เนื่องจากเมื่อ 8 ปีที่แล้ว เมล่อนยังมีคนปลูกน้อย และมีราคาสูง

ประกอบกับที่มีเพื่อนอยู่ที่ลำพูน เขาปลูกอยู่แล้ว อย่างน้อยคือเรามีพี่เลี้ยงที่เป็นเพื่อน สามารถไปหาความรู้จากเขาได้ ก็เลยตัดสินใจปลูกเมล่อนมาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งพอเวลาผ่านไป การตลาดเปลี่ยน พฤติกรรมของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไป จากแค่ซื้อขายแล้วก็จบ แต่ในปัจจุบันไม่ใช่แล้ว ถ้าสวนไหนไม่มีสถานที่สวยๆ ให้ถ่ายรูป ก็อาจจะสู้กับที่อื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องปรับวิธีคิด ดึงทั้งการตลาด และการผลิต ให้มาอยู่ควบคู่กันไป ด้วยการเปิดคาเฟ่เพิ่มขึ้นมา ขายเครื่องดื่ม ขายเมล่อนผลสด และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเมล่อน เช่น เมล่อนปั่น บิงซูเมล่อน รวมถึงเปิดให้เยี่ยมชมแปลงเมล่อน นับว่าก็ได้ผลตอบรับจากลูกค้าดีในระดับที่พอใจ

จากนั้นก็มีการพัฒนาไปเรื่อยๆ และด้วยความที่เป็นยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ก็จะมีกลุ่มเครือข่ายไว้แลกเปลี่ยนความคิดกัน ซึ่งสมาชิกท่านหนึ่งก็ได้เสนอแนวคิดออกมาว่า กระแสการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในสมัยนี้เขาไม่ปลูกดอกไม้โชว์กันแล้ว แต่จะปลูกเป็นผักประดับแทน ในตอนนั้นก็มีความคิดเห็นด้วยกับเพื่อนที่พูด เพราะถ้าปลูกผักประดับ เราก็มองไปถึงการสร้างรายได้อีกทางคือ จะสามารถเพิ่มเมนูของทางร้านเป็นสลัดได้ จึงมีความสนใจมากแต่ไม่มีพื้นฐานความรู้ด้านการปลูกผักเลย ประจวบเหมาะกับการที่ได้รับข่าวสารจากกลุ่มไลน์ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ว่า

กำลังมีโครงการที่ทาง บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ร่วมกับ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันเปิดโครงการจัดอบรม Young Smart Farmer หลักสูตรการผลิตผักเพื่อการค้า ในระหว่าง วันที่ 17-20 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การเรียนรู้อีสท์ เวสท์ ซีด อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดยโครงการนี้เป็นหนึ่งในความร่วมมือของ 2 หน่วยงาน จากภาครัฐและเอกชน ภายใต้ชื่อ โครงการ “ตู้เย็นข้างบ้าน” จึงมีความสนใจเข้าร่วม เพราะรายละเอียดโครงการค่อนข้างน่าสนใจ สอนตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่การเลือกเมล็ดพันธุ์ปลูก วิธีการปลูก การดูแลรักษา ไปจนถึงการตลาด โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น อบรมฟรีตลอด 4 วัน ขอเพียงเป็นยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ที่มีความพร้อมในการฝึกอบรม

ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่ดีและสร้างสรรค์อีกโครงการหนึ่ง อยากให้มีการจัดอบรมทั่วทุกจังหวัด เพราะบางครั้งการเรียนรู้เองจากอินเตอร์เน็ตก็ไม่เหมือนกับการได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญจริงๆ หรือในตอนทำมีข้อสงสัยตรงไหน ก็สามารถสอบถามความรู้เพิ่มเติมได้เลย เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในการทำเกษตรคือ ความรู้ที่ถูกต้อง

ปลูกเมล่อน 6 โรงเรือน
สร้างรายได้หลักล้านต่อปี
เจ้าของ บอกว่า ปัจจุบัน มีพื้นที่ทำการเกษตรอยู่ 6 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ทำโรงเรือนปลูกเมล่อน 2 ไร่ มีสระน้ำ บ้าน และลานจอดรถสำหรับนักท่องเที่ยว ส่วนพื้นที่ที่เหลือเมื่อเรียนหลักสูตรปลูกผักเสร็จแล้ว จะใช้ปลูกผักประดับด้วย แต่ครั้งนี้เจ้าของขอเปิดเผยเทคนิคการปลูกเมล่อนอย่างไร ให้ได้จับเงินล้านก่อน

เจ้าของบอกต่อว่า หลักๆ ที่ไร่จะปลูกเมล่อนสายพันธุ์คาเนมิซึ พอทออเร้นจ์ และกรีนเนท การปลูกไม่ได้ยุ่งยากอะไรเพียงใช้ประสบการณ์ค่อยๆ ปรับไปเรื่อยๆ ปลูกทั้งหมด 6 โรงเรือน ขนาดความกว้าง 12×40 เมตร ปลูกได้โรงเรือนละประมาณ 1,200 ต้น แต่สำหรับมือใหม่แนะนำให้ปลูกจากเล็กๆ ขนาดโรงเรือน 6×20 เมตร กำลังเหมาะ เพราะ 1 คน สามารถดูแลเมล่อนได้เต็มที่ ประมาณ 300-400 ต้น ถ้าเริ่มทำโรงเรือนใหญ่เลยจะต้องใช้คนงานหลายคน ถือว่าสิ้นเปลืองในระยะที่กำลังเริ่มต้น และมีผลกับการผสมเกสร ถ้าดอกบานแล้วจะมีเวลาผสมเกสรแค่วันเดียวเท่านั้น เพราะถ้าปล่อยไว้ให้แดดแรง คือหลังเที่ยงเป็นต้นไป การผสมจะติดได้ยาก คน 1 คน จะผสมเกสรได้ทันประมาณ 300-400 ต้น เท่านั้น

วิธีการปลูก
นำเมล็ดแช่ในน้ำ อุณหภูมิ 50 องศา น้ำอุ่นจะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ดีกว่าแช่ในน้ำอุณหภูมิปกติ
จากนั้นนำไปบ่มในสภาวะชื้น ประมาณ 24 ชั่วโมง จนรากงอกออกมาประมาณ 15 มิลลิเมตร ไม่เกิน 1 เซนติเมตร แล้วนำไปปลูกในถาดเพาะที่มีวัสดุปลูกพีทมอสส์ ช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอก ต้นกล้าสมบูรณ์และแข็งแรง ย้ายปลูกง่าย
เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 7-9 วัน เมล่อนมีใบจริงออกมา 2 ใบ ให้ย้ายไปปลูกในโรงเรือน ซึ่งในโรงเรือนมีวัสดุปลูก คือ มะพร้าวสับโรยหน้าด้วยขุยมะพร้าว
หลังย้ายปลูกได้ ประมาณ 30 วัน เริ่มผสมเกสร เลือกไว้ให้เหลือ 1 ลูก ต่อต้น จากนั้นแขวนลูก และดูแลจนถึงเก็บเกี่ยว

ขั้นตอนการดูแลรักษา
ระบบน้ำปุ๋ย …แบบซับสเตรทคัลเจอร์ (Substrate Culture) คือ ให้ปุ๋ยตลอดเวลา ปล่อยมากับน้ำ เพราะในวัสดุปลูกไม่มีธาตุอาหาร วัสดุปลูกเป็นเพียงที่ยึดเกาะของราก เพราะฉะนั้นเมล่อนจะได้ปุ๋ยจากน้ำหยดนี่แหละ ส่วนความเข้มข้นของปุ๋ย จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือช่วงต้นเล็กและช่วงหลังติดลูก ซึ่งปุ๋ยเป็นสูตรเดียวกัน ต่างกันที่ความเข้มข้น

การดูแลโรคแมลง …ถือเป็นจุดเด่นของที่ไร่ คือใช้ชีวภัณฑ์ร่วมกับการใช้สารเคมี และมีการทำเขตกรรม เป็นแนวทางสำคัญในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีประสิทธิภาพ ปรับสภาพแวดล้อมบริเวณรอบโรงเรือนให้เอื้อต่อการเพาะปลูก โดยปลูกตะไคร้หอมไว้รอบๆ โรงเรือน และมีการพ่นสารชีวภัณฑ์รอบๆ โรงเรือนสลับกับสารเคมี แต่ถ้าปลูกหลายๆ ครอปติดกัน จนแมลงศัตรูพืชมาเยอะจนป้องกันไม่อยู่ เอาชนะธรรมชาติไม่ได้ ก็ต้องพักโรงเรือนไม่ให้มีต้นเมล่อนในโรงเรือน ประมาณ 2 สัปดาห์ ในช่วงระหว่างพักโรงเรือน ก็ทำความสะอาดโรงเรือน พ่นสารชีวภัณฑ์ สังเกตบริเวณรอบโรงเรือนมีดอกไม้ไหม เพลี้ยไฟไปแอบตรงไหนหรือเปล่า ตัดหญ้าให้หมด ในบริเวณนั้นจะต้องไม่มีเพลี้ยไฟเลยประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อตัดวงจรแล้วค่อยปลูกใหม่

เทคนิคพิเศษการให้น้ำ …จากประสบการณ์ที่ปลูกเมล่อนมานานกว่า 8 ปี เทคนิคนี้ใช้เวลาค้นพบนานกว่า 4 ปี คือรอบสุดท้ายในการให้น้ำเมล่อน ควรเว้นระยะห่าง ประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ไม่งั้นจะทำให้เกิดราแป้งขึ้นในโรงเรือน เนื่องจากเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน การตอบสนองของต้นไม้จะไม่เกิดแล้ว หรืออาจจะเกิดหลังพระอาทิตย์ตกดินได้ ประมาณ 2 ชั่วโมง หลังจากนั้น การดูดน้ำ คายน้ำ จะไม่เกิดแล้ว เพราะว่าเมล่อนจะต้องพัก น้ำปุ๋ยที่ให้ไปจะถูกใช้ไม่หมด ส่งผลให้เกิดความชื้นในโรงเรือน จนสุดท้ายเกิดเป็นราแป้ง ราน้ำค้างในโรงเรือน

คุณภาพผลผลิต …เนื่องจากเป็นระบบน้ำหยดที่ใช้หัวปรับรดน้ำอัตโนมัติแต่ละต้นจะได้น้ำหนักลูกเฉลี่ยเท่ากัน ที่ 1.8 กิโลกรัม ต่อลูก ความหวานไม่ต่ำกว่า 14 องศาบริกซ์ ถ้าส่งลูกค้าแล้วมีปัญหาคุณภาพไม่ตรงที่โฆษณาไว้ ยินดีเปลี่ยนลูกใหม่ให้ฟรี ซึ่งตั้งแต่ทำมาเกิดขึ้นไม่เกิน 5 ลูก เพราะบางครั้งที่รสชาติเมล่อนเพี้ยน บางลูกขม เกิดจากต้นไม้เครียด สังเกตจากภายนอกจะดูไม่ออกเลย ต้องกลับไปตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียดว่าถุงปลูกแตกหรือเปล่า ถ้าถุงแตกเมล่อนจะขม เพราะได้น้ำในรากน้อย

รายได้ …ถ้าคิดแบบคนโลกสวย ประมาณ 2 ปี คืนทุน แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่แบบนั้น เพราะต้องมีช่วงของการพักโรงเรือนด้วย รายได้ก็จะหายไปในช่วงนี้ จากประสบการณ์ที่ปลูกมา ปลูกได้ 2 รอบ ต่อปี มี 6 โรงเรือน จะวางแผนปลูกสลับกัน จะได้ 12 ครอป ต่อปี แต่เป็น 12 ครอป ที่มีคุณภาพและไม่เป็นภาระในการปลูกครอปต่อไป ผลผลิตที่ได้เกือบ 2 ตัน ต่อครอป ราคาขายหน้าฟาร์ม กิโลกรัมละ 100 บาท คิดเป็นรายได้ต่อปี ประมาณ 1,200,000 บาท หักต้นทุน เหลือกำไรปีละประมาณ 600,000 บาท

การตลาด อย่าคิดว่าทุกคนคือคู่แข่ง
แต่ให้มองเป็นพาร์ตเนอร์ธุรกิจ
พี่เวส บอกว่า ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันมีคนปลูกเมล่อนผุดขึ้นมาเยอะมาก แต่ตนจะไม่มองว่าใครเป็นคู่แข่ง โดยเฉพาะกับเกษตรกรที่ปลูกเมล่อนด้วยกันเอง แต่ให้คิดว่าเขาคือพาร์ตเนอร์ ยกตัวอย่างพื้นที่ของลำพูนก็มียังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ที่ปลูกเมล่อน ก็สามารถดึงสินค้ากันไปมาได้ อย่างเขาทำการตลาด เขาไม่มีของ เขาก็มาเอาจากเราไป ถึงเวลาเราไม่มีของ ก็ไปเอาจากเขาได้ เราจะไม่แข่งกันขาย ตลาดเมล่อนยังมีความต้องการอีกมาก ถ้าแข่งกันไปก็ไม่มีประโยชน์

ฝากถึงเกษตรกร
“ถ้าเรามีพื้นที่ปลูกเยอะ เราควรจะต้องวางแผนให้สินค้าทยอยออก อย่าไปออกทีเดียว ถ้าทีเดียวคือเราเหนื่อยด้วย แล้วตลาดก็รับไม่ไหวด้วย และอยากให้คำนึงถึงคุณภาพกับความปลอดภัยของผู้บริโภคด้วย เป็น GAP ก็ต้องปลูกแบบ GAP จริงๆ ซื่อสัตย์กับลูกค้า เพื่อที่รักษาลูกค้า ภาพลักษณ์ของเกษตรกรก็จะดีตามไปด้วย” พี่เวส กล่าวทิ้งท้าย

คุณดำรงศักดิ์ วิรยศิริ เจ้าของสวนบ้านวังทอง เลขที่ 90 หมู่ 4 ต.วังชมภู อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ เป็นเกษตรกรรายหนึ่งที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมบนพื้นที่เพียง 10 ไร่เศษ แต่มีการปลูกพืชหลากหลายชนิดในแปลงเดียวกัน มีการจัดการเรื่องการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพทำให้มีรายได้หมุนเวียนเข้ามาทุกวัน คุณดำรงศักดิ์ วิรยศิริ ยังมีความเชี่ยวชาญใน“การพัฒนาพันธุ์พืช”

หลายคนไม่ทราบว่าฝรั่งไม่มีเมล็ดพันธุ์ “บางกอกแอ๊ปเปิ้ล” เป็นฝรั่งไทยที่เกิดจากการผสมพันธุ์และเจ้าของฝรั่งพันธุ์นี้ก็คือคุณดำรงศักดิ์และความก้าวหน้าของการพัฒนาสายพันธุ์ฝรั่งไม่ได้หยุดลงแค่นั้น, ปัจจุบันคุณดำรงศักดิ์ได้ประสบความสำเร็จในการผสมพันธุ์ฝรั่งได้ฝรั่งพันธุ์ใหม่ขึ้นมาอีกหลายสายพันธุ์ อาทิ สามสีกรอบ, แดงสยาม, ทับทิมสยาม ฯลฯ

“บางกอกแอ๊ปเปิ้ล” ฝรั่งไม่มีเมล็ดผลงานที่น่าภูมิใจ “ฝรั่ง” จัดเป็นผลไม้ที่คนไทยนิยมบริโภคกันทั่วไปและมีคุณค่าทางอาหารสูง นอกจากนั้นยังจัดเป็นผลไม้ที่ปลูกง่ายและให้ผลผลิตได้ทั้งปี ในอดีตพันธุ์ฝรั่งที่เกษตรกรนิยมปลูกและคนไทยรู้จักดีก็คือ พันธุ์แป้นสีทอง เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตดก, ผลใหญ่และมีรสชาติดีหรือแม้แต่ฝรั่งที่นิยมปลูกในอดีต อาทิ พันธุ์กลมสาลี่, พันธุ์เย็น 2 ฯลฯ ล้วนแต่เป็นพันธุ์ฝรั่งที่มีการกลายพันธุ์มาจากการเพาะเมล็ด ซึ่งมีความแตกต่างจากฝรั่งพันธุ์

“บางกอกแอ๊ปเปิ้ล” เกิดจากการผสมพันธุ์ด้วยฝีมือมนุษย์และจัดเป็นฝรั่งไม่มีเมล็ดสายพันธุ์แรกของไทย โดยคุณดำรงศักดิ์ วิรยศิริ เป็นผู้ผสมพันธุ์เป็นผลสำเร็จเป็นครั้งแรกเมื่อปี2525 และได้รับรางวัลจากสภาวิจัยแห่งชาติ เป็นที่ยอมรับกันว่าฝรั่งไม่มีเมล็ดพันธุ์นี้เป็นฝรั่งที่มีรสชาติอร่อยที่สุด แต่มีจุดอ่อนตรงที่ติดผลยากทำให้มีเกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกกันน้อย

“สามสีกรอบ” ฝรั่งลูกผสมฝีมือคนไทย คุณดำรงศักดิ์ วิรยศิริ เป็นเกษตรกรที่คลุกคลีกับการพัฒนาพันธุ์ฝรั่งมานานกว่า 25 ปี และเป็นเจ้าของฝรั่งไร้เมล็ดบางกอกแอ๊ปเปิ้ลที่ประสบความสำเร็จในการผสมพันธุ์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2519 ตั้งแต่นั้นมาคุณดำรงศักดิ์ได้ทุ่มเทในการพัฒนาสายพันธุ์ฝรั่งโดยมีจุดประสงค์ที่จะพัฒนาสายพันธุ์ฝรั่งเพื่อการบริโภคสดให้เนื้อมีสีแดงแทรกอยู่ในผลและมีรสชาติหวานกรอบ, ให้ผลผลิตดก ซึ่งโดยปกติทั่วไปแล้วฝรั่งที่มีเนื้อสีแดงเกือบทั้งหมดจะมีลักษณะของเนื้อนิ่มและส่วนใหญ่จะใช้ในการแปรรูปอุตสาหกรรมเกษตรเป็นหลัก

สิ่งที่น่ายกย่องสำหรับคุณดำรงศักดิ์ คือ ได้มีความพยายามในการพัฒนาสายพันธุ์ฝรั่งที่มีเนื้อสีแดง, ผลเล็กและเนื้อนิ่ม ใช้เวลานานนับ 10 ปี จนได้ฝรั่งสายพันธุ์ใหม่ที่มีเนื้อแดง, ผลใหญ่และเนื้อกรอบและได้ตั้งชื่อว่า “สามสีกรอบ” จัดเป็นฝรั่งลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ของโลกที่เกิดจากการผสมพันธุ์ด้วยฝีมือคนไทยไม่ได้เกิดจากการกลายพันธุ์จากการเพาะเมล็ด, ฝรั่งพันธุ์นี้เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์แดงบางกอกซึ่งมีเนื้อสีแดงและกรอบกับฝรั่งพันธุ์แป้นสีทองซึ่งให้ผลผลิตดกและมีขนาดของผลใหญ่และมีรสชาติดีใช้เวลานานถึง 4 ปี ผสมพันธุ์ได้ฝรั่งสายพันธุ์ใหม่ “สามสีกรอบ”

ช่วงปี 2539 คุณดำรงศักดิ์ได้มาช่วยงานที่ บริษัท จุลไหมไทย จำกัด และได้ใช้ที่ดินของบริษัทในพื้นที่ประมาณ 10 ไร่เศษปลูกไม้ผลเพื่อส่งไปขายที่ร้านและได้เริ่มการผสมพันธุ์ฝรั่งโดยเน้นสายพันธุ์ที่เป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคโดยมีความตั้งใจว่าฝรั่งลูกผสมพันธุ์ใหม่จะต้องเป็นพันธุ์ฝรั่งเพื่อการบริโภคสดที่มีเนื้อสีแดงอยู่ภายในผลและมีรสชาติหวานกรอบ

คุณดำรงศักดิ์ ได้ใช้เวลานานถึง 4 ปีถึงประสบความสำเร็จโดยเริ่มต้นผสมพันธุ์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 เป็นต้นมาโดยใช้ฝรั่งแดงพันธุ์แดงบางกอกเป็นพ่อและใช้ฝรั่งพันธุ์แป้นสีทองเป็นแม่และยังได้สลับการผสมพันธุ์ด้วยการใช้พันธุ์แดงบางกอกเป็นแม่และใช้พันธุ์แป้นสีทองเป็นพ่อ, สำหรับประวัติความเป็นมาของฝรั่งพันธุ์แป้นสีทองนั้นหลายคนทราบดีว่าเป็นฝรั่งที่มีลักษณะเด่นมากตรงที่มีขนาดของผลใหญ่มากและให้ผลผลิตดก, บางผลเลี้ยงให้มีน้ำหนักผลมากกว่า 1 กิโลกรัม และมีรสชาติดี ขั้วผลของฝรั่งพันธุ์นี้มีขนาดใหญ่และหัวบุ๋มกว่าฝรั่งกลมสาลี่

เป็นที่น่าสังเกตว่าเมื่อต้นฝรั่งมีอายุต้นมากขึ้น ลักษณะของผลจะเปลี่ยนรูปร่างจากกลมเป็นกลมแป้นและมีกลีบขึ้นคล้ายฟักทองซึ่งแม่ค้าจะชอบผลฝรั่งที่มีลักษณะนี้มาก เพราะขายได้ราคาดีเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายและมีการขยายพื้นที่ปลูกในเชิงการค้ากันมากในขณะนั้นเพื่อคุณบุญช่วย จรดล เจ้าของฝรั่งพันธุ์แป้นสีทองได้ส่งผลผลิตเข้าประกวดได้รับรางวัลชนะเลิศในงานวันเกษตรแห่งชาติหลายปีที่ผ่านมา

ลักษณะเด่นของฝรั่งลูกผสม “สามสีกรอบ” ทางคณะของชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรได้มีโอกาสดูสภาพแปลงปลูกจริงของฝรั่งสายพันธุ์นี้ที่มีอายุต้นประมาณ 1 ปี จะต้องยอมรับว่าให้ผลผลิตดกมาก , ดกไม่แพ้พันธุ์แป้นสีทองและพันธุ์กลมสาลี่ , โดยปกติแล้วเกษตรกรที่ปลูกฝรั่ง “สามสีกรอบ” ด้วยกิ่งตอนหรือกิ่งทาบเพียง 3 เดือน จะเริ่มให้ผลผลิตแล้ว ,(การขยายพันธุ์ฝรั่งส่วนใหญ่จะใช้วิธีการตอนและที่สวนบ้านวังทอง ของคุณดำรงศักดิ์ วิรยศิริ จะใช้วิธีการทาบกิ่ง)

คุณดำรงศักดิ์ได้ให้เหตุผลว่า การตอนกิ่งจะทำได้รวดเร็วก็จริงแต่เมื่อตัดกิ่งมาแล้วจะต้องนำมาชำจนออกรากถึงจะนำไปจำหน่ายได้แต่ถ้าใช้วิธีการทาบกิ่งเมื่อตัดกิ่งทาบลงมาจะนำไปปลูกได้ทันที เมื่อต้นเจริญเติบโตเต็มที่จะติดผลดกมากและเมื่อมีการบำรุงรักษาที่ดีพอประมาณและไม่ปล่อยให้ผลผลิตดกจนเกินไปสามารถเลี้ยงผลให้มีน้ำหนักได้ไม่ต่ำกว่า 1 กิโลกรัมต่อผล, เมื่อดูจากลักษณะภายนอกของฝรั่งพบว่ามีลักษณะคล้ายกับฝรั่งพันธุ์แป้นสีทองและเมื่อผ่าดูลักษณะภายในจะพบว่ามีเนื้อสีชมพูอมแดงแทรกอยู่ภายในผลดึงดูดทำให้น่ารับประทานมากยิ่งขึ้นและที่สำคัญเมื่อได้รับประทานแล้วจะพบว่ามีรสชาติหวานกรอบอร่อยมาก คือหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย

หลายคนบอกว่ามีรสชาติใกล้เคียงฝรั่งไทยโบราณหรือฝรั่งขี้นกที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวแต่เนื้อของพันธุ์จะหนากว่ามาก นอกจากการบริโภคสดแล้ว , ผลผลิตยังสามารถส่งเข้าเพื่ออุตสาหกรรมแปรรูปได้อีก เท่าที่ผู้เขียนเดินสำรวจในแปลงปลูกฝรั่งสายพันธุ์นี้ , ในเรื่องของการให้ผลผลิตจะต้องยอมรับว่ามีความดกไม่แพ้ฝรั่งการค้าสายพันธุ์อื่น ๆ และถ้ามีการบำรุงรักษาที่ดีให้ปุ๋ยถึงและน้ำถึง (แปลงปลูกฝรั่งกรอบสามสีของคุณดำรงศักดิ์ วิรยศิริ จะมีการบำรุงรักษาพอประมาณเท่านั้น) จะเป็นฝรั่งพันธุ์ทางการค้าอีกสายพันธุ์หนึ่งที่น่าส่งเสริมให้มีการขยายพื้นที่ปลูกและเป็นฝรั่งอีกทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภค

การทำสวนฝรั่งให้มีผลผลิตที่มีคุณภาพดีนั้น นอกจากได้สายพันธุ์ที่ดีมาปลูกแล้วจะต้องให้ปุ๋ยถึงและน้ำถึงรวมถึงมีการตัดแต่งกิ่งอย่างสม่ำเสมอด้วย การปลิดผลอ่อนที่ติดดกมากเกินไปทิ้งบ้าง การป้องกันและกำจัดโรคแมลงที่มีประสิทธิภาพจึงจะได้ผลผลิตฝรั่งที่มีคุณภาพดีที่ใครๆ ก็ต้องการ ความสำเร็จในการปลูกฝรั่งไม่ได้อยู่ที่เมื่อปลูกไปแล้วให้ต้นฝรั่งดกอย่างเดียว แต่จะต้องเน้นที่คุณภาพเป็นสิ่งสำคัญด้วย เพราะคุณภาพของผลผลิตจะเป็นหลักประกันเรื่องราคาที่ชาวสวนจะได้รับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และอย่าลืมช่วยกันส่งเสริมและรณรงค์ให้คนไทยบริโภคฝรั่งสดกันมาก ๆ ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีความปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง (จะต้องมีการห่อผล) เป็นผลไม้ที่วิตามินซีสูง ชีวิตจะเป็นสุขและเป็นผลไม้ที่มีราคาไม่แพง

เป้าหมายในอนาคต ฝรั่งลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ที่มีขนาดของผลใหญ่ , เนื้อสีแดง ,เนื้อกรอบและไม่มีเมล็ด ในพื้นที่ทำการเกษตรจำนวน 10 ไร่ ที่คุณดำรงศักดิ์ได้ปลูกต้นไม้หลากหลายชนิดซึ่งจัดประเภทของต้นไม้ที่ปลูกเป็นกลุ่มโดยยึดหลักของการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เฉพาะฝรั่งเพียงชนิดเดียวมีอยู่หลายสายพันธุ์ตั้งแต่ฝรั่งจีนหรือฝรั่งแคระที่มีขนาดของผลเท่าหัวแม่มือและจัดเป็นฝรั่งโบราณที่เกือบสูญพันธุ์ไปแล้วหลายคนนำมาเป็นไม้ประดับเพราะมีลักษณะของใบเป็นจีบสวยงามและเป็นสายพันธุ์ฝรั่งที่มีขนาดของผลเล็กมาก เมื่อผลแก่จะมีสีขาวและรสชาติหวานกรอบอร่อยรับประทานได้ทั้งเมล็ด , คุณดำรงศักดิ์ได้ปลูกอนุรักษ์ไว้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการผสมพันธุ์ในอนาคต

ที่สวนเกษตรศิลป์ของคุณศิลป์ ศัลยพงษ์ จ.อุตรดิตถ์ ได้พันธุ์ฝรั่งจีนมาปลูกไว้เพียง 1 ต้นและหวงมาก เพราะจัดเป็นพันธุ์ไม้ที่หายากและใกล้จะสูญพันธุ์ คุณศิลป์คาดว่าในอนาคตจะมีการนำฝรั่งจีบหรือฝรั่งแคระนี้มาส่งเสริมปลูกเป็นไม้ประดับ เพราะมีใบที่สวยงามและยังจัดเป็นสายพันธุ์ฝรั่งโบราณที่ค่อนข้างทนทานต่อโรคและแมลงไว้หรือแม้แต่ฝรั่งประดับที่มีใบหลายสีและคุณดำรงศักดิ์ได้บอกว่าเป็นสายพันธุ์เดียวในโลกปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับโดยเฉพาะและมีดอกสีแดงสดสวยงามมาก

ในแปลงปลูกยังมีฝรั่งไม่มีเมล็ดบางกอกแอ๊ปเปิ้ลเพื่อใช้เพื่อการผสมพันธุ์ เช่นกัน , เป้าหมายในอนาคตคุณดำรงศักดิ์มีความตั้งใจที่จะผสมพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะขนาดของผลใหญ่ ,เนื้อสีแดง ,เนื้อกรอบและไม่มีเมล็ดเป็นสายพันธุ์เพื่อการบริโภคสดและจะต้องค้นหาวิธีการทำให้ติดผลดก ซึ่งในขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้วจะคาดว่าในอนาคตประเทศไทยจะมีฝรั่งไม่มีเมล็ดลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ที่มีการติดผลดกกว่าพันธุ์บางกอกแอ๊ปเปิ้ลและรสชาติดีกว่า

ฝรั่งลูกผสม “แดงบางกอก” ซึ่งเป็นฝรั่งสายพันธุ์ลูกผสมที่คุณดำรงศักดิ์ วิรยศิริ ได้ทำการผสมพันธุ์เริ่มต้นจาก ซื้อต้นฝรั่งเพาะเมล็ดที่มีความสูงของต้นประมาณ 1 เมตร เมื่อปี 2519ในงานไม้ดอกและไม้ประดับที่จัดขึ้นที่วังสวนผักกาด ถ.ศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ตั้งของสมาคมไม้ดอกไม้ประดับแห่งประเทศไทยในขณะนั้น ซื้อมาในราคาต้นละ 100 บาท ทราบว่าเป็นฝรั่งประดับที่นำมาจากประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อนำมาปลูกและให้ผลผลิตได้ฝรั่งที่มีผลขนาดเล็ก, เนื้อบางและมีจำนวนเมล็ดมาก

คุณดำรงศักดิ์ได้ทำการพัฒนาสายพันธุ์เรื่อยมาจนได้พันธุ์ทับทิมแดงสยามซึ่งเป็นลูกของต้นฝรั่งประดับจากประเทศฟิลิปปินส์ หลังจากนั้นได้นำพันธุ์ทับทิมแดงสยามเป็นต้นแม่มาผสมพันธุ์กับพันธุ์แป้นสีทองเป็นต้นพ่อ ลูกผสมออกมาได้ต้น, ใบ, ดอกและสีของผลจากต้นแม่คือสีแดงทั้งหมด บริเวณหลังใบมีสีแดงน้ำตาล, ส่วนของหน้าใบมีสีเขียวออกดำ ดอกมีสีแดงอมชมพูสวยงามมาก ลำต้นสีแดง ขณะที่ติดผลอ่อนสีของผลมีสีน้ำตาลดำและเมื่อผลแก่สีของผลจะจางลงเป็นสีน้ำตาลแดง ผลแก่มีลักษณะทรงผลคล้ายกับฝรั่งเวียดนาม เนื้อมีสีแดงรสชาติหวานและกรอบมีกลิ่นของฝรั่งขี้นกและจัดเป็นฝรั่งที่ให้ผลดกไม่แพ้สายพันธุ์อื่น

คุณดำรงศักดิ์ ย้ำว่าฝรั่งแดงถือว่าเป็นผมคนเดียวที่ทำ เพราะผมเป็นคนเริ่มต้น ถ้าเป็นฝรั่งสายพันธุ์ใบแดงๆ นั้น ก็มาจากผม ปัจจุบันได้ฝรั่งแดงลูกผสมพันธุ์ใหม่ล่าสุด คือ “ทับทิมสยาม” ซึ่งใช้เวลานานกว่า 30 ปี โดยใช้ฝรั่งแดงบางกอกเป็นแม่และใช้ฝรั่งพันธุ์บางกอกแอ๊ปเปิ้ลเป็นพ่อ ทรงผลออกกลม เนื้อมีสีแดง รสชาติหวานกรอบ อร่อยมาก

จากเด็กสาววัย 28 ปี พร้อมลูกน้อยวัย 10 เดือน ลุกขึ้นมาทำอาชีพเสริม ปลูกไผ่หวานช่อแฮ ตามรอยผู้ปกครองที่ทำอาชีพนี้มาก่อน คุณแพรว วิวัฒน์ชรางกูร ปัจจุบันเธอทำงานเป็นพนักงานขายประกันบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองไทย และแนะนำเรื่องของการออมเงิน เธอทำอาชีพเสริม ปลูกหน่อไม้ไผ่หวานช่อแฮหรือไผ่เป๊าะ ขายทั้งกิ่งพันธุ์และขายหน่อไม้ในหน้าแล้ง

คุณแพรว วิวัฒน์ชรางกูร มองเห็นว่าอาชีพเป็นเกษตรกรหรือการทำอาชีพเสริมที่ยั่งยืนนั้น คือการทำไร่ ทำสวน เธอจึงคิดเผื่ออนาคตไว้ว่า ถ้าเกิดมีปัญหาเรื่องงานกะทันหัน สามารถกลับตัวได้ทันเวลา เธอจึงสนใจเรื่องการปลูกหน่อไม้ไผ่หวานช่อแฮ เนื่องจากเห็นคุณแม่ทำอาชีพนี้มา 10 กว่าปี และก็ยังไปได้ด้วยดี เธอจึงศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการปลูกพืชไร่หรือพืชสวนต่างๆ แล้ว เธอเห็นว่าการปลูกไผ่หวานช่อแฮนั้นให้ผลผลิตเร็ว และการดูแลไม่มาก เพราะเธอไม่ค่อยมีเวลา ต้องทำงานหลักอยู่แล้ว สามารถแนะนำให้คนทางบ้านดูแลแทนได้

ทำไม ถึงสนใจไผ่หวานช่อแฮ

คุณแพรว ตอบคำถาม ว่าทำไมจึงปลูกไผ่หวานช่อแฮ

“เพราะว่าเป็นไผ่ที่ให้ผลผลิตดีในหน้าแล้ง จึงไม่ทำให้ราคาตก และเป็นผลผลิตในช่วงที่ขาดแคลนหน่อไม้สู่ตลาด คิดว่าอย่างไร ก็ราคาดีกว่าหน่อไม้ตามฤดูกาลค่ะ และอีกอย่างหลักๆ คือ ปลูกครั้งเดียวอยู่ได้หลายปี หมายถึงให้ผลผลิตได้หลายปี คำว่า “หน่อไม้” ทุกคนรู้จักหมด คนส่วนใหญ่ก็ชอบกินอาหารเมนูที่ปรุงด้วยหน่อไม้ จึงคิดว่า ปลูกอะไรก็ได้ที่คนรู้จักและคนกินเป็นอาหารประจำถิ่นของเมืองไทยเลยก็ว่าได้”

คุณแพรว บอกว่า หน่อไม้ไผ่หวานช่อแฮ ใช้พื้นที่ปลูกไม่มาก เห็นว่าที่บ้านว่างงานกัน เป็นความคิดของเธอที่จะให้ญาติพี่น้อง ป้า น้า อา ช่วยกันดูแล จะได้มีงานทำและไม่เหงา เพราะโดยปกติแล้วคุณแม่ก็ผลิตต้นพันธุ์ขายส่งให้แก่ร้านขายต้นพันธุ์หน่อไม้อยู่แล้ว เธอคิดว่าทำต้นพันธุ์ที่มีคุณภาพ ก็จะอยู่ได้นาน เพราะมีความเชื่อถือเป็นทุนเดิม จึงหันมาสนใจที่จะทำต้นพันธุ์และขยายพื้นที่ปลูกเอง

แต่ตอนนี้มีที่ดินอยู่ประมาณ 3 ไร่กว่า อยู่ทางไปบ้านป่ากล้วย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ซึ่งที่สวนมีต้นไม้ใหญ่ปกคลุม เช่น ต้นฉำฉา ทำให้ดูร่มรื่นและชุ่มชื้น จึงเหมาะที่จะปลูกหน่อไม้ ซึ่งเป็นที่ดินของคุณพ่อคุณแม่ เดิมทำนามาก่อน สำหรับการทำนาเธอว่าดีแต่ปีละครั้ง ที่ก็ไม่มากมาย แค่ 3 ไร่กว่าๆ เธอคิดว่านำมาทำการเกษตรปลูกพืชที่ดูแลง่ายและสร้างรายได้มากกว่าทำนา จึงสนใจเรื่องขยายการปลูกไผ่หวานช่อแฮ เพราะว่าใครดูแลแทนก็ได้ คุณพ่อคุณแม่ดูแลก็ได้

โดยอาชีพเธอแล้วเดินทางขึ้นเหนือบ่อยอยู่แล้ว โดยเฉพาะที่จังหวัดแพร่ ซึ่งคุณแม่ได้ไปเช่าที่ดินปลูกไผ่เป๊าะหรือไผ่หวานช่อแฮมาเป็นเวลา 10 กว่าปี ที่บ้านทำสวนกันทั้งนั้น ชีวิตส่วนใหญ่คลุกคลีอยู่กับหน่อไม้มาตลอด เพราะฉะนั้นตนเองถือว่าคุณพ่อคุณแม่ได้เช่าที่ทำสวนหน่อไม้ไผ่หวานช่อแฮอยู่แล้ว จึงต่อยอดจากครอบครัวได้ และได้นำประสบการณ์ตรงมาพัฒนาเรื่องหน่อไม้ไผ่หวานช่อแฮที่ลำปาง ซึ่งเป็นที่ดินของเราเอง แต่ต้นพันธุ์ยังคงนำมาจากสวนเราที่จังหวัดแพร่ เพราะต้นพันธุ์สำคัญมาก ต้องผลิตต้นพันธุ์ในพื้นที่ที่เลียนแบบธรรมชาติ พอส่งถึงมือลูกค้าทำให้ต้นกล้าติดเร็ว หรือฟื้นตัวเร็ว

เท่าที่ประสบการณ์ตรงที่เห็นครอบครัวทำอาชีพนี้ สร้างรายได้เสริมในครัวเรือนดีจริงๆ จึงอยากจะแนะนำว่าเหมาะสำหรับทั้งเกษตรกรรุ่นใหม่และผู้ที่ตกงานหรือเกษียณอายุ ที่ไม่อยากให้ชีวิตว่างเปล่า ก็คิดว่าการทำสวนหน่อไม้ไผ่หวานไม่หนักจนเกินไป เพราะการดูแลง่ายมาก ถือว่าเป็นอาชีพที่เบาที่สุดก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นมือเก่าหรือมือใหม่ก็ทำได้ และยังใช้เวลาในการให้ผลผลิตสั้นมาก และต้นทุนการปลูกก็น้อย

การปลูกไผ่เป๊าะ หรือไผ่หวานช่อแฮ

คุณแพรว บอกว่า การปลูกไผ่หวานช่อแฮ สมัคร UFABET ไม่มีความซับซ้อน เพียงแค่ขุดหลุมกว้าง 50 เซนติเมตร ลึก 30 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปูนขาว ให้ความสำคัญของดินที่ปลูกให้เป็นดินร่วนเพื่อเลียนแบบธรรมชาติของต้นไผ่ ปลูกได้ทุกฤดูกาล เพียงแต่อย่าให้น้ำขัง เพราะไผ่พันธุ์นี้ไม่ชอบน้ำขัง แต่ชอบความชุ่มชื้นของดิน การปลูกไผ่ถ้าให้ได้ผลผลิตดีก็แนะนำเรื่องน้ำหยด แต่ถ้ามีพื้นที่ปลูกใกล้คลองก็ยิ่งดี โรคของไผ่ในระยะเริ่มแรกก็แทบจะไม่มี ระวังแต่เรื่องรากเน่าในการที่ให้น้ำมากเกินไปเท่านั้นเอง แต่ก็ขาดน้ำไม่ได้ ถือว่าการปลูกไผ่นั้นเป็นพืชใช้น้ำน้อย การให้ระบบน้ำหยดจึงค่อนข้างที่จะดีและได้ผล

ต้นไผ่หวานช่อแฮ จะให้ผลผลิตดีในปี 3 …ต้นไผ่ 1 กอ จะให้ผลผลิต 10-20 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับการดูแลเรื่องปุ๋ยและน้ำ เรื่องปุ๋ยบำรุงดินนั้น ใช้เพียงปุ๋ยคอก ส่วนใหญ่จะใช้มูลวัว หรือฮอร์โมนชีวภาพ ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี ส่วนเรื่องของศัตรูพืชนั้น ระวังเรื่องหนอนผีเสื้อกลางคืนเจาะกินหน่ออ่อน มดบางชนิด แต่ก็รักษาด้วยการคงความสมดุลของดิน อย่าให้ขาดน้ำหรือขาดความชุ่มชื้น

ส่วนราคานั้น ถ้าหน้าแล้งก็จะได้ราคาดี ราคาขายส่งจากสวนก็จะได้ถึงกิโลกรัมละ 25 บาท ปลูก 3-4 ไร่ ก็ทำเงินได้หลักหลายหมื่นต่อเดือนในช่วงหน้าแล้ง ถ้าเข้าหน้าฝนที่มีทั้งไผ่จากธรรมชาติและไผ่ทั่วไปออกมามาก จะเก็บไว้ให้ออกเป็นลำต้น เพื่อรักษาลำต้นให้แข็งแรง และสร้างลำต้นใหม่ขึ้นมา

การบังคับไผ่หวานช่อแฮให้ออกในหน้าแล้ง

หลังจากเก็บลำต้นของไผ่จากการเจริญเติบโตในหน้าฝน ในหน้าแล้งก็จะตัดลำต้นไผ่ออกบ้าง เพื่อการแทงหน่ออ่อน ทำแบบง่ายๆ ต้นไผ่ก็จะแทงหน่อออกในหน้าแล้งนั่นเอง โดยเริ่มตัดลำต้นเลาะใบทิ้งในเดือนมกราคม และบำรุงดิน รักษาความชื้น ระบบน้ำ ไผ่จะเริ่มแทงหน่อในเดือนกุมภาพันธ์ และจะเก็บผลผลิตได้ในเดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคม ถือว่าเป็นช่วงเวลารับทรัพย์ของชาวสวนไผ่หน้าแล้ง

เคล็ดลับผลิตหน่อไม้สดได้เยอะๆ

ใส่ปุ๋ยคอกและฮอร์โมนชีวภาพ หรือฮอร์โมนจากเปลือกกุ้งหรือสัตว์ทะเล ที่เรียกว่า ไคโตซาน ใช้ใบไผ่ที่ตัดต้นคลุมดินเพื่อรักษาความชื้น อย่าให้ขาดน้ำ การผลิตเพื่อขายต้นพันธุ์

ที่สวนก็จะคัดเลือกต้นที่แข็งแรง ขุดออกมาใส่ถุงเพาะต้นกล้า ขนาดความยาว 80 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร นำมาไว้ในที่ร่มรำไร จนกว่ารากจะเดินเต็มถุง ถึงจะส่งถึงมือลูกค้า ใช้เวลา 1-2 เดือน