปีกใสเท่านั้นที่มีพฤติกรรมการเป็นตัวห้ำ

แมลงหางหนีบสีดำ เป็นศัตรูธรรมชาติที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งสามารถใช้ควบคุมไข่และตัวหนอนของ ผีเสื้อชนิดต่างๆ เช่น หนอนกออ้อย รวมถึง เพลี้ยอ่อน และแมลงขนาดเล็กชนิดอื่นที่มีลำตัวอ่อนนิ่ม
“เกษตรกรที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชีวภัณฑ์อย่างง่ายสามารถผลิต ชีวภัณฑ์และนำไปใช้เองในการผลิตพืชปลอดภัย และเกษตรอินทรีย์ ทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตพืชลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 และสร้างรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 30-40 และสามารถลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรลงได้ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20-30 เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสารชีวภัณฑ์ได้ที่สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 02-579-5583 ต่อ 116 หรือ 117

ในช่วงนี้มีฝนตกต่อเนื่อง sananegerek.com และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกเบญจมาศเฝ้าระวังการระบาดของโรคใบจุด สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของเบญจมาศ อาการเริ่มแรกพบแผลจุดเล็กค่อนข้างกลมสีน้ำตาลเข้มบนใบ ต่อมาแผลขยายใหญ่ขึ้น บางครั้งขอบแผลมีสีเหลือง บริเวณแผลพบส่วนของเชื้อราเป็นจุดสีดำเล็กๆ เกิดกระจายทั่วแผล อาการของโรคมักเกิดกับใบล่างก่อน หากระบาดรุนแรง แผลจะลามขยายติดกัน ทำให้ใบไหม้ ร่วงหล่น และลุกลามถึงใบยอดจนใบไหม้ทั้งต้น

นอกจากนี้ ให้เกษตรกรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบโรคให้ตัดส่วนที่เป็นโรคและเก็บใบเป็นโรคที่ร่วงหล่นไปทำลายนอกแปลงปลูก หากโรคยังคงระบาดให้พ่นด้วยสารไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรพิโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอโรทาโลนิล 50% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 7 วัน

หลังจากหมดฤดูปลูกแล้ว เกษตรกรควรทำความสะอาดและกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก โดยเก็บเศษซากพืชไปทำลายนอกแปลงปลูก จากนั้นตัดแต่งใบแก่ออก เพื่อให้ต้นโปร่งอากาศถ่ายเทสะดวก สำหรับแปลงที่เกิดโรคระบาด งดการให้น้ำแบบพ่นฝอย ควรเปลี่ยนมาให้น้ำในระบบน้ำหยดแทน และพื้นที่ที่เกิดโรคระบาด ควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน ในส่วนของฤดูปลูกถัดไป ให้ใช้กิ่งพันธุ์ที่ปลอดโรค ควรปลูกให้มีระยะปลูกที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงปลูกต้นเบญจมาศชิดกันเกินไป เพื่อลดการระบาดของโรค

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) นำโดย ดร. ณัฐภพ สุวรรณเมฆ นักวิจัย ทีมวิจัยสิ่งทอ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. ผศ.ดร. ลำแพน ขวัญพูล อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) คุณนวลนภา เจริญรวย เจ้าของสวนทุเรียน“สวนสไตล์ช๊าลฮิ” อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ร่วมเปิดตัว “นวัตกรรมถุงห่อทุเรียน Magik Growth เพื่อชาวสวนยุคใหม่ ลดใช้สารเคมี” ภายใต้โครงการการขยายผลนวัตกรรมถุงห่อผลไม้นอนวูฟเวนเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตชาวสวนทุเรียน

ดร. ณัฐภพ สุวรรณเมฆ นักวิจัยทีมวิจัยสิ่งทอ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า ในปี 2564 ทุเรียนเป็นพืชส่งออกอันดับ 2 รองจากยางพารา โดยการส่งออกทุเรียนสดและแช่แข็งตลอดเดือนมกราคม-พฤษภาคมที่ผ่านมา มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 58,344 ล้านบาท แต่ชาวสวนทุเรียนยังประสบปัญหาทั้งเรื่องโรคแมลงศัตรูพืชและสัตว์กัดแทะที่ทำลายทุเรียนในระยะพัฒนาผลจนเกิดความเสียหาย ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่แก้ปัญหาโดยใช้สารเคมียาฆ่าแมลงในการฉีดพ่น ซึ่งนอกจากจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ยังเกิดปัญหาสุขภาพตามมา