เนื้อบราซิล 11 วัน ตัดสินชะตาชาติอื้อฉาวใหญ่หลวงกรณี

อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ของบราซิลถูกกล่าวหาว่า มีสินค้าปนเปื้อน เน่าเสีย ไร้คุณภาพ เพราะมีการติดสินบาทคาดสินบนเจ้าหน้าที่ นำมาซึ่งการระงับการสั่งซื้อจากลูกค้าทั่วโลก ขณะที่อุตสาหกรรมเนื้อเป็นรายได้หลักของบราซิล

เจองานนี้ ชัวร์ว่าบราซิลซึ่งกำลังอยู่ในสภาพย่ำแย่อยู่แล้ว ต้องตายแน่ จอดไม่ต้องแจว แต่แล้วเรื่องอื้อฉาวปานนี้จบลงในเวลา 11 วัน ลูกค้าทยอยกลับมาสั่งซื้อสินค้าของบราซิลใหม่ จนใกล้จะเข้าสู่ภาวะปกติ

บราซิลทำยังไง มาเรียนรู้กันไว้เป็นตัวอย่าง เพราะเวลามันเกิดขึ้นกับไทย ฉันไม่เห็นคราวไหนจะจบลงง่ายดายรวดเร็วปานนี้ ต่างใช้เวลา ใช้น้ำตาและชีวิตของเกษตรกร หรือผู้เกี่ยวข้องไปสังเวยมากต่อมาก โดยที่รัฐบาลที่มีสรรพกำลัง มีนักเจรจาเป็นกองทัพ ไม่อาจช่วยได้อย่างที่เราหวัง

บราซิล เป็นประเทศใหญ่สุดในทวีปอเมริกาใต้ ขนาดใหญ่กว่าไทยกว่าสิบเท่า ประชากรเกือบ 200 ล้านคน รายได้ประชากรต่อหัวสูงกว่าไทยนิดหน่อย บราซิล มีที่ดินกว้างใหญ่สำหรับการเพาะปลูก ส่งออกสินค้าเกษตรอยู่ในอันดับต้นของโลก ทั้งยังมีน้ำมัน มีแร่ธาตุจำนวนมาก จึงควรจะร่ำรวย และทำท่าจะร่ำรวยมาหลายครั้ง แต่ก็มีปัญหาความแตกต่างเรื่องรายได้ภายในประเทศ การคอร์รัปชั่น แรงงานมีฝีมือมีน้อย และโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคง จึงทรงๆ เซๆ อยู่เรื่อยมา ครั้งล่าสุดนี่ก็กำลังเซทีเดียว คนว่างงานพุ่งขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน รัฐบาลปวดหัวหนักกับการพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ดิ่ง

แล้วดันมาเจอปัญหาสินค้าหลักขายไม่ออกอีก อย่างนี้ควรจะจอดไม่ต้องแจวใช่ไหม? บริษัทในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ที่ถูกระบุว่าทำผิด ไล่กันมาตั้งแต่ยักษ์ใหญ่ อย่าง JBS SA และ BRF SA บริษัทแรกนั่นส่งเนื้อวัวและหมูออกมากที่สุดในโลก ใหญ่ที่สุดในโลก มีสาขาใน 150 ประเทศ ไล่ซื้อกิจการไปทั่วโลก มีบริษัทลูกจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก

บริษัทสองส่งออกไก่มากที่สุดในโลก ใหญ่ไม่แพ้กัน

ทั้งสองบริษัทส่งออกเกินครึ่งของที่ส่งจากบราซิลทั้งหมด แล้วยังบริษัทกลางๆ ไล่ลงไปแทบหมดประเทศแหละ ถูกรื้อหมด

การสอบสวนพบว่า มี 21 บริษัท พัวพันกับการให้สินบนเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ผ่านการตรวจสอบก่อนการส่งออก แม้ว่าเนื้อนั้นจะไม่ได้มาตรฐานส่งออกก็ตาม มีเจ้าหน้าที่ของรัฐหลายสิบคนในกระทรวงเกษตรถูกสอบสวน นักการเมืองที่เอี่ยวก็เจอปลด เข้าตารางกันรัวๆ

ผู้บริหารของ BRF ถูกจับ โรงงานหลายแห่งถูกสั่งปิด ถูกระงับใบอนุญาต แต่บริษัทก็เถียงว่าทำตามมาตรฐานแล้วทุกอย่าง แต่กระนั้นก็ยอมให้ตรวจใหม่ทุกอย่าง บราซิล ส่งออกเนื้อเป็น 20% ของที่ขายกันในตลาดโลก และส่งเนื้อไก่เกือบครึ่งของที่ขายกันในตลาดโลก รายได้จากอุตสาหกรรมนี้เป็น 10% ของรายได้ของประเทศ

ถ้าเอาเฉพาะไก่นะ บราซิลส่งไก่ไปซาอุดีอาระเบียปีละเกือบแปดแสนตัน เนื้อเกือบสามหมื่นตัน ส่งไก่ไป อียู สี่แสนตัน ส่งไก่ไปจีนห้าแสนตัน ส่งไก่ไปสิงคโปร์หนึ่งแสนตัน และฮ่องกงเกือบสามแสนตัน พิจารณาดูจะเห็นว่านั่นตลาดบนแทบทั้งสิ้น

ตลาดทั้งหมดนั่น หรืออย่างน้อย 45 ประเทศ ยกเลิกการสั่งซื้อทันทีที่มีข่าวออกมา แต่ก็นั่นแหละทั้งหมดกลับมาสั่งซื้อใหม่ในเวลา 11 วัน แม้จะมีมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น แต่เขาไม่เลิกซื้อ

เพราะอะไร

เพราะเขาแสดงให้ทุกคนในโลกนี้เห็นว่าเขาแก้ปัญหาจริงจัง และอย่างฉับพลัน

คนที่ถูกกล่าวหา ไม่ว่าจะข้าราชการ นักการเมือง เอกชน ถูกจับเกลี้ยง ฝ่ายบริษัทก็ดิ้นสุดฤทธิ์ ออกโฆษณาเพื่อชี้แจงให้ผู้บริโภคเข้าใจ รัฐบาลก็พยายามจัดการกับเรื่องคอร์รัปชั่นไปโดยไม่ให้เข้ามาเกี่ยวกับการเดินหน้าของอุตสาหกรรมนี้

คือพอแยกคนที่ต้องการจับตัวหรือสอบสวนได้ ก็เอาตัวออกมา ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ปลดออกจากหน้าที่ชั่วคราว ถ้าเป็นเอกชนก็ให้บริษัทไล่ออก แล้วเอามาจัดการแยกออกไป ส่วนอุตสาหกรรมก็ให้ไปปรับมาตรฐานแล้วเดินหน้าต่อ ไม่ให้คาราคาซังกัน

เพราะประเทศลูกค้าเขาไม่ได้สนว่าคุณจะเอาใครติดคุกบ้าง เขาแค่สนใจว่าเมื่อไรเขาจะวางใจได้ว่าสินค้าคุณมันปลอดภัย

บราซิลทำให้กลุ่มประเทศที่ระมัดระวังเรื่องสุขภาวะได้เพิ่มมาตรการตรวจสอบสินค้าอย่างเข้มงวด ยอมรับในการแก้ปัญหาของเขา กลับมาสั่งซื้อในเวลา 11 วัน ถ้าไม่ทำครบเครื่องขนาดนี้ทำไม่ได้ ถ้ามัวแต่ลูบหน้าปะจมูก ซุกนั่นซ่อนนี่ ไม่มีทางจะจัดการปัญหาได้ในเวลารวดเร็วขนาดนี้

บราซิล ไม่ใช่ประเทศที่พระเจ้าส่งมาให้สวยงามอะไรนักหนา เขามีประวัติการคอร์รัปชั่นยาวเฟื้อยเหมือนกัน แต่ที่เขาต้องหันมาจัดการกับเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพราะมันเป็นหม้อข้าวหม้อแกงของเขา ถ้าเขาปล่อยให้เรื้อรัง เขาจะไม่มีข้าวกิน

เศรษฐกิจที่ย่ำแย่มากของเขา ทำให้เขาต้องหันหลังกัดฟันสู้ เขารู้ว่าเขาเหยาะแหยะ สะง่อนสะแง่นดีดสะดิ้งไม่ได้ เพราะประเทศกำลังปริ่มน้ำ คนยากจนและคนตกงานค่อนประเทศ

ถ้าไม่ประคองอุตสาหกรรมนี้ไว้ เขาจะได้เห็นประเทศเขาจมน้ำต่อหน้าต่อตา

เมาท์กันว่า ถ้ามันเข้าที่เข้าทาง พวกที่เจอข้อหาเจอคุกตอนนี้ก็อาจถูกปล่อยหรือบรรเทาโทษกันไป แต่ก็นั่นแหละ อันนั้นค่อยไปว่ากันทีหลัง

ลองกลับมาดูอุตสาหกรรมประมง อุตสาหกรรมอาหารแช่แข็งที่เราเผชิญปัญหาบ้าง ท่ามกลางเศรษฐกิจตกต่ำย่ำแย่ เราแก้ปัญหาได้รวดเร็วทันใจ พอรักษาชีวิตพวกเดียวกันไว้ได้แค่ไหน

กว่าจะแก้ปัญหาสินค้าประมงโดนระงับ เราใช้เวลาหลายปี หลายชีวิตพลีเปล่าๆ ไปเสียมากมาย

คือฉันไม่ได้บอกว่าการแก้ปัญหาของบราซิลเป็นการแก้ไขปัญหาที่เปี่ยมจริยธรรม แต่ฉันบอกว่าเมื่อถึงตาจนคนเราสู้ได้ทุกอย่าง เพื่อไม่ให้ตัวเองกับเพื่อนร่วมชาติจมน้ำ นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่พบ 7 อำเภอ 24 หมู่บ้าน ประสบภัยแล้ง จึงลงไปแก้ปัญหาด้วยตัวเอง พร้อมมอบหมายรองผู้ว่าราชการจังหวัดแก้ปัญหาร่วมกับอำเภอและหน่วยงานต่างๆ โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำเข้าไปเก็บกักในแหล่งน้ำสำหรับประชาชนใช้อุปโภคบริโภค จนสามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนได้

“ระยะนี้มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัญหาภัยแล้งดีขึ้น แต่ได้เฝ้าระวังปัญหาอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าภายในเดือนมิถุนายน 2560 ฝนทิ้งช่วง ภัยแล้งจะกลับมาอีก แต่สำหรับชุมชนใหญ่ๆ เช่น เทศบาลนครนครราชสีมา และตำบลใกล้เคียงที่ใช้น้ำประปาจากเขื่อนลำตะคอง และเขื่อนลำแซะ รวมทั้งประปาส่วนภูมิภาคที่มีแหล่งเก็บน้ำในอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ยืนยันว่าอีก 3-4 เดือนข้างหน้าจะไม่ขาดแคลนน้ำอย่างแน่นอน เพราะได้วางแผนบริหารจัดการน้ำร่วมกันไว้แล้ว ขอประชาชนอย่าวิตกกังวล ถ้าฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ภัยแล้งปีนี้จะหมดไป” นายวิเชียร กล่าว

นายชิตชนก สมประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 นครราชสีมา กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในเขื่อนทั้ง 5 แห่ง ยังต้องเฝ้าระวังและควบคุมการใช้น้ำอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะเขื่อนลำตะคอง อำเภอสีคิ้ว ซึ่งเป็นเขื่อนหลักที่ใช้อุปโภคบริโภคในพื้นที่เศรษฐกิจ เช่น อำเภอเมือง, สีคิ้ว, ขามทะเลสอ และสูงเนิน เหลือน้ำเพียง 71 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 22 ซึ่งต้องเปิดประตูระบายน้ำให้ประชาชนใช้อุปโภคบริโภคและหล่อเลี้ยงระบบนิเวศ 346,000 ลบ.ม. จึงขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันประหยัดน้ำให้มากเพื่อมีน้ำใช้จนพ้นหน้าแล้ง

“เขื่อนมูลบน เหลือน้ำ 56 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 40 เขื่อนลำแซะ เหลือน้ำ 76 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 27 เขื่อนลำพระเพลิง เหลือน้ำ 62 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 40 และเขื่อนลำปลายมาศ เหลือน้ำ 46 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 47 ในภาพรวมยังเพียงพอบริหารจัดการได้จนพ้นหน้าแล้งนี้ แต่ถ้ามีฝนตกเหนือเขื่อนอย่างต่อเนื่องจะทำให้การบริหารจัดการน้ำง่ายขึ้น” นายชิตชนก กล่าว

นายณัฐพล ประดิษฐผลเลิศ ผู้บริหารโครงการพัฒนาสู่สุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัด สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (สสว) เปิดเผยว่า ปีนี้ สสว. ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เดินหน้าโครงการพัฒนาสู่สุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัด เพื่อสร้างต้นแบบธุรกิจที่มีศักยภาพให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับจังหวัด สามารถถ่ายทอดการจัดการองค์ความรู้ธุรกิจสู่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในภูมิภาคได้

นายณัฐพล กล่าวว่า จะรับสมัครเอสเอ็มอีเข้าร่วมโครงการถึงวันที่ 31 พฤษภาคม นี้ กลุ่มเป้าหมายคือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศในภาคการผลิตและบริการ ทั้งกลุ่มเพิ่งเริ่มดำเนินธุรกิจ (สตาร์ตอัพ) กลุ่มที่มีศักยภาพในตลาด (ไรซิ่ง สตาร์) และกลุ่มอยู่ในช่วงฟื้นตัว (เทิร์นอะราวด์) โดยจะดึงเอสเอ็มอีเข้าสู่กระบวนการเพื่อพัฒนาจากผู้เชี่ยวชาญ 5 ด้าน คือ การตลาดการจัดการ การขาย บรรจุภัณฑ์ และการเงินตั้งเป้าไม่ต่ำกว่า 300 ราย ทั้งนี้ สิ่งสำคัญ คือให้เกิดการสร้างเครือข่ายในกลุ่มผู้ประกอบการ ซึ่งจะเป็นปัจจัยทำให้เอสเอ็มอีเติบโตอย่างยั่งยืนตามนโยบายรัฐบาล

รศ. ปกรณ์ เสริมสุข คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า คณะวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี จัดงาน “ซีเนียร์ โปรเจ็กต์#3” แสดงนวัตกรรมวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ฝีมือเยาวชน ครั้งที่ 3 เพื่อแสดงศักยภาพนักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. และนักเรียนจากโครงการสนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนที่สามารถบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีสู่ต้นแบบนวัตกรรมสมัยใหม่ที่ใช้ประโยชน์ได้จริง อีกทั้งยังสามารถต่อยอดได้ในเชิงพาณิชย์เป็นจำนวนกว่า 300 ต้นแบบนวัตกรรม

คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวอีกว่า ผลงานนวัตกรรมงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ทั้งหมดเป็นฝีมือของเยาวชน นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. และนักเรียนในโครงการสนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน โดยการกำกับดูแลของมหาวิทยาลัย (โครงการ วมว.) มธ. ผลงานวิจัยที่จัดแสดงมี อาทิ แอพฯ ผู้ช่วยหมอ ตามติดพฤติกรรมเสี่ยงผู้ป่วยโรคไต เพื่อเป็นข้อมูลให้ทีมแพทย์ผู้รักษาทำการวินิจฉัยพร้อมทั้งวางแผนปรับชนิดยา ปรับพฤติกรรมการทานอาหาร รวมถึงปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับได้อย่างเหมาะสม เพื่อลดภาวะวิกฤตของผู้ป่วย

นอกจากนี้ ยังมีโดรนเตือนภัย รับหมอกควัน-ไฟป่า พัฒนาขึ้นมาเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันภัยเหตุเพลิงไหม้ ไฟป่า และหมอกควันที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้ เพื่อเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมและเอื้อประโยชน์แก่หน่วยที่เกี่ยวข้องในการวางแผนรับมือกับสถานการณ์ และแอพฯ ติดตามพฤติกรรมเด็กออทิสติก สนับสนุนการสร้างพัฒนาการและลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเพื่อให้ใกล้เคียงกับเด็กปกติมากที่สุด เป็นต้น

“คณะวิทยาศาสตร์ฯ มธ. ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาบัณฑิตที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และสามารถประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทั้งด้านวิทย์และบริหารตามยุทธศาสตร์ ซายส์+บิสสิเนส เพื่อพัฒนาและต่อยอดธุรกิจ สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมการบริการ รวมถึงสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ในหลากรูปแบบ กิจกรรมซีเนียร์โปรเจ็กต์#3 ถือเป็นงานที่แสดงศักยภาพของเยาวชน นักศึกษาที่สามารถพัฒนางานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ มีศักยภาพพร้อมต่อการพัฒนาธุรกิจ ซึ่งเยาวชนและนักศึกษาดังกล่าวถือเป็นกำลังสำคัญหนึ่งในการอัพสปีดเศรษฐกิจไทยรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0” คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าว

กรมส่งเสริมสหกรณ์เตรียมตั้งโต๊ะถก พ.ร.บ.กำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์-เครดิตยูเนี่ยน พร้อมสมาชิกสหกรณ์ 200 แห่ง ร่วมกับที่ปรึกษาองค์กรอิสระให้คำแนะนำตามมติ ครม. ก่อนคลอดเกณฑ์ 1 มิ.ย. นี้

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า วันที่ 18 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์จะเปิดเวทีรับฟังความเห็นสมาชิกสหกรณ์ 200 แห่ง เกี่ยวกับ “ร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์ว่าด้วยการกำกับดูแลกิจการทางการเงินสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน” ก่อนมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2560 เพื่อยกระดับการดำเนินงานสหกรณ์ออมทรัพย์ให้มีเสถียรภาพทางการเงินที่มั่นคงและป้องกันความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบการเงินของสหกรณ์ ซึ่งที่ผ่านมากรมส่งเสริมสหกรณ์ได้หารือร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อร่างหลักเกณฑ์กำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนในระยะเร่งด่วน โดยมีสาระสำคัญ ได้แก่

การกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยเงินฝากทุกประเภทไม่เกิน ร้อยละ 3.5 ต่อปี กำหนดอัตราเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้วของสมาชิก ไม่เกิน ร้อยละ 6 ต่อปี และจ่ายเงินปันผลไม่เกิน ร้อยละ 80 ของกำไรสุทธิ การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องไม่น้อยกว่า ร้อยละ 6 ของเงินรับฝากและเงินกู้ยืม เพื่อดูแลความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของสหกรณ์และกำหนดความสามารถในการก่อหนี้ไม่เกิน 1.5 เท่าของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรอง เพื่อไม่ให้ก่อหนี้เกินตัว

นอกจากนี้ การกำกับลูกหนี้รายใหญ่กำหนดสหกรณ์ให้กู้กับสหกรณ์หนึ่งได้ไม่เกิน ร้อยละ 10 ของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรอง และไม่เกิน 15 ล้านบาท ในกรณีที่ไม่มีหลักประกัน เพื่อไม่ให้สินเชื่อกระจุกตัวที่ลูกหนี้รายใดรายหนึ่ง พร้อมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ในการลงทุนของสหกรณ์ในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและต้องไม่เกิน ร้อยละ 10 ของทุนเรือนหุ้น รวมกับทุนสำรอง เพื่อไม่ให้การลงทุนของสหกรณ์มีความเสี่ยงสูง สำหรับคุณสมบัติของสมาชิกสมทบ กำหนดให้รับได้เฉพาะ บิดา มารดา สามี ภรรยา หรือบุตรของสมาชิกสหกรณ์นั้น หรือบุคคลในหน่วยงานที่ขาดคุณสมบัติจะเป็นสมาชิกเท่านั้น เพื่อป้องกันการระดมทุนจากภายนอก และสหกรณ์จะต้องรายงานธุรกรรมทางการเงินต่อกรมส่งเสริมสหกรณ์ทุกเดือน เพื่อให้สามารถติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์ได้อย่างใกล้ชิด รวมถึงกำหนดมาตรฐานการสอบบัญชีให้ใช้ผู้สอบบัญชีที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของงบการเงินด้วย

“ตามมติ ครม. ท่านนายกฯ ให้กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงการคลัง นำข้อกำหนดมาพิจารณาหลักเกณฑ์กำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์มองใน 2 ส่วนที่นายทะเบียนของกรมสามารถทำได้ คือการให้ผลตอบแทนแก่สมาชิกเพื่อให้สหกรณ์มีต้นทุนในการดำเนินการที่เหมาะสม เพราะบางครั้งเวลามองในเรื่องกำไรของสหกรณ์มากเกินไปนั้นทำให้เกิดปัญหา เลยต้องกำหนดประเด็นสำคัญที่จะให้สหกรณ์มีการลงทุนเหมาะสม ส่วนปันผลไม่เกิน ร้อยละ 6 ต่อปี ไม่เกินร้อยละ 80 ของกำไรสุทธิ และจำเป็นจะต้องมีเงินทุนสำรองในการใช้ ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้แล้วต้องบังคับใช้อย่างเข้มข้น และการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากทั่วประเทศเป็นตุ๊กตา ร้อยละ 3.5 นี้ เราวางไว้เพื่อให้เกิดความเหมาะสม ซึ่งในการเชิญสมาชิกมาระดมความเห็นจะได้แลกเปลี่ยนประเด็นนี้อีกครั้ง”

นายวิณะโรจน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการดำรงสินทรัพย์ สภาพคล่อง ต้องไม่น้อยกว่า ร้อยละ 6 ของเงินฝากและเงินกู้ยืม การกำหนดคุณสมบัติสมาชิกสมทบ ปัจจุบันปัญหาคือกว้างเกินไป หลายๆ สหกรณ์มักประสบปัญหาแล้วถอนเงินออกไป ทำให้สหกรณ์มีปัญหาเรื่องเงินสภาพคล่อง จากนี้ไปสมาชิกสมทบจะต้องอยู่ในสมาชิกครอบครัวเท่านั้น เพื่อป้องกันเงินลงทุนภายนอก หาก พ.ร.บ. นี้มีผลบังคับใช้จะกันตรงนี้ไม่ให้เกิดขึ้น ส่วนความสามารถในการถอนหนี้ของสหกรณ์จะต้องไม่เกินความสามารถของเงินทุนเกินหุ้นทุนสำรอง เพราะบางที่ก่อหนี้ทำให้เกิดความเสี่ยง ที่สำคัญคือการก่อหนี้ของรายใหญ่ต้องให้กู้กับสหกรณ์หนึ่งได้ไม่เกิน ร้อยละ 10 ของสหกรณ์ที่เป็นลูกหนี้

อย่างไรก็ดี การกำหนดมาตรฐานต่างๆ ได้ปรับให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยมองเรื่องของ ก.ล.ต. เข้ามาเป็นมาตรวัดและการกู้ภายในของสมาชิกต้องสามารถเปิดเผยข้อมูล ผลประโยชน์และค่าตอบแทนของกรรมการ ผู้จัดการ ในที่ประชุมใหญ่ได้ทุกข้อ รวมถึงธุรกรรมทางการเงินจะต้องมีการรายงานทุกเดือน ทั้งนี้ การปรับปรุง พ.ร.บ. นี้ จะต้องนำหลักเกณฑ์มาหารือกันอีกครั้งก่อนประกาศใช้ในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ โดยได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตั้งทีมเพื่อวิเคราะห์ รวมถึงตามมติ ครม. ได้มีมติให้จัดตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาตรวจสอบและเป็นที่ปรึกษาในช่วงการปรับตัวให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. กำกับดูแลฯ ให้กับสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนด้วย

กรมชลประทานวางแผนเดินสายระดมมันสมองจากหน่วยงานภาครัฐ 6 ภาค พื้นที่กว่า 1,200 คน ร่วมบูรณาการแก้ปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ หวังเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำหลาก และเจาะลึกถึงสาเหตุของปัญหาและการเกิดอุทกภัยในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการทบทวนยุทธศาสตร์น้ำของประเทศในครั้งนี้ว่า เป็นการบูรณาการร่วมกันคิดและร่วมกันแก้ไขเรื่องน้ำในภาพรวม โดยจะต้องปรับให้สอดคล้องกับปัญหาน้ำที่เกิดขึ้น จากแผน 12 ปี เป็นแผนงาน 20 ปี โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 2 น้ำสนับสนุนภาคการผลิต (น้ำเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม) และยุทธศาสตร์ที่ 3 การป้องกันและบรรเทาอุทกภัย โดยในยุทธศาสตร์นี้จะต้องทบทวนในประเด็นเรื่องสิ่งกีดขวางทางน้ำเพิ่มเติม ซึ่งเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นถนน สะพาน รวมทั้งพื้นที่ชุมชนที่มีการขยายตัว ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้จัดทำแผนอย่างเป็นระบบและร่วมมือกันแก้ไขปัญหาตามบทบาทของแต่ละหน่วยงาน

ด้าน ดร. สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานวางแผนจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่องยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ การเสริมสร้างความมั่นคงน้ำภาคการผลิตและการป้องกันอุทกภัยทั้งระบบ รวมถึงการบูรณาการแผนการดำเนินการสิ่งกัดขวางทางน้ำ ในเขตพื้นที่ 6 ภาค คือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ตอนบน และภาคใต้ตอนล่าง ระหว่างวันที่ 9-30 พฤษภาคม 2560 เพื่อบูรณาการแผนปฏิบัติงานของภาครัฐ พร้อมกับทบทวนเป้าหมายและมาตรการที่สอดคล้องกันก่อนส่งต่อให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ไปจัดทำการรับฟังความคิดเห็นกับภาคประชาชนทั้ง 6 ยุทธศาสตร์ต่อไป รวมถึงระดมสมองแก้ไขและปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งวิเคราะห์ถึงปัญหาและสาเหตุการเกิดอุทกภัยในแต่ละพื้นที่ โดยจะมีข้าราชการและเจ้าหน้าที่หรือตัวแทนจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสัมมนาไม่น้อยกว่าเขตพื้นที่ละ 200 คน

ทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2558 นั้น กรมชลประทานได้ตระหนักถึงการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้กำหนดให้มีการทบทวนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่เกี่ยวข้องกับกรมชลประทานตามที่ได้รับมอบหมายจาก กนช. เพื่อการดำเนินการที่ถูกต้อง ครบถ้วนและทันท่วงทีตามสภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยคำนึงถึงการบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งการแก้ไขและปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ เป็นมาตรการหนึ่งที่กรมชลประทานเห็นว่าควรดำเนินการแก้ไขและปรับปรุง เป็นอันดับต้นๆ เพื่อการระบายน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการสัมมนาเชิงปฏิบัติการในเขตพื้นที่ 6 ภาคดังกล่าว จะเริ่มเปิดสัมมนาครั้งแรก ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง โดยจัดสัมมนาในวันที่ 9 พฤษภาคม 2560 ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมี นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน จากนั้นจะไปสัมมนาที่ภาคกลาง วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ที่กรุงเทพฯ ภาคตะวันออก วันที่ 18 พฤษภาคม 2560 ที่อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 ที่อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ภาคใต้ตอนบน วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 ที่อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามลำดับ และปิดการสัมมนาที่ภาคเหนือ วันที่ 30 พฤษภาคม 2560 ที่อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

ส่วนข้าราชการและเจ้าหน้าที่หรือตัวแทนจากหน่วยงานราชการที่เข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จะมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาน้ำ โดยเฉพาะน้ำท่วม ประกอบด้วย กรมชลประทาน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมเจ้าท่า กรมทรัพยากรน้ำ หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น

นายประเสริฐ โมรา เกษตรอำเภอปะเหลียน handjobtw.org จังหวัดตรัง กล่าวว่า พริกไทยที่มีชื่อของตรังคือ พันธุ์ปะเหลียน ซึ่งในอดีตปลูกกันเยอะ จนเป็นสินค้าส่งออกที่ทำรายได้สูงและเป็นที่ยอมรับในกลุ่มตลาดยุโรปว่า มีคุณภาพดีเยี่ยม แต่ต่อมาเหลือกิโลกรัมละไม่กี่สิบบาท เกษตรกรจึงหันไปปลูกยางพาราแทนทำให้สวนพริกไทยหาย เมื่อมาถึงยุคที่ยางพาราราคาตกต่ำ กลุ่มเกษตรกร 20 คน ในนามศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ตำบลสุโสะ จึงได้นำพริกไทยพันธุ์นี้ที่มีต้นกำเนิดดั้งเดิมบนเทือกเขาบรรทัดมาปลูกกันในพื้นที่ 25 ไร่ หรือประมาณ 2,500 ต้น

ด้าน นายจรัส บวชชุม ประธานกลุ่มเกษตรกรบ้านห้วยน้ำตก กล่าวว่า ปลูกมาได้ 2 ปี พริกไทยเริ่มให้ผลผลิต และส่งไปขายทั้งในพื้นที่และต่างจังหวัด แต่ก็ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศซึ่งต่างเชื่อมั่นในพริกไทยพันธุ์ปะเหลียน และให้ราคาสูงกว่าพันธุ์อื่น เนื่องจากมีลักษณะเด่นตรงที่กลิ่นหอม เผ็ดร้อนจัดจ้าน ผลแก่สีเขียวเข้ม และผลสุกสีแดงเข้ม โดยพริกไทยดำ อยู่ที่กิโลกรัมละ 500-600 บาท ส่วนพริกไทยขาว กิโลกรัมละ 1,100-1,200 บาท

ธปท. ผุดคลินิกแก้หนี้ ดึงสมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท และ 16 ธนาคารพาณิชย์ ร่วมมือหวังสางปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มบัตรเครดิต-สินเชื่อบุคคล ช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้ แต่มีเงื่อนไขห้ามก่อหนี้เพิ่มภายใน 5 ปี

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงโครงการแก้ไขปัญหาหนี้ส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน (คลินิกแก้หนี้) ว่า ธปท. สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ และบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) วางโครงสร้างพื้นฐานการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ เน้นไปที่การปรับปรุงโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้ที่มีเจ้าหนี้หลายราย

ธนาคารพาณิชย์ 16 แห่ง และ SAM จึงร่วมกันจัดตั้งโครงการคลินิกแก้หนี้ขึ้น เพื่อช่วยลูกหนี้ที่สุจริตและมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหา โดย SAM จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง ทำหน้าที่แทนเจ้าหนี้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ตามศักยภาพที่แท้จริง

“โครงการดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 มิถุนายน นี้ ครอบคลุมเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันของธนาคารไทยและสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่มีเจ้าหนี้หลายราย และมีสถานะเป็นหนี้เสีย (ค้างชำระมากกว่า 90 วัน) ก่อนวันที่ 1 พฤษภาคม 2560” นายวิรไท กล่าว

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวอีกว่า ประชาชนที่ต้องการเข้าร่วมโครงการต้องเป็นบุคคลธรรมดา มีเงินเดือนประจำ อายุไม่เกิน 65 ปี มีหนี้บัตรเครดิต หนี้กดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันค้างเกินกว่า 3 เดือน กับธนาคารตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไป ไม่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี และมียอดหนี้เงินต้นค้างชำระรวมไม่เกิน 2 ล้านบาท โดยจากข้อมูลของบริษัทข้อมูลเครดิตลูกหนี้ในกลุ่มนี้หลายแสนราย ยอดเงินรวมกันมากกว่า 1 แสนล้านบาท