เบทาโกร รุกตลาดอาหารแปรรูปพร้อมทาน ดันสินค้าไม่ใช้ยาปฏิ

ชีวนะฮอร์โมน และสารเร่งเนื้อแดง ตีตลาดส่งออกเบทาโกร หนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมอาหาร ลั่นเดินหน้ายกระดับคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหารเต็มรูปแบบ ชูผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปพร้อมรับประทาน ที่หลากหลายมากกว่า 1,000 รายการ ด้วยกำลังการผลิต 8,000 ตัน ต่อปี จาก Betagro Central Kitchen นวนคร ตอบโจทย์ผู้บริโภคในสังคมเมืองที่ต้องการความสะดวก อร่อย หลากหลาย และมีคุณภาพ พร้อมรุกตลาดส่งออกด้วยสินค้าคุณภาพ ปลอดภัยระดับพรีเมียม ที่ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ ฮอร์โมน และสารเร่งเนื้อแดงในกระบวนการผลิต และขยายกำลังการผลิตไก่ปรุงสุก ตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น

นายสมศักดิ์ บุญลาภ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจอาหาร เครือเบทาโกร เปิดเผยว่า ปี 2561 เป็นอีกหนึ่งปีแห่งความสำเร็จของเบทาโกร ด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ การเปิดตัวแคมเปญการตลาดใหญ่ “ไส้กรอกรมควันเบทาโกร – อร่อยใช่ สัมผัสไหนก็โดน” โดยมี โป๊ป-ธนวรรธน์ เป็นพรีเซ็นเตอร์คนแรกของผลิตภัณฑ์ไส้กรอกแบรนด์เบทาโกร สามารถเพิ่มการรับรู้แบรนด์ไส้กรอกรมควันเบทาโกรในตลาดได้ถึง 93% และมีการบริโภคเป็นประจำเพิ่มสูงถึง 45% (ผลการวิจัยผู้บริโภค 300 คน

โดยวัดจากการรับประทานสินค้าทุก 1 สัปดาห์ เป็นประจำ) ช่วยดันยอดขายเพิ่มเฉพาะกลุ่มไส้กรอกสูงถึง 10% โดยที่ไส้กรอกกลุ่มพรีเมี่ยมและเกรด A เติบโตถึง 15% นอกจากนี้ เบทาโกร ยังมุ่งมั่นสร้างการรับรู้และความเข้าใจเพื่อหวังให้ผู้บริโภคตระหนักและหันมาให้ความสำคัญกับการเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณภาพสูง ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ ผ่านแคมเปญ ‘เลือกกิน ให้อนาคต’ ตอกย้ำผลิตภัณฑ์เอสเพียว ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะในขั้นตอนการเลี้ยงตั้งแต่วันแรก หรือ RWA (Raised Without Antibiotics) รับรองโดย NSF เป็นรายแรกของโลก ส่งผลให้ภาพรวมตลาดอาหารสดหมู ไก่ ไข่ ภายใต้แบรนด์เอสเพียว ในปี 2561 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 17% ในขณะที่ตลาดสินค้าพรีเมี่ยมเติบโต 10%

สินค้ากลุ่ม RWA (Raised Without Antibiotics) นี้ ยังถือเป็นสินค้าสำคัญที่ช่วยเปิดตลาดส่งออกอาหารไปยังกลุ่มตะวันออกกลางและตลาดยุโรป ในรูปแบบ OEM และภายใต้ตราสินค้าเอสเพียว ไปยังประเทศฮ่องกงอีกด้วย ส่งผลให้ยอดส่งออกเบทาโกรเพิ่มขึ้น 14% ในขณะที่การส่งออกโดยรวมของประเทศไทยมีอัตราการเติบโตเพียง 11%

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ทิศทางธุรกิจของเบทาโกรในปี 2562 เรามีกิจกรรมหลัก 4 กิจกรรม โดยกิจกรรมแรก เป็นการเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จจากแคมเปญ ไส้กรอกรมควันในปีที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อแคมเปญใหม่ ‘ไส้กรอกเบทาโกร ชีส ซีรีส์ ความอร่อยที่ใครก็หยุดไม่ได้’ โดยออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ไส้กรอกชีส 6 รสชาติ 6 สไตล์ เพื่อให้สอดรับกับกระแสความต้องการของตลาด ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ชื่นชอบชีส และไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว แต่ก็ยังคงให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพของอาหาร

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้าพรีเมี่ยมแบรนด์เอสเพียว จึงออกผลิตภัณฑ์ไส้กรอกพรีเมี่ยมสไตล์โฮมเมดที่ผลิตจากเนื้อหมูเอสเพียว เอาใจกลุ่มผู้บริโภคที่ใสใจในการเลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดให้ตนเองหรือครอบครัว โดยเริ่มวางจำหน่าย 6 สาขา ได้แก่ ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, สยามพารากอน, เดอะมอลล์บางแค, เซ็นทรัลชิดลม และเซ็นทรัลปิ่นเกล้า รวมทั้งตั้งเป้าขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าเอสเพียวผ่าน Antibiotic Free Zone ในร้าน BETAGRO Shop กว่า 49 สาขา และผลักดันสู่ทุกสาขาของร้าน BETAGRO Shop ทั่วประเทศ ในปี 2020 ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปของเบทาโกรถือครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 15% มูลค่าราว 4,000 ล้านบาท ตั้งเป้าเติบโต 15%

สำหรับแนวโน้มตลาดส่งออกของปี 2562 เป็นไปในทิศทางที่ดี เบทาโกรตั้งเป้าปริมาณการส่งออกทั้งหมดในปีนี้ กว่า 97,580 ตัน ตั้งเป้าเติบโต 12% ในปีนี้ โดยผลิตภัณฑ์หลักยังคงเป็นไก่ปรุงสุกแช่แข็ง และไก่สดแช่แข็ง ซึ่งในปีนี้ยังคงเน้นการทำตลาดสินค้าไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ (RWA) ทั้งภายใต้แบรนด์เอสเพียว และ OEM ไปยังตลาดเอเชีย ได้แก่ ประเทศ ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และยุโรป ในกลุ่มสแกนดิเนเวียร์ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีโครงการขยายกำลังการผลิตสินค้าไก่ปรุงสุกเพิ่มขึ้นอีกปีละ 3,000 ตัน เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นซึ่งมีความต้องการสินค้าจากประเทศไทยมากขึ้น

ในส่วนของ Betagro Central Kitchen นวนคร ที่ได้ลงทุนก่อสร้างศูนย์นวัตกรรมอาหารเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เมื่อปีที่แล้ว ด้วยงบกว่า 750 ล้านบาท วันนี้ Betagro Central Kitchen พร้อมแล้วที่จะส่งต่ออาหารพร้อมรับประทานที่หลากหลายมากกว่า 1,000 รายการ ใน 6 หมวดสินค้า ได้แก่ 1) อาหารทานเล่นและสินค้าทอดประเภทหมู ไก่ 2) ผลิตภัณฑ์ไข่ปรุงสุก 3) ข้าวกล่องพร้อมรับประทาน 4) กับข้าวสำเร็จรูป 5) เบเกอรี่ และ 6) ผลิตภัณฑ์ปรุงรส ผลิตด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ด้วยกำลังการผลิตรวม 8,000 ตันต่อปี และคาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายในส่วนของอาหารแปรรูป และพร้อมรับประทานได้อีกราว 17%

สำหรับงาน THAIFEX : World of Food Asia 2019 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 28 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน นี้ เครือเบทาโกรร่วมออกบู๊ธเพื่อแสดงสินค้าอาหารคุณภาพสูง เปิดโอกาสทางธุรกิจอาหารแก่ผู้ประกอบการต่างๆ ภายใต้แนวคิด ‘Experience Real Quality with Betagro’ บนพื้นที่กว่า 252 ตารางเมตร เนรมิตให้เป็น Butcher & Barn เพื่อให้คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้บริโภคได้สัมผัสกับประสบการณ์รูปแบบใหม่ของแบรนด์เบทาโกร ผ่านโซนนิ่งต่างๆ และไฮไลท์พิเศษ คือการสาธิตวิธีการบรรจุไส้กรอก S-Pure Homemade Sausage และจัดแสดง The Pork Cuts Range โชว์เนื้อหมูสดครึ่งซีกที่ตัดแต่งอย่างสวยงามเพื่อแสดงความสดใหม่อย่างมีคุณภาพ

คาดว่าจะสามารถดึงดูดผู้เข้าเยี่ยมชมบู๊ธเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกชม และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ครบทุกไลน์ ทั้งอาหารสด อาหารแปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หลากหลายรายการ ห้ามพลาด! กับ บู๊ธ Betagro ที่ให้ผู้ที่มาเยี่ยมบู๊ธได้ลิ้มลองความอร่อยจากผลิตภัณฑ์จากเครือเบทาโกรตลอดวัน โดยทีม Pro Chef จาก Thailand Culinary Academy อาทิ เชฟวัฒนศักดิ์ ช่างเก็บ เชฟเทียนชัย พีรพงศธร ทั้งกับข้าว อาหารรับประทานเล่น อาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพ เบเกอรี่ ฯลฯ รวมกว่า 30 เมนู ระหว่าง วันที่ 28 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2562 เวลา 10.00–18.00 น. ณ ชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี

บุญบั้งไฟเป็นประเพณีของชาวอีสานที่สืบสานกันมา เพราะชาวอีสานเชื่อว่าบุญบั้งไฟจะนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ ขอฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาลในปริมาณที่เหมาะสม พืชพันธุ์เจริญเติบโต ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ โดยมีความเชื่อพื้นฐานมาจากนิทานพื้นบ้านเรื่องพญาแถนผาแดงนางไอ่

ที่ตำบลบ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้จัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ แพรวากาฬสินธุ์ ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี ในวันสุดสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 25-26 พฤษภาคม 2562 โดยมี นางณฐอร การถัก ปลัดเทศบาลปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีตำบลบ้านโพน เป็นประธานจัดงาน และ นางเฉลิมขวัญ สุริยวรางกุล ตัวแทนนายก อบจ. เป็นประธานพิธีเปิดงาน

พิธีแห่บุญบั้งไฟอันงดงามวิจิตรของชาวบ้านโพนทั้ง 5 ตำบล ในปีนี้สวยงามแปลกตาด้วยการนำผ้าแพรวาผืนงามมาร่วมขบวนแห่บุญบั้งไฟ นอกจากชุดพื้นเมืองของชาวบ้าน ยังมีชุดงดงามแบบประยุกต์ต่างๆ ของนางแบบซึ่งตัดจากผ้าแพรวาจากฝีมือของช่างทอชาวบ้านโพน ด้วยการออกแบบและร่วมสนับสนุนขบวนแห่อันวิจิตรตระการตานี้ โดย นางสาวกุลทรัพย์ เมธีไตรพัฒน์ กรรมการผู้จัดการมุตตา ไทยแลนด์ เพื่อต่อยอดผ้าแพรวาราชินีไหมสู่สากล

นอกจากขบวนแห่อันสวยงาม ยังมีการจุดบั้งไฟใต้น้ำ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่น่าอัศจรรย์มาก

นางณฐอร ปลัดเทศบาล กล่าวว่า “งานประเพณีบุญบั้งไฟของชาวบ้านโพนนี้ ชาวบ้านร่วมกันจัดขึ้นเพื่อรักษาประเพณีอันดีงามนี้ไว้ จึงจัดงานช่วงกลางวันเพื่อหลีกเลี่ยงอบายมุข แม้แต่เวทีรำวงก็ยังจัดช่วงกลางวันของวันที่ 26 พฤษภาคม เวลา 10.00-18.00 น. โดยมีผู้เฒ่าผู้แก่ในชุดพื้นเมืองห่มผ้าสไบเฉียงแพรวา นั่งชมเด็กหนุ่มสาวเต้นรำวงอย่างมีความสุข”

การเป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัดเชียงราย มีความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำ ภูเขา ป่าไม้ ตลอดจนยังติดกับแม่น้ำโขง จึงทำให้ “เวียงแก่น” มีสภาพทางธรรมชาติที่เอื้อต่อการปลูกพืช ไม้ผล ได้อย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะการปลูกส้มโอของชาวบ้านที่พัฒนาคุณภาพได้มาตรฐาน กลายเป็นไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญส่งขายต่างประเทศ

คุณนงนุช โสดาภูมิ เกษตรอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า มีพื้นที่ปลูกส้มโอทั้งหมด 5,300 ไร่ พันธุ์ส้มโอที่ปลูกเป็นการค้ามี 3 ชนิด คือ ทองดี ขาวใหญ่ และเซลเลอร์ ลักษณะพื้นที่ปลูกแบบพื้นราบ สามารถแยกเป็นสวนที่ให้ผลผลิตประมาณ 3,000 ไร่ และในจำนวนนี้ พื้นที่ 2,000 ไร่ จะปลูกพันธุ์ทองดี อีก 600 ไร่ เป็นขาวใหญ่ และเซลเลอร์ จำนวน 400 ไร่ โดยมีผลผลิตเฉลี่ย 2,000 กิโลกรัม ต่อไร่

ทางด้านคุณภาพส้มโอเวียงแก่น ได้พัฒนาปรับปรุงมาโดยตลอด จากครั้งแรกที่เริ่มปลูกจะได้รสฝาด ขม จนมาถึงทุกวันนี้ชาวสวนส้มโอมีฝีมือการปลูกที่เก่งมาก บริหารจัดการเทคโนโลยีการให้ปุ๋ย การตัดแต่งกิ่ง การป้องกันศัตรูพืช โรคพืช ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้รสชาติมีความอร่อยถูกปากผู้บริโภค โดยเฉพาะชาวต่างประเทศที่ติดอกติดใจเจาะจงส้มโอจากเวียงแก่นเท่านั้น

“อย่างไรก็ตาม ส้มโอที่ส่งขายต่างประเทศจะมีเฉพาะบางสวนที่มีศักยภาพ และได้มาตรฐาน ตลอดจนได้รับรอง GAP และหนึ่งในนั้นเป็นสวนส้มโอแม่คำ ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการผลิตส้มโอทั้งในระดับจังหวัด ภูมิภาค และระดับประเทศ อีกทั้งยังเป็นที่ต้องการของต่างประเทศ”

คุณกิติยา มั่งมูล (แม่คำ) เจ้าของสวนส้มโอ “แม่คำ” บ้านเลขที่ 198 หมู่ที่ 5 ตำบลม่วงยาย อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย นับเป็นสวนส้มโอคุณภาพและเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนส้มโอเวียงแก่นเพื่อการส่งออก

แม่คำ เล่าว่า เดิมปลูกข้าวโพดและถั่ว แต่ประสบปัญหาราคา จึงเปลี่ยนมาปลูกส้มโอ เพราะเห็นว่าชาวบ้านแถวนี้ปลูกได้สำเร็จ ปัจจุบันปลูกส้มโออยู่ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ทองดี ขาวใหญ่ และเซลเลอร์ พื้นที่ปลูกส้มโอ จำนวน 20 ไร่ ปลูกมาเป็นเวลา 15 ปี

“แรกเริ่มไปหาซื้อพันธุ์มาจากสมุทรสงคราม แล้วมาขยายด้วยการทาบกิ่ง ศึกษาข้อมูลพันธุ์ตลอดจนวิธีปลูกจากหนังสือเกษตร รวมถึงยังไปดูจากสวนส้มโอที่ชาวบ้านในพื้นที่ปลูกแล้วประสบความสำเร็จ”

ในช่วงทดลองปลูก แม่คำใช้พื้นที่จำนวน 4 ไร่ก่อน ปลูกจำนวนไม่มาก เพราะต้องการเรียนรู้ให้ชำนาญ จนกระทั่งได้ผลผลิตมีคุณภาพพอสมควร เมื่อนำไปขายได้ราคาเป็นที่พอใจ จากนั้นจึงขยายพันธุ์เพิ่มพื้นที่ปลูกมาเรื่อยกระทั่งมีจำนวน 20 ไร่ ในปัจจุบัน

“เน้นปลูกทองดี เป็นพันธุ์หลัก จำนวน 220 ต้น รองลงมาเป็นขาวใหญ่ 60 ต้น และเซลเลอร์ จำนวน 60 ต้น ระยะปลูกมีทั้ง 7 คูณ 7 เมตร กับ 8 คูณ 8 เมตร ขึ้นอยู่กับพื้นที่แต่ละแห่ง”

สวนส้มโอแม่คำ เตรียมแปลงและดูแลปลูกอย่างไร?

ขุดหลุมปลูกขนาด กว้าง ยาว และลึก 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยอินทรีย์และปูนขาว นำต้นพันธุ์ที่ได้จากการทาบกิ่ง มีขนาดสูงประมาณ 1 เมตร ลงหลุม กลบดินให้เสมอปากหลุม รดน้ำ โดยยังไม่ต้องใส่ปุ๋ยอะไร เพื่อให้ต้นปรับสภาพความพร้อมเสียก่อน
จากนั้นอีก 1 เดือน จึงเริ่มใส่ปุ๋ย สูตรเสมอ 15-15-15 ประมาณสัก 2 กำมือ โรยรอบต้น โดยใส่เดือนละครั้ง จนเมื่อมีใบอ่อนเริ่มแตก จึงทิ้งช่วงใส่ปุ๋ยสูตรเสมอเดือนเว้นเดือน แต่ยังใส่ปุ๋ยสังเคราะห์แสงและปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก ตลอดจนน้ำหมักร่วมด้วย นอกจากนั้นยังเสริมด้วยฮอร์โมนไข่ที่ผลิตเอง จะฉีดเฉพาะช่วงเช้าสัปดาห์ละครั้ง

อย่างไรก็ตาม แม่คำชี้ว่า ปุ๋ยและอาหารเสริมเหล่านี้จะสลับกันใส่ตลอดระยะเวลา 3-4 ปี ก่อนจะมีผลผลิต ทั้งนี้ปุ๋ยคอก ใช้ประมาณ 3 กิโลกรัม ต่อต้น สลับกับปุ๋ยเคมีที่ใช้เพียง 1 กิโลกรัม ต่อต้น จนเมื่อต้นส้มโอมีอายุได้ประมาณ 4 ปี จะเริ่มมีผลผลิต แต่ยังไม่ใช้แล้วจะเด็ดทิ้ง ระหว่างนั้นจะต้องฉีดยาป้องกันโรคและแมลงอย่างพวกเพลี้ยหรือหนอน จนเมื่อเข้าปีที่ 5 จึงเริ่มทำผลผลิตด้วยการตัดแต่งกิ่ง พร้อมกับพ่นยาป้องกันแมลง จากนั้นประมาณ 15-30 วัน จะเริ่มมียอดอ่อนแตก แล้วค่อยพ่นยาป้องกันไรขาว ไรแดง ประมาณ 10 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร จนเมื่อใบเริ่มมีสีเขียวเข้ม ซึ่งใช้เวลาประมาณ 15 วัน

เก็บผลผลิตได้ถึง 3 รุ่น ทุกรุ่นมีคุณภาพดี

แม่คำ เก็บผลผลิตส้มโอในสวนของเธอได้ถึง 3 รุ่น โดยรุ่นแรกยังไม่ได้จำนวนมากนัก อีกทั้งคุณภาพก็ยังไม่จัด จึงนำไปขายในพื้นที่ก่อน ผลผลิตรุ่นแรกจะเริ่มประมาณเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม สามารถเก็บได้ประมาณ 1 ตัน ขณะเดียวกันรุ่นสองจะเริ่มมีผลอ่อนแล้วจะมีคุณภาพดีกว่ารุ่นแรก แล้วยังได้จำนวนมากกว่า โดยรุ่นสองจะเก็บประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม จะได้ประมาณ 5 ตัน

“ดังนั้น รุ่นนี้จะเริ่มขายส่งให้กับบริษัทเพื่อส่งไปยังตลาดยุโรปและจีน ราคาส่งยุโรป ขายผลละ 25 บาท ขนาดผลประมาณ 1.2 กิโลกรัม ถ้าส่งจีนกำหนดราคาขายด้วยการวัดรอบผล ประมาณ 18-20 นิ้ว จนมาถึงรุ่นสามที่จะไปแก่จัดเก็บได้ประมาณเดือนสิงหาคม-กันยายน จะได้ผลผลิตประมาณ 5 ตัน เช่นกัน”

หลังจากเก็บผลผลิตรุ่นสามเสร็จแล้ว ก็จะเริ่มปรับปรุงดูแลต้น โดยเริ่มจากการตัดหญ้าในสวน แล้วตัดแต่งกิ่ง ทรงพุ่ม ด้วยการดูว่ากิ่งไหนที่ซ้อนกันบังกันก็จะตัดออก เพื่อต้องการให้แสงแดดส่องผ่าน เสร็จแล้วจึงฉีดพ่นยาล้างต้นที่เรียกว่า Copper เพื่อป้องกันแคงเกอร์ หลังจากพ่นเสร็จแล้ว จะใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 ใส่ต้นละ 1 กิโลกรัม ทิ้งไว้ 1 เดือน แล้วค่อยใส่ปุ๋ย สูตร 25-7-7 ประมาณ 1 กิโลกรัม ต่อต้น เพื่อเร่งการแตกใบอ่อนและเกิดดอกตามมา พร้อมไปกับการควบคุมปริมาณน้ำและเติมฮอร์โมนช่วย
สำหรับแหล่งน้ำที่นำมาใช้มาจากการขุดสระในสวนไว้หลายแห่ง เพื่อรองรับปริมาณน้ำให้เพียงพอ พร้อมกับวางระบบสปริงเกลอร์ไว้ทั่วสวน

เป็นสวนส้มโอปลอดภัยระดับมาตรฐานสากล

ตลาดที่ขายคือ ขายผ่านบริษัทซึ่งเป็นตัวแทนนำไปส่งตลาดยุโรป จีน และที่อื่น แม่คำชี้ว่าส้มโอส่งขายตลาดยุโรปมีจำนวนประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ของผลผลิตรวม ส่งจีนประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือส่งขายตลาดในประเทศ

ส่วนวิธีรับซื้อนั้น ทางบริษัทจะเข้ามาดูความสมบูรณ์ของส้มโอทั้งในเรื่องขนาด รสชาติ รูปลักษณะผลก่อนจะตั้งราคารับซื้อ โดยจะตั้งราคารวมกันเป็นกลุ่มร่วมกับทางวิสาหกิจ ในชื่อ “วิสาหกิจชุมชนส้มโอเพื่อการส่งออก”

แม่คำ บอกว่า แม้จะปลูกกันหลายสวนในเขตอำเภอเวียงแก่น แต่ไม่ทุกสวนที่มีศักยภาพผลิตส้มโอส่งขายต่างประเทศ เนื่องจากสวนเหล่านั้นจะต้องผ่านเกณฑ์การปลูกส้มโอที่ได้คุณภาพมาตรฐาน GAP ผลมีขนาดเท่ากันสม่ำเสมอ ผิวสวย ไม่มีตำหนิ นอกจากนั้น สวนส้มโอแม่คำยังได้รับมาตรฐาน GLOBAL GAP ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับส่งขายต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งก็ไม่ใช่จะได้กันง่ายๆ จึงนับเป็นสวนที่ปลูกส้มโอปลอดภัยในระดับมาตรฐานสากล

แจง…ความอร่อยของแต่ละพันธุ์

ลักษณะเด่นของส้มโอสวนแม่คำอยู่ที่เนื้อไม่แห้ง ไม่แฉะ มีสีชมพูอ่อน รสหวานอมเปรี้ยว โดยเฉพาะถ้าเป็นผลผลิตช่วงเดือนสิหาคม-กันยายน ของรุ่นสามจะมีความอร่อยสุดสุด ส่วนขาวใหญ่เนื้อมีสีน้ำผึ้ง หวานฉ่ำ ขณะที่เซลเลอร์ มีผิวผลเมื่อสุกสีเขียวอมเหลือง เนื้อในสีแดง แต่ไม่เข้มเท่ากับพันธุ์ทับทิมสยาม เป็นส้มโอที่มีรสชาติหวาน ทั้งนี้ ทองดีขายดีเป็นอันดับ 1 แล้วมักส่งขายที่ยุโรปร่วมกับเซลเลอร์ ส่วนขาวใหญ่ทางจีนชอบ และส่งในประเทศด้วย

แม่คำ เผยว่า ในแต่ละปี จำนวนส้มโอไม่เท่ากัน ปีนี้ได้มาก พอปีหน้าลดลง จะสลับแบบนี้ตลอด พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ รวมถึงความเป็นธรรมชาติของต้นส้มโอที่จะต้องสะสมอาหารไว้ปีเว้นปี

“ท่านใดมีโอกาสเดินทางมาเวียงแก่น อย่าลืมแวะมาชิมส้มโอที่มีวางขายทั่วทั้งอำเภอ แต่ถ้าสนใจเข้ามาชิมในสวนติดต่อแม่คำได้ที่ โทรศัพท์ 091-852-4117 หรือที่ คุณนงนุช โสดาภูมิ โทรศัพท์ 081-971-5783”

สวนส้มโอแม่คำ นับเป็นแหล่งปลูกส้มโอที่ดีเด่นทั้งในระดับอำเภอและจังหวัด มีกลุ่มผู้สนใจทั้งชาวไทยและต่างประเทศเดินทางเข้ามาชมสวนอย่างคับคั่ง จึงเป็นสวนส้มโอที่ได้รับการยกย่องว่ามีคุณภาพ ส้มโอติดตลาดสากลไปแล้ว เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ปีนี้สภาพอากาศแห้งแล้งมาก มีผลกระทบมาถึงสวนผลไม้ของผม ทำให้ต้นไม้โทรมลงไป ปริมาณน้ำที่สำรองไว้ก็เหลือน้อย หากไม่มีฝนมาช่วย การขาดน้ำจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ดังนั้น ผมขอเรียนถามว่า ผมจะดูแลและฟื้นฟูสวนอย่างไร เพื่อช่วยบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในสภาวะแห้งแล้งที่กำลังเกิดอยู่ในขณะนี้

ผมเคยนำข้อมูลมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบมาบ้างแล้วว่า ในทุกๆ รอบ 10 ปี จะเกิดภาวะแห้งแล้ง 4 ปี แบ่งเป็นแล้งรุนแรง 2 ปี แล้งไม่รุนแรง 2 ปี น้ำท่วม 3 ปี จะมีสภาวะฝนฟ้าเป็นปกติเพียง 3 ปี เท่านั้น ซึ่งในปีนี้ภาวะแห้งแล้งกลับมาเยือนอีกวาระหนึ่ง

กรณีที่ปริมาณน้ำไม่พอเพียงสำหรับการเจริญเติบโต และการพัฒนาการของไม้ผล มีผลทำให้เกิดอาการใบเหลือง ผลหลุดร่วง หรือผลมีขนาดเล็ก รูปร่างบิดเบี้ยว และหากขาดน้ำอย่างรุนแรง อาจทำให้ต้นไม้ยืนต้นตายได้ ดังนั้น ในระยะนี้ควรคลุมโคลนต้นด้วยฟางข้าว หรือวัสดุอื่นๆ เพื่อช่วยรักษาความชื้นในดินให้ได้ยาวนานขึ้น ตัดแต่งกิ่งแห้ง กิ่งไม่สมบูรณ์ที่อยู่ภายในทรงพุ่มทิ้งไป

เมื่อต้นไม้ผ่านวิกฤติมาได้ ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 500 กรัม ต่อต้น พร้อมรดน้ำตาม แล้วกระตุ้นให้ต้นไม้แข็งแรง สามารถผลิใบใหม่ได้ ด้วย ทางด่วน ที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเดกซ์โทรส 600 กรัม กรดฮิวมิค 20 ซีซี ปุ๋ยเกล็ด สูตร 15-30-15 ปริมาณ 20 กรัม สารป้องกันกำจัดเชื้อราตามอัตราแนะนำ และสารจับใบ ละลายในน้ำสะอาด 1 ปี๊บ หรือน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 2 ครั้ง ในทรงพุ่มให้ทั่ว และต้องควบคุมแมลงศัตรูอย่างสม่ำเสมอ เมื่อจัดหาน้ำได้พอเพียงแล้วก็ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน

การปฏิบัติตามข้างต้นจะช่วยทำให้สวนผลไม้ของคุณเสียหายน้อยลง สามารถฟื้นตัวและให้ผลผลิตได้ในระดับเกือบปกติ เทคนิคดังกล่าวใช้ได้กับไม้ผลทุกชนิด ไม่ว่า เงาะ ทุเรียน มังคุด และผลไม้อื่นๆ